ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่7 ให้สองอันเลย


    เจมส์หลับตาปี๋ ถึงจะเตรียมใจไว้แล้วแต่หัวใจมันเต้น'ตึกตัก'อย่างไม่อาจควบคุมทันใดนั้นแสงสว่างจากตรีศูลที่หลังมือพลันส่องสว่างหลังจากแหย่นิ้วเข้าไปในเต้ารับปลั๊ก แต่ทว่าไม่นานจากนั้น ได้ยินเสียงดัง'ตูม'ที่หน้าบ้าน ทำให้เจมส์ตกใจกลัวจึงต้องรีบชักมือกลับ พร้อมกันนั้นไฟในบ้านก็ดับหมด“เกิดอะไรขึ้น เสียงเมื่อครู่คืออะไร” กล่าวจบเขามองถุงมือที่ถูกเติมเต็มด้วยการชาร์ตผ่านการ'แหย่'เข้าไปในเต้ารับปลั๊กไฟในขณะมองถุงมือเรืองแสงที่อยู่ในมือ ได้ยินเสียงพ่อเต๋าบ่นอยู่ห้องข้างๆ เจมส์รีบสวมถุงมือดำอีกชั้น ปกปิดไม่ให้แสงจากตรีศูลเล็ดลอดออกไป“เกิดอะไรขึ้นเหรอพ่อ เสียงเมื่อกี้นี้เหมือนระเบิดเลย” หลังจากที่ตรวจดูถุงมือว่าไม่มีแสงเล็ดลอด เจมส์เดินผ่านตู้เสื้อผ้าห้องตัวเองซึ่งเป็นฉากกั้น ไปหาพ่อเต๋าที่ทำเสียงเอ็ดตะโรนอกจากพ่อเต๋าแล้วยังมีจูเนียร์นั่งอยู่ข้างๆ เด็กคนนี้ชอบนอนกับพ่อแม่ตั้งแต่เกิด อยู่ชั้นมัธยมต้นก็ยังไม่เลิกติดพ่อแม่ ยังคงนอนตามติดไม่ห่างส่วนแม่ดวงแก้วตอนนี้น่าจะอยู่ข้างล่าง คงกำลังตรวจดูความเรียบร้อยของจานชามหลังล้างเสร็จเจมส์ในสภาพถือไฟฉายส่องเข้าหน้าน้องชายและพ่อ ถูกอีกฝ่ายเอ็ดทันที “ส่องไฟอะไรของพี่เนี่ย เข้าตาหมดแล้ว ฮึ่ม!”“โอ๊ะ...โทษทีโทษที ว่าแต่พ่อเสียงเมื่อกี้มันอะไรเหรอ แถมไฟยังมาดับ...” พูดถึงตรงนี้เจมส์ต้องชะงัก อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองถุงมือของตัวเอง ไม่แน่เสียงเมื่อครู่ที่ดังจนทำให้ไฟดับ อาจเป็นหม้อแปลงระเบิด?คิดได้ดังนั้นเจมส์อยากจะร้องไห้ ถ้าหากการทดลองบ้าๆ ของเขากับถุงมือทำให้ที่บ้านรวมถึงบ้านข้างเคียงเดือดร้อน คงรู้สึกแย่พิลึก“ไม่รู้เหมือนกัน พ่อก็กำลังจะเดินออกไปดูนี่แหละ ไปด้วยกันเลยไหมล่ะ” พ่อเต๋ารีบหยิบเสื้อยืดคอกลมที่ถอดไว้ข้างที่นอนขึ้นมาสวมอย่างลวกๆ เนื่องจากเขาเป็นคนขี้ร้อน จึงมักจะถอดเสื้อนอนเป็นประจำ“น้องไปด้วยครับ” จูเนียร์ตอบ รีบลุกขึ้นยืน เตรียมไฟฉากเล็กๆ อันละห้าบาทที่ได้จากขนมหลอกเด็กขึ้นมาส่องไฟเตรียมตัวพร้อมสามคน พยักหน้าเล็กน้อยเดินลงจากบันไดบ้าน พบกับแม่ดวงแก้วที่กำลังมองไปหน้าบ้าน ได้ยินเสียงเอะอะพร้อมกับเเสงไฟสว่างทั้งสี่รีบเดินออกไปดู รวมถึงเพื่อนบ้านในระแวกใกล้เคียงเมื่อมาถึงต้นเหตุของเสียงระเบิด เจมส์ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ไม่ผิดจากที่คาด หม้อแปลงไฟระเบิดตู้มจนไฟดับ แถมยังมีประกายไฟน่าหวาดหวั่น แต่โชคดีที่ไม่ลุกไหม้จนท่วมท้น ไม่งั้นคงแย่เพราะรถดับเพลิงเข้ามาไม่ได้โชคดีได้บ้านข้างๆ ที่กำลังกินเนื้อย่างเห็นเหตุการณ์ก่อน พอระเบิดจึงโทรเรียกการไฟฟ้าทันทีเจมส์ได้แต่กล่าวขอโทษทุกคนในใจ โดยเฉพาะบ้านลุงสัก ที่กำลังกินหมูกระทะกับลูกๆ อย่างเอร็ดอร่อยต้องมาเสียอารมณ์เพราะหม้อแปลงระเบิดเจมส์ยืนดูช่างไฟมาจัดการ พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึง เพียงแต่ด้วยตรอกซอกหมู่บ้านจันทร์อับแสงเป็นไปในเชิงคับแคบ เข้าได้เพียงรถมอเตอร์ไซค์ สภาพจึงอย่างที่เห็น พวกเขาต้องค่อยๆ นำอุปกรณ์ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์มาอย่างละสองสามอย่าง กว่าจะทำการแก้ไขเสร็จก็ปาไปเที่ยงคืนระหว่างยืนมองจูเนียร์กลับเข้าบ้านนอนนานแล้ว เด็กชายตัวเล็กรายนี้ไม่ชอบนอนดึก แถมยังต้องตื่นล้างหน้าตั้งแต่ตีห้าเพื่อไปเรียน ต้องรีบนอนเข้าไว้เป็นการดีเจมส์กลับเข้ามาในบ้าน มองถุงมือเจ้าปัญหาแล้วได้แต่ยิ้มเจื่อน จากเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขาต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะทำการ'แหย่'อีกครั้งด้วยความที่แล่นเรือหาปลาทั้งวัน แถมเมื่อวานยังถูกคนรักหักอก เจมส์ในสภาพสวมถุงมือหลังจากนอนบนฟูกไม่ถึงห้านาทีก็ผล็อยหลับไป รู้ตัวอีกทีเป็นตอนเช้าตรู่ของอีกวัน………………………พ่อเต๋าออกไปเก็บอวนกับแม่ดวงเเก้วตั้งแต่ตีสี่ตีห้า กับข้าวเช้านี้จึงเป็นของเหลือจากเมื่อวาน อีกอย่างหากวันไหนเจมส์มีเรียนบ่าย ก็จะสลับกับพ่อไปเก็บอวนจูเนียร์กินอาหารที่ถูกเจมส์อุ่นด้วยเตาแก๊ส สีหน้าไม่ค่อยดีนัก ไม่ใช่ว่าเด็กน้อยไม่สบายหรือเป็นไข้ เพียงแต่ด้วยความที่เป็นอาหารเหลือจากเมื่อวาน ทุกครั้งที่กินจูเนียร์จึงมักจะทำหน้าไม่พอใจ แถมยังกินได้น้อยเหมือนแมวเลียเห็นสภาพน้องชายไม่ร่าเริง เจมส์ที่อยู่ในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยบอกว่า “ถ้าไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน เดี๋ยวเช้านี้พี่จะพากินแฮมเบอร์เกอร์” ปกติเจมส์ค่อนข้างประหยัดเงิน เพราะไหนจะค่าเรียน ค่ากินอยู่ในแต่ละเทอม ระดับปริญญาตรีทำงานร้านหมูกระทะแทบจะไม่พอยาไส้ แต่เนื่องจากได้เงินจากการขายปลามาเมื่อวานห้าหมื่นบาท เลี้ยงน้องชายด้วยแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นสองชิ้นจะเป็นไรไปอีกอย่างหนึ่งเจมส์ค่อนข้างรู้สึกแย่ที่เห็นจูเนียร์ไม่อยากอาหาร แถมตัวเล็กถูกรังแกได้ง่าย เขาจึงอยากให้น้องชายได้กินอาหารดีๆ หรืออันที่ชอบบ้าง ไม่ใช่มาฝืนกินแบบนี้“พี่พูดจริงๆ เหรอ น้องจะได้กินแฮมเบอร์เกอร์เช้านี้จริงหรอ” จูเนียร์ดูกระตือรือร้น รีบวางช้อนที่อยู่ในมือลง เข้ามาเขย่าแขนพี่ชายตัวโตอย่างลูกแมว“จริงสิ แถมให้อีกชิ้นเป็นสอง แล้วก็น้ำอัดลมรสส้มที่จูเนียร์ชอบด้วยไง ดีไหม” เห็นท่าทางน้องชายดีอกดีใจ เจมส์พลอยมีความสุขไปด้วย“ดีสิดีสิ เย้เย้เย้ วันนี้จะได้กินแฮมเบอร์เกอร์แล้ว” จูเนียร์ตะโกน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเริงร่าหลังจากเก็บอาหารเช้าไว้ในตู้กับข้าว ล็อกบ้านเรียบร้อยเจมส์ติดเครื่องยนต์บนเรือ โดยมีจูเนียร์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ขับเรือไปจอดแถวหาดจอมเทียนเนื่องจากยังเป็นเช้าตรู่อากาศจึงค่อนข้างเย็น ได้ยินเสียงคลื่นลมกระทบสายน้ำ นกนางแอ่นบินผาดโผนบนท้องฟ้า ช่างเป็นบรรยากาศที่สุขสงบไปอีกแบบมาถึงหาดจอมเทียน จุดที่ที่บ้านใช้ขายปูปลาจับมาจากทะเล จอดเรือไว้แล้วรีบเดินตามน้องชายไปร้านสะดวกซื้อ 88ความจริงเจมส์ก็อยากจะพาน้องชายเดินห้าง กินแฮมเบอร์เกอร์ราคาแพง แต่ด้วยความที่ตอนนี้ยังเป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า ห้างที่ไหนจะเปิด ดังนั้นแฮมเบอร์เกอร์หรูสุดจึงเป็นของร้านสะดวกซื้อ 88จูเนียร์เมื่อเข้ามาในร้านสะดวกซื้อ ตรงดิ่งเข้าไปที่ชั้นขายแฮมเบอร์เกอร์แช่แข็งทันที ยืนเลือกนานสองนาน เอาหมูเบคอนชีสกับหมูดับเบิ้ลชีสอย่างละอันโดยแฮมเบอร์เกอร์ของที่นี่ราคา 35 แพงสุดก็ 45 ในสายตาคนนอกอาจคิดว่าไม่แพง แต่สำหรับบ้านเจมส์ราคานี้ซื้อข้าวหนึ่งมื้อกินได้สบาย แถมยังอิ่มกว่าด้วย”จะเอาอะไรเพิ่มอีกไหม เอาขนมหรือว่าลูกอมก็ได้นะ” เจมส์บอกเมื่อเห็นว่าน้องชายหยิบน้ำส้มจากตู้แช่เย็นแล้ว ซึ่งเป็นของชิ้นสุดท้ายจากสามอย่างที่เขาบอกตอนก่อนออกจากบ้านว่าจะซื้อให้“ไม่หรอกครับ แค่นี้น้องก็อิ่มแล้ว ฮี่ๆ” จูเนียร์บอกแบบนั้น ทั้งที่ความจริงอยากได้ขนมห่อใหญ่ไปกิน แต่กลัวว่าพี่ชายจะไม่มีเงินจ่าย ทำได้เพียงเผยรอยยิ้มมีความสุขเจมส์ยิ้มหน่อยนึง หยิบลูกอมหนึ่งกล่องใส่ลงไปในตระกร้าด้วย ตามด้วยขนมที่น้องชายชื่นชอบ ก่อนจะหันหน้ามาพูดกับเด็กตัวเล็กว่า“หลังจากนี้ถ้าน้องอยากจะกินอะไรก็บอกพี่มาได้เลยนะ ไม่ต้องกลัวว่าพี่จะไม่มีเงินจ่าย”จูเนียร์ไม่รู้ว่าพี่ของตนไปทำอะไรมา วันนี้ถึงได้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ ใจปล้ำเกินกว่าที่เคยเป็น แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นเด็กชายยังคงฉีกยิ้มกว้าง บอกว่าแค่นี้ก็พอแล้วไอ้นิสัยเกรงใจของจูเนียร์เป็นมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านของเจมส์ค่อนข้างยากจน ถึงอีกฝ่ายดื้อจะเอาแต่ของเล่นไปบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่าจะเอาจนไม่สนอะไร เด็กชายรู้และค่อนข้างกังวลเป็นบางครั้งที่อยากได้ของ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กมันห้ามกันยาก บางครั้งจึงมีงอแงบ้าง……………………………ขึ้นรถสองแถวไปวิทยาลัยกุหลาบขาว โดยรถสายนี้วิ่งไปเส้นเดียวกับโรงเรียนของน้องชาย ทั้งคู่จึงนั่งไปด้วยกันระหว่างอยู่บนรถสองแถว จูเนียร์ในสภาพถืออมยิ้ม อดถามไม่ได้ว่า “พี่เจมส์ มือพี่เป็นอะไรเหรอ ทำไมพี่ถึงสวมถุงมือตลอด หรือว่าถูกหมากัดมา”“อ๋อ...นี่น่ะเหรอ” เจมส์คิดหาคำตอบสองสามวินาที “พอดีพี่ไม่ระวังตัวน่ะ ระหว่างดึงอวนขึ้นมาบนเรือ เอ็นก็เลยบาดมือ เป็นแผลเหวอะหวะพี่เลยต้องใส่ถุงมืออย่างที่เห็น”“เอ๋...แย่เลยนะครับ เจ็บมากใช่ไหมเนี่ย งั้นน้องจะเป่ามือให้นะ โอมเพี้ยง จงหาย!” “ทำอะไรเนี่ย”“เอ้า...ก็เป่ามือไง พี่ไม่เคยดูจอมขมังเวทย์ลุงอาคมที่มาออกรายการช่อง New เหรอ ลุงเขาบอกว่าแค่เป่าด้วยคาถาอาคม แปบเดียวก็หายแล้ว”“จริงดิ ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าน้องชอบดูอะไรแบบนี้”“ฮึ่ม ใครจะเหมือนพี่ละ อ่านแต่หนังสือการ์ตูนเกาหลี ชื่อตัวละครก็เรียกยากชะมัด ไม่รู้ว่าจำชื่อกันได้ไง โดยเฉพาะไอ้เรื่องที่พี่ชอบอ่าน เจ้าหนูยอดนักตกปลาโฮยอน ไม่รู้ว่าสนุกตรงไหน”พอน้องชายพูดถึงเรื่องหนังสือ เจมส์เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าหลังจากใช้'ถุงมือฟ้าประทาน'กับหนังสือ ของที่ถูกดึงออกมาจะหายไปจากหน้ากระดาษ กลายเป็นความว่างเปล่า อย่างเช่นตัวละครยกมือถือคันเบ็ดแต่มันกลับว่างเปล่าสักพักรถสองแถวขับมาถึงหน้าประตูโรงเรียนมัธยมต้น เจมส์โบกมือให้จูเนียร์ จากนั้นรถเริ่มขับออกไป ไม่นานจึงมาถึงมหาวิทยาลัยกุหลาบขาวเจมส์ลงมาจากรถในสภาพชุดนักศึกษาสีขาว สวมถุงมือสีดำ