BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    56 : ความจริง

            

    56 : ความจริง


     

            ความรู้สึกของเนียร์เหมือนกับว่าเพิ่งจะทิ้งหัวลงหมอนไปได้ไม่กี่นาทีเอง  รู้สึกอีกวูบหนึ่งถัดมาคือตอนได้ยินเสียงดังราวกับใครมาจุดระเบิดขึ้น  ทำเอาแต่ล่ะคนที่ยังหลับกันอยู่ถึงกับสะดุ้ง  ผุดลุกขึ้นอย่างหวาดหวั่นว่าจะมีตึกไหนระเบิดอีก

            พอได้สติขึ้นมาหน่อยถึงได้รู้ว่าเป็นเสียงใครบางคนเคาะประตูนั่นเอง  แถมยังแรงแบบแทบจะพังเข้ามาเสียให้ได้...ไม่จำเป็นต้องสงสัยว่าใคร  เพราะเสียงที่ตะโกนมาทำให้รู้ได้ทันที

            “เฮ้! เปิดเดี๋ยวนี้นะ  ถ้ายังไม่เปิดอีกภายในวินาทีนี้  ฉันพังเข้าไปแน่!”

            “อ่า พี่ฟิวส์เหรอ”  โมเอาผ้าห่มคลุมโปงพูดงึมงำๆ

            แว่วเสียงโชลที่พูดให้ฟิวส์ลดเสียงตัวเองเพราะมันรบกวนคนห้องอื่น  แต่ฟิวส์ไม่สนใจ

            “จะให้ในเย็นได้ไง  เผื่อยัยพวกนั้นถูกไอ้พวกบ้าฆ่าไปจะเป็นไง”

            เนียร์กุมขมับ  แล้วฝืนใจลุกไปเปิดประตูพร้อมกับตะโกนกลับ  “ยังมีชีวิตอยู่โว้ย! พอใจรึยัง"

            ฟิวส์อึ้งไปเมื่อเห็นเธอ  แต่สักพักก็เปลี่ยนเป็นโล่งใจเมื่อเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไร

            “อย่าบอกนะว่า  นายมาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพราะคิดว่าพวกฉันจะถูกฆ่า”  เนียร์ถาม  แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองจะคิดผิดด้วย  ก่อนจะขยับตัวให้ผู้ชายสองคนนั้นเข้ามาข้างใน  พอปิดประตูหันกลับมา  ก็พบว่าเกลที่นอนอยู่อีกห้องหนึ่งกับเดสิตและพี่ชาย เดินออกมาดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น

            “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าคะ”  เกลถาม  ไร้ท่าทีง่วงนอนเหมือนคนตื่นนานแล้ว

            “ไม่มีอะไรหรอก  แค่หมาบ้าที่คิดมากเกินเหตุน่ะ  ไปนอนต่อเถอะ”  เนียร์บอก  แต่เกลทำแค่ปิดประตูกั้นห้องลง  สายตาจดจ้องไปที่แขกที่มาเพิ่มใหม่

            เนียร์รีบบอก  “ขอโทษนะเกล  ทำพวกเธอตื่นหมดเลยรึเปล่าเนี่ย”

            “ไม่หรอกค่ะ  ความจริงแล้ว  ท่านเดสิต พี่กิลแล้วก็ฉันตื่นนานแล้วค่ะ”

            ตื่นนานแล้ว?  เดสิตหรือเกลยังไม่เท่าไหร่  แต่อีกคนเนี่ยสิ  เมื่อคืนเหมือนไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ  แล้วไปหาเวลานอนตอนไหน  รึเป็นพวกโรคนอนไม่หลับ?

            “หนวกหู!”

            เพียวตวาดออกมาทำเอาทุกคนเงียบกริบ  ก่อนเจ้าตัวจะล้มตัวลงนอนต่อ  ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าตวาดใส่ใครหรือมีใครมา

            เอลกับทินพยุงตัวลุกขึ้นนั่งมองผู้มาใหม่  ทินลูบผมสองสีของตนอย่างหัวเสีย

            “กล้ามากนี่  ที่บังอาจมารบกวนเวลาหลับของฉัน  มาอัดสักทีเด๊ะ”  ทินตั้งท่าจะทำตามอย่างที่ว่าไว้จริงๆ  แต่เนียร์ก็เข้าไปรั้งตัวไว้ซะก่อน

            “นายน่ะ  กลับไปนอนต่อเถอะ”  แต่พอหันมองรอบตัว  มีทั้งคนที่ตื่นแล้วและคนที่อยากนอนต่อ  อยู่ห้องเดียวกันแล้วมันจะไปเงียบได้ยังไง

            “เข้ามานอนในห้องนี้สิ”  เจ้าของห้องออกโรงเอ่ยปากชวนเอง  ซึ่งทินก็ไม่ขัดศรัทธา  เพียงแต่ก่อนไป  เนียร์กลับบอกให้พาเพียวกับโมไปด้วย

            ดูเหมือนทินคงจะหงุดหงิดกับการถูกรบกวนเวลานอนมากไปหน่อย  ถึงได้เข้าไปแบกตัวเพียวกับโมพาดบ่าคนละข้างเลยทีเดียว เข้าไปในห้องโดยไม่ต้องให้ใครช่วยเลยสักคน

            แต่ตอนเอาลงนี่ไม่รู้เป็นไง  ที่แน่ๆ เนียร์มั่นใจว่าได้ยินเสียงของหนักกระแทกพื้นพร้อมกับเสียงร้องใครบางคนดังตามมาติดๆ กัน ก่อนที่ประตูจะปิดลง

            “เอลไม่ไปนอนต่อเหรอ”

            “ไม่ล่ะ  ไหนๆ ก็ตื่นแล้ว”

            เนียร์พยักหน้าเล็กน้อย  ชื่นชมเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับพวกที่เหลือ  ก่อนจะหันมามองทางเดสิต  ที่ตอนนี้กำลังจ้องมาที่เธออยู่เช่นกัน  ราวกับจะคอยดูทุกการกระทำของเธอเพื่อตัดสินใจ

            “แล้ว..”  เนียร์เริ่ม  “ตกลงว่าคุณจะบอกได้รึยัง  ว่าทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้มีพลังที่คุณควรจะเก็บรักษาไว้ไปได้”

            “....ตนัย เป็นลูกชายของฉัน”  เดสิตตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป  แต่คนฟังนี่สิ  ถึงกับอ้าปากค้างไปตามๆ กัน

            ก็ใครมันจะไปคิดเล่า  ว่าคำตอบจะออกมาในรูปแบบนี้

            เนียร์ถึงกับตะลึงหนักจนหาเสียงตัวเองไม่เจอ  ในขณะที่เอลซึ่งตกใจน้อยกว่า เอ่ยปากถามกลับ  “แต่นามสกุลของคุณสองคนไม่เหมือนกันนี่คะ”

            ตนัย  ดาราการณ์  กับ  เดสิต  วงศ์วลายุ

            นามสกุลคนล่ะชื่อแบบต่อไม่ติดแบบนี้  เป็นใครก็คงไม่เอะใจนักหรอก

            เดสิตถอนหายใจยาว  ท่าทางเรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นเรื่องที่ชวนให้หนักใจทีเดียว  “ตนัยเป็นลูกชายของฉันจริงๆ”  เขายืนยัน  “แต่เมื่อตอนที่ตนัยอายุประมาณ 17 ปี  เขาขอออกจากเกาะไปเพราะอยากจะออกไปเรียนรู้ และเชื่อว่าพวกคนภายนอกเช่นเธอจะเป็นคนดี  เขากับฉันจึงทะเลาะกันหนักมาก  เพราะฉันไม่มีวันเชื่อเด็ดขาดว่าพวกคนภายนอกจะดีจริง  แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร  ตนัยก็ยังคงยืนกรานจะออกไปให้ได้  ฉันจึงตัดขาด  ปล่อยให้เด็กนั่นจะออกไปไหนก็ตามใจ”

            ราวกับตกอยู่ในห้วงความทรงจำ  เดสิตเงียบไปครู่หนึ่งด้วยสีหน้าที่เนียร์บอกได้ว่าต้องกำลังทุกข์ใจอยู่  ซึ่งก็คงเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว  อุตส่าห์พร่ำสอนยัดเรื่องเลวๆ ของคนภายนอกให้ฟังซะขนาดนั้น  ยังคิดว่าพวกเขาจะเป็นคนดีอยู่อีก...หืม?  เชื่อว่าคนภายนอกแบบพวกเธอเป็นคนดีงั้นเหรอ

            บางอย่างมันชักไม่สมเหตุสมผล  แต่ก่อนที่เนียร์จะได้ถาม  เดสิตก็พูดต่อพอดี

            “ส่วนเรื่องของนามสกุล  ตนัยแต่งง่านกับผู้หญิงจากโลกภายนอกคนหนึ่ง  และตัดสินใจเปลี่ยนนามสกุลเป็นของผู้หญิงคนนั้นแทน”

            “มีคนอยากแต่งกับเจ้านั่นด้วยเหรอเนี่ย”  ฟิวส์หลุดออกมาเสียงดัง

            เนียร์นึกสงสารผู้หญิงที่ต้องมาแต่งกับผู้ชายอย่างตนัยขึ้นมาชอบกล  แต่คิดไปคิดมา  ไม่แน่ว่าผู้หญิงคนนั้นก็คงมีนิสัยคล้ายกันล่ะมั้ง  ถึงได้เข้ากันได้ดี  หรือว่า...เนียร์เดาเอาเล่นๆ นะว่า  ไม่แน่เบื้องหลังของตนัยอาจจะเป็นผู้หญิงคนนี้ก็ได้  แบบ...คอยชักใยอยู่เบื้องหลังอีกที

            “ขอโทษนะครับ”  โชลคั่นอารมณ์ของทุกคน  “แล้วคุณพอจะรู้รึเปล่าว่า  ต่อไปสิ่งที่ลูกของคุณคิดจะทำต่อคืออะไร”

            เยี่ยม  สมเป็นเด็กวิทยาศาสตร์  พุ่งเป้าไปที่ประเด็นเรื่องที่ควรสนใจที่สุดในตอนนี้  เนียร์แทบจะยกนิ้วโป้งให้อยู่แล้ว  ซึ่งต่างจากพวกเธอที่เอาแต่สนใจพวกรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้  เอาน่า  อย่างน้อยก็ขอให้รู้ประวัติความเป็นมาของคนที่ต้องต่อกรด้วยหน่อยสิ

            “เรื่องนั้น  ฉันเองก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่”  เดสิตบอก  แล้วกางบางอย่างที่ดูคล้ายหนังสือออกมา  มันเป็นแผ่นกระดาษหลายแผ่นเนื้อหยาบ  เป็นกระดาษที่ทำขึ้นมาเอง  ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีในโรงงานแบบที่พวกเธอใช้อยู่ทุกวันนี้  เป็นกระดาษสีเหลืองๆ น้ำตาลๆ ที่ทั้งน่าจะเป็นมาตั้งแต่ต้นและเพราะกาลเวลา  เป็นแผ่นเรียงกันไป  ซึ่งแต่ล่ะแผ่นถูกร้อยด้วยเชือกเส้นเล็กเปื่อยยุ่ยพอดู

            เนียร์ลองชะเง้อหน้ามองดูว่าตัวอักษรบนหน้ากระดาษเหล่านั้นเขียนไว้ว่าอะไรบ้าง  แต่ปรากฏว่าเธออ่านมันไม่ออก  มันเป็นตัวอักษรอะไรก็ไม่รู้ที่เธอไม่เข้าใจ  แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าจะมีใครอ่านออก...อาจยกเว้นชายสูงวัยตรงหน้า

            เดสิตเปิดค้างที่หน้าหนึ่ง  “จากที่ได้คุยกับนิศาชลแล้วรู้ว่าตนัยเลือกเธอมารับใช้  ทำให้ฉันรู้สึกได้ว่าตนัยอาจจะคิดใช้วิธีนี้  วิธีช่วงชิงพลัง”

            สีหน้าของแต่ล่ะคน  ยกเว้นฝาแฝดข้างกายเดสิตต่างทำหน้างุนงง

            “มันเป็นวิธีอย่างหนึ่งที่คนคุมพิธีสามารถทำได้”  เดสิตอธิบาย  แต่พอเห็นเครื่องหมายคำถามบนหน้าเด็กๆ แล้วเขาถึงเพิ่งรู้ว่าควรจะอธิบายตั้งแต่ต้นเรื่อง

            “ผู้ที่เปิดผนึกพลังนี้จะถือว่าเป็นคนคุมพิธี  ที่สามารถทำการติดต่อ  หรือควบคุม  ออกคำสั่งแก่ผู้ที่ธรรมชาติยินยอมให้ใช้พลังได้  ซึ่งจะจัดเป็นคนธาตุกลาง

            พวกเธอคงจะสามารถใช้ธาตุอย่างหนึ่งที่ธรรมชาติให้ยืมมาได้สินะ

            ทิศใต้  คือ  ธาตุน้ำ

            ทิศตะวันออก  คือ  ธาตุไฟ

            ทิศตะวันตก  คือ  ธาตุไม้

            ทิศเหนือ  คือ  ธาตุลม...และสุดท้าย

            ทิศกลาง  จัดเป็นธาตุดิน”

            “ดิน?”  เอลพึมพำ  ส่วนเนียร์เหมือนไม่แปลกใจเท่าไหร่  เพราะหากพูดถึงธาตุหลักแล้วล่ะก็  ดิน  ต้องรวมอยู่ในนั้นด้วยอย่างแน่นอน  เพียงแต่เพิ่งจะมาเข้าใจว่าธาตุดินที่ควรจะมีนั้นหายไปไหน

            “ธาตุดิน นั้นหมายถึงคนธรรมดาที่ไม่มีพลังอะไรเลย”  เดสิตบอก  คงเดาคำถามของเอลได้  “ส่วนวิธีช่วงชิงพลังที่ว่านั้น  คือหมายถึงการนำพลังทั้งสี่ธาตุมาใส่ไว้ในตัวของผู้มีพลังเพียงคนเดียวเท่านั้น  ซึ่งนั่นหมายความว่า  คนเพียงคนเดียว  แต่จะมีพลังถึงสี่ธาตุอยู่ในตัว”

            “เดี๋ยวสิ”  ฟิวส์ขัด  สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่เชื่ออย่างแรง”  เรื่องนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไงกัน”

            “แล้วเธอจะมารู้เรื่องพลังนี้มากไปกว่าชนเผ่าที่คอยปกปักดูแลมันเป็นเวลาหลายร้อยปีได้ไงกันล่ะ”  เดสิตถามกลับ  ดวงตาเย็นเยือก  ซึ่งเนียร์เพิ่งจะจำได้ว่ามันเหมือนกับดวงตาของตนัย  ลูกชายของเขาไม่มีผิด  มิน่า  เธอถึงได้ว่ามันคุ้นนัก

            “แล้วมันทำได้ยังไงเหรอคะ  วิธีช่วงชิงที่ว่านี้  ฟังดูเหมือนกับ...ต้องขโมยจากคนอื่นเลย”  เอลว่า

            “ใช่แล้วล่ะ”  เดสิตยืนยันความคิดของเอล  “คนที่ถูกช่วงชิงพลังไป  จะกลับกลายเป็นไร้พลัง  เป็นคนธรรมดาในทันที”

            ประโยคนี้ราวกับจะสต๊าฟทุกคนไว้ในทันที  เมื่อไม่จำเป็นต้องตายก่อนก็กลับไปเป็นคนธรรมดาได้  แต่เดสิตกลับพูดต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “วิธีนี้  จำเป็นต้องมีห้าองค์ประกอบด้วยกัน  อย่างแรกคือตัวผู้คุมพิธี  หรือก็คือตนัย  อย่างที่สอง  โลหิตของผู้ถูกช่วงชิง  คือคนที่มีพลังจากธรรมชาติ  ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ที่มีพลังธาตุต่างกัน  อย่างที่สามคือตัวผู้ที่ได้รับพลังที่ถูกชิงมา  ซึ่งฉันคิดว่าตนัยคงเลือกเธอ”  ดวงตาสีน้ำตาลแก่ที่เหมือนกับลูกชายไม่ผิดเพี้ยนเลื่อนมาหยุดที่เนียร์  ทำให้ทุกคนหันมามองเนียร์เป็นจุดเดียว

            “..แต่มันก็ไม่แน่ไม่ใช่รึไง  เพราะตอนนี้ผู้ชายคนนั้นก็ได้ตัวผู้มีพลังคนอื่นไปแล้ว  ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเลือกใครสักคนในห้าคนนั้นก็ได้”

            เดสิตส่ายหน้า  พูดอย่างมั่นใจ  “เป็นไปไม่ได้หรอก  ฉันรู้จักเด็กคนนั้นดี  เด็กคนนั้นจะไม่เลือกใครส่งๆ เพื่อมารับหน้าที่สำคัญแบบนั้นหรอก  ต้องเป็นคนที่เขาเลือก  คนที่เขาตัดสินใจว่าเหมาะสมแล้วเท่านั้นที่คู่ควรเป็นเครื่องมือให้กับเขา  จริงรึเปล่าล่ะ  นิศาชล”  เดสิตจ้องเธอราวกับจะสื่อบางอย่างให้  ที่เนียร์ไม่ชอบใจเลยสักนิด

            “อีกสองอย่างที่เหลือล่ะครับ”  โฃลถาม  ดึงความสนใจให้กลับมาที่เรื่องเดิมต่อ

            ตอนนี้เองที่ทุกคนได้เห็นสีหน้าของชายสูงวัยนั้นแสดงถึงความไม่เข้าใจบางอย่าง

            “ตรงนี้...”  เดสิตขมวดคิ้ว  “ทำให้ฉันไม่มั่นใจว่าตนัยคิดจะเลือกใช้วิธีนี้จริงๆ รึเปล่า”

            “มันเป็นของหายากรึไง”  ฟิวส์ถาม

            เดสิตก้มอ่านตัวอักษรอีกครั้ง  ก่อนจะพูดที่เหมือนพึมพำกับตัวเองเสียมากกว่าว่า  “หัวใจคนบาป  นั่นไม่ใช่สิ่งที่หายากนัก  ยิ่งโดยเฉพาะในยุคสมัยนี้  ผู้คนพวกนี้”

            เออ  แดกดันพวกเธอเข้าไป...  เนียร์กลอกตา

            “แต่  ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์  นี่ต่างหากที่ฉันสงสัย”

            “หมายถึงเด็กแรกเกิดเหรอคะ”  เอลถาม  เธอเคยอ่านเจอในหนังสือว่าเด็กทารกนั้นเป็นช่วงวัยที่ใสบริสุทธิ์ที่สุดแล้ว  ยังไม่ต้องเผชิญกับอะไร  ยังไม่รู้จักถึงอะไร  ไม่รู้จักแม้กระทั่งความดีหรือความเลว

            แต่เดสิตกลับปฏิเสธ  “ไม่ใช่หรอก  นั่นไม่ได้หมายถึงเด็กแรกเกิด  แต่หมายถึงผู้ที่เกิดและเติบโตมาโดยที่ยังรักษาหัวใจให้บริสุทธิ์ได้ต่างหากล่ะ  ในสมัยก่อน  ฉันเคยได้ฟังมาว่าทางเผ่าจะเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งตั้งแต่เกิดให้โตขึ้นมาเป็นผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์โดยเฉพาะ  แต่ในโลกยุคนี้  ฉันไม่รู้หรอกนะว่าจะไปหาคนแบบนี้ได้จากไหน  มันเกือบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

            “เขาอาจไม่ได้คิดใช้วิธีนี้ก็ได้นี่นา  อาจเป็นวิธีอื่น”  เนียร์บอก  แล้วก็ต้องเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้า

            “ไม่หรอก  ฉันอ่านวิธีอื่นดูแล้ว  ไม่มีวิธีไหนที่ดูเข้าเค้ากับสิ่งที่ตนัยคิดจะทำเลยสักนิด”

            เนียร์มุ่นคิ้ว  นึกอยากอ่านไอ้ตัวอักษรพิลึกๆ นั่นออก  ก็เห็นมีตั้งหลายหน้า  มันจะไม่มีสักวิธีให้เลือกอีกรึยังไง

            “เจ้านั่นมันอาจไม่ได้คิดใช้วิธีอะไรเลยก็ได้นี่”  ฟิวส์ออกความเห็น  “ก็ในเมื่อมีผู้ใช้พลังตั้งห้าคนอยู่ในมือ  ถ้าคิดจะครองโลกนี้จริงๆ  แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้วนี่  แล้วทำไมจะต้องมาทำพิธีบ้าๆ พวกนี้ให้ยุ่งยากขึ้นด้วย”

            “ฟิวส์”  โชลจับบ่าเขา  พูดด้วยความซึ้งในเหลือประมาณ  “ตั้งแต่รู้จักกับนายมา  ฉันเพิ่งเคยได้ยินนายพูดอะไรที่มีสาระก็วันนี้นี่แหละ”

            แต่แล้วเดสิตก็ทำลายความมีสาระของฟิวส์ไป  “มีหลายเหตุผลไป  อย่างแรกเลยก็คือ  การที่พวกเธอยังมีชีวิตอยู่  หากคิดจะชิงพลัง  ก็ต้องใช้พวกเธอนี่ล่ะ  เพื่อขจัดตัวต่อต้าน  และอีกอย่างหนึ่งคือ  คนที่ได้รับพลังที่ชิงมาจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว”

            คราวนี้เดสิตจ้องเด็กๆ ทุกคน  แล้วส่งคำถามออกไป  “พวกเธอคิดว่าพลังที่ตัวเองมีอยู่จะแข็งแกร่งขนาดไหนนักเชียว”

            ไร้ซึ่งคำตอบใดส่งกลับคืนมา

            “มันอาจแกร่งเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป  แต่ก็คงไม่แกร่งมากพอถึงขั้นสามารถสู้ได้กับคนทั้งโลกนี้หรอก  ไม่สิ  เอาแค่ประเทศเพียงประเทศเดียวยังสู้ด้วยไม่ได้เลย  แต่หากเป็นผู้ที่ได้รับพลังทั้งสี่ธาตุมาไว้กับตัวล่ะก็...เมืองทั้งเมืองอาจถูกน้ำจมหายไปภายในชั่วข้ามคืน  ลมพัดวูบเดียว  ประเทศทั้งประเทศอาจถูกพัดหายไป  เพียงอึดใจเดียวที่ไฟเผาผลาญทุกอย่างตรงหน้าไม่เหลือเถ้าถ่าน  แมกไม้ชอนไชอาละวาดกวาดสิ้นทุกสิ่งให้ราบเป็นหน้ากลอง”

            ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา  อาจถึงกลั้นใจด้วยซ้ำเมื่อนึกภาพตาม

            “ใช่แล้ว  และยิ่งพลังเหล่านั้นตกไปอยู่ในมือของคนที่ว่ากันว่ามีพลังที่แข็งแกร่งที่สุด  เป็นที่น่าหวาดกลัวที่สุดแล้วล่ะก็...”

            ทั้งๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถึงใคร  แต่ไม่รู้ว่าทำไมแต่ล่ะคนถึงค่อยๆ หันไปมองใครบางคนที่เคยถูกเรียกขานมาตามนั้น  คนที่แม้แต่พวกพ้องเดียวกันเองยังต้องขลาดกลัว

            “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยใช่มั้ยว่ามันจะเป็นยังไง”  เดสิตว่า  ขณะที่เนียร์ยังคงจ้องเขากลับด้วยอาการนิ่งสงบ  แต่ดวงตาสีดำฉายชัดถึงความเย็นชา  จนคนที่สัมผัสได้ถึงกับร้อนๆ หนาวๆ

            “ตนัยคิดว่าฉันตายเพราะระเบิดนั่นไปแล้ว”  กล่าวต่ออย่างรู้ดีว่าคนที่ถูกอ้างถึงนั้นหมายถึงตัวเอง

            “คิดเหรอ?  ความคิดของตนัยหรือของเธอเองกันแน่ล่ะ”  เขาย้อนถาม  และไม่ต้องการคำตอบ  “ตนัยรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องไม่เป็นอะไร  เขาเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมเลยล่ะว่าเธอจะต้องรอดมาได้”  ดวงตาของชายสูงวัยเป็นประกายวิบวับ  “เพราะฉะนั้น  ระวังตัวเองไว้ให้ดีเถอะ  เพราะโลกที่เธอคิดปกป้อง  อาจจบด้วยมือของตัวเธอเอง  นิศาชล”

            “มันจะไม่มีทางเกิดขึ้น”  เนียร์กล่าวหนักแน่น

            ความตึงเครียดจากตัวคนสองคนแผ่กระจายออกมาจนคนรอบข้างรู้สึกได้  เกลขยุกขยิกตัวแบบอยู่ไม่สุข  เดี๋ยวมองเดสิตที  มองเนียร์ที

            แล้วมือที่กำเกร็งแน่นของเนียร์ก็เริ่มผ่อนคลายลง  เมื่อมือเรียวเล็กของเอลเข้ามากุมไว้หลวมๆ

            “พวกเราก็จะคอยช่วยไม่ให้มันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเหมือนกัน”

            ....ไออุ่นบางเบาเริ่มแทรกตัวเข้ามา  ไม่รู้ตัวเลยว่าพระอาทิตย์ขึ้นฉายแสงส่องเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ 

            ความสบายใจว่าตัวเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว  ทำให้เนียร์ผ่อนลมหายใจตัวเองให้กลับมาสงบอีกครั้ง

            “หากตนัยเลือกใช้วิธีนี้จริง”  เนียร์พูด  คุมเสียงให้นิ่ง  “ไม่ว่าเขาจะใช้วิธีอะไรเป็นตัวตัดสินว่าใครมีจิตใจบริสุทธิ์  แต่นั่นต้องใช้เวลาในการตามหาแน่นอน  เวลาแบบนี้เราควรหาว่าตอนนี้พวกนั้นอยู่ที่ไหน  แล้วหาทางกำจัดพวกเขาซะก่อนที่องค์ประกอบพวกนั้นจะครบ”

            “แล้วถ้าตนัยได้ตัวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ไปแล้วล่ะ  เธอไปหาเองแบบนี้  ไม่เท่ากับว่าส่งอ้อยเข้าปากช้างหรือไง”

            เนียร์มองเดสิตด้วยหางตา  “ก็พูดเองไม่ใช่เหรอคะ  ว่าโลกนี้มันมีแต่คนเลว  คงหาไม่ได้ในเวลาสั้นๆ แบบนี้หรอก”

            เดสิตหน้าตึงขึ้นมาเมื่อเจอเด็กสาวย้อนกลับมาแบบนี้  มองเนียร์ที่ปรึกษากับเอลอยู่ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความคิด

             



     

            เมื่อคิดจะหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทของตนัย  จำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ต  แต่ปรากฏว่าห้องนี้แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังไม่มี  เดือดร้อนพวกเนียร์ต้องออกไปเอาเองข้างนอก

            “ห้องหรู  เครื่องทำกาแฟยังมี  แต่ดันไม่มีคอมฯ เนี่ยนะ”  เนียร์บ่นขณะเดินออกมากับเอล ฟิวส์  และเกลที่ขอตามออกมาด้วย  ซึ่งเนียร์ไม่แน่ใจว่าคนหลังนี่ตามมาเพราะอยากออกไปดูภายนอกบ้าง  หรือมาเพื่อคอยจับตาดูพวกเธอตามคำสั่งเดสิตกันแน่

            ส่วนโชล  ตอนแรกก็กะตามมาด้วยอีกคนแล้ว  แต่เนียร์ขอให้เขาเฝ้าอยู่ที่ห้องนั่นแหละ  เผื่อพวกทินตื่นหรือมีใครมาเพิ่มเติม  เพราะฟังจากปากเขาคงน่าเชื่อถือมากกว่าพวกเดสิตแน่

            แต่พอพวกเนียร์มาถึงที่ห้องล็อบบี้ด้านล่างคอนโดแล้วนั้น  ก็ได้เจอกับเด็กนิรารักษ์ทั้งห้าคนกำลังรอลิฟต์เตรียมจะขึ้นไปอยู่พอดี

            “อ้าว  เฮ้  พวกนายจะไปไหนเนี่ย  เรากำลังจะขึ้นไปอยู่แล้ว”  เล็ทว่า

            “ก็ว่าจะไป...มีอะไรเหรอ?”  เนียร์พูดไม่จบเพราะสะดุดที่ริสที่จ้องเธอแบบมองขึ้นๆ ลงๆ แสกนตั้งแต่หัวจรดเท้า

            “รู้สึกแต่งตัวดีขึ้นนะ  ยัยมนุษย์ถ้ำ”  ริสบอก

            “ขอทีเถอะ  หยุดเรียกแบบนั้นที”  เนียร์พูดอย่างอ่อนใจ  ไม่รู้ทำไมริสจะต้องมายุ่งวุ่นวายอะไรกับเธอนักด้วย  ซึ่งตอนนี้ก็วิจารณ์เรื่องการแต่งตัวของเธอต่อ

            “แต่รู้สึกเหมือนเป็นเสื้อผ้าผู้ชายมากกว่านะ”

            เนียร์ยิ้มแหยๆ กับคำวิจารณ์นั้น  เพราะพวกเสื้อผ้าที่เตรียมมานั้นถูกไฟเผาไปหมดแล้ว  พวกเธอเลยต้องหาชุดใหม่  ซึ่งเกลก็ยินดีให้ยืมชุด  เอลใส่ได้แบบพอดีตัว  ถึงจะคับไปบ้าง  แต่สำหรับเนียร์  นี่เรียกได้ว่าแทบปลิ้น  เธอเลยต้องเอาชุดของกิลมาใส่แทน  แต่ถึงอย่างนั้น  เนียร์ก็ยังต้องพับขากางเกงที่ยาวเลยข้อเท้าขึ้นมา  กับต้องหาเข็มขัดมาคาดไว้กันหลุด  ส่วนด้านบนก็เป็นเสื้อกล้ามสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตอีกที  แต่ก็ไม่ได้ติดกระดุมหมด  แอบมีเปิดตรงอกเล็กน้อยพอให้ดูเป็นแฟชั่น

            นั่นไม่ใช่ความคิดเธอหรอก  เมื่อเช้านี้เกลคงจะสนุกกับการจับเธอกับเอลแต่งตัวมากทีเดียว  หากมีพวกอุปกรณ์ทำผมหรือเครื่องสำอางค์ด้วย  สาวน้อยจากเกาะคนนี้คงจะเสริมเติมแต่งอย่างมันมือแน่

            แล้วไม่รู้ว่าทำไม  พอเอาชุดกิลมาใส่  ไอ้ตาหัวส้มนั่นก็ตั้งท่าจะคัดค้านซะอย่างนั้น  แล้วพอรู้ว่าห้ามไม่ได้ก็เอาแต่บ่นไม่หยุด  แน่นอนว่าตอนนี้ก็ยังบ่นไม่เลิก

            “เฮอะ  ผู้หญิงใส่ชุดผู้ชาย”

            “นี่ๆ ชุดทินฉันก็เคยใส่”

            “นั่นมันไม่เหมือนกันสักหน่อย”  เขาเถียง  แต่เนียร์ขี้เกียจจะสนอีก  หันมามองที่ริสอีกทีที่วันนี้เหมือนจะ...ส้มขุ่นทั้งตัว”

            “ขอโทษนะ  ชุดที่เธอใส่นี่มัน...ส้มจริงๆ หรือว่ายังไง”

            “สีแดงย่ะ”  ริสตอบเต็มปากเต็มคำ  ทำเอาพวกผู้มีพลังต่างโรงเรียนผงะถอยอย่างกับผีเจอพระไปตามๆ กัน

            โอ้แม่เจ้า  เจ้าหล่อนใส่มาแบบไม่ได้กลัวเลยนะ  นี่ล่อเสื้อแดง  แถมมีเข็มขัดคาดสีดำตรงเอวแบบไม่กลัวว่าตัวเองจะทำคอนแท็คเลนส์หลุดหายเลยน้อ

            พวกนิรารักษ์ด้วยกัน  บางคนก็ทำหน้าเอือม  บางคนก็ได้แต่ยิ้ม  ราวกับจะรู้ดีว่าริสคงจะอัดอั้นอยากใส่อะไรแรงๆ มานาน

            เนนมองพวกเนียร์ทีละคน  ก่อนจะสะดุดที่เกลซึ่งเธอไม่รู้จักมาก่อน  และก็ไม่ใช่คนที่เธอกำลังต้องอยากเจอด้วย  “แล้ววาลล่ะคะ  หรือว่าอยู่บนห้อง”

            “เปล่าหรอก  วาลกลับไปนอนที่บ้านตัวเองน่ะ”  เอลบอก  แล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมใครไป  “จริงสิ  งั้นไปหาวาลกันเลยดีมั้ย  ที่บ้านวาลน่าจะมีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ด้วย”

            เนียร์เห็นด้วย  ส่วนฟิวส์กับเกลแสดงท่าทีเหมือนกันว่า  พวกเธอว่ายังไง ก็ว่าตามกันอยู่แล้ว 

            “งั้นลองโทรไปถามวาลสิ  ว่าอยู่แถวไหน”

            แต่ก่อนที่เอลจะหยิบมือถือขึ้นมา  เนนก็เสนอตัวจะเป็นคนพาไปบ้านวาลให้เอง

            “พวกคุณขึ้นไปก่อนละกันนะคะ”  เนนบอกกับพวกเล็ท  แต่เล็ทกลับเหมือนไม่อยากให้เนนไปเท่าไหร่  เขามองไปที่โลมแบบลำบากใจ  เขาคงคิดว่าถ้าเนนไม่อยู่  แล้วใครจะมาแปลภาษาของโลมให้ฟังอยู่กระมัง

            “งั้นพวกเราไปก่อนนะเนน”  ซีลบอก  ก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ที่มาถึงพอดี  พวกนั้นโบกมือให้เนนจนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง

            เนนหันมายิ้มให้พวกเนียร์  “งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะค่ะ  บ้านวาลอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่  นั่งรถไปสักประมาณ 20 นาทีก็น่าจะถึง”

            “แล้วไปโดยไม่บอกวาลก่อนแบบนี้จะดีเหรอ”  เอลกังวล

             “ก็ถ้าบอกก่อน  วาลคงไม่ให้พวกเราไปอยู่แล้วล่ะค่ะ”  เนนพูดเหมือนกับเธอเคยลองทำวิธีนั้นมาก่อน

            ก็จริงแฮะ  เนียร์นึกภาพตอนโทรไปบอกวาลออก  วาลคงตอบกลับมาประมาณว่า ‘ไม่ต้องมาหรอก  อยากได้ข้อมูลอะไรเดี๋ยวฉันหามาให้เอง  เจอกันที่นั่นแหละ’ แน่ๆ

            เพราะเป็นวันปกติในช่วงตอนสายๆ รถเมล์จึงค่อนข้างว่าง  เลือกที่นั่งได้ตามสบาย  เนียร์เลยเลือกตรงแถวด้านหน้ารถที่นั่งได้สามคน  ให้ตัวเอง  เอล และเนน  ส่วนฟิวส์กับเกลก็นั่งตรงที่นั่งสองคน  ฟิวส์ดูหงุดหงิดที่ต้องนั่งกับเกล  แต่ไม่ได้พูดอะไร  ส่วนเกลก็ตื่นเต้นกับการนั่งรถเมล์มากเกินกว่าจะรู้ถึงความหงุดหงิดของฟิวส์

            “เฮ้ย  อย่าชะโงกหน้าออกไปแบบนั้นสิวะ”  ฟิวส์ตกใจ  ที่พอหันไปดูคนข้างตัวอีกทีก็เอาหัวยื่นออกไปนอกหน้าต่าง  ก้มดูถนนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยความสนใจ  เขารีบดึงตัวเธอลงมานั่งเหมือนเดิม

            คุณยายที่นั่งอยู่ข้างหลังพวกเขาไปสองแถวมีท่าทีใจหายเหมือนกัน  พูดเสียงดังชวนให้ฟิวส์แทบอยากจะเข้าไปถีบคนพูดให้กระเด็นว่า  “หัดดูแลแฟนให้ดีหน่อยสิ  พ่อหนุ่ม  เมื่อกี้ยายแทบหัวใจวายแล้วนะน่ะ”

            รู้งี้เขาน่าจะรอให้ยายคนนั้นหัวใจวายไปซะก่อนค่อยช่วยยัยนี่  ฟิวส์คิด  แล้วก็เห็นว่าเกลกำลังนั่งจ้องเขาตาแป๋ว

            “มีอะไรล่ะ  ไม่พอใจที่ถูกหาว่าเป็นแฟนฉันรึไง”

            “เปล่าค่ะ  ก็คุณไม่ได้ชอบฉัน  แต่ว่าชอบเนียร์ต่างหากนี่คะ”  เกลว่าอย่างตรงไปตรงมา  จนคนฟังแทบหาอะไรมาอุดปากไม่ทัน

            “อย่าพูดเสียงดังสิ”  ฟิวส์บอก หันไปดูเนียร์  แล้วก็หายใจโล่งอกที่ตอนนี้เนียร์กำลังฟังเนนเล่าอะไรอยู่อย่างตั้งอกตั้งในจนไม่ได้ยินที่เกลพูดเมื่อกี้นี้  แล้วเขาก็ถามเกลเสียงเบา  “เธอรู้ได้ไงเนี่ย”

            “ก็คุณไม่พอใจที่เนียร์ใส่เสื้อพี่กิลนี่นา  ฉันเคยอ่านเจอในหนังสือ  นั่นเขาเรียกว่าการ ‘หึง’ ใช่มั้ยคะ”  เกลถาม  ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเป็นประกายตื่นเต้น

            “หะ..หึง?”  ฟิวส์ทวน  ใบหน้ากลายเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะพูดปฏิเสธเป็นพัลวัน  “ใครหึง! ไม่มี๊  ฉันไม่ได้หึงยัยนั่นสักหน่อย  ใครมันจะไปหึงผู้หญิงแบบนั้นกัน  ฮ่าๆๆ”

            จู่ๆ เนียร์ก็เกิดอาการขนลุกขึ้นมาเฉยๆ จนแม้แต่เอลที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังรู้สึกได้  “เป็นอะไรเหรอเนียร์”

            “ปะ..เปล่าหรอก  เนน  เล่าเรื่องวาลต่อเถอะ”

            “เมื่อกี้ที่พวกคุณถามว่าทำไมวาลถึงได้เป็นคนเงียบๆ เก็บตัวใช่มั้ยคะ”  เนนทวนคำถามอีกครั้ง  “จำที่ฉันเคยเล่าให้พวกคุณฟังไปได้มั้ยคะ  ที่บอกว่าวาลเคยมีปัญหาอยู่”

            “จำได้”  เอลบอกทันที  เพราะนั่นเป็นคำถามที่นึกอยากถามอยู่นานแล้ว  แต่เนียร์กลับทำหน้าเหรอหราประมาณว่า...เคยเล่าไปตอนไหนว้า  ตรูไม่เห็นรู้เรื่องเลย

            เนนเสมองออกไปนอกรถ  “...ตั้งแต่ฉันรู้จักกับวาลมา  วาลก็เป็นคนที่ชอบเก็บตัวเงียบ  ไม่ยุ่งกับใคร  ไม่ยอมยิ้ม  แม้แต่เวลาอาจารย์ถามก็ยังไม่ยอมตอบ  อาจดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว  แต่...สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นและสงสัยเสมอ  ก็คือรอยฟกช้ำตามตัวของวาล  แต่ถามเท่าไหร่  วาลก็ไม่เคยบอกฉันเลยสักครั้ง  คุณครูในตอนที่อยู่ช่วงประถมก็ไม่มีใครสนใจเป็นห่วงเด็กเลยสักคน  จนกระทั่งพอย้ายไปเรียนที่นิรารักษ์  คุณครูที่นั่นสังเกตุเห็น  ถึงได้เชิญพ่อแม่ของวาลมาคุย”

            เนนเงียบไป  แต่เอลกับเนียร์ก็ยังคงรอจวบจนเธอพูดขึ้นอีกครั้ง

            “ความจริงอันโหดร้าย  ระหว่างได้รู้ถึงความจริงหรือไม่รับรู้ต่อไป  แบบไหนจะดีกว่ากัน  จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าการที่ได้ไปรู้เรื่องของวาลโดยบังเอิญในวันนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่...เพราะสุดท้ายแล้ว  ฉันก็เปลี่ยนแปลงอะไรมันไม่ได้อยู่ดี...”

            “ความจริง?...เรื่องอะไรเหรอ  เนน”  เอลถาม

            เนนยิ้มให้พวกเธอสองคน  เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความทรมาน  “ความจริงที่ว่า  วาลถูกพ่อแม่ของตัวเองทำร้ายทุกวันค่ะ  บางทีคำว่าทำร้ายอาจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ  เรียกได้ว่าเธอถูกทารุณเลยมากกว่า”

            “อะไรกัน...”  เอลถึงกับพูดไม่ออก  เนียร์ก็นิ่งเงียบ  “ทำไมพวกเขาต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ”

            “พ่อแม่ของวาลไม่ได้ตั้งใจมีวาลมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ  เมื่อจำเป็นต้องมีอย่างช่วยไม่ได้  พวกเขาจึงไม่เคยเห็นวาลเป็นลูก  แต่เห็นเป็นเพียง...สิ่งของอย่างหนึ่งที่มีไว้เพื่อระบายอารมณ์ของพวกเขาเท่านั้น  และวาล...”  เนนเสียงสั่น  “วาลก็ไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้ออกมาเลยสักครั้งเดียว”

            ดวงตาเฉยชาที่ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้เห็น  ริมฝีปากที่ปิดสนิท..ทั้งๆ ที่เจ้าตัวต้องอยากกรีดร้องออกมาแน่  และตัวเธอที่รู้เรื่องนี้...ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้เลยสักอย่างเดียว

            เนียร์กับเอลนิ่งสนิทหลังจากฟังเนนจนจบ  ต่างคนต่างอึ้งเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้ 

            “อาจเป็นเพราะฉันไม่คิดถาม  ไม่คิดช่วย  วาลก็เลยเอาแต่ปฏิเสธการเป็นเพื่อนกับฉันก็ได้มั้งคะ”  เนนหัวเราะเบาๆ แม้ขอบตาจะเปียกชื้น

            เนียร์นึกถึงพ่อแม่ของวาล  แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า พี่เภเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อแม่ของวาลเสียไปแล้ว  เธอนึกสลดใจ  การเสียพ่อแม่ไปนั้นจะทำให้วาลรู้สึกเศร้า..หรือโล่งใจมากกว่ากันนะ  แล้วนี่การเสียบีดีที่วาลรักมากยิ่งสิ่งใดครั้งนี้  คงทำให้วาลเจ็บปวดมากทีเดียว

            ‘เพื่อนเพียงคนเดียวของฉัน’