นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 327 เห็ดก่อรูปทราย

        ตอนที่ 327 เห็ดก่อรูปทราย

         

         

        “ไม่มีข้อมูลเลยเหรอครับ ขอบคุณมากครับ” เพชฌฆาตยิ้มขอบคุณพนักงานสมาคมนักผจญภัยชายผู้หนึ่ง หลังจากเดินออกมาจากสมาคมเขาจึงถอนหายใจยาว นี่ก็หลายวันแล้วที่เขาพยายามหาข้อมูลของศิลาแม่เหล็กบรรพกาลและขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้า หากก็ยังไม่เจอร่องรอยใด ๆ เลย

         

        "คุณนิทานก็ดูจะยังไม่เจอยางสนด้วย เฮ้อ"

         

        ขณะนี้เพชฌฆาตอยู่ที่เมืองครุฑ เมืองทางตอนใต้ของอาณาจักรไฟกัลป์ หนึ่งในหัวเมืองใหญ่ของอาณาจักรที่มีประชากรนับล้าน เมืองครุฑนี้อยู่ใกล้กับขุนเขาและพฤกษา สถานที่ยอดนิยมสำหรับการทำภารกิจของนักผจญภัย

         

        หลายวันมานี้เพชฌฆาตไล่เดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งรวมนักผจญภัยเพื่อสืบเรื่องราวของวัตถุดิบอีกสองชนิด ในตอนแรกเขานั้นหวังไว้มากเพราะตัวเขาเองมีเส้นสายเพื่อนนักผจญภัยกระจายอยู่ทั่วไปหมดจากชีวิตที่ต้องเดินทางไปทำภารกิจหลายที่

         

        ก่อนหน้านี้เวลานั้นกระชั้นเกินไปจนเขาแทบไม่มีเวลาหาข้อมูลอะไรเลย เขาเลยกลายเป็นคนเดียวที่ไม่มีข้อมูลใด ๆ ช่วยนิทานได้เลย ดังนั้นเขาจึงหมายมั่นว่าจะเป็นคนที่รวบรวมข้อมูลของอีกสองวัตถุดิบมาให้ได้

         

        ผมอุตส่าห์สนิทกับคุณนิทานที่สุดแท้ ๆ เพชฌฆาตถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยว จากที่คิดว่าตนสมควรหาข้อมูลของวัตถุดิบได้บ้างแต่ในความเป็นจริงคือไม่มีใครมีข้อมูลพวกนั้นเลย

         

        เมืองครุฑนี้เป็นเมืองที่สามแล้วที่เขาไปมา เขาแทบจะเดินทางวันละเมืองด้วยซ้ำแต่ก็ยังไม่ได้อะไรอยู่ดี เขาคอตกหันซ้ายหันขวา หวังว่าจะมีเหตุการณ์ดวงพุ่งโชคดีที่พาให้เขาได้ไปเจอเบาะแสเหมือนในหนังสือบ้าง

         

        “ต้องไปที่เอเทอรัมเองแล้วล่ะมั้ง” เพชฌฆาตเหม่อมองขึ้นท้องฟ้า แล้วจึงหันไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากจุดนี้เขาสามารถเห็นจุดเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่กลางนภาได้ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเวลาจะใกล้หมดลงเต็มที เขาเริ่มนึกถึงการเดินทางไปสืบข้อมูลนอกอาณาจักรไฟกัลป์

         

        ขนนกเส้นหนึ่งร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า ลอยผ่านหน้าเพชฌฆาต เรียกสายตาของเขาให้หันไปหาต้นตอ นักบวชเผ่าซือบาสกลุ่มหนึ่งเหินร่อนลงจากฟากฟ้าในจุดที่ไม่ห่างไปนัก

         

        หนึ่งในกลุ่มนั้นคือนักผจญภัยเผ่าซือบาสคนหนึ่งที่เพชฌฆาตจำหน้าค่าตาได้ เขาเคยเป็นหนึ่งในหน่วยเชื้อไฟ เป็นสมาชิกที่ไต่เต้าขึ้นมาจากกองทัพ ภายหลังเก็บเงินได้มากพอจะซื้ออสังหาเล็ก ๆ ในเอเทอรัมได้ จึงลาออกไปทำงานเป็นนักผจญภัย 

         

        แม้จะไม่ได้สนิทอะไรมากแต่ก็เป็นสหายคนหนึ่งที่เพชฌฆาตสามารถพูดคุยชวนกินข้าวด้วยได้ หากเขาจำไม่ผิดดูเหมือนว่าสหายคนนี้จะเริ่มศึกษามันตราโบราณมากขึ้น 

         

        รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเพชฌฆาตเมื่อสหายคนนั้นหันมาสบตาเขาอย่างพอดิบพอดี เผ่าซือบาสคนนั้นย่อมจดจำเพื่อนผู้หล่อเหลาในอดีตได้ เขาจึงโบกมือให้อย่างเป็นกันเอง

         

        สหายเผ่าซือบาสที่มีที่อยู่ในเอเทอรัม ผู้ศึกษาและสนใจในมันตราโบราณ แถมยังรับภารกิจจากนักบวชของศาสนาปฐมมันตราที่เป็นเผ่าซือบาสเหมือนกัน

         

        “ก็โชคดีเหมือนกันแฮะ” เขายิ้มร่า ออกเดินตรงไปหาเพื่อนผู้นั้น

         

        ——————————————————————————————————————————————————

         

        นิทานแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวดเมื่อแผลที่แก้มเริ่มผสาน อาจเป็นเพราะร่างกายนี้ได้รับการปลอมแปลงมาก่อนหน้า เมื่อเริ่มรักษาจึงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเล็กน้อย

         

        แผลที่ท้องนั้นหายไปโดยสมบูรณ์พร้อม ๆ กับแผลที่ใบหน้า แก้มอันแสนน่ากลัวที่เคยแหว่งจนเห็นฟันไม่มีอีกต่อไป คืนสภาพสู่เรนเดลผู้น่ารักคนเดิม ทางด้านคีตาไม่บาดเจ็บอะไรมาก มันรับหน้าที่ออกสำรวจพื้นที่รอบ ๆ แถวนี้เพื่อตรวจสอบการคงอยู่ของต้นหอมแสนลี้

         

        หางที่ตกลู่ลงมาของคีตาคือคำตอบ นิทานได้แต่ขยี้หัวของมันอย่างเซ็ง ๆ หมดไปครึ่งหนึ่งแล้ว หวังว่าจะเป็นที่ต่อไปนะ

         

        การที่โอเอซิสแห่งนี้ถูกครอบครองโดยสัตว์อสูรระดับอริยะที่แข็งแกร่งอย่างแร้งสีทองตัวนั้นทำให้โอเอซิสแห่งนี้ไม่มีสัตว์อสูรตัวอื่นอีก ทั้งสองตัดสินใจพักค้างแรมที่โอเอซิสแห่งนี้ ล่าสัตว์ป่าแถวนั้นเป็นอาหาร ยามค่ำคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว

         

        ทั้งสองออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่อีกครั้ง ความหวังฝากเอาไว้เต็มอกว่าโอเอซิสแห่งที่สามจะเป็นโอเอซิสที่มีต้นหอมแสนลี้อยู่ หากแต่ก่อนหน้านั้นทั้งสองมีสถานที่ให้ต้องแวะเวียนไป สถานที่ที่ไม่ห่างไปมากนัก

         

        ต้นกระบองเพชรต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทะเลทราย โดดเด่นคล้ายเกาะโดดเดี่ยวกลางทะเล ตัวลำต้นเป็นสีชมพูอมม่วงที่ดูแปลกตา ยิ่งทำให้ง่ายต่อการมองเห็นในทะเลทราย

         

        บนยอดสุดของกระบองเพชรนั้นคือเห็ดชนิดหนึ่ง มันงอกออกมาจากต้นกระบองเพชรนั้น ตัวเห็ดมีขนาดใหญ่เท่าหัวมนุษย์ เมื่อมองใกล้ ๆ ด้วยอาณาเขตแล้วจึงพบว่าตัวเนื้อเห็ดนั้นร่วนเละราวกับเม็ดทราย แม้แต่ละอองที่มันปล่อยออกมาโดยรอบยังเป็นทรายชนิดหนึ่ง

         

        บริเวณพื้นทรายรอบต้นกระบองเพชรเปล่งประกายวิบวับด้วยเศษอัญมณีมากมายที่ปะปนกระจายอยู่ทั่ว สะท้อนแสงอาทิตย์เจิดจ้าไปรอบทิศจนคีตาต้องหรี่ตาลง ภาพเช่นนี้ไม่แปลกอะไรนักในทะเลทรายฝังอัญมณี จะอย่างไรเศษอัญมณีพวกนี้ก็มีอยู่ทั่วไป การที่จะมีพวกมันมากหน่อยในบางจุดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหลังจากพายุทรายพึ่งผ่านพ้นไป

         

        การเดินทางของพายุทรายอาจฝังกลบเศษอัญมณีใต้ดินให้ปรากฏขึ้นมาเหนือพื้นดิน แล้วจึงกระจายออกเมื่อพายุทรายสลายตัว รอบ ๆ ต้นกระบองเพชรนี้สมควรมีเศษอัญมณีเยอะเพราะเหตุนั้น

         

        ที่ปะปนอยู่กับเศษอัญมณีนั้นคือเม็ดสีขาวเล็กและใหญ่ที่กระจายแยกกันไปรอบด้าน เม็ดเหล่านี้มิได้สะท้อนแสงดั่งเศษอัญมณี ยากต่อการสังเกต นิทานเกาหัวเมื่อคีตาส่งภาพแบบใกล้ของเม็ดสีขาวเหล่านั้นมา

         

        มันคือเศษกระดูก

         

        เป็นกระดูกจำนวนมหาศาลที่ถูกย่อยสลายจนเหลือสภาพเพียงเม็ดเล็ก ๆ คล้ายก้อนหิน ปริมาณของเม็ดกระดูกเหล่านี้มีไม่น้อยเลย ยิ่งเมื่อกะจากพื้นที่และการย่อยสลายแล้วบางทีใต้ดินรอบ ๆ นี้อาจจะมีกระดูกเหล่านี้อยู่อีกมาก

         

        สิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติวางโด่อยู่กลางทะเลทราย ถ้าเข้าไปหยิบได้ง่าย ๆ คงโดนหยิบไปนานแล้วล่ะนะ นิทานหัวเราะกับตนเอง เขาไม่สงสัยเลยว่าซากกระดูกรอบ ๆ นี้สมควรเกิดจากพวกที่ต้องการชิงเห็ดนั้น

         

        นิทานดูดทรายกองใหญ่เบื้องหน้า เขาหยิบเม็ดกระดูกเหล่านั้นมาตรวจสอบด้วยสายตา แล้วจึงพบว่าเม็ดกระดูกพวกนั้นหลายเม็ดมีรูปร่างบิดเบี้ยว บ้างแหลมคม เม็ดเหล่านั้นส่วนมากจะเป็นเม็ดที่อยู่บนผิวทราย ต่างกันกับเม็ดใต้ทรายที่จะกลมมนกว่า

         

        กระดูกแยกส่วนเป็นชิ้น ๆ จนสามารถโดนลมขัดจนกลมได้ งั้นก็ไม่ใช่พิษ นิทานก้มหน้าคิด เขาเริ่มลังเลว่าตนควรติดต่อไปถามไพลินเพื่อขอความเห็นดีหรือไม่

         

        การติดต่อแต่ละครั้งเป็นเรื่องไม่ยากนักที่จะปิดบัง แต่นั่นคือกรณีที่ไพลินอยู่ในสถานที่ปิดบังได้ง่าย หากเธออยู่ในที่เปิดที่คนเห็นได้ง่ายแล้วเขาติดต่อไปจะยากต่อการปิดบัง ยังไม่นับรวมเรื่องที่อาจมีผู้ขีดเขียนชะตาบางคนสามารถตามรอยการติดต่อได้อีก

         

        นิทานคิดเล็กน้อยก่อนจะหยิบศิลาส่งผ่านขึ้นมา ศิลาชิ้นนี้ไม่ได้มีสีทองดังเช่นที่เขาใช้ติดต่อกับไพลิน แต่กลับเป็นสีแดงเพลิงร้อนแรง พลังจิตวิญญาณจำนวนน้อยถูกอัดถ่ายลงไป เพียงไม่นานศิลาส่งผ่านนี้ก็ปรากฏแสงวาบขึ้น ใบหน้าของสตรีผมดำนัยน์ตาสีน้ำตาลปรากฏขึ้น

         

        เธอมีท่าทีงุนงงเล็กน้อยที่ได้รับการติดต่อมาเช่นนี้ ใบหน้านั้นมีความดีใจฉายชัดจนท่วมหากก็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นก่อนมันจะเปลี่ยนกลับไปเป็นใบหน้านิ่งเฉย

         

        “มีธุระอะไร?” ผู้พันลาลันตาเอ่ยถามอย่างนิ่งสงบ ฉากหลังของเธอยังคงเป็นห้องทำงานที่เธอแทบจะใช้อาศัยแทนบ้าน

         

        ก่อนที่นิทานจะเอ่ยตอบ ผู้พันลาลันตากางฝ่ามือของตนออก ภาพในศิลาส่งผ่านกลายเป็นสีแดงฉาน ดุจดั่งสุริยันอุบัติขึ้นในห้องนั้น แสงสว่างเจิดจ้าจนนิทานต้องหยีตาหนีแสง ครู่ต่อมาทุกสิ่งก็กลับไปเป็นดังเดิม

         

        เมื่อทุกสิ่งคืนกลับ นิทานจึงได้เห็นว่าห้องทำงานของผู้พันเกิดข่ายอาคมที่ก่อกำเนิดจากเพลิงห้อมล้อมทั่วห้อง เป็นข่ายอาคมที่เธอมักใช้เป็นประจำเวลาต้องพูดคุยเรื่องสำคัญ

         

        “นิทานนนนนน! เป็นไงบ้าง ได้กินข้าวอิ่มมั้ย พักพอรึเปล่า ทะเลทรายร้อนมั้ย อย่าลืมอาบน้ำด้วยนะ ขนมที่ให้พกไปมีพอใช่มั้ย!” ผู้พันลาลันตาละทิ้งภาพลักษณ์หัวหน้าหน่วยพิทักษ์เมืองอย่างรวดเร็ว รัวคำถามจนนิทานไม่มีเวลาตอบ

         

        นิทานหัวเราะขำเมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของผู้พันลาลันตา โดยปกติแล้วเขาไม่ได้ติดต่อไปหาเธอบ่อยสักเท่าไหร่ เรนเดลนั้นเป็นใบ้ เวลานิทานหัวเราะเช่นนี้เขาจึงใช้มือหนึ่งปิดปากเพื่อไม่ให้เสียงหลุดออกไป และท่าทางเช่นนั้นกลับทำให้นิทานดูสมหญิงเป็นอย่างมาก

         

        “งุ้ยย ร่างเรนเดลน่ารักมากเลย บอกแล้วว่าผมยาวนี่แหละเหมาะที่สุด!” ตาของผู้พันลาลันตาแทบจะยิงลำแสงออกมาได้ เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้ราวกับต้องการจะทะลุผ่านศิลาส่งผ่านเข้ามากอด คีตาโผล่หน้าเข้ามาในจังหวะนี้ เมื่อเห็นหน้าของผู้พันลาลันตามันก็ผงะไปน้อย ๆ

         

        “ร่างเซเรนเซ่ของคีตาก็น่ารักที่สุดเลย!” เมื่อได้ยินคำชมของผู้พันลาลันตา คีตาก็ดูจะดีใจไม่น้อย มันยื่นหน้าเข้ามาอีกครั้ง

         

        เพราะว่าเรนเดลนั้นพูดไม่ได้ คีตาก็เลยทำหน้าที่ถือศิลาส่งผ่านให้นิทานทำภาษามือสื่อสาร นิทานชี้ไปยังเห็ดต้นนั้นที่อยู่บนยอดของกระบองเพชร แม้จะค่อนข้างไกลแต่ด้วยสายตาของผู้แสวงวิถีนิทานมั่นใจว่าเธอต้องมองออก หลังจากนั้นจึงชี้ไปยังพื้นทรายรอบ ๆ พร้อมทั้งยกเม็ดกระดูกให้ดูประกอบ

         

        นิ้วชี้ข้างซ้ายปัดผ่านฝ่ามือขวา แล้วจึงใช้กำมือข้างซ้ายให้เหลือเพียงนิ้วโป้งและก้อยก่อนจะแปะลงกลางฝ่ามืออีกครั้ง ถามว่าสิ่งนั้นคืออะไร

         

        “อ๋อ ไม่รู้จักใช่มั้ย นายนี่โชคดีใช้ได้เลยนะ” ผู้พันลาลันตาหัวเราะเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทางการแสดงออกของเรนเดล แม้แต่ในทะเลทรายเช่นนี้นิทานก็ยังไม่ยอมพูดแม้แต่คำเดียว

         

        “นั่นเรียกว่าเห็ดก่อรูปทราย เป็นสิ่งล้ำค่าตามธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้รังสรรค์สมบัติได้” เธอกล่าวยิ้ม ๆ พลางชี้ไปที่เห็ดต้นนั้น เมื่อได้รู้ว่าผู้พันลาลันตารู้จักเห็ดหน้าตาประหลาดต้นนั้นเรนเดลก็เผยท่าทีดีใจออกมา

         

        “อย่าพึ่งรีบดีใจไป เพราะเห็ดก่อรูปทรายจะเติบโตขนยอดสุดของกระบองเพชรหนามกรดที่แข็งแกร่งพอเท่านั้น” เพื่อป้องกันนิทานที่โลภเกินเหตุวิ่งเข้าไปเก็บสมบัติ เธอรีบกล่าวประโยคต่อไปอย่างว่องไว

         

        “ไอ้กองกระดูกที่นายเห็นนั่นล่ะ เหยื่อหลักของกระบองเพชรหนามกรด กระบองเพชรหนามกรดที่มีเห็ดก่อรูปทรายโตขึ้นบนยอดจะใช้มันเป็นตัวล่อให้เหยื่อเข้ามาใกล้ แล้วค่อยสังหารเพื่อดูดซับสารอาหาร” เธอชี้ยังเศษกระดูกบนมือของนิทาน

         

        “แต่เห็ดก่อรูปทรายก็คุ้มค่ากับการเก็บเกี่ยวนะ สรรพคุณหลัก ๆ ของมันคือเมื่อนำมันไปเป็นวัตถุดิบหลอมสร้างสมบัติแล้ว มีโอกาสสูงมากที่สมบัติชิ้นนั้นจะมีคำแห่งพลัง ทราย สลักไว้”

         

        "ยังมีการที่มันสามารถนำไปใช้ผสมเป็นโอสถล้ำค่าได้ด้วย ถือเป็นของราคาสูงที่หายาก" ผู้พันลาลันตากล่าวยิ้ม ๆ มองดวงตาสีม่วงอ่อนสวยงามของเรนเดลที่เจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ และนัยน์ตาของเซเรนเซ่ที่แทบจะกลายเป็นรูปเงิน


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน