บทที่ 9 : จดหมายเชิญ
“ขออภัยที่เสียมารยาทที่มาเยี่ยมเยือนในยามวิกาล” เทจโคเลอร์ยิ้ม “ผมมาเพื่อสอบถามบางอย่างจากคุณเพื่องสองสามประโยคเท่านั้น”
“เชิญถามครับ” ลูซีฟพยักหน้ายอมให้ถาม แน่นอนว่าก็เสียมารยาทไม่เชิญอีกฝ่ายเข้ามาในบ้านเข้าเหมือนกัน
ในเมื่อรู้ว่าเสียมารยาทเขาก็ทำอะไรไม่ได้หรอก
“เมื่อตอนกลางวันที่เผชิญเหตุการร้านเครื่องเขียนะเิคุณไม่ได้พบอะไรที่น่าสงสัยใช่ไหมครับ”
“ครับ ไม่พบอะไรน่าสงสัย” ลูซีฟพยักหน้ายืนยันด้วยความสัตย์จริงเขาให้การกับตำรวจไปหมดแล้ว แม้แต่เื่ของกลิ่นแป้งก็ด้วย คิดว่าไม่มีใครสงสัยในจุดนั้น
เทจหรี่ตาลงแล้วถามอีกหนึ่งคำถาม “จากการฟังข้อมูลของดูรว์คุณมีข้อสงสัยอะไรไหม”
“หืม? ไม่คิดว่าจะถามตรงๆ อย่างนี้นะครับ ผมดูชาญฉลาดขนาดนั้นเชียว”ลูซีฟยกมือขึ้นลูบหน้า ว่ากันตามตรงใบหน้าของเขาก็จัดว่าพอดูดีสะอาดสะอ้านอยู่หรอกแค่เค้าโครงเฉลียวฉลาดดูจะไม่มีเท่าไหร่
ถ้าสวมแว่นตาสักหน่อยอาจจะทำให้ดูเป็นักวิชาการได้บ้างแต่นี่...
“ผมไม่ได้จะสื่อว่าคุณหน้าตาดูฉลาดผมจะสื่อว่าคุณน่าสงสัยมากต่างหากล่ะ”
“...”
ความเป็จริงผิดกับที่คิดไว้ไกลมาก
แต่ลูซีฟก็ไม่ได้โมโห เขาเพียงหัวเราะขบขันในลำคอแล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอ่อนลงก่อนจะตอบคำถามก่อนหน้านี้ของเขา
“ข้อสงสัยนั้นมีอยู่แล้วครับ แต่ยังด่วนสรุปออกมาไม่ได้ คิดว่าพวกคุณเองก็เหมือนกันถ้าหากอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันคงต้องไว้โอกาสหน้า เพราะนี่ดึกมากแล้ว”
เื่นี้ถ้าจะพูดกันมันจะยาวมาก และด้วยเวลานี้ไม่เหมาะแก่การพูดคุยแต่อย่างใดอีกทั้งเขายังต้องใช้เวลาสำหรับให้สมองขบคิดหาเหตุและผลมาอ้างอิงเพื่อทำให้ตัวเองดูน่าสงสัยน้อยลงด้วยอย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าบอกปัดไปส่งๆ อย่างไม่จริงใจ
ถ้าบอกปัดไปเลยก็คงยิ่งน่าสงสัย
แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้กลายเป็คนน่าสงสัยในสายตาคนอื่นตัวเขาดูลึกลับซับซ้อนขนาดนั้นเชียวเหรอ ไม่เห็นจะดูซับซ้อนตรงไหนพวกเขาก็แค่คิดมากเกินไป
เทจไม่ได้คัดค้านในเื่ที่ลูซีฟเอ่ยดูจากเวลาที่ใกล้จะสี่ทุ่มแล้วคนทั่วไปคงเตรียมตัวจะเข้านอน เทจพยักหน้าให้เขาแล้วยื่นจดหมายมาให้
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ขอเชิญคุณที่สำนักงานของผมก็แล้วกัน”
“สำนักงาน?” ลูซีฟเลิกคิ้วก้มลงมองจดหมายที่มีครั่งประทับตราของดอกทิวลิปสองดอกทับบนดวงตะวันและเกล็ดหิมะนี่ไม่ใช่ตราของกรมตำรวจนี่นา
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะมิสเตอร์ฮิลเกรมหวังว่าจะได้พบคุณในวันรุ่งขึ้น ราตรีสวัสดิ์” ไม่รอคำตอบจากเขาเทจก็หันหลังเดินกลับไปแล้ว
ลูซีฟมองตามหลังเขาไปอย่างพูดไม่ออก ก่อนจะพ่นลมหายใจเดินเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางเหมือนคนเป็ไข้ ทำให้พ่อและน้องชายที่นั่งรออยู่มองด้วยความสงสัย
“ใครมาเหรอลูซีฟ” อลันถาม
“ตำรวจน่ะครับ” ลูซีฟตอบก่อนจะยิ้มอย่างจนใจ “ไม่มีอะไรหรอกครับแค่มาถามเกี่ยวกับคดีเพิ่มเติมเท่านั้น เพราะใกล้จะปิดคดีแล้ว”
พูดไปแค่นั้นทั้งอลันและมาร์ชก็วางใจลงได้
ในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าและฉบับเย็นในเมืองแคนดร้ายังไม่มีข่าวเื่จับกุมฆาตกรต่อเนื่องนั่นลงเอาไว้คิดว่าทางตำรวจยังไม่ได้สรุปคดีและต้องคิดหาทางกลบเกลื่อนเนื่องจากวิสามัญฆาตกรรมคนร้ายไปแล้วอาจจะต้องสร้างสถานการณ์กันเล็กน้อยก่อนปิดคดีเพื่อสร้างความสบายใจให้แก่ประชาชน
การจะอ้างว่าตำรวจมาสอบถามก็ยังพอถูไถไปได้ลูซีฟต้องแอบไขว้นิ้วข้างหลังอีกครั้ง ความจริงเป็ยังไงคงบอกไปไม่ได้
จากการสังเกตทั่วไปตลอดสองวันมานี้ทำให้เขารู้ว่าผู้มีพลังพิเศษไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแต่เป็กลุ่มคนซ่อนเร้น และมีกลุ่มคนที่จัดการกับผู้มีพลังพิเศษพวกนี้เป็การเฉพาะอยู่อย่างเช่นเทจ โคเลอร์คนนั้น
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรงแต่ลูซีฟก็พอรู้ได้จากพฤติกรรมเพราะเขาเป็ผู้มีพลังพิเศษ จึงเชื่อในเื่ของผู้มีพลังพิเศษอย่างสนิทใจ
หลังจากเข้าห้องมาเขาก็เปิดอ่านในจดหมายไม่มีอะไรนอกจากการ์ดที่เขียนที่อยู่พร้อมกับชื่อของสถานที่เอาไว้สำนักงานนักสืบทิวลิปคิมหันต์... ตำรวจว่างงานขนาดเปิดสำนักงานของตัวเองเลยหรือไงน่ะ
สงสัยและอยากรู้อยากเห็นอยู่หน่อยๆตัดสินใจว่างพรุ่งนี้จะลองไปดู
เขาวางจดหมายไว้บนโต๊ะแล้วล้มตัวลงนอนทำท่าเหมือนจะหลับแต่ความจริงแล้วเข้ามาอยู่ในจิตใต้สำนึกของตัวเองเพื่อใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์เื่ราว
แซมผู้เกียจคร้านกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้ชายหาดทำท่าเหมือนกำลังนอนอาบแดดแต่ภายในจิตใต้สำนึกที่มืดสนิทแบบนี้จะหาแดดจากที่ไหนมาส่อง ซ้ำยังเอาห่วงยางเป็ดสีเหลืองมาคล้องเอวเสียด้วย
คนที่เข้ามาเห็นอย่างลูซีฟถึงกับพูดไม่ออกเป็เวลานาน
“แซม นายคงว่างมากจริงๆ”ต้องยอมรับว่าการเข้ามาพบเจอร่างของตนเองในสภาพบั่นทอนปัญญาอย่างนี้ทำให้ความตรึงเครียดที่มีก่อนหน้านี้...พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม
โชคดีที่ลูซีฟเป็ค่อนที่ค่อยข้างใจเย็นเข้าไม่ได้พุ่งเข้าไปถีบแซมทันทีที่เห็น แต่นั่งลงบนเก้าอี้อย่างสง่างาม สร้างโต๊ะและถ้วยชาหรูหราขึ้นเขาจิบชาอย่างสง่าผ่าเผย ปรายตามองตัวี้เีบนเก้าอี้ชายหาดราวกับจะทำให้อีกฝ่ายสำนึก
แต่พลังพิเศษที่ไหนจะมีสำนึกของมนุษย์อยู่ภายใน?แซมนั้นไม่ได้สนใจกับสายตาติเตียนของลูซีฟสักนิดเขายังคงทำท่าทางของเขาต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“นายต้องเข้าใจว่าฉันอยู่คนเดียวในโลกสีดำที่ว่างเปล่านี่นะลูซนอกจากดูนายดำเนินชีวิตแล้วก็ไม่มีกิจกรรมอะไรอย่างอื่นให้ทำสิ่งที่นายเห็นอยู่นี่ก็เป็กิจกรรมที่สร้างความบันเทิงให้ตัวฉันเอง”
“ในเมื่อสร้างอะไรจากจิตสำนึกของผมได้ทำไมไม่สร้างสื่อบันเทิงอื่น”มาทำตัวเป็สื่อบันเทิงเองให้เขาที่เข้ามาเห็นใทุกครั้งมันใช้ได้ที่ไหน
“จะให้สร้างอะไรล่ะ โลกเดิมนายดูแต่หนังแอคชั่นอนิเมะก็ดูแนวเด็กมัธยมมีพลังพิเศษ อ่านนิยายก็มีแต่แฟนตาซีไซไฟอ่านการ์ตูนยิ่งแล้วใหญ่ มีแต่แนวตลกบั่นทอนปัญญา เล่นเกมก็กาชาเกลือทุกเกม ฉันที่ได้รับความทรงจำนายมาด้วยก็...นี่แหละ อย่างที่เห็น”
แซมผายมือทั้งสองข้างอวดความบั่นทอนปัญญาของตัวเองอย่างเต็มที่บ่งบอกว่าชีวิตของชายหนุ่มนั้นช่างหาสาระได้ยากเย็นสิ่งที่พอจะให้ความบันเทิงแก่เขาผู้โดดเดี่ยวได้จึงมีแต่แบบนี้
ลูซีฟฟังแล้วยกมือขึ้นนวดขมับ รู้สึกอยากเตะปากแซมขึ้นมาจำเป็ต้องตีแผ่ชีวิตของเขาขนาดนี้ไหม โดยเฉพาะประโยคกาชาเกลือทุกเกม
จะบอกว่าโชคเขาน่าเศร้าเหลือทนว่างั้น?
“เอาเถอะ อยากจะทำกิจกรรมบันเทิงแบบไหนก็ตามใจนาย ผมจะไม่บ่นออกมาอีกแล้ว”ถ้าไม่ถึงที่สุดลูซีฟสัญญาว่าเขาจะอดทน “ตอนนี้มาช่วยกันวิเคราะห์เกี่ยวกับคดีเมื่อตอนบ่ายหน่อยสิ”
“เื่นี้ฉันคงทำได้แค่รับฟัง” แซมตอบ
“ทำไม?”
“ก็ฉันไม่มีความรู้ในเื่นี้สักหน่อย แล้วฉันก็เป็แค่พลังที่ตรรกะความคิดไม่ใช่มนุษย์อยู่แล้วช่วยเหลือไม่ได้หรอก แต่ถ้าอยากได้ความเห็นเกี่ยวกับพลังเหนืุ์ก็อีกเื่หนึ่ง”
“...” คำตอบที่ได้ทำให้ลูซีฟมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
ในเมื่อเป็พลังที่โกงที่สุดของเขาในเวลานี้แล้วอย่างน้อยก็ควรมีความคิดเห็นหนึ่งหรือสองอย่างเพื่อสนับสนุนไม่ได้หรือไง
ไม่เห็นเหมือนนิยายเื่อื่นที่เคยอ่าน เวลามีพลังที่สามารถโต้ตอบได้มักจะช่วยสนับสนุนทางความคิดและการกระทำให้โดดเด่นด้วยกันทั้งนั้นแต่พอถึงทีของเขา พลังที่ว่าแม้จะมีรูปร่างพูดคุยกันได้ช่วยปรับพลังให้ได้ตามคำสั่ง... แต่ที่เหลือล้วนไร้ประโยชน์
แต่แซมพูดมาก็มีเหตุผล เขาเป็กลุ่มก้อนพลัง ถึงจะมีความทรงจำของมนุษย์เข้ามาก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็มนุษย์ได้ทุกความคิดและการติดสินใจอยู่เหนือสามัญสำนึกทั้งสิ้น
ดูได้จากความบันเทิงของแซมที่พยายามเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์เวลานี้ทำท่าอาบแดดพร้อมห่วงยางเป็ดสีเหลืองนี้ในพื้นที่ว่างเปล่าสีดำ...
มนุษย์คงไม่ทำแบบเขาแม้จะว่างมากก็ตาม
ลูซีฟเข้าใจเื่นี้ได้เองในเวลาอันสั้นเขาถอนหายใจอย่างผิดหวัง ถึงจะมีพลังอยู่กับตัวแต่สุดท้ายแล้วตนก็ยังเป็ที่พึ่งแห่งตนอยู่ดี
“นายไปนั่งทำกิจกรรมบันเทิงของตัวเองต่อเถอะขอผมใช้ความคิดคนเดียวเงียบๆ สักพักก็แล้วกัน”ลูซีฟโบกมือไปทางแซมผู้มีประโยชน์น้อยนิด ก่อนจะยกมือซ้ายเท้าแก้มยืดนิ้วมือออกไปแตะขมับเพื่อครุ่นคิดอย่างจริงจัง
เขานั่งนิ่งเงียบๆ ภายในจิตสำนึกสีดำที่ไร้เสียงนี้เป็เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม
ใช้สมองมากติดต่อกันนานลูซีฟก็คิดว่าเขาควรพักผ่อน เขาโบกมือลาแซมก่อนจะออกไปพักผ่อนร่างกายและสมองอย่างเต็มที่
ในเช้าวันรุ่งขึ้นลูซีฟตื่นเองด้วยนาฬิกาชีวิต ดูเหมือนร่างกายนี้จะคุ้นชินกับการตื่นเช้ามากแม้ว่าิญญาในร่างจะไม่ใช่ลูซีตัวจริงก็ตาม
ร่างกายที่ปราศจากอาการง่วงซึมจัดการตัวเองอย่างสะอาดสะอ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเตรียมจะไปเรียนอาหารมื้อเช้าที่ถูกทำโดยมาร์ช ฮิลเกรมส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายั้แ่เปิดประตูห้องออกมา
เพียงรู้วิธีทำอาหารไม่นานน้องชายคนนี้ก็รู้จักการปรุงอาหารกลิ่นหอมขนาดนี้แล้วมาร์ชช่างมีพร์จริงๆ
เมื่อเห็นว่าพี่ชายออกมาแล้วมาร์ชก็ชี้นิ้วใส่ภาชนะทั้งหลายเพื่อบอกให้เขายกไปวางบนโต๊ะลูซีฟยิ้มแล้วทำตามอย่างว่าง่าย โดยไม่ลืมที่จะแสดงเป็คนที่มือาเ็
เขาตรวจสอบาแแล้ว มันยังคงเป็รอยบาดลึกแต่ไม่มีเืหรือรอยช้ำาแก็สดใหม่มากราวกับเพิ่งถูกบาด แต่เมื่อเพ่งมองดีๆ จะเห็นเส้นใยบางจนแทบมองไม่เห็นรอยเรียงยึดเนื้อภายในรองแผลของเขาเอาไว้ราวกับจะผสานตัวได้ตลอดเวลา
ที่คือการชะลอการฟื้นฟูตัวเอง าแจะค่อยๆ สมานกันจนไม่เหลือรอยแผลใดๆก็จริงอยู่ แต่มันก็ยังคงแสดงความสนใหม่ของาแไว้ตลอดเวลา มันมีความเ็ปทุกครั้งที่ขยับมือทว่าก็ไม่ได้ให้ลูซีฟแสดงออกว่ามันเจ็บได้สักเท่าไหร่
ความเ็ปกลายเป็ความเคยชินในเวลาอันสั้นลูซีฟแทบไม่รู้สึกถึงความต่างของการาเ็กับไม่าเ็เลยในเวลานี้
ลูซีฟมีเรียนใน่เช้าเท่านั้น หลังเที่ยงไปเขาก็มีเวลาว่างสำหรับทบทวนหนังสือ
กับเพื่อนๆ ในคณะที่เรียนลูซีฟได้พูดคุยกับพวกเขาถึงเหตุการณ์เมื่อวานอังเดรและอีวานพูดคุยอย่างออกรสเมื่อพวกเขาผ่าน่เวลาแห่งความตื่นตระหนักไปแล้วพร้อมทั้งวิเคราะห์ถึงความเป็ไปได้เกี่ยวกับการะเิครั้งนี้
แน่นอนว่าความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ของพวกเขาไม่ได้สูงมากสิ่งที่คิดได้ก็เป็ไปตามมาตรฐานของคนทั่วไปคือแก๊สรั่วและมีคนจุดไฟใกล้ๆ
ท่อส่งแก๊สเป็พลังงานที่ให้ความร้อนสำหรับปรุงอาหารและให้แสงสว่างผ่านตะเกียงแก๊สบ้านที่มีฐานะจะติดตั้งไว้เพราะมันสะดวกสบาย แต่ราคาที่ต้องจ่ายกับความสะดวกสบายก็สูงเหมือนกัน
ร้านเครื่องเขียนที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยย่อมต้องขายดี ด้วยกำไรจากการขายนั้นมากพอให้เขาติดตั้งตะเกียงแก๊สไว้ที่ผนังเพิ่มความหรูหราให้ร้านดึงดูดใจขุนนางและเศรษฐีให้เข้าร้าน
ลูซีฟและแคลร์นั่งฟังพวกเขาพูดเงียบๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆเห็นได้ชัดความเื่ของกลิ่นแป้งที่พวกเขาได้กลิ่นก่อนะเิในได้เป็ประเด็นให้คนสงสัย
หลังจากพูดคุยกันจบและอีวานก็นัดหมายครั้งใหม่เพื่อเปิดบันทึกของดาเรียนอากัสในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ซึ่งเป็วันที่พวกเขามีเรียนแค่่เช้า และวันอาทิตย์เป็วันหยุดพวกเขามีเวลายาวนานสำหรับศึกษาบันทึกเล่มนั้น
พวกเพื่อนๆ ไม่มีปัญหาเช่นกันกับนัดหมายใหม่นี้พวกเขาตอบตกลง ลูซีฟก็ไม่มีปัญหา และเื่นี้ได้บอกกับพ่อของเขาไปแล้วจะไปวันนี้หรือวันเสาร์ก็ไม่ต่างกัน
หลังกินมื้อกลางวันพร้อมเพื่อนกลุ่มเดิมกับเมื่อวานไปแล้วลูซีฟก็ไปยังสถานที่ในจดหมายสำนักงานตั้งอยู่หัวมุมถนนถนนเมดเรดตัดกับถนนใหญ่อามิตี้ ริมแม่น้ำสายหลักของเมืองทำเลค่อนข้างดีที่สะดุดตาคน เดินทางมหาวิทยาลัยไปจนถึงร้านก็ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง
ลูซีฟเงยหน้าขึ้นมองสำนักงานนักสืบที่ดูไม่ได้สะดุดตาแม้ว่าจะอยู่ในทำเลทองคำป้ายดอกทิวลิปที่อยู่หน้าร้านชวนให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเป็ร้านขายดอกไม้
แต่ยุคนี้สำนักงานนักสืบมันเปิดเผยขนาดนี้เชียวเหรอ ไม่ใช่ว่าสำนักงานนักสืบกับตำรวจไม่ค่อยถูกกัน?
แต่เ้าเทจ โคเลอร์เป็เ้าของ... ก็คงเปิดเผยได้มั้ง
เขาเปิดประตูเข้าไปภายในเสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเมื่อเปิดประตูเขายกหมวกของตัวเองออกเพื่อเผยใบหน้าก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ อย่างสำรวจและหาคน
สำนักงานนักสืบก็มีโต๊ะและโซฟารับรอง การตกแต่งห้องเป็ไปอย่างผ่อนคลายแสงแดดที่ส่องมาอย่างพอเหมาะนั่นทำให้อากาศดูอบอุ่นเป็พิเศษหันไปมองอีกฝ่ายเป็โต๊ะที่มีเครื่องบดกาแฟและกระปุกใส่กาแฟและใบชาวางเรียงกันอยู่กลิ่นของกาแฟเข้มกว่ากลิ่นใบชาทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง
แต่ไม่พบคน
ลูซีฟถอยกลับไปมองป้ายหน้าประตูมันเขียนว่าเปิดอยู่ เขาจึงเดินกลับเข้ามาใกม่อีกครั้งยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียง
“สวัสดีครับ มีใครอยู่ไหม”
“อยู่ครับ” มีเสียงตอบกลับมาพร้อมกับชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและเสื้อกั๊กสีน้ำตาลกางเกงผ้าไหมสีดำเรียบร้อย ใบหน้าเกลี้ยงเกลาดูมีอายุสักสามสิบห้ารอยยิ้มดูมั่นใจและหนักแน่นน่าเชื่อถือผมถูกหวีเรียบแปล้อย่างเรียบร้อย
ภาพลักษณ์ดูตรงกับความเป็นักสืบที่คิดไว้ในใจลูซีฟแอบพยักหน้าเงียบๆ แล้วทักท้ายเขาตอบกลับ
“ทิวาสวัสดิ์ครับมิสเตอร์ ผมมาที่นี่ตามจดหมายเชิญของมิสเตอร์โคเลอร์ไม่ทราบว่าเขาอยู่ไหมครับ”
ลูซีฟยืนจดหมายไปทั้งซองเพื่อยืนยันชายหนุ่มตรงหน้ารับมาเปิดดู เมื่อเห็นว่าจดหมายเป็ของจริงก็พยักหน้า
“เขาอยู่ครับ แต่อยู่ที่ตึกทิวลิปเหมันต์”เขาส่งจดหมายคืน “มาทางนี้ครับ ผมจะพาไปทางเชื่อม ผมชื่อจอร์น ฮาเวลเป็นักสืบของสำนักงานทิวลิปคิมหันต์ครับ”
“ลูซีฟ ฮิลเกรมครับ” ลูซีฟแนะนำตัวเอง ก่อนจะเดินตามนักสืบหนุ่มไปอย่างมั่นใจวางใจและปลอดโปร่ง ความระมัดระวังต่อคนแปลกหน้าไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวจอร์นเหลือบมองอย่างอดไม่ได้
นี่ใช่ไหม แขกแปลกๆ ที่หัวหน้าบอกว่าจะแวะมาวันนี้น่ะ?
แปลกจริงๆ ด้วยล่ะหัวหน้า!