คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 163 ข้าจะประทานความตายแก่พวกเจ้าเอง

            

            ในที่สุด ท้องนภาก็เปลี่ยนเป็นมืดสนิท

            ไม่สิ... ควรเรียกว่าท้องนภาถูกความมืดยึดครองจนสิ้นต่างหาก

            และสิ่งที่บดบังท้องนภาอยู่ ก็คือแดนอำนาจของซูฉางอัน

            แดนอำนาจเป็นสิ่งที่น่าพิศวงเป็นอย่างมาก ทว่าในขณะเดียวกัน ก็ทรงอำนาจอย่างน่าสยดสยองเช่นกัน

            มันสร้างขึ้นจากจิตมั่นปริมาณมากและแข็งแกร่ง ดูเหมือนจะเป็นพลังขั้นสูงสุดที่จิตมั่นของมนุษย์จะสามารถทำได้แล้ว

            หากก้าวขึ้นไปอีกขั้น จะเป็นเส้นทางแห่งพลัง...

            เมื่อมีเส้นทางแห่งพลังเป็นของตัวเองก็จะก้าวขึ้นไปเป็นนักรบแห่งดาราจักรได้

            แต่ในตอนนี้ เส้นทางแห่งพลังช่างห่างไกลจากซูฉางอันนัก

            แม้เส้นทางแห่งพลังและแดนอำนาจจะห่างกันเพียงแค่เส้นบางๆ แต่เส้นบางๆที่ว่า ก็ห่างไกลราวคนละภพก็ว่าได้

            กลับมาพูดถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น...

            แดนอำนาจของซูฉางอันปกคลุมร่างของฝูงชนเอาไว้จนมิด ท้องนภาหมองแสงลงในพริบตา

            แม้อินซานโจ๋วกับคนทั้งสองจะมีพลังที่แข็งแกร่งไม่น้อย ทว่ายามเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังอดตื่นตระหนกไม่ได้อยู่ดี แต่เพียงไม่นาน พวกเขาก็ควบคุมสติของตน แล้วมองไปยังซูฉางอันด้วยแววตาที่ทั้งเย็นยะเยือกและเปี่ยมด้วยความระแวดระวังแทน

            ทว่าองครักษ์และศิษย์ที่อยู่ด้านหลังหาได้ใจเย็นเหมือนทั้งสามไม่ ทั้งไม่ได้มีพลังที่แข็งแกร่งเหมือนกับคนทั้งสามอีกความวุ่นวายระเบิดขึ้นพร้อมกับความหวาดระแวงอันแสนมหาศาล กลุ่มคนจมเข้าสู่ห้วงความวุ่นวายในพริบตา

            “ทุกคน ใจเย็นๆ ก่อน เจ้าเด็กนี่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพเท่านั้นถ้าเราทุกคนร่วมมือกัน ไม่ว่าเช่นไรมันก็สู้ไม่ได้แน่!”อย่างไรเสียจางจื่อวู่ก็เป็นถึงเสนาบดีตุลาการแห่งแผ่นดินต้าเว่ย เขาดูซูฉางอันออกตั้งแต่คราแรกต่อให้มีพรสวรรค์มากล้นเพียงไหน หรือแข็งแกร่งเหนือกว่าคนอื่นสักเท่าไรแต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนเพียงคนเดียวจะเอาชนะยอดฝีมือระดับปราบวิญญาณถึงสามคนได้ไหนจะศิษย์และองครักษ์ที่มีพลังอยู่ในระดับอรุณรุ่งกว่าหลายร้อยคนอีก

            สมดั่งคำที่ว่า พลังมนุษย์ ย่อมหมดสิ้นลงในสักวัน... หากใช้ศิษย์พวกนั้นเป็นเครื่องมือในการกร่อนพลังของซูฉางอันเมื่อถึงตอนนั้น ซูฉางอันที่หมดแรงก็ไม่ต่างไปจากผักปลาที่พวกเขาจะเชือดเฉือนหรือเล่นงานเช่นไรก็ย่อมได้ อีกอย่าง แม้บัดนี้ซูฉางอันจะมีรังสีสังหารกระจายออกมาอย่างแน่นหนาแต่ตามที่จางจื่อวู่รู้จักซูฉางอัน ไม่ว่าอย่างไร เขาไม่มีทางฆ่าศิษย์จำนวนมากขนาดนี้ลงเป็นแน่

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ร้องคำรามขึ้น “ทุกท่านเข้าไปสังหารเจ้าปีศาจร้ายพร้อมกับข้าเถอะ แล้วข้าจะกราบทูลเรื่องนี้ต่อองค์จักรพรรดิตามความจริงเมื่อถึงตอนนั้น ทุกคนต้องได้รับรางวัล ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งอย่างแน่นอน!”

            แน่นอนว่าศิษย์ที่เดินทางมาในวันนี้ ต่างโลภในทรัพย์สินของสำนักเทียนหลานด้วยกันทั้งสิ้น

            แม้จะหวาดกลัวในกลิ่นอายแห่งพลังที่ซูฉางอันระเบิดออกมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ปรากฏตัวแต่คำพูดของจางจื่อวู่ก็ทำให้พวกเขาตระหนักขึ้นมาได้ว่าต่อให้ซูฉางอันจะแข็งแกร่งมากแค่ไหน เขาก็มีพลังอยู่เพียงระดับคุมพิภพเท่านั้นด้วยพลังระดับนี้ เขาจะทำร้ายตนได้ทั้งที่มียอดฝีมือระดับปราบวิญญาณคอยคุมอยู่ถึงสามคนเชียวหรือ? เหตุนี้ สติที่เคยมีจึงค่อยๆ ถูกความโลภเข้าครอบงำอีกครั้ง

            พวกเขามีท่าทีราวอยากจะลงมือเต็มทน สายตาที่มองมายังซูฉางอัน ก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นสีแดงตามความโลภในจิตใจ

            สีหน้าของอินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนเปลี่ยนแปลงไปในพริบตา พวกเขาหันไปสบตากันครู่หนึ่งพวกเขารู้ดีว่าศิษย์เหล่านี้ไม่ได้ถูกความโลภครอบงำแต่อย่างใด...พวกเขาที่มีพลังแข็งแกร่งย่อมรับรู้ได้ในทันที คำพูดของจางจื่อวู่แฝงไปด้วยวิชาลับบางอย่างทั้งยังมีกระแสพลังกระจายออกมาอย่างต่อเนื่องอีก เห็นได้ชัดว่าเป็นทักษะการสะกดจิตอย่างหนึ่งด้วยเหตุนี้ ศิษย์เหล่านั้นถึงเสียสติ และจมอยู่ในความโลภหลงเช่นนี้

            ศิษย์ส่วนมากที่มาในวันนี้ล้วนเป็นศิษย์จากสำนักปาฮวงและคุนหวู่ด้วยกันทั้งสิ้นพวกเขามีพลังที่ไม่สูงแต่ก็ไม่ต่ำจนเกินไป แม้จะไม่ถือเป็นผู้มีพรสวรรค์ แต่ก็ไม่ได้ไร้พรสวรรค์เช่นกันเรียกได้ว่า พวกเขาเป็นกำลังหลักของสำนักก็ว่าได้ หากถูกจางจื่อวู่หลอกใช้แล้วตายอยู่ในสำนักเทียนหลาน สำนักปาฮวงกับคุนหวู่คงได้รับความเสียหายไม่เบาเช่นกัน

            เหตุนี้ ทั้งสองจึงปรากฏความไม่พอใจขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อลองทบทวนดูอีกทีหากได้รับอาวุธวิเศษและหอเชื่อมดาราของสำนักเทียนหลานมาครอง ต่อให้จะเสียศิษย์ไปบ้างก็ไม่เห็นเป็นปัญหาแต่อย่างใด เหตุนี้ หลังลังเลอยู่เล็กน้อยในที่สุดทั้งสองก็เลือกจะนิ่งเงียบ ถือเป็นการยอมรับในการตัดสินใจของจางจื่อวู่

            ท่าทางของทั้งสองอยู่ในสายตาของจางจื่อวู่ทั้งหมดเขาลูบเคราที่แลดูน่าขันของตนอย่างพึงใจ พลางยกมุมปากขึ้นเบาๆขณะที่พลังวิญญาณก็ถูกกระจายออกมาจากร่างอย่างบางเบาทว่าต่อเนื่องเมื่อม่านแสงสีแดงอ่อนๆ ครอบคลุมร่างของคนทั้งหลายเอาไว้ ดวงตาของศิษย์และองครักษ์ที่ยืนอยู่เบื้องหลังเปลี่ยนไปเป็นสีแดงก่ำและพร้อมใจกันระเบิดพลังวิญญาณออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            “บุก!”

            เสียงคำรามกร้าวดังสนั่น

            หมู่คนกลายร่างเป็นลำแสง พุ่งโจมตีซูฉางอันอย่างพร้อมเพรียงราวได้รับคำสั่งบางอย่าง

            ลำแสงที่พุ่งเข้าใส่มีมากถึงสามสี่ร้อยสายทีเดียว ซึ่งแสงแต่ละสาย ต่างก็มีพลังโจมตีอย่างสุดกำลังจากนักรบระดับอรุณรุ่งเป็นอย่างต่ำอยู่ด้วยเป็นการโจมตีที่ยิ่งใหญ่และหนักหนาเหลือเกิน ราวกับฝูงนกอพยพข้ามแผ่นดินเช่นนั้นพวกมันบดบังแสงจากดวงตะวัน แทบจะกลืนกินร่างผอมๆ ของซูฉางอันจนหายไป

            ทว่าซูฉางอันกลับทำราวกับมองไม่เห็น เขาหลับตาลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบร่างผอมยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ปานเป็นคนชราที่จมเข้าสู่ภวังค์เช่นนั้น

            กระทั่งลำแสงทั้งหลายพุ่งเข้าใกล้ในรัศมีสามฉื่อ

            จู่ๆ ซูฉางอันก็เบิกตาขึ้นเฉียบพลัน

            ดวงตาคู่นั้นใสบริสุทธิ์ ทว่าแฝงด้วยแสงจากดวงดาราทั้งเจ็ด

            ภายใต้การปกคลุมของแดนอำนาจจากซูฉางอัน บางอย่างประกายแสงขึ้นฉับพลัน...

            เป็นดวงดาวบนท้องนภาที่ลอยเด่นอยู่เบื้องหลังซูฉางอันนั่นเองที่ประกายแสงเจิดจ้าขึ้น...

            ...ดวงแล้วดวงเล่า

            และแล้ว ดาราทั้งเจ็ดก็ประกายแสงขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พวกมันเรียงตัวกัน กลายเป็นรูปช้อนเหนือนภากว้าง

            เป็นดาราทั้งเจ็ดของสำนักเทียนหลานนั่นเอง!

            “อวี้เหิง” ซูฉางอันขยับริมฝีปากขึ้นเล็กน้อย

            เพียงสองพยางค์ที่เปล่งออกมา กลับแฝงไปด้วยพลังสูงสุดแห่งโลกา ราวเสียงที่ดังจากแดนสวรรค์เช่นนั้น

            ดาวดวงลำดับที่ห้าแห่งกลุ่มดาราทั้งเจ็ดประกายแสงขึ้นสว่างไสว

            แสงนั้นเจิดจรัสเหลือเกิน ดั่งดวงสุริยาลอยเด่นกลางนภากว้าง วินาทีนั้นท้องนภาที่เคยมืดมนของสำนักเทียนหลานกลับสว่างไสว ราวเป็นเวลากลางวันเช่นนั้น

            เมื่อแสงดาวสาดส่องลงมา กระบี่สิบทิศที่ลอยอยู่เหนือหัวซูฉางอันระเบิดเสียงคำรามขึ้นพลันพลังแห่งดาบทะยานขึ้นฟ้าอย่างทรงพลัง ราวกับมังกรที่พุ่งออกมาจากท้องสมุทรเช่นนั้น

            กระบี่ยาวพุ่งออกไปพร้อมกับลำแสงแห่งกระบี่ทั้งเก้าในเสี้ยววินาที

            กระบี่ศักดิ์สิทธิ์พุ่งเข้าไปในฝูงคนอย่างบ้าคลั่ง

            “หยกทมิฬ”

            “ไอมรกต”

            “หยาดพิรุณ”

            “คลื่นกระหน่ำ”

            “โชยสายลม”

            “หลิวไสว”

            กระบี่ทั้งสิบสำแดงกระบวนท่าทั้งหกในวิชา ‘มาลุตวสันต์’ ขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบโดยไร้ผู้ควบคุม แต่ละกระบวนท่ายังอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งกระบี่ราวนักรบแห่งดาราจักรเจ้าของวิชาเป็นผู้ออกกระบี่โจมตีด้วยตนเองเช่นนั้น

            ฝูงคนที่พุ่งเข้าโจมตีอย่างทรงพลังในตอนแรก ถูกกระบวนดาบบีบให้ถอยออกไปตามๆกัน

            แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว...

            จู่ๆ แสงที่น่าสยดสยองก็สาดประกายออกจากคมกระบี่

            เสียงหนึ่งลากยาวออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม

            “กระบี่บงกช!”

