“เจินเจินอีกไม่กี่วันข้าต้องไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาในอำเภอ เจ้าอยู่ที่นี่ไม่มีอะไรให้ทำหรือจะกลับไปที่หมู่บ้านดีหรือไม่” กู้อวี้เอ่ยถามระหว่างกินอาหารมื้อเช้า “ป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าน่าจะคิดถึงแล้วอีกทั้งหมู่บ้านข้างเคียงก็เปิดสำนักศึกษา เจ้าก็ต้องไปเรียนเช่นกัน”
เจินเจินมีท่าทีลังเล
“ในทุกๆ เดือนข้าจะมีวันหยุดสามวันถึงตอนนั้นข้าจะกลับไปหาเจ้า หรือถ้าอยากจะเข้ามาในอำเภอก็ไม่ใช่เรื่องยากให้ท่านแม่ของเจ้าพามาก็ได้แล้ว ส่วนท่านแม่ก็กลับบ้านไปเช่นกันคนที่จะอยู่ทำอาหารให้ข้าคือ…”
“ข้ากลับ” เจินเจินพูดขึ้นมาโดยไม่รอให้กู้อวี้กล่าวจบนางได้กินอาหารฝีมือกู่ซื่อทุกวัน หากให้เลือกระหว่างอาหารฝีมือกู่ซื่อกับพี่ชาย คงไม่ต้องบอกว่านางจะเลือกผู้ใด
ครั้นกลับถึงหมู่บ้านก็พบว่าเอ้อร์หลางซานหลางและซื่อหลางล้วนไปเรียนหนังสือกันหมด เจินเจินจึงไปหาเพื่อนๆในหมู่บ้านที่เคยเล่นด้วยกัน แต่กลับพบว่าบางคนไม่อยู่เพราะต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาของคหบดีจางในหมู่บ้านข้างๆเนื่องจากคหบดีจางได้ว่าจ้างให้กู้ซิ่วไฉเป็นอาจารย์ของสำนักนักศึกษาแห่งนี้ เขาจึงพาเด็กในหมู่บ้านไปร่วมเรียนได้แค่บางคนโดยคัดเลือกเฉพาะคนที่ฐานะทางบ้านดีหน่อยเท่านั้น
เมื่อเพื่อนๆ ไปเรียนอยู่ที่นั่น วันต่อมากู้ซิ่วไฉจะพาเจินเจินไปด้วย นางจึงไม่ปฏิเสธ
คหบดีจางมีฐานะร่ำรวย เรือนที่ใช้ทำสำนักศึกษาจึงมีขนาดใหญ่ทั้งยังสร้างจากอิฐและกระเบื้อง สำหรับเจินเจินแล้ว เรียกได้ว่าเป็นสำนักศึกษาที่โอ่อ่ายิ่งนัก
สถานที่แห่งนี้แบ่งออกเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งใช้สำหรับสอนนักเรียนขั้นเริ่มต้นอีกห้องสำหรับนักเรียนที่มีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว โดยทั้งสองห้องนี้ล้วนมีกู้ซิ่วไฉเป็นผู้สอนทั้งหมด
ยามนี้เหล่าเพื่อนๆ ของเจินเจินก็อยู่ที่นี่แทบทั้งหมด ทั้งเอ้อร์เซิ่ง โก่วตั้นและต้าติ้ง
“เอ้อร์เซิ่ง โก่วตั้นต้าติ้ง!” เจินเจินเข้าไปในห้องพร้อมกับตะโกนเรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ
“เจินเจินมานั่งนี่” เอ้อร์เซิ่งถีบต้าติ้งออกจากที่นั่งโดยพลันก่อนจะกวักมือเรียกให้เจินเจินมานั่งกับตัวเอง
“ฮ่าๆ นี่มันชื่ออะไรกัน เอ้อร์เซิ่ง โก่วตั้นก็แล้วไปเถิดแต่ชื่อต้าติ้งนี่สิ” ขณะที่เด็กทั้งสี่คนแย้มยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้เจอหน้ากันเสียงดูแคลนและเสียงหัวเราะเยาะจากใครคนหนึ่งพลันดังขึ้น
เจินเจินมองไปตามเสียงนั้น พบกับเด็กชายรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์นั่งอยู่แถวหน้าสุดกำลังหัวเราะจนท้องกลมๆ นั่นสั่นกระเพื่อม
“ห้ามส่งเสียงดัง!”กู้ซิ่วไฉทำหน้าดุพร้อมกับใช้ไม้บรรทัดเคาะที่โต๊ะของเด็กชายรูปร่างอ้วนท้วนผู้นี้ก่อนจะนำตัวอักษรสามตัวที่เขียนเองไปแขวนไว้ตรงหน้าห้อง“นี่คือคำสามคำจากคัมภีร์สามอักษรที่ข้าเพิ่งสอนไปเมื่อวาน พวกเจ้าจงคัดลอกมันลงไปอีกครึ่งชั่วยามข้าจะมาตรวจ เมื่อถึงตอนนั้นหากมีผู้ใดคัดผิด ผิดตัวหนึ่งจะต้องถูกตีสามครั้งและต้องคัดคำนี้เพิ่มอีกห้ารอบ”
เด็กๆ ทั้งหลายสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับพวกตนหากต้องคัดอักษรไม่สู้สั่งให้ไปเก็บมูลสัตว์ยังจะดีเสียกว่า!
กู้ซิ่วไฉสั่งงานจบก็ชี้ไปยังที่นั่งว่างข้างเด็กอ้วนแล้วเอ่ยกับเจินเจินว่า “เจินเจิน เจ้ามานั่งตรงนี้ เจ้าตัวเล็กต้องนั่งแถวหน้า”
เจินเจินถอนหายใจ เมื่อชาติก่อนแม้นางมีอายุหลายพันปี แต่ก็ตัวเตี้ยม่อต้อนึกไม่ถึงว่าเกิดใหม่ในชาตินี้ก็ยังจะตัวเตี้ยเช่นเดียวกันอีก ช่างน่าอดสูยิ่งนักนางถือห่อผ้าหนังสือแล้วเดินไปที่นั่งตามคำสั่งของบิดากู้
ครั้นจัดการสั่งงานทางนี้เสร็จเรียบร้อยกู้ซิ่วไฉก็เดินไปที่ห้องเรียนข้างๆ เพื่อสอนบทความใหม่
เด็กอ้วนเขียนคำว่ามนุษย์แรกเริ่มลงไปบนกระดาษ เขียนเสร็จลุกขึ้นยืนชูให้ทุกคนในห้องดูด้วยสีหน้าถือดีแล้วก็ต้องพบว่ามีเด็กหลายคนที่กำลังเกาหัวแคะหูอย่างไม่รู้จะเขียนลงไปบนกระดาษอย่างไรบางคนยังไม่ทันจะได้ลงมือเขียนก็ทำจนตัวเองหน้าเลอะหมึกเสียแล้ว บางคนทำโต๊ะไม้เลอะไม่เพียงแค่นี้ยังมีคนทำเสื้อผ้าของตัวเองเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำหมึกอีกต่างหากบางคนกระทั่งว่าไม่มีแม้แต่กระดาษและพู่กัน เอาแต่แกล้งมดที่อยู่บนพื้น
เด็กอ้วนเห็นภาพนี้แล้วพึมพำอย่างดูถูก “มีแต่พวกปัญญาอ่อน!”
เจินเจินหันไปมอง
เด็กอ้วนเชิดคางขึ้นอย่างถือดี ทำหน้าประหนึ่งว่ามีแค่ตนคนเดียวที่ฉลาด ส่วนคนอื่นในห้องล้วนแต่ปัญญาอ่อน
“มองอะไร ข้าหมายถึงเจ้าด้วย”
เอ้อร์เซิ่ง โก่วตั้นและต้าติ้งลุกขึ้นยืนโดยพลันขณะที่เด็กคนอื่นทำหน้างุนงงอย่างไม่รู้ความ
เพียงไม่นานเจินเจินก็จับเด็กอ้วนกดลงกับโต๊ะ แล้วใช้พู่กันเขียนคำว่าปัญญาอ่อนลงไปบนแผ่นหลังก่อนจะจับตัวพลิกขึ้นมา แล้วเขียนคำว่าโง่ลงไปบนหน้าอกของเขาอีกคำหนึ่งอย่าได้เห็นว่าปกติเจินเจินไม่ค่อยสนใจคัดอักษรท่องกลอนเชียว เพราะแท้จริงแล้วนางเป็นคนฉลาดเฉลียวทั้งยังเรียนรู้ได้เร็วมากอีกด้วย ได้กู้อวี้สอนแค่ไม่กี่เดือน เด็กหญิงก็สามารถเขียนตัวอักษรได้หลายตัวแล้วเพียงแต่ปัญหาคือนางเขียนไม่สวยเท่านั้นเอง
‘กู้อวี้ : ข้าสอนนางคัดตัวอักษรหลายตัวจริงแต่ไม่เคยสองสองคำนี้ให้แก่นาง หม้อดำใบนี้ข้าไม่แบก[1]’
‘เอ้อร์หลาง : แหะๆ ข้าผิดเองแหละ’
เด็กอ้วนได้สติกลับคืนมา ก้มหน้ามองตัวอักษรบนหน้าอกของตนเองเป็นตัวอักษรที่ตนไม่รู้จัก
“นางเขียนอะไรข้างหลังข้า” เด็กอ้วนหันไปถามเด็กคนอื่นในห้อง
เด็กคนอื่นพากันส่ายหัวเพราะอ่านไม่ออก
คนอื่นไม่รู้ก็ไม่เป็นไร แต่เจ้าเตี้ยนี่กล้าทำเสื้อผ้าของเขาเลอะ เรื่องนี้ยอมไม่ได้!
ช่วงจังหวะนั้นเองเด็กอ้วนยกมือผลักเจินเจินอย่างเอาเรื่อง “เจ้าเตี้ยเจ้านี่ช่างใจกล้าเหลือเกิน มาทำเสื้อผ้าของข้าเลอะอย่างนั้นหรือ ข้าขอบอกเจ้าไว้อย่างหนึ่งต่อให้เอาเจ้าไปขายก็ไม่มีทางชดใช้ให้ข้าได้!”
เจินเจินที่ถูกเด็กอ้วนผู้นั้นผลัก คิดในใจว่าเขาหมายจะเอานางไปขายเช่นนั้นหรือ!
อีกฝ่ายเป็นพวกลักพาตัว!
คิดได้ดังนั้นเจินเจินเขวี้ยงพู่กันในมือทิ้งลงพื้นทันทีก่อนจะชกหน้าเด็กอ้วนเต็มแรง “เจ้าจะไปเป็นพวกลักพาตัวไม่ได้!”
เด็กอ้วนถูกหมัดของเจินเจินก็ถึงกับล้มลง ปากกระแทกกับโต๊ะเรียน ทำให้ฟันซี่หน้ากระเด็นหลุดออกมา
“ฮือๆ ฟันของข้า! ข้าไม่อยากเป็นคนฟันหลอ!”
เด็กอ้วนรีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะร้องไห้วิ่งหนีออกไป
คล้อยหลังเด็กอ้วนไปแล้ว เจินเจินหันไปพูดกับเด็กคนอื่นในห้อง“พวกเจ้าห้ามเลียนแบบเขาเด็ดขาด เป็นพวกลักพาตัวจะต้องถูกตีจนตาย!”
เด็กในห้องพยักหน้าหงึกๆ
ทันใดนั้นเด็กคนหนึ่งนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เอ่ยว่า“เขาไม่ใช่พวกลักพาตัว เขาคือคุณชายน้อยของที่นี่!”
เด็กอีกคนมีสีหน้าตระหนกตกใจคล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ เอ่ยสนับสนุน “ใช่เขาคือคุณชายน้อยของที่นี่!”
“เจ้าแย่แน่ สำนักศึกษาแห่งนี้เป็นของคหบดีจาง!”
เจินเจินยกมือขึ้นกอดอกอย่างไม่ใส่ใจ “ต่อให้เป็นคุณชายน้อยก็เถอะ จะเป็นพวกลักพาตัวไม่ได้ที่ข้าทำเมื่อครู่คือกำลังช่วยเขาอยู่”
เอ้อร์เซิ่ง โก่วตั้นและต้าติ้งซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเจินเจินเอ่ยสนับสนุน“ใช่ เมื่อครู่เจินเจินกำลังช่วยเขาอยู่ พวกเจ้าอย่ามาให้ร้ายต่อนางที่อุตส่าห์หวังดีกับเขา!”
ทว่าเด็กคนหนึ่งกลับเอ่ยว่า “แต่นางทำร้ายคน นี่ไม่ถูกต้อง!” ด้วยเพราะคนพูดไม่เข้าใจเหตุใดคำว่าทำร้ายคนกับช่วยคนถึงมาเกี่ยวข้องกันได้
“เจินเจินถูกต้องเสมอ!” สิ้นคำนั้นพวกเอ้อร์เซิ่งกับเด็กคนอื่นจากหมู่บ้านข้างเคียงเริ่มเถียงกันจนในที่สุดก็หนีไม่พ้นต้องลงไม้ลงมือ
เจินเจินเห็นสถานการณ์เช่นนี้มีหรือจะยอมให้เพื่อนของตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบนางย่อมเข้าไปช่วยเหลืออยู่แล้ว ทันทีที่เด็กหญิงลงมือเด็กทุกคนที่มาจากหมู่บ้านข้างเคียงต่างถูกเล่นงานจนอ่วม บางคนถึงกับร้องไห้วิ่งกลับบ้านไปฟ้องบิดามารดา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”กู้ซิ่วไฉได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงรีบเดินเข้ามาในห้อง ทว่าเมื่อมาถึงก็สายไปเสียแล้วสภาพภายในห้องยามนี้เละเทะอย่างยิ่ง
เมื่อเอ้อร์เซิ่ง โก่วตั้นกับต้าติ้งเห็นกู้ซิ่วไฉถึงค่อยรู้สึกกลัวขึ้นมาส่วนเด็กจากหมู่บ้านข้างเคียงสองสามคนที่ไม่ได้วิ่งกลับบ้านไปฟ้องบิดามารดาซึ่งกำลังนั่งร้องไห้หลบอยู่ในมุมห้องพอเห็นกู้ซิ่วไฉก็ชี้ไปที่เจินเจินแล้วพูดฟ้องทันที
[1]มาจากสำนวน แบกหม้อดำ หมายถึง รับผิดแทนผู้อื่น