“เราไม่รู้วันเดือนปีเกิด ก็ถือเอาฤกษ์ที่เราและเขามีวาสนาได้เจอกันก็คือวันนี้เป็วันเกิดเลยก็แล้วกันนะ" หลวงปู่บัวกล่าวกับบุญล้อม
"ได้ครับหลวงปู่" บุญล้อมน้อมรับตามหลวงปู่
"อืม หลวงปู่ให้ชื่อว่ามนต์ชญาแล้วกันนะแปลว่าชนะใจ"
"เพราะมากเลยครับหลวงปู่ ชนะใจแล้วก็ชนะสิ่งไม่ดีด้วยนะครับ นังหนูมันถูกทิ้งให้อยู่ในป่าช้ายังรอดมาได้ ดวงมันแข็งไม่ใช่เล่น" บุญล้อมรู้สึกภูมิใจกับลูกสาวหมาดๆ
"แล้วชื่อเล่นล่ะครับหลวงปู่"
"เอ้า มาหลวงปู่จะรดน้ำมนต์ให้ก่อน เออให้มันชื่อเล่นว่าน้ำมนต์เลยแล้วกัน" หลวงปู่นึกขึ้นได้ก็เอาชื่อนี้เลยทันที
"ดีเลยครับหลวงปู่เพราะทั้งชื่อจริงชื่อเล่น" บุญล้อมเห็นดีเห็นงามไปเสียหมด ด้วยว่ารักและนับถือหลวงปู่อะไรที่มาจากหลวงปู่เขาก็ว่าดีทั้งนั้น
"พ่อจะเลี้ยงหนูให้ดีที่สุดเท่าที่พ่อจะทำได้เลยลูก" บุญล้อมดูรักและถูกชะตาเด็กหญิงคนนี้เอามาก
"กระผมขอตัวก่อนนะครับหลวงปู่ จะได้ไปหานมหาผ้าอ้อมให้นังหนูน้ำมนต์มันด้วย" บุญล้อมขอตัวลาหลวงปู่
"เออ ไปๆ เจริญพรๆ" หลวงปู่อวยพรให้พ่อมือใหม่ในวัยกลางคน
"เอ นังหนูนี่ดูท่าจะไม่ธรรมดา" หลวงปู่พูดขึ้นมาหลังจากที่บุญล้อมอุ้มมนต์ชญาออกไป สิ่งที่หลวงพ่อเห็นคือกลุ่มิญญารูปร่างโปร่งแสงรัศมีสีทองเรื่อๆรายล้อมอยู่รอบๆตัวหนูน้อยแต่ไม่ได้มาเพื่อทำร้ายคล้ายว่ามาคุ้มครองมากกว่า
......................................................................................................................
"โอ๋ๆๆๆนอนนะลูก" เสียงบุญล้อมเฝ้าโอ๋เฝ้ากล่อมลูกน้อยไม่ห่าง
"ไอ้กระจิ๊ดริด ไอ้กระจ้อยร่อย คืนนี้เอ็งอย่ามาหยอกมันนะเดี๋ยวมันไม่นอนทั้งคืน" บุญล้อมหันไปที่โต๊ะหมู่บูชาที่ด้านล่างสุดของชั้นเป็ขวดโหลขนาดเล็กที่มีตุ๊กตาไม้แกะสลักจิ๋วอยู่ข้างใน 2 ตน หรือรักยม นั่นเอง
บุญล้อมเป็สัปเหร่อที่มีวิชาอาคมพอตัวเพราะโดยอาชีพด้วย แต่เป็ทางสายขาวเอาไว้ป้องกันตัวและช่วยเหลือคนตามสมควร แต่เขาก็ไม่ได้มองเห็นผีทุกครั้งไปหรอก แล้วแต่กรณีจะปรากฎมาให้เห็น ส่วนเ้ารักยมสองสหายก็มักจะมาสำแดงฤทธิ์ให้ได้ยินเป็เสียงเสียมากกว่า
"โครมมม ตึง" เสียงดังของ ของเล่นที่หล่นลงจากโต๊ะเหมือนเป็การตอบว่ารับทราบแล้ว
..............................................................................................................
บุญล้อมเลี้ยงน้ำมนต์ตามมีตามเกิดแต่ก็ให้ความรักความอบอุ่นกับเธอจนเธอเองไม่รู้สึกว่ามันขาด เขาให้การศึกษาจะมีมากมีน้อยเขาก็สู้เพื่อเธอ
"แม่ตานีจ๋า เห็นกระจิ๊ดริดกับกระจ้อยร่อยไหม ไปซ่อนตั้งนานแล้วหนูหามันไม่เจอเสียที" เสียงเด็กน้อยน้ำมนต์ในวัย10ขวบเดินมาทางต้นกล้วยตานีแล้วก็หยุดยืนคุยกับต้นกล้วยนั้นเสียงเจื้อยแจ้ว
"โน้นนนน มันอยู่โน่นแหน่ะ อย่าเข้าไปถึงป่าช้านะมันอันตราย ผีตายโหงตายห่ามาจากไหนบ้างก็ไม่รู้ไหนจะิญญาไม่มีญาติอีก" แม่ตานีแสนสวยบอกกับเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูและเป็ห่วงเป็ใย
"ขอบใจจ้ะ หนูไปหาเพื่อนหนูก่อนนะ" เพื่อนเล่นที่เธอเล่นด้วยแต่เล็กแต่น้อยก็คือเ้ากระจิ๊ดริดกับเ้ากระจ้อยร่อย รักยมที่พ่อบุญล้อมของเธอเลี้ยงเอาไว้นี่แหล่ะ
"โป้ง ฉันเจอเธอแล้วกระจิ๊ดริด" หนูน้อยเดินอ้อมหลังต้นไม้แล้วก็ทำท่าโป้งกับอากาศ มีแค่เธอเท่านั้นที่เห็นิญญาพวกนี้
ทั้งหมดอยู่ในสายตาของบุญล้อมผู้เป็พ่อ เขารู้ว่าเธอเป็เด็กที่มีััพิเศษ แต่เขาก็ไม่ได้เป็ห่วงอะไรมากนักเพราะรู้ว่ามีรักยมน้อยคอยตามดูแลเป็เพื่อนเล่นอยู่
"ไอ้กระจิ๊ดริด ไอ้กะจ้อยร่อย อย่าพาน้องไปเล่นไกลนะ ถ้าดื้อไม่เชื่อพ่อจะตีด้วยหวาย" หลายครั้งที่ลูกสาวขอออกไปเล่น บุญล้อมก็จะะโผ่านลมไปเสมอเป็การบอกให้รู้ว่าดูแลน้องด้วย
จะด้วยความเคยชินหรือด้วยความมีจิตที่เข้มแข็งน้ำมนต์ไม่เคยกลัวเลยเมื่อเห็นสิ่งลี้ลับทั้งดีและไม่ดี หากบังเอิญเจอิญญาเธอก็มักจะมาเล่าให้พ่อฟัง
"พ่อจ๋า เมื่อกี้หนูเจอผีหัวขาด มันมาแกล้งหลอกหนู" เด็กหญิงพูดหน้าตาเฉย
"แล้วเอ็งกลัวมันไหมล่ะ" บุญล้อมถามแกมหยอกเล่น
"ไม่จ้ะ แม่ตานีมาไล่ให้พอดี มันไม่กล้าเข้ามาใกล้หนูหรอกจ้ะ" น้ำมนต์ยิ้มด้วยความภูมิใจที่เธอมีบอดี้การ์ดชั้นดี
"ฮ่าๆๆ เอ็งมันลูกพ่อของแท้ไม่กลัวอะไรสักอย่าง" บุญล้อมหัวเราะชอบใจ
....................................................................