นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 142 ว่าที่คู่แข่ง

        ตอนที่ 142 ว่าที่คู่แข่ง

         

         

        “สองอริยะที่ได้รับการยืนยันตัวแล้ว หนึ่งคือปีศาจร่วงโรย เป็นสัตว์อสูรต้นไม้ที่แปลงกายกลายเป็นรูปร่างมนุษย์ได้ เนื่องจากโดนไล่ล่าด้วยสัตว์อสูรตัวอื่นยามตนยังอ่อนแอจึงