สํานักเสวียนหลิงจงตั้งอยู่ทิศเหนือของอาณาจักรลั่วเหอ ซึ่งเทือกเขาเฟิงเทียนเป็นที่ตั้งของทางเข้า
ฉินหนานยามนี้ยืนอยู่ที่ตีนเขา เทือกเขาเฟิงเทียนเบื้องหน้าของเขาคือประตูขนาดมหึมาสูงราวห้าสิบหมี่ เบื้องหลังของประตูมีเส้นทางสีเขียวที่ปูนด้วยศิลาทอดยาวไปยังยอดของภูเขา
บนยอดของจุดที่สูงที่สุดของภูเขา ท่ามกลางสายหมอกมีปราสาทสีแดงเพลิงขนาดใหญ่ที่มองเห็นอย่างเรือนราง ทำให้ผู้คนที่แลเห็นรู้สึกกระจ้อยร่อยเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน นี่คือสํานักเสวียนหลิงจง หนึ่งในสี่สำนักยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรลั่วเหอ ซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันของเหล่าผู้เยาว์จำนวนนับไม่ถ้วนภายในอาณาจักร
สำหรับฉินหนานที่มีความมั่นใจที่จะไล่ตามจอมยุทธ์ระดับสูงส่ง ด้วยวิญญาณแห่งเทพเจ้าสงครามของเขา เขาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นอยู่ที่ตีนเขาของสํานักเสวียนหลิงจง
นับตั้งแต่ที่เข้าสู่สํานักเสวียนหลิงจง เขาก็เริ่มทราบมากยิ่งขึ้นถึงโลกหล้า แล้วได้เริ่มก้าวสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น
นับตั้งแต่ที่เข้าสู่สํานักเสวียนหลิงจง เขาก็พบพานเหล่าอัจฉริยะหลากหลายประเภทที่ห้ำหั่นกันในการสัประยุทธ์กับพวกเขา
"ไปกันเถอะ เหล่าศิษย์ใหม่ทั้งหมดจะต้องไปรวมตัวกันที่ภายในสํานักเสวียนหลิงจง ณ บัดนี้" เสี่ยวชิงเสวี่ยเอ่ยขณะที่ซุกซ่อนรอยยิ้ม ดวงตาของนางกะพริบวิบวาวอยู่
มิมีผู้ใดสังเกตว่า ‘สุดยอดโฉมสะคราญ’ แห่งสํานักเสวียนหลิงจง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสุดยอดอัจฉริยะด้วยได้มองมายังฉินหนานด้วยสายตาอันลึกซึ้ง โดยล้วนเกิดขึ้นหลังจากที่เขาเข้าร่วมกับสํานักเสวียนหลิงจง
ฉินหนานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วก้าวผ่านทางเข้ามหึมานั้น โดยเขาเดินตามเบื้องหลังของเสี่ยวชิงเสวี่ย ทั้งหมดเดินไปตามทางเดินอันคดเคี้ยว
ระหว่างทาง ไป๋เหิงได้รีบอธิบายว่า "คุณชายฉินหนาน เหล่าศิษย์ของสํานักเสวียนหลิงจงแบ่งออกเป็นฝ่ายนอก ฝ่ายในและศิษย์หลัก ศิษย์ใหม่ทุกคนที่พึ่งเข้าร่วมกับสำนักจะถือเป็นศิษย์ฝ่ายนอก โดยจะแบ่งชั้นตามวิญญาณยุทธ์ของพวกเขา พวกเขาจะได้รับการเลื่อนขั้นตามพลังการฝึกปรือของพวกเขาที่ได้ปรับพื้นฐานแล้ว ผู้ที่อยู่ระดับต่ำกว่าขอบเขตราชันยุทธ์จะเป็นศิษย์ฝ่ายนอก และผู้ที่เหนือกว่าจะเป็นศิษย์ฝ่ายใน สำหรับศิษย์หลักซึ่งความสามารถของพวกเขาอยู่ในระดับที่สูงล้ำในสํานักเสวียนหลิงจง ข้ากลับไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขา อย่างน้อยอำนาจของพวกเขามิด้อยไปกว่าระดับผู้อาวุโสเลย..."
ฉินหนานผงกศีรษะเล็กน้อย แต่ในใจของเขากลับประหลาดใจอย่างยิ่ง อันที่จริงแล้ว นี่เป็นถึงหนึ่งในสี่สุดยอดสำนักแห่งอาณาจักรลั่วเหอ ผู้ที่บรรลุถึงระดับ ขอบเขตราชันยุทธ์จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน
ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้ว ศิษย์หลักจะต้องร้ายกาจถึงเพียงใดกัน?ไป๋เหิงยังคงอธิบายต่อว่า "ศิษย์ฝ่ายนอกจะอาศัยอยู่ที่ตำหนักพักภายนอก ส่วนศิษย์ฝ่ายในจะได้รับอนุญาตให้ฝึกฝนภายในถ้ำที่เปรียบเสมือนบ้านพัก ยิ่งไปกว่านั้น สํานักเสวียนหลิงจงยังมีหอหลักอีกหลายหอ ซึ่งประกอบไปด้วย หอปรมาจารย์ หอเกียรติยศ หอลงทัณฑ์ หอวิชายุทธ์ หอสมบัติและหอร่วมเป็นร่วมตาย โดยการใช้สอยก็เป็นไปตามนามของมัน ยกเว้นหอร่วมเป็นร่วมตายที่จะพิเศษแยกออกมา"
"หืม?" ฉินหนานรู้สึกทึ่งเล็กน้อย
ดวงตาของไป๋เหิงทอแววซับซ้อนขณะที่เขากล่าว "การต่อสู้กันถือเป็นข้อห้ามในสำนัก ผู้ใดที่ฝ่าฝืนกฏข้อนี้จะต้องถูกลงโทษโดยไร้ข้อละเว้น เช่นนั้นแล้ว วัตถุประสงค์ของหอร่วมเป็นร่วมตายแห่งนี้คือเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างเหล่าศิษย์ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ทั้งสองเข้าสู่หอร่วมเป็นร่วมตายจะไม่มีข้อจำกัดกับชีวิตของพวกเขาอีกต่อไป การประลองจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อมีผู้ใดถูกสังหาร ถ้าหาไม่แล้ว พวกเขาจะต้องเผชิญบทลงโทษตามกฏของสำนัก" "ไม่มีข้อจำกัดในชีวิตของพวกเขา แล้วหนึ่งในนั้นต้องตกตาย?"
ฉินหนานสูดหายใจลึก มิคาดคิดเลยว่า หอร่วมเป็นร่วมตายนี้จะป่าเถื่อนถึงเพียงนี้ หนึ่งในสองผู้ที่เข้าไปจะต้องตกตาย
"นอกจากนี้ ยังมีกฎสำคัญอีกสิบข้อในสํานักเสวียนหลิงจง ข้อแรกคือห้ามต่อสู้กัน ตามที่บอกไปแล้ว ข้อสองคือห้ามทรยศต่อสำนัก ข้อสามคือ..." ไป๋เหิงอธิบายไปขณะเดินทาง ฉินหนานยามนี้ถึงค่อยได้เข้าใจถึงระเบียบปกครองภายในสํานักเสวียนหลิงจง
ชั่วขณะถัดมา พวกเขาก็บรรลุถึงยอดเขา
สถานที่ประกอบพิธีกลางแจ้งที่กว้างขวางปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าฉินหนาน ทั้งหมดทำขึ้นมาจากหยกขาว ซึ่งทำให้ดูคล้ายกับก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา เบื้องใต้ของสถานที่ประกอบพิธีให้ความรู้สึกเหมือนมีค่ายกลขนาดยักษ์ซุกซ่อนอยู่ ซึ่งส่งผลทำให้ปราณของสถานที่ประกอบพิธีเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่าตัว ในยามนี้ที่สถานที่ประกอบพิธี หยกขาวขนาดยักษ์เต็มไปด้วยผู้คนประมาณคร่าว ๆ หลายร้อยคนเป็นอย่างต่ำ ฉินหนานมองไปยังฝูงชนด้วยสัญชาตญาณ พวกเขามีบ้างที่สวมเสื้อผ้าหรูหรา ในขณะที่มีบางคนสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา ถึงกับมีบางคนที่แต่งตัวพิสดารประหลาดล้ำ พวกเขาล้วนยังเยาว์วัย แต่สายตาส่วนใหญ่ที่จับจ้องมายังฉินหนานล้วนเปล่งรังสีอันทรงพลังออกมาจากพวกเขาทั้งมวล
ฉินหนานสังเกตได้ว่าผู้ที่มีพลังวรยุทธ์ด้อยที่สุดอยู่ในราว ขอบเขตพลังวัตรขั้นที่สี่ ขณะที่ผู้ที่กล้าแกร่งที่สุดบรรลุถึงขอบเขตพลังวัตรขั้นที่สิบแล้ว!
"นี่คือศิษย์ที่เข้าทดสอบในปีนี้" ไป๋เหิงลดเสียงของเขาลง แทนที่จะจับจ้องไปยังเหล่าคนรุ่นเยาว์อย่างอหังการ กลับปรากฏเค้าความหวากกลัวให้เห็นในแววตาของเขา
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวใจของฉินหนานต้องเต้นผิดจังหวะยามลอบหายใจโดยแรง สํานักเสวียนหลิงจงที่เป็นถึงหนึ่งในสี่สุดยอดสำนักมิใช่เรื่องล้ำเล่นโดยแท้ เพียงศิษย์เหล่านี้ก็มีพรสวรรค์ที่มิธรรมดาแล้ว
"ไป๋เหิง เจ้ามากับพวกเราได้ไกลเท่านี้" เสี่ยวชิงเสวี่ยกล่าว
ไป๋เหิงพยักหน้ารับคำ โดยมิได้แสดงวี่แววของความโกรธเคืองแต่อย่างใด เขาทำความเคารพฉินหนานแล้วเดินเลี่ยงออกไป จากนั้นจึงหายเข้าไปยังปราสาทที่เบื้องหลังของสถานที่ประกอบพิธีหยกขาว
เสี่ยวชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า "ฉินหนาน ข้าจะอยู่กับเจ้าในที่นี้ หลังจากนั้น ผู้อาวุโสจะประกาศการเริ่มต้นของการแข่งขันว่านเซี่ยง วางใจได้ว่าเจ้าจะต้องไม่เกิดปัญหาอันใด ให้ข้าเป็นคนจัดการเอง"
ฉินหนานพยักหน้าแล้วตรงเข้าไปยังเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์หลายร้อยคนนั้นพร้อมกันกับเสี่ยวชิงเสวี่ยในขณะเดียวกัน ในกลุ่มของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ก็สังเกตเห็นการมาถึงของพวกเขา แล้วหันเหสายตามาทางพวกเขา
แน่นอนว่าสายตาเหล่านั้นล้วนถูกเสี่ยวชิงเสวี่ยดึงดูดเอาไว้ แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
หลังจากนั้น พวกเขาจึงตั้งสติได้ แลวค่อยพบเห็นฉินหนาน ผู้ซึ่งยืนเคียงข้างกับเสี่ยวชิงเสวี่ย การแสดงออกอันสับสนของพวกเขามีทั้งมึนงงสงสัย ดูถูกเหยีดหยาม สนอกสนใจและภาคภูมิใจ ล้วนแสดงผ่านแววตาของพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็เริ่มแอบคุยแลกเปลี่ยนกัน
"เจ้าเด็กหนุ่มนี้เป็นผู้ใดกัน? ไฉนจึงร่วมทางมากับโฉมสะคราญได้กันเล่า?" "ว่ากระไร เจ้าโง่หรือเปล่า? นี่คือศิษย์พี่หญิงนามว่าเสี่ยวชิงเสวี่ย ซึ่งเป็นถึงศิษย์ฝ่ายใน ไม่เพียงแต่นางจะได้รับการกล่าวขานกันว่าเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของสํานักเสวียนหลิงจง แต่นางยังบรรลุถึงวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่แปด!"
"อะไรนะ? สตรีผู้นีมีวิญญาณยุทธ์ระดับหวงขั้นที่แปด?"
"สวรรค์ ไม่เพียงแต่จะเป็นสาวน้อยงดงาม แต่นางยังมีวิญญาณยุทธ์อันทรงพลังอีก ไม่ประหลาดใจที่นางเป็นโฉมสะคราญสุดยอดแห่งสํานักเสวียนหลิงจงของพวกเรา!"
"เหอเหอ จากวันนี้เป็นต้นไป ศิษย์พี่เสี่ยวจะเป็นนางในฝันของข้า!"
"……"
ในบรรดาศิษย์ใหม่หลายร้อยคนนี้ แต่ละคนล้วนหลงเสน่ห์เสี่ยวชิงเสวี่ยไปสิ้น
พวกเขาไหนเลยจะไม่หลงเสน่ห์ของสตรีที่ทรงพลังและงดงามในคราวเดียวกันเล่า?
ฉินหนานกลับมิได้ใส่ใจในเรื่องนี้ กลับกัน เขายินดีที่สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ซึ่งเขาพบว่าเหล่าศิษย์ใหม่ล้วนมุ่งความสนใจไปที่เสี่ยวชิงเสวี่ย
ภายหลังจากที่สำรวจไป สีหน้าอันหนักอึ้งพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินหนาน จากการตัดสินของเขา มีผู้คนจำนวนสี่สิบสามคนที่น่าจับตามอง
ผู้คนทั้งสี่สิบสามคนนี้มิต้องคาดเดาก็ทราบว่าบรรลุขอบเขตพลังวัตรขั้นที่หกหรือเหนือกว่ายิ่งไปกว่านั้น ฉินหนานยังรับรู้ได้ถึงอันตรายจากตัวพวกเขาเหล่านี้ เพราะพวกเขามีประสบการณ์การฆ่าฟันมาจำนวนไม่น้อย หากจะกล่าวไป ถึงแม้นเหล่าศิษย์ทั้งสี่สิบสามคนจะมีพื้นฐานฝีมือสูง แต่ระดับวิญญาณยุทธ์ของพวกเขามิได้สูงล้ำไปกว่าของฉินหนาน
เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการนี้ก็คือ สํานักเสวียนหลิงจงได้เปลี่ยนช่วงระยะเวลาในการรับศิษย์ใหม่ จากเดิมทุกสามปี มาเป็นทุกสองปี หลังจากสูญเสียสุดยอดอัจฉริยะจากการทดสอบก่อนหน้านี้ เหล่าผู้เข้าเสนอตัวที่พรสวรรค์ไม่ถึงล้วนใช้ช่วงเวลาระหว่างการทดสอบ และทำการพัฒนาฝีมือของตนเอง
อย่างเช่น ฟางหรูหลงแห่งเมืองหลินซุ่ย
ถ้าหากฉินหนานไม่ถูกบีบบังคับให้ปรับพลังวรยุทธ์ของตนเอง ภายในระยะเวลาสองปี พลังวรยุทธ์ของเขาคงปรับฐานจนอยู่ในระดับที่แน่นอนกว่านี้ ยามที่เวลามาถึงแล้วกลับมิมีอัจฉริยะคนใดของเมืองหลินซุ่ยที่จะเหนือล้ำไปกว่าฟางหรูหลง เช่นนั้นแล้ว ฟางหรูหลงจึงได้กลายเป็นสุดยอดอัจฉริยะแห่งเมืองหลินซุ่ย แล้วจึงมีคุณสมบัติเข้าร่วมกับสํานักเสวียนหลิงจง
ในยามนี้ พลันบังเกิดเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นให้ได้ยินว่า "เฮ้ ข้ากำลังคาดเดาว่าผู้ใดกันที่ได้รับความสนใจจากเหล่าศิษย์ทั้งมวลในที่แห่งนี้ แล้วปรากฏว่าเป็นโฉมสะคราญเสี่ยว หึหึ เหตุใดโฉมสะคราญเสี่ยวจึงมาในที่แห่งนี้ พร้อมกับเด็กหน้าขาวผู้นี้ แทนที่จะใช้เวลาของเจ้าไปกับ ท่านโอวหยางกันเล่า?"- โปรดติดตามตอนต่อไป -