[20 กรกฎาคม | 19:00 น.]
ณ โรงเตี๊ยมเหรียญทอง
ความว่างเปล่าคือสิ่งเดียวที่เขารู้จัก ก่อนที่ความเงียบงันจะถูกกรีดออกด้วยเสียงสัญญาณที่คุ้นเคย
ติ๊ง
มันไม่ใช่เสียงที่เดินทางผ่านอากาศ แต่มันก้องกังวานมาจากส่วนลึกของจิตสำนึก
เขาสูดลมหายใจเข้าปอด กลิ่นอับของไม้เก่าผสานกับกลิ่นจางๆ ของสมุนไพรแห้งซึมลึกเข้าสู่สัมผัส
อคินยันกายลุกขึ้นนั่งพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
“อคิน... ตื่นเสียที”
เงาร่างสูงโปร่งที่ยืนพิงขอบหน้าต่างขยับตัว แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของผ้าม่านอาบไล้ไปบนชุดเกราะสีทองอร่าม
มามาเลดในยามนี้ดูเคร่งขรึมกว่าทุกวัน
เสียงแผ่นโลหะที่เพิ่งผ่านการซ่อมแซมและขัดเงาเสียดสีกันดัง เอี๊ยด...แหลมเล็ก กรีดผ่านความเงียบ
“มามาเลด? เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงดูรีบร้อนนัก”
อคินถามพลางเอื้อมมือไปคว้าเสื้อผ้าที่วางอยู่ข้างเตียง
“ท่านปกป้องเรียกพบเจ้าด่วน... เรื่องเมื่อคืนมันไม่ใช่แค่การปะทะธรรมดา แต่มันคือการเปิดรังแตน”
มามาเลดไม่แม้แต่จะสบตาเขา เขาเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังความมืดมิดของผืนป่ามหาพฤกษาที่โอบล้อมเมืองไว้
“เมืองนี้กำลังจะถูกกลืนกินจากข้างใน และเจ้าคือคนเดียวที่มีกุญแจสำคัญ”
อคินขมวดคิ้ว แต่เขาก็ยอมลุกขึ้น และเดิมตามเหล่าสหายสัตว์ตัวจ้อยออกมาจากห้องพัก
แต่ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ใจกลางอำนาจ
อคินยืนกรานที่จะหยุดที่ร้านหัวมุมถนนที่มีควันสีเทาพวยพุ่งออกมาตลอดเวลา
ท่ามกลางกลิ่นอายของเมืองพฤกษาที่เริ่มตื่นรู้ในยามค่ำคืน
อคินยืนอยู่เบื้องหน้าอาคารไม้กึ่งศิลาที่หัวมุมถนน
ความร้อนจากเตาหลอมที่เพิ่งมอดลงส่งกลิ่นถ่านหินจางๆ ผสานกับกลิ่นฉุนของน้ำยาเคมีและกลิ่นสะอาดของใยไหม
อคินรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเนิบนาบแต่หนักแน่นภายใต้แผ่นอก
“มากันครบเสียทีนะ พวกเจ้า...”