            ราวกระบี่สิบทิศได้รับคำสั่งบางอย่าง เงาของกระบี่ทั้งเก้าแผ่ออกไปทางด้านข้างและประกายแสงออกมาอย่างพร้อมเพรียง ดั่งเช่นบุปผชาติแย้มกลีบ

            บงกชแห่งกระบี่สีขาวเบ่งบานขึ้น และระเบิดรังสีสังหารที่น่าสยดสยองไปยังศิษย์หลายร้อยเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

            ฝูงคนหวาดผวาไปตามๆ กัน ต่างเตรียมจะระเบิดพลังออกมาป้องกันตัวเพื่อเอาชีวิตรอดอย่างไร้ทางเลือก

            แต่การโจมตีและพลังป้องกันของพวกเขากลับไร้ค่าสิ้นดี เพราะยามแสงแห่งบงกชสาดกระทบการโจมตีและพลังป้องกันของฝูงคนกลับแหลกกระจายไม่ต่างไปจากเศษแก้วที่ถูกทุบละเอียด

            เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ศิษย์นับสิบก็กลายเป็นเนื้อบดด้วยอานุภาพของแสงแห่งบงกชแสนบ้าคลั่งเสียแล้วเลือดสีแดงแปดเปื้อนบงกชสีขาว ราวเปลวเพลิงโหมกระหน่ำในค่ำคืนที่แสนมืดมิด

            กระทั่งตอนนี้ ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้เสียทีว่าเด็กหนุ่มที่มีอายุไล่เลี่ยกับตนผู้นี้ แข็งแกร่งและน่าสยดสยองเพียงไหน

            “คุณชายซู ไว้ชีวิตเราด้วย!”

            “ท่านผู้อาวุโส ช่วยเราด้วย!”

            “ท่านเสนาบดี ช่วยข้าด้วย!”

            เสียงร้องขอชีวิตดังระงม ทันใดนั้น สำนักเทียนหลานก็เต็มไปด้วยเสียงโหยหวนที่น่าเวทนาราวนรกบนดินเลย

            อินซานโจ๋วกับยอดฝีมือทั้งสองหน้าถอดสีทันที พวกเขารู้ตั้งแต่แรกว่าองครักษ์กับศิษย์เหล่านี้ไม่อาจเอาชนะซูฉางอันในตอนนี้ได้อย่างแน่นอน

            ที่ล่อให้พวกเขาเข้าโจมตีซูฉางอัน ก็เพียงเพื่อกร่อนพลัง และทดสอบพลังของเด็กหนุ่มผู้นี้เท่านั้น

            แต่คาดไม่ถึงว่าซูฉางอันจะแข็งแกร่งมากเพียงนี้ แค่กระบวนท่าเดียวก็บีบให้นักรบระดับอรุณรุ่งหลายร้อยคนถอยกลับออกมาได้และอีกสิ่งที่พวกเขาคิดไม่ถึงมาก่อน กล่าวคือ ในครั้งนี้ซูฉางอันลงมืออย่างโหดเหี้ยมเหลือเกินเพราะศิษย์รวมไปถึงองครักษ์ของราชสำนักถูกเขาบดจนเละไปมากกว่าร้อยคนแล้ว...

            พวกเขาสะดุ้งตกใจไปตามๆ กัน ก่อนอินซานโจ๋วจะตะโกนเสียงดังลั่น “ซูฉางอันอย่าหลงอยู่ในความชั่ว อย่าทำบาปทำกรรมต่อไปอีกเลย!”

            แม้อินซานโจ๋วจะพูดคล้ายตัวเองเป็นคนดีที่มีน้ำใจแต่เขากลับไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไปช่วยสักนิดเพราะเขาดูออกว่าการโจมตีของซูฉางอันมีพลังที่แข็งแกร่งจนแม้แต่เขาก็ต้านไม่ไหวแน่

            ซูฉางอันทำราวไม่ได้ยินเสียงก่นด่าจากอินซานโจ๋วเขากลับมองไปรอบด้านด้วยสายตาราบเรียบเท่านั้น

            ศิษย์กับองครักษ์ตรงหน้า ไม่อาจสร้างความรู้สึกอื่นใดแก่เขาเลย

            ในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นยะเยือก

            “สำนักเทียนหลาน ยึดการปกป้องสรรพชีวิตเป็นหน้าที่สูงสุด”

            “ผู้ใดเป็นอริกับสำนักเทียนหลาน ก็เท่ากับเป็นอริกับคนทั้งโลกด้วย”

            “เช่นนั้น ในนามของสรรพชีวิต ข้า... ซูฉางอัน ผู้อารักษ์คนที่เก้าของสำนักเทียนหลาน”

            “ขอประทานความตายแก่พวกเจ้าทุกคน”

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน