บทที่ สามสิบเจ็ด
ริมขอบฟ้ายามอัสดงแดงเรื่อราวโลหิตเจือทองแสงสุดท้ายของวันทอดยาวเคลือบเรือนยอดไม้ที่ลู่ไหวล้อลมเย็น ฤดูร้อนในอุทยานหลวงรอบตำหนักจิ่นหรูในยามนี้เปี่ยมไปด้วยความครึกครื้นของเสียงพูดคุยที่แผ่วเบาเสียงหัวเราะอันแผ่วชวนสงวนท่าทีและกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำชาชั้นดีลอยแผ่วปะปนกับกลิ่นบุปผานานาพันธุ์ที่เบ่งบานรับฤดู
เหนือแท่นหินอ่อนริมสระยังมีแขกบางส่วนชื่นชมความงามของกลีบดอกที่ปลิดปลิวล่องลมไม่รู้จบแต่ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินจากเรือเข้าสู่ตัวตำหนักทีละกลุ่มท่ามกลางแสงตะวันที่กำลังลับหายหลังหลังคากระเบื้องเคลือบเงางาม
หลิวชิงเซียงยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยก้าวลงจากเรือก่อนมือเรียวจะลูบผ้าคลุมไหล่สีขาวมุกที่นางกำนัลส่วนตัวนำมาคลุมให้ก่อนเข้าในตำหนักจิ่นหรูเมื่อต้องแสงยามเย็นยิ่งดูเปล่งประกายราวผืนฟ้าในยามใกล้อรุณนางก้าวเดินอย่างมั่นคงตามหลังขบวนเข้าไปยังตำหนักโดยมีอิงหลานฟ่านหรูเดินตามประกบอยู่ไม่ห่าง
ภายในตำหนักใหญ่ขบวนโต๊ะจัดเป็นแถวตามลำดับขุนนางฝ่ายหน้าและสตรีฝ่ายหลังผืนพรมปีกลวดลายวิจิตรขลิบทองทอดยาวจากหน้าประตูไปถึงแท่นสูงตรงกลางตำหนักซึ่งขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดนั่งประจำกลิ่นเครื่องหอมที่ลอยคลุ้งแต่งแต้มบรรยากาศให้ราวกับอยู่ในฝัน
หลิวชิงเซียงพอเห็นตำแหน่งของตนก็เดินเข้าไปนั่งลงอย่างสงบ พร้อมเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าสตรีที่เริ่มจับกลุ่มพูดคุยค่อยๆกลืนหายไปเมื่อขันทีประจำตำหนักเปล่งเสียงประกาศให้นั่งประจำที่ตามลำดับทุกคนจึงเริ่มขยับตัวเข้าสู่ที่ของตนอย่างมีระเบียบจนสองผู้มีอำนาจสูงสุดก้าวขึ้นบัลลังก์
จากนั้นเองเหล่านางกำนัลในชุดผ้าโปร่งบางสีส้มอ่อนประจำตำหนักจิ่นหรูก็เริ่มทยอยกันนำสำรับอาหารเข้ามาในท่าทีสงบเสียงกระทบของโต๊ะกับจานชามกระเบื้องกระทบกันดังแผ่วหลิวชิงเซียงจ้องมองสำรับตรงหน้าอย่างใจเย็นขณะที่นางกำนัลผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าจัดวางถ้วยน้ำเชื่อมและจานยำดอกบ๊วยกลิ่นหอมจางๆ ของขิงอ่อนและเห็ดขาวลอยโชยขึ้นท่ามกลางเสียงพูดคุยที่ขาดห้วงเป็นระยะแต่ทันใดนั้นเอง นางกำนัลผู้นั้นขยับมือเบาๆ ปล่อยแผ่นสีขาวเล็กๆจากมือแล้ววางจานเคลือบลายสีฟ้าทับลงบนกระดาษบางที่พับไว้แนบเนียนแทบไม่สะดุดตาผู้ใดหากมิใช่เพราะแสงตะวันสุดท้ายที่สะท้อนผ่านผิวกระดาษจนเกิดเงาบางแปลบตา หลิวชิงเซียงคงมิทันสังเกตเช่นกัน
นางเลิกคิ้วเล็กน้อยดวงตาอันสงบนิ่งวาววับขึ้นเพียงชั่วพริบตาก่อนจะแสร้งเสมองไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“มีบางสิ่งผิดปกติหรือเจ้าคะ?” อิงหลานที่ยืนอยู่ด้านหลังขยับเข้ามากระซิบเบาๆสีหน้าเป็นกังวล
“เปล่า” หลิวชิงเซียงเอ่ยแผ่วเบาสายตายังคงทอดมองจานอาหารตรงหน้า “แค่มองผิดไปเท่านั้น”
นางกำนัลผู้นั้นก้มตัวถอยหลังอย่างนอบน้อมก่อนจะรีบเดินหายออกไปทางประตูด้านข้างพร้อมกับนางกำนัลคนอื่นๆในยามนั้นเอง หัวใจของหลิวชิงเซียงกลับเต้นแรงจนนางรู้สึกราวกับเสียงเต้นนั้นกึกก้องยิ่งกว่าเสียงขลุ่ยและพิณอันแผ่วเบาในฉากหลังของงานเลี้ยงเสียอีกแผ่นกระดาษเมื่อครู่ต้องการจะสื่อสารกับนางหรือ?
เมื่อเสียงเชิญเริ่มรับประทานอาหารดังขึ้นนางจึงค่อยๆ ขยับมือลงไปราวกับจะหยิบตะเกียบ แต่กลับใช้นิ้วค่อยๆ สอดไปใต้จานหยิบแผ่นกระดาษเล็กนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง กระดาษบางเบาพอแง้มออกเล็กน้อยเพียงเห็นอักษรไม่กี่ตัวปลายบรรทัด ดวงตาของหลิวชิงเซียงก็กะพริบถี่หัวใจเต้นรัวขึ้นอีกระดับ
‘ชิง ยังจำได้..’ เห็นเพียงแค่ไม่กี่ตัวอักษรแต่เส้นพู่กัน..นางจำได้ดี มันไม่ใช่ของใครอื่นนอกจาก..
ดวงตางามเบิกกว้างน้อยๆทว่ากลับก้มหน้าลงทันที มือรีบพับกระดาษแล้วสอดเข้าไปในสายคาดเอวสีขาวที่เย็บชายไว้สองชั้นอย่างแน่นหนาแม้ร่างโปร่งบางจะนั่งนิ่งแต่หัวใจกลับว้าวุ่นปั่นป่วนความคิดพลันเตลิดลอยไกลจากโต๊ะอาหารตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
‘นางอยู่ที่นี่? หรือว่าเพียงส่งคนมาส่งสาร?’
เสียงพูดคุยระหว่างขุนนางฝ่ายในและสนมบางคนเริ่มดังขึ้นรอบข้างแต่สำหรับหลิวชิงเซียงแล้ว กลับได้ยินเพียงเสียงหัวใจตนเองที่ดังก้องมิอาจห้ามให้สายตาเหลือบมองไปรอบๆตำหนักจิ่นหรูหรือประตูหน้าตำหนักครั้งแล้วครั้งเล่า
จิตใจของนางออกจากตำหนักจิ่นหรูไปแล้วนางอยากรีบกลับตำหนักฟู่ตงแล้วหาที่เงียบๆอ่านแผ่นกระดาษที่ซุกซ่อนอยู่ในสายคาดเอว อยากใช้เวลาพิจารณาลายเส้นนั้นว่าใช่ของ ‘หลี่เสวี่ย’ ตัวจริงหรือไม่
หลังงานเลี้ยงชมบุปผาสิ้นสุดลงเมื่อยามอาทิตย์ลับฟ้าแขกเหรื่อทยอยกลับอย่างมีระเบียบขบวนรถม้าของผู้ร่วมงานเคลื่อนลับไกลไปตามแนวทางหินโรยกรวดเสียงล้อไม้ที่บดกับผืนดินชื้นเย็นจางลงท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดที่เริ่มขับขาน
ส่วนหลิวชิงเซียงที่พำนักที่วังหลวงอยู่แล้วแยกตัวไปขึ้นเกี้ยวกลับตำหนักฟู่ตงสองข้างทางที่ทอดผ่านเต็มไปด้วยเงาไม้สลัวสายลมเย็นยามค่ำโชยผ่านผ้าม่านโปร่งสีงาช้างพลิ้วไหวปลายผ้าแตะไล้ลงบนหลังมือของนางที่กำแน่นอย่างรอคอยบ้างสิ่งตลอดทางนางมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดกับสองคนสนิท มีเพียงความเงียบงันในแววตาแม้อิงหลานกับฟ่านหรูจะแอบสบตากันอย่างเป็นห่วงเพราะรู้สึกว่านายหญิงแปลกไปแต่ก็มิกล้าทำลายความเงียบนี้
เมื่อถึงเรือนในตำหนักฟู่ต่งแสงโคมกระดาษที่แขวนเรียงรายอยู่ตามระเบียงก็ส่องสว่างอ่อนโยนรับการกลับมาของนายหญิงประจำตำหนักหลิวชิงเซียงก้าวลงจาเกี้ยวยกชายกระโปรงขึ้นเล็กน้อยผ้าไหมเนื้อดีสีฟ้าครามที่ผ่านงานเลี้ยงมายาวนานยังคงเรียบสนิทแม้เพียงรอยยับก็หาไม่เจอจนเข้าสู่ชั้นในของตำหนักนางไม่รอช้าแม้แต่สักครู่เดียว มือซ้ายกดแนบผ้าคาดเอวเบาๆแล้วเดินตรงไปยังโถงหน้า ท่ามกลางแสงโคมจางๆ ที่ทอดเงาพาดผนังนางเดินไปที่ข้างแจกันสีขาวเนื้อหนาทรงสูงตั้งตระหง่านบนแท่นไม้สักแกะลายนางแสร้งลูบมือหนึ่งที่กลีบดอกไม้ แต่อีกข้างขยับฐานออกเล็กน้อยแล้วหย่อนแผ่นกระดาษบางที่พับแนบไว้ลงไปใต้ฐานของแจกันอย่างเบามือก่อนจะเลื่อนกระถางกลับเข้าที่ดังเดิมก่อนจะผละออกมา รีบตรงกลับเข้าห้องส่วนตัว
“หลี่ผินท่านยังมิได้เปลี่ยนชุดเลยเพคะ” เสียงอิงหลานเอ่ยไล่หลังเมื่อเห็นผู้เป็นนายทำท่าทางจะเข้าพักผ่อนเสียแล้วหากแต่หลิวชิงเซียงผุดยิ้มอ่อนระคนเหนื่อยล้าดวงตาคมหวานหรี่ลงเล็กน้อยอย่างคนที่ฝืนร่างกายไว้เต็มที่
“เจ้ามาพอดีเลย อิงหลาน ฟ่านหรู” นางเอ่ยเสียงเบาไม่รอให้นางกำนัลทั้งสองขยับ ตนก็เดินนำเข้าฉากกั้นอีกฝั่งไปก่อนแล้วผ้าคลุมไหล่สีงาช้างหลุดตกบนพื้นเบาๆ ระหว่างทาง เส้นผมดำยาวสยายลงกลางหลัง
อิงหลานและฟ่านหรูจึงเร่งตามเข้าไปช่วยกันจัดแจงถอดเครื่องประดับทีละชิ้นให้กับนายหญิงผู้ใจร้อนแขนเรียวถูกยื่นให้เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ซึ่งเป็นชุดนอนผ้าบางเบาสีเทาหมอกนางนิ่งเฉยตามมือของนางกำนัลโดยไม่พูดสิ่งใดไม่แม้แต่เหลือบมองเงาสะท้อนของตนในกระจกหยกตรงหน้าหากไม่ได้นำแผ่นกระดาษนั้นซ่อนไว้แต่แรกสองนางกำนัลจะต้องพบแน่เพียงเสี้ยวความคิดก็ทำให้นางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลังเสร็จกิจวัตรประจำวันทั้งเช็ดกาย เปลี่ยนชุด ปรับหมอน เรียงผ้าห่มให้เรียบร้อยหลิวชิงเซียงก็ยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างเหนื่อยล้า “วันนี้เหนื่อยเหลือเกินชมบุปผาก็แล้ว งานเลี้ยงก็แล้ว พิธีช่างมากล้นจริงๆ”
เสียงถอนใจยาวของนางดังขึ้นตามบทสีหน้าแผ่วอ่อนประหนึ่งดอกเหมยยามฝนซัด “พวกเจ้าก็ไปพักกันเถิดข้ายืนยันจะไม่เรียกอีกในคืนนี้แล้ว”
อิงหลานกับฟ่านหรูสบตากันเล็กน้อยก่อนจะพากันประสานมือทำความเคารพแล้วล่าถอยไปอย่างว่าง่าย แผ่นหลังทั้งสองค่อยๆลับหายไปหลังบานฉากกั้นลายคลื่นเมฆโบราณ ห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด..
หลิวชิงเซียงนอนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะลืมตาช้าๆแล้วขยับลุกขึ้นจากตั่งนอนที่ปูด้วยผ้าไหมชั้นดีดวงตากลมคู่งามมองรอบห้องเพื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแล้วจึงเดินเท้าเปล่าลัดผ่านทางเดินไม้เงียบๆ ไปยังโถงหน้าเสียงฝีเท้านางนุ่มนวลดุจแมวป่าที่ฝึกฝนการล่าในยามค่ำ
แสงจากโคมกระดาษที่แขวนอยู่ริมเสาโถงส่องสลัวเงาร่างบางปรากฏชัดเจนบนพื้นไม้ขัดมัน นางก้าวเข้าไปใกล้กระถางแจกันดวงตากลมโตมองสำรวจรอบตัวอีกครั้งก่อนคุกเข่าลง มือเรียวผลักฐานแจกันเบาๆ อีกครั้งแล้วหยิบแผ่นกระดาษบางที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานออกมาอย่างรวดเร็ว
แม้จะอยู่ท่ามกลางเงามืดแต่ในหัวใจนางกลับสว่างวาบขึ้นราวเปลวเทียนที่ถูกจุดในค่ำคืนไร้แสง
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการนางหันหลังให้โถงหน้า แล้วเดินตรงไปยังมุมเงียบห้องที่อยู่ห่างออกไปก่อนเข้าชิดใกล้หน้าต่างด้านทิศเหนือของเรือนซึ่งไม่มีโคมแขวนแสงจันทร์เพียงริบหรี่ลอดเข้ามาทางชายผ้า นางนั่งลงอย่างระวัง แล้วคลี่แผ่นกระดาษนั้นออกช้าๆ
กระดาษบางสีจางซีดตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีดำขลับเรียงรายด้วยเส้นหวัดอ่อนช้อยมีความมั่นคงแฝงในความอ่อนโยน สายตาคมของนางกวาดอ่านอย่างเร็วแล้วกลับมาอ่านใหม่อีกครั้งด้วยดวงใจเต้นระส่ำ
“ชิงยังจำได้ไหมคิดถึงวันหิมะตกหนักข้ามเขาไร้ทิศ ชุดเขียวเข้มมองหาเสี่ยวซุน”
เมื่ออ่านจบเพียงเท่านั้นปลายนิ้วของหลิวชิงเซียงก็สั่นเล็กน้อยราวกระแสเย็นพัดผ่านกลางอก..หิมะตกหนักข้ามเขาไร้ทิศ..ทุกถ้อยคำมิใช่เพียงถ้อยคำธรรมดาหากแต่เป็นประตูเปิดไปสู่ความทรงจำแสนไกล
ริมฝีปากบางขบเม้มแน่นดวงตากลมคู่งามค่อยๆ แดงขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นสะเทือนใจที่เริ่มตีขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ “ลายมือของนาง ของหลี่เสวี่ยแน่ๆ” นางพึมพำแผ่วเสียงต่ำยิ่งกว่าเสียงลมหายใจ
สหายผู้เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้เคยร่วมหนาวเหน็บในเขตแดนหิมะซัด ลมพายุร้อนมอดไหม้ผู้เคยกอดคอกันหัวเราะแม้ยามสิ้นหวังใบหน้าใสของหลิวชิงเซียงเอนพิงเสาไม้ในมุมนั้น แผ่นหลังแนบแน่นดวงตาปิดลงเพียงครู่ น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงบนแก้มโดยไม่ทันรู้ตัว
สารลับนี้แบ่งเป็นสองประโยคประโยคแรกนางจำได้ดี วันนั้นหลี่เสวี่ยตัวหายไป นางหลงทางอยู่ในวันหิมะตกหนักกลางทะเลทรายหลี่เสวี่ยในวัยเยาว์ไม่เชี่ยวชาญเรื่องภูมิศาสตร์นางยังไม่รู้ว่าหากไม่มีแผนที่จะหาทิศเหนือเช่นไรและกอปรกับหิมะบดบังทุกเส้นทาง มีเพียง ‘หลิวชิงเซียง’ ที่ฝ่าหิมะตามหานางจนเจอวันนั้นนางแบกหลี่เสวี่ยที่ร่างกายอ่อนล้าฝ่าความหนาวกลับเผ่าคนบนหลังเอ่ยหลายครั้งว่าหิมะตกหนักมองทางไม่ออกให้ทิ้งนางไว้ “ใครว่าข้าไม่รู้ทิศทิศเหนือคือทางนี้ และไม่ว่ายังไงก็จะไม่ทิ้งเจ้าเด็ดขาด!”
หลิวชิงเซียงก้มลงมองแผ่นกระดาษอีกครั้งสะอื้นเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหรี่ตามองประโยคถัดมาอีกครั้ง
“ชุดเขียวเข้มมองหาเสี่ยวซุน” ประโยคที่สองนี้ต่างหากนี่มิใช่แค่ความทรงจำของเราสองคนแน่ๆ หรือนี่จะคือคำชี้นำ..แต่เพื่ออะไร?
นางเพ่งพินิจข้อความนี้อีกครั้งกวาดสายตาทุกอักขระอย่างละเอียดรอบคอบ “มองหาเสี่ยวซุน..แล้วเสี่ยวซุนคือใคร?” ชื่อนั้นถูกขีดเขียนอย่างจงใจ ตัว ‘ซุน’ มีเส้นหนักมากกว่าปกติคล้ายคนเขียนต้องการเน้นโดยไม่สามารถเขียนตรงๆ ได้หรือว่าหลี่เสวี่ยกำลังสื่อถึงบางสิ่งที่ชื่อเสี่ยวซุน? คนหรือสถานที่?
นางยังไม่เข้าใจแต่นางแน่ใจว่านี่ไม่ใช่แค่จดหมายทักทาย แต่จะมัวคิดอยู่นานไม่ได้นี่คือสารลับที่ไม่ควรมีใครเห็น แม้แต่สองนางกำนัลข้างกายฉะนั้นจะเก็บเอาไว้ไม่ได้
หลิวชิงเซียงสูดลมหายใจลึกอีกครั้งอ่านทวนจดจำทุกลายเส้นการจัดวางตำแหน่งตัวอักษรก่อนตัดใจเดินไปหยิบเทียนเล่มเล็กห่างออกไปอีกฝั่งห้องโต๊ะออกมาจุดไฟให้แผ่นกระดาษเปลวไฟสว่างขึ้นพลันสะท้อนในดวงตานางที่ยังรื้น
นางถือแผ่นกระดาษในมือดวงตาแน่วแน่แม้หัวใจจะสั่นคลอน เสียงกระดาษที่ลุกไหม้ช้าๆ ดังแผ่วในความเงียบของยามค่ำเปลวไฟไต่ขึ้นกลืนตัวอักษรทีละบรรทัด ราวกับอดีตที่หายไปกับลมหนาว นางจ้องจนแผ่นกระดาษกลายเป็นเถ้าถ่านก่อนจะพัดมันให้ปลิวออกไปนอกหน้าต่างปล่อยให้ลมยามราตรีพัดพาสารลับไปสู่ความว่างเปล่า
ไม่เป็นไรแม้จะเผาทิ้งแล้วแต่ข้อความนั้นถูกสลักแน่นในความคิดนาง“เรื่องใจความในจดหมายค่อยว่ากันพรุ่งนี้” นางพึมพำพลางหันหลังกลับหมายจะเดินย้อนกลับห้องนอนของตน ปลายเท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงบนแผ่นไม้เงียบเชียบความเย็นจากพื้นส่งขึ้นมาตามสันหลังจนรู้สึกวูบวาบ
นางเดินถึงประตูบานหนึ่งที่นำออกไปยังระเบียงด้านในของเรือนมือเรียวเอื้อมแตะแง้มบานประตูออกช้าๆเผยให้เห็นเงาความมืดนอกตำหนักที่ยังนิ่งสนิท นางชะโงกหน้าออกไปมองโดยรอบดวงตากลมหรี่ขึ้นลงเพื่อชะเง้อหาความเคลื่อนไหวสายลมบางพัดมาผ่านพุ่มไม้ที่เอนไหวเบาๆ แต่ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเงาคนขณะกำลังจะก้าวออกไปจู่ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาหนึ่งพุ่งผ่านอีกฟากของระเบียงเงานั้นปราดวูบเร็วแต่ทว่าสิ่งที่ติดตาแน่นยิ่งกว่าคือ ‘สีเขียวเข้ม’ ที่ตวัดผ่านความมืด
หัวใจของหลิวชิงเซียงเต้นโครมขึ้นทันใดดวงตาเบิกขึ้นเฝ้ามองตามเงานั้นผ่านแนวพุ่มไม้ไปยังห้องห้องหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของตำหนัก
“เขียวเข้ม!?” นางครางในใจอย่างไม่รู้ตัวก่อนดวงตาจะแคบลงและเพ่งจ้องอีกครั้งอย่างพินิจ เงานั้นสูงไม่มากและจากการแต่งกายคนผู้นี้น่าจะเป็นขันทีผู้หนึ่ง
หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วแน่นแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านใบไม้เผยให้เห็นครู่หนึ่งว่าอีกฝ่ายมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังก่อนจะลอบแทรกตัวเข้าไปในห้องฝั่งหนึ่งของเรือนซึ่งไม่ใช่เขตพักของผู้ใด
ห้องนั้นมิได้ใช้งานเหตุใดขันทีจึงแอบเข้าไป?นางยืนนิ่งอยู่อึดใจใหญ่ดวงใจโลดเต้นจากสิ่งที่เพิ่งเห็น มือเล็กกำสาบเสื้อตัวเองแน่นความเย็นยามค่ำมิอาจเทียบความหนาวเหน็บที่ก่อตัวจากภายในได้
“เขียวเข้ม..หรือว่า?” นางเม้มปากแน่นเมื่อคิดถึงถ้อยคำในกระดาษที่เพิ่งเผา‘ชุดเขียวเข้มมองหาเสี่ยวซุน’
แต่ในวังเขียวเข้มเป็นสีที่ขันทีบางกลุ่มสวมเช่นกัน“หรือหลี่เสวี่ยจะไม่ได้หมายถึงข้าแต่หมายถึงผู้ที่สวมชุดเขียวเข้ม?” หลิวชิงเซียงสะบัดหัวเบาๆเพื่อหยุดความคิดที่สับสน
“ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องนั้น” นางเตือนตัวเองเสียงแข็งในใจดวงตาคู่งามหรี่ต่ำอีกครั้ง ก่อนโน้มตัวลงค่อยๆ ย่างฝีเท้าเบาไร้เสียงกระโดดตัวจากชานเรือนอีกฝั่งไปอีกฝั่งด้วยความคล่องแคล่ว ท่ามกลางความมืดกลิ่นดินชื้นยังลอยอวล
นางเร่งฝีเท้าอย่างระมัดระวังย่อตัวหลบตามแนวพุ่มไม้สูงที่เรียงรายเป็นกำแพงเขียวของตำหนักหมายจะตามขันทีท่าทางน่าสงสัยลอบดูว่าเขากำลังทำอะไรในห้องร้างผู้คน
ร่างบางย่อตัวเล็กน้อยเตรียมกระโดดไปที่บานหน้าต่าง“อ๊ะ!” นางสะดุ้งเฮือกในจังหวะที่มีมือเย็นเฉียบคว้าลงบนไหล่ข้างหนึ่งอย่างรวดเร็วร่างทั้งร่างแข็งค้างโดยสัญชาตญาณพร้อมเงื้อฝ่ามือขึ้นสูงหมายจะฟาดสวนโดยไม่ทันได้หันกลับไปมอง
แต่ไม่ทันที่ฝ่ามือนั้นจะฟาดลงฝ่ามืออีกข้างที่อบอุ่นกว่ากลับคว้าข้อมือนางไว้แน่นและร่างของหลิวชิงเซียงก็ถูกแรงหมุนเบาๆ แต่แน่นหนาที่ไม่อาจจะขัดขืนได้เพียงชั่วพริบตา นางก็แนบหลังเข้ากับอกของบุรุษผู้หนึ่งเต็มแรงแขนอีกข้างของเขาสอดผ่านเอวคอดและรั้งแน่นเอาไว้
กลิ่นเย็นเยียบของยามค่ำลอยมาแตะจมูกหลิวชิงเซียงเบิกตากว้างก่อนที่ไหล่จะเริ่มคลายความตึงเมื่อรู้สึกถึงจังหวะการหายใจอุ่นๆที่ไล้ผ่านซอกคอด้านหลัง เสียงกระซิบต่ำแผ่วเหมือนสายลมกระซิบอยู่ข้างใบหู
“ไหนว่าหลับไปแล้ว?” คำพูดนั้นไม่ได้มีแววเย้าเพียงอย่างเดียวแต่แฝงด้วยน้ำเสียงระคนสงสัยที่คุ้นเคย
หลิวชิงเซียงหายใจเข้าเฮือกหนึ่งก่อนหรี่ตาลงและเบือนหน้ากลับเล็กน้อย ไม่มากพอให้เห็นใบหน้าเขาชัดเจนแต่เพียงพอจะพูดว่า “ข้า..แค่ได้ยินเสียงบางอย่าง น่าสงสัยเลยออกมาดู”นางตอบเบาๆ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงความจริงทั้งหมด
พร้อมมือข้างหนึ่งชี้ไปยังบานหน้าต่างห้องที่อยู่ไม่ห่างนัก“มีขันทีผู้หนึ่งแอบเข้าไปข้างในห้องนั้นท่าทางลับๆ ล่อๆ ข้าเลยคิดจะดูให้แน่ใจว่าเขาแอบทำอะไรอยู่”
คนด้านหลังเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับและคลายอ้อมแขนจากเอวนางช้าๆ “เข้าใจแล้ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยตอบสั้นแต่แฝงความเชื่อใจ
ทั้งสองเคลื่อนตัวเข้าหาแนวหน้าต่างอย่างเงียบงันร่างในชุดสีอ่อนของหลิวชิงเซียงขยับไปก่อนโดยมีชายชุดคลุมสีดำเข้มของเขาเดินเคียงตามอย่างแนบชิดพอถึงหน้าต่างบานไม้ปิดแน่นสนิท ความเก่าของมันมีรอยแตกร้าวอยู่บ้างหลิวชิงเซียงเอื้อมมือไปหมายจะแง้มเบาๆ แต่ไม่ทันแตะนิ้วเรียวยาวของใครบางคนกลับจับมือนั้นเอาไว้เสียก่อน
“อย่าเพิ่ง” เสียงเขากระซิบเบาแทบจะเหมือนสายลมไล้ผ่านใบหูจากนั้นเสียงแหลมเล็กของนกกลางคืนก็ดังขึ้นใกล้หูนาง นางหันขวับไปมองเขาทันทีด้วยดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยไม่คิดว่าฮ่องเต้ผู้ลือเลื่องจะมีความสามารถเช่นนี้ก่อนครองบัลลังก์เขาเป็นโจรมาก่อนหรืออย่างไร?
เขาไม่รอคำถามจากสายตานางแค่โน้มตัวไปข้างหน้าช้าๆแล้วใช้นิ้วเกี่ยวบานหน้าต่างเปิดออกทีละน้อยพร้อมเสียงนกที่สร้างขึ้นเสียงไม้เสียดกันเบาๆ แทบไม่มีแต่ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า
เมื่อเปิดได้ช่องเล็กพอประมาณเขาก็ขยับให้หลิวชิงเซียงแนบเข้ามาเบียดร่างแนบชิดระหว่างตนกับช่องเปิดนั้นกลายเป็นว่านางอยู่หน้าและเขาอยู่ข้างหลังทั้งสองกายแนบชิดจนไม่มีช่องว่าง
ช่องหน้าต่างคับแคบจนใบหน้าแทบแตะกันแต่หลิวชิงเซียงที่เพ่งมองภายในห้องไม่ได้ใส่ใจคนข้างๆสักนิด ความมืดด้านในห้องนั้นมีเพียงแสงตะเกียงอ่อนๆที่ส่องเงาคนข้างในให้เห็นเคลื่อนไหวหลิวชิงเซียงเห็นมีเพียงขันทีผู้หนึ่งที่กำลังเปิดลังไม้กล่องหนึ่งอยู่มือเขาล้วงเข้าไปแล้วหยิบห่อผ้าเล็กสีดำขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
นางจดจ่อกับภาพเบื้องหน้าจึงไม่ทันรู้เลยว่าลมหายใจของใครอีกคนด้านหลังเริ่มถี่ขึ้นอย่างแผ่วเบาอกแน่นกว้างที่แนบกับแผ่นหลังนางเริ่มขยับตามจังหวะลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอแสงจันทร์นวลสลัวตกกระทบข้างแก้มใสของนางที่เอนเล็กน้อยอยู่ในช่องหน้าต่างและเงาของนางก็พิงสนิทอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างแนบแน่น
หลิวชิงเซียงยังไม่รู้ตัวว่าสำหรับคนด้านหลังนั้นคืนนี้หาได้มีเพียงความลับเบื้องหน้าที่ต้องเพ่งพินิจทว่าร่างนุ่มแนบอกก็กลายเป็นสิ่งที่ดึงจิตใจเขาไม่แพ้กัน