ลุงเกริก อดีตนักรบผู้เหลือแขนซ้ายเพียงข้างเดียว ยืนเด่นอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ตะเคียนทอง
แววตาที่คมดุจเหยี่ยวของเขาจ้องมองผ่านกลุ่มผู้มาเยือนด้วยความนับถือ
ลุงเกริกไม่ได้เป็นนักรบอีกต่อไป มือขวาที่ขาดไปทำให้เขาไม่สามารถกวัดแกว่งดาบได้เหมือนเดิม
แต่เขากลับกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เชื่อมโยงยอดฝีมือสี่แขนงเข้าด้วยกัน
ลูกสาวนักเล่นแร่แปรธาตุ, ลูกเขยช่างตีเหล็ก, และ ป้าแย้ม ภรรยาใหม่ของเขา ผู้เป็นปรมาจารย์ด้านการถักทอ
อคินก้าวเข้าไปสัมผัสชุดเกราะที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ มันคือผลงานระดับตำนานที่ถูกสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ
‘ชุดเกราะรัตติกาล’ ของอคินถูกย้อมด้วยสีดำด้านจนดูเหมือนจะกลืนกินแสงจันทร์
ผิวนอกทำจาก หนังออร์คเดียวดาย ที่เหนียวแน่นจนคมดาบธรรมดาไม่อาจระคายผิว
แต่เมื่ออคินพลิกดูด้านใน
เขากลับสัมผัสได้ถึงความเย็นนุ่มของ ไหมผีเสื้อทะเล ที่ทอสลับกับ เส้นใยไหมทนไฟ จากตัวไหมที่เลี้ยงด้วยใบหม่อนเตโช
ความยืดหยุ่นของมันทำให้อคินรู้สึกเหมือนไม่ได้สวมใส่เกราะ
แต่เป็นการสวม ‘ผิวหนังที่สอง’ ที่พร้อมจะระบายความร้อนและป้องกันเวทมนตร์ทุกรูปแบบ
“ตัวเกราะด้านในเสริมด้วย ไม้แสงจันทร์จากป่าหิมะพาน ขัดจนบางเหมือนแผ่นฟิล์มแต่แข็งแกร่งกว่าเหล็กไหล”
ลุงเกริกอธิบายพลางใช้มือซ้ายลูบไปตามเกล็ดสีดำเงาที่หุ้มทับเกราะไม้อีกชั้น
“แล้วหุ้มด้วย เกล็ดม้านิลมังกร ย้อมดำ... เจ้าจะเคลื่อนไหวได้เงียบเชียบดุจเงาอสุรกาย”
อคินสวมชุดเกราะ ทั้งเสื้อ กางเกง รองเท้า และถุงมือที่กระชับรับกับสรีระมนุษย์ของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
ผ้าคลุมสีดำยาวทิ้งตัวลงเบื้องหลัง ราวกับจะปิดซ่อนความลับทั้งหมดของเขาไว้ในความมืด
“โฮ่ง!”
เสียงเห่าทุ้มต่ำทรงพลังดังมาจากข้างกาย พร้อมข้อความที่ส่งมาในกระแสจิต
(ตาโบ้บ้าง ขอชุดของโบ้ด้วย)
อคินหันไปมอง โบ้ สหายคนสนิทที่เป็นหมาไทยหลังอานขนสีทองแดงเป็นเงาขลับ
โบ้ยืนตระหง่านด้วยความสูงเกือบเท่าไหล่ของอคิน ในยามนี้โบ้ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง
แต่คือขุนพลในชุดเกราะครบชุด
ทั้งหมวกเกราะที่รับกับรูปหน้า เสื้อเกราะอก และกางเกงเกราะที่ทำจากหนังออร์คและไหมชนิดเดียวกับอคิน
แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ โล่ไม้สักเหล็กกล้า ที่ติดอยู่ข้างลำตัว
มันดูหนาและมั่นคงแต่โบ้กลับขยับมันได้คล่องแคล่วราวกับมันเป็นเพียงแผ่นไม้เบาๆ
“โล่นั่น... ลุงเกริกบอกว่ามันคือไม้สักที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนมีคุณสมบัติเป็นเหล็กกล้า”
อคินพึมพำพลางตบหัวโบ้เบาๆ
ถัดไปคือ มามาเลด แมวส้มร่างกำยำที่ยืนตระหง่านด้วยสองขาหลังราวกับมนุษย์
"ชุดนี้เหมาะจะใช้ใส่ออกรบมากกว่าชุดเกราะเทอะทะที่ท่านปกป้องให้ซะอีกนะเนี้ย"
มามาเลดเอ่ยขึ้นพลางแกว่งแขนไปมา
เขาสวมเพียงเสื้อเกราะหนังแขนกุดและกางเกงหนังเพื่อเน้นความยืดหยุ่นสูงสุดในการเคลื่อนไหว
แววตาของมามาเลดสะท้อนแสงสีทองเข้มข้น ขณะที่เขากระชับสายรัดเกราะด้วยความชำนาญ
ส่วน ปลาเผา แมวลายสลิดสีเทา และ บัวลอย แมวสามสี ทั้งคู่ยืนสองขาด้วยท่าทางนิ่งสงบ ชุดที่พวกเขาสวมคือชุดหนังสีดำสนิททั้งตัวแนบเนื้อเพื่อความคล่องตัวในการลอบเร้น ผ้าคลุมสีดำมีฮูดถูกดึงขึ้นมาปิดบังใบหน้าทิ้งไว้เพียงแววตาที่วาววับในความมืด
“ชุดนี้ยอดไปเลย ทำให้ข้าพร้อมจะพรางตัวได้ทุกเมื่อเลย”
ปลาเผากระซิบ เสียงของเขาแผ่วเบาจนแทบจะกลืนไปกับสายลม
แต่อคินกลับให้ความสนใจกับรางอาวุธที่ลูกเขยของลุงเกริกขนออกมา
มันคือคลังแสงที่รวบรวมอาวุธทุกรูปแบบที่อคินอาจต้องใช้ในคืนที่ยาวนานนี้
ดาบสั้นที่ดูเรียบง่ายแต่คมกริบ, ดาบยาวที่ใบดาบสลักอาคม, ดาบใหญ่ ที่อคินสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่พอดีมือ,
มีดสั้น มีดคู่ โล่ หอก ทวน ไปจนถึงกระบองพลอง
และธนูที่คันศรทำจากไม้สักเหล็กกล้า อาวุธ และอุปกรณ์ทั้งหมดล้วนถูกสลัก หรือเย็บด้วยตราของร้านลุงเกริก
อคินหยิบดาบยาวขึ้นมาเหวี่ยงทดสอบ อากาศรอบตัวสั่นสะเทือนตามจังหวะการฟาดฟัน
เขารู้สึกแปลกใจเสมอที่สกิล [ความชำนาญร้อยศาสตรา] ของเขาสามารถใช้อาวุธทุกชนิดได้อย่างเชี่ยวชาญราวกับฝึกฝนมานับสิบปี
“ระวังตัวด้วยนะพ่อหนุ่ม...คนเรามีแค่ชีวิตเดียวนะ”
เสียงของ ป้าแย้ม ดังขึ้นเบาๆ ขณะที่เธอกำลังช่วยจัดระเบียบผ้าคลุมให้เขา
มือของเธอสั่นน้อยๆ เมื่อสัมผัสถูกร่างกายของอคิน
แววตาของเธอที่มองผ่านร่างมนุษย์ที่ดูสมบูรณ์แบบนี้ เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อคินไม่เข้าใจ...
มันเหมือนความสงสารที่ปนเปไปกับความยำเกรง
“ขอบคุณครับป้าแย้ม ชุดนี้มัน... คล่องตัวจริงๆ”
อคินตอบพร้อมรอยยิ้ม
ลุงเกริกเดินเข้ามาตบไหล่อคินด้วยมือซ้าย
ก่อนจะวางมือหยาบกร้านลงบนไหล่ของอคินอีกครั้ง แรงบีบนั้นหนักแน่นแต่กลับสั่นเทาน้อยๆ
“ดูแลตัวเองด้วยไอ้หนุ่ม... ข้าสัมผัสได้ว่าเส้นทางของเจ้ายาวไกลนัก... หวังว่าโลกนี้จะสงบสุขโดยเร็ววัน เวลาช่วยคนก็อย่าลืมโชว์ตราประจำร้านลุงให้คนเห็นด้วยนะ”
“ทั้งหมดนี่... ราคาคงมหาศาล”
อคินเอ่ยพลางมองลุงเกริก
“ถือซะว่าเป็นค่ามัดจำชีวิตของพวกเราก็แล้วกัน อย่าลืมโฆษณาร้านให้ลุงด้วยนะ”
ลุงเกริกตอบด้วยน้ำเสียงที่ลดความขี้เล่นลง
แววตาของเขามองผ่านชุดเกราะสีดำด้านของอคิน เข้าไปถึงนัยน์ตาที่สะท้อนแสงสีทองจางๆ ของเด็กหนุ่ม
“เจ้าไม่ได้สู้เพื่อตัวเองอคิน... เจ้าสู้เพื่อให้ ‘ชีวิต’ ในเมืองนี้ยังดำเนินต่อไปได้”
อคินยิ้มรับ พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณลุงเกริกและป้าแย้ม ก่อนจะหันไปพูดกับมามาเลด
“โอเค เราพร้อมแล้ว ไปกันเถอะ”
อคินเอ่ย เสียงของเขาฟังดูหนักแน่นและทรงพลังภายใต้ชุดเกราะที่หุ้มด้วยเกล็ดม้านิลมังกร
กลุ่มอัศวินในชุดสีดำสนิทก้าวออกจากร้านมุ่งหน้าสู่สำนักสันติบาล
ภาพของพวกเขาที่เดินฝ่าเงามืดของเมืองพฤกษาดูราวกับกลุ่มวิญญาณผู้พิทักษ์ที่หลุดออกมาจากตำนาน
ลุงเกริกมองตามหลังพวกเขาไปพลางลูบแขนด้วนของตัวเอง ป้าแย้มที่ยืนข้างๆ บีบมือเขาแน่น
...
[19:45 น.]
ทางเดินในสำนักสันติบาลดูโอ่โถงทว่ากดดัน
ผนังหินสลักประดับด้วยรากไม้เวทมนตร์ที่เรืองแสงสีเขียวอ่อนเป็นระยะๆ ราวกับหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงอาคารลึกลับแห่งนี้
มามาเลดพาเขาเดินลึกเข้าไปจนถึงประตูเหล็กกล้าที่สลักอาคมป้องกันแน่นหนา
เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นของกระดาษเก่าและน้ำยาเคมีเข้มข้นพุ่งเข้าใส่โสตประสาท
ภายใต้แสงสีนวลจากผลึกเวทมนตร์ใจกลางห้อง ท่านปกป้องยืนกอดอกอยู่ท่ามกลางแผนที่และเอกสารที่กระจัดกระจาย
ใบหน้าของเขาซูบเซียวและมีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน
“ขอบใจที่มา อคิน”
ปกป้องเอ่ยโดยไม่เงยหน้าจากกระดานวิเคราะห์
“ข้อมูลที่พวกเจ้าได้มา... มันน่าสยดสยองกว่าที่คิด พวกลัทธิอมตะไม่ได้แค่กำลังค้ายา หรือค้าทาส แต่มันคือการทดลองที่ผิดจรรยาบรรณที่สุดเท่าที่ ‘ระบบ’ จะยอมให้มีได้”
เขาสบตาอคิน แววตาเต็มไปด้วยความหนักใจ
“พวกมันต้องการคนอ่อนแอ... หรือคนที่กำลังจะดับสูญ... เพื่อนำไปเป็น ‘ภาชนะ’ อคิน ผมต้องการคนที่เคลื่อนไหวได้ดีที่สุดในเวลาที่โลกทั้งใบกำลังหลับใหล... คุณจะช่วยเราสืบสวนเครือข่ายนี้ได้ไหม?”
“ผมเต็มใจช่วยครับ”
อคินตอบทันที
“แต่ท่านก็รู้เงื่อนไขของผม... ผมมีเวลาเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้น 19:00 ถึง ตี 3... หลังจากนั้นร่างกายของผมจะวูบหลับไปเอง”
เขานิ่งไปชั่วครู่ พยายามหาคำอธิบายให้อาการประหลาดนั้น
“มันเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นผมไว้จากโลกตอนกลางวัน ผมไม่เคยจำได้เลยว่าตอนกลางวันผมทำอะไร หรืออยู่ที่ไหน...”
“นั่นก็เพราะคุณเป็น...”
ปกป้องโพล่งขึ้นมาด้วยความเผลอตัว แต่ยังไม่ทันจบประโยค
มามาเลดก็ก้าวพรวดเข้าไปบังหน้าอคินไว้ พร้อมส่งสายตาปรามที่เฉียบขาดจนปกป้องต้องชะงักไป
“ท่านปกป้อง!! ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน!”
มามาเลดเสียงกร้าว ก่อนจะรีบเข้าไปกระซิบข้างหูท่านปกป้องอย่างร้อนรน
อคินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่เยือกเย็นลงไปถึงสันหลัง
ความสงสัยที่เขาสะสมมาตลอดหกเดือนเริ่มปริแตกเหมือนเขื่อนที่ใกล้พังทลาย...
'ทำไมป้าเม้ยถึงเคยมองฉันด้วยสายตาเศร้าๆ? ทำไมเศษขนแมวสีสามสีถึงติดอยู่บนเสื้อเกราะของฉันเสมอ? แล้วไหนจะหางและหูแมวที่เคยเห็นอีก...'
“พวกท่านปิดบังอะไรผม!”
อคินตวาดขึ้น เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความอัดอั้น
“มันเกี่ยวกับ ‘แต้ม’ ใช่ไหม! ผมตามหาเขามาเกือบครึ่งปี... แต่ทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้ความจริง ก็จะถูกผลักออกมาเสมอ!”
ทันใดนั้น หน้าต่างระบบสีฟ้าพลันเด้งขึ้นตรงหน้าอคิน
แต่มันกลับสั่นไหวและพร่าเลือนด้วยสัญญาณรบกวน
เสียงที่ก้องขึ้นในหัวไม่ใช่เสียงสังเคราะห์ที่ไร้อารมณ์อีกต่อไป แต่มันคือเสียงที่เขาร่ำร้องอยากได้ยินมาตลอด
[...คิน... ได้ยินฉันไหม...]
อคินตัวแข็งทื่อ ร่างกายเย็นวาบ
“เสียงนี้... ไม่จริง... แต้ม? นาย... นายอยู่ในระบบเหรอ!?”
[ฉันไม่ได้อยู่ในระบบคิน... ฉันคือระบบของนาย... เราผูกพันกันด้วย ‘พันธสัญญาวิญญาณ’ ... อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย นายต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ เพื่อที่เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันจริงๆ]
หัวใจของอคินเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
เขาไม่ได้ตกใจที่ระบบพูดได้ แต่เขา ‘ดีใจ’ จนทำอะไรไม่ถูก
“แต้ม! นายอยู่ไหน! พวกมันทำอะไรนายจนต้องมาอยู่ในรูปแบบของจิตสำนึกแบบนี้!”
ปกป้องถอนหายใจยาว แววตาของเขากลับมาสงบเงียบอีกครั้ง
“มามาเลด... เราออกไปข้างนอกกันเถอะ ปล่อยให้อัศวินของเราได้... ‘คุย’ กับคู่หูของเขา”
เมื่อประตูห้องลับปิดลง ทิ้งอคินไว้เพียงลำพัง
เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่วนเวียนอยู่รอบตัว มันอบอุ่นและคุ้นเคยเหมือนกลิ่นอายของบ้านที่สาบสูญไป
“แต้ม... มันเกิดอะไรขึ้น”
อคินกระซิบถามความว่างเปล่า
“ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้เลยหลังจากวันสิ้นโลก... ทำไมเราถึงต้องสื่อสารกันผ่านหน้าต่างโปร่งแสงแบบนี้”
[ฟังนะคิน... พลังของโลกใหม่มันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ ร่างกายของนายในวันนั้นมันบอบช้ำเกินไป... การจะรักษาจิตวิญญาณของนายไว้ ฉันต้องใช้ ‘การเชื่อมต่อวิญญาณ’ ...]
[นั่นคือเหตุผลที่นายตื่นได้แค่ตอนที่ดวงจันทร์ขึ้น เพราะมันคือช่วงเวลาที่พลังเวทของฉันเสถียรที่สุดในการคงรูปร่างของนายไว้ อีกอย่างในตอนกลางวันแสงอาทิตย์จะแผดเผาวิญญาณของนายให้เบาบางลง]
อคินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ มือของเขาสั่นเทา
“นายกำลังจะบอกว่า... ถ้านายไม่ทำแบบนี้ ฉันก็จะหายไปงั้นเหรอ? แล้วตอนกลางวันล่ะ... นายต้องแบกรับภาระหนักแค่ไหนในการรักษาฉันไว้?”
[ฉันมีความสุขนะคินที่เห็นนายได้เป็น ‘อัศวิน’ อย่างที่นายเคยฝัน... นายปกป้องผู้คนในขณะที่ฉันคอยสนับสนุนนายจากเงามืด...]
[ฉันขอร้องให้ทุกคนเงียบไว้ เพราะฉันอยากให้นายเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อว่าความแข็งแกร่งนี้เป็นของนายจริงๆ ไม่ใช่แค่ผลพลอยได้จากการเชื่อมต่อ]
[และฉันอยากจะขอร้องนายเรื่องหนึ่ง การที่ฉันใช้ 'ผสานวิญญาณ' เพื่อเพิ่มพลังให้กับนาย นายสามารถใช้เฉพาะ 'หยิบยืมพลัง' เพื่ออัญเชิญอาวุธของเทพมาใช้ได้ชั่วคราวก็พอแล้ว แม้จะไม่ได้บัฟพลังของเทพ แต่... มันก็พอที่จะสู้ได้แล้ว]
[การที่นายใช้สกิล 'เข้าทรง' ซ้อนนั้น ทำให้วิญญาณของนายมันถูกเจือจางลงเรื่อยๆ เพราะพลังเทพที่เข้ามาประทับร่างของฉัน... ฉันกลัวว่า... วันหนึ่งนายอาจจะหายไปโดยที่ฉันยังชุบชีวิตให้นายไม่ได้]
น้ำตาของอคินไหลลงมาอาบแก้มโดยที่เขาไม่รู้ตัว
ความจริงที่เขา ‘ตีความ’ ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างถึงที่สุด
เขาเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าแต้มคือแมววิเศษที่สละพลังเพื่อช่วยชีวิตเขา
โดยหารู้ไม่ว่าร่างที่เขาสวมใส่อยู่นี้คือสิ่งที่แต้ม ‘สร้าง’ ขึ้นมาจากวิญญาณของเขาเอง
“นายนี่มันบ้าจริงๆ แต้ม...”
อคินหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“นายต้องเหนื่อยแค่ไหนที่ต้องแกล้งทำตัวเป็นระบบที่เย็นชาใส่ฉัน... ทั้งที่จริงๆ แล้วนายคือแต้มที่ขี้อ้อนคนเดิม”
เขาเช็ดน้ำตา แววตาที่เคยสับสนพลันเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่หนักแน่นยิ่งกว่าเหล็กไหลของลุงเกริก
“ขอบคุณนะแต้ม... ที่ไม่ทิ้งกัน ฉันสัญญา... ฉันจะหาทางพานายออกมาจาก ‘ระบบ’ นี้ให้ได้ เราจะกลับไปเป็นคนกับแมวเหมือนเดิม”
อคินลุกขึ้นยืนและเปิดประตูห้องลับออกไปอย่างสง่าผ่าเผย มามาเลดและปกป้องที่รออยู่ข้างนอกมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
พวกเขาไม่ได้มองเห็นเพียง ‘วิญญาณที่น่าสงสาร’ อีกต่อไป แต่มองเห็น ‘แรงปาฏิหาริย์’ ที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก
“ท่านปกป้อง... ผมรับงานนี้”
อคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“ผมจะกวาดล้างพวกลัทธิอมตะและทุกคนที่คิดจะเล่นตลกกับชีวิต... แต่ผมมีเงื่อนไข”
ปกป้องพยักหน้ารับอย่างสงบ
“ผมต้องการให้ท่านทุ่มทรัพยากรทั้งหมด... เพื่อค้นหา ‘ความลับของการแยกวิญญาณและกายหยาบ’ ผมต้องการให้แต้มได้รับอิสระจากระบบนี้ ไม่ว่าผลแลกเปลี่ยนจะเป็นอย่างไรก็ตาม”
ปกป้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอคิน...
ดวงตาที่ในยามนี้สะท้อนแสงสีทองจางๆ ของสัตว์ป่าที่แฝงอยู่ในร่างมนุษย์โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
“ตกลง... เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและเพื่อเกียรติยศของเจ้า”
ปกป้องขยับตัวตรง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงทางการ
“ข้าปกป้อง ในนามเสนาบดีแห่งอาณาจักรมหาพฤกษา ขอแต่งตั้ง... ‘อคิน’ ... เป็น ‘อัศวินรัตติกาลแห่งมหาพฤกษา’ อย่างเป็นทางการ เจ้าจะทำงานภายใต้คำสั่งตรงของข้า และเรื่อง ‘ความลับ’ ระหว่างเจ้ากับคู่หู จะถูกบันทึกเป็นชั้นความลับระดับสูงสุดที่แม้แต่ใบไม้ในป่านี้ก็ไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้”
อคินพยักหน้า เขาสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของดาบที่ข้างเอว และน้ำหนักของความหวังที่บ่าทั้งสองข้าง...
คืนนี้ไม่ใช่การล่าเพื่อเอาตัวรอดอีกต่อไป แต่มันคือปฐมบทของการทวงคืนชีวิตจากเงื้อมมือของโชคชะตาที่บิดเบี้ยว
[จบ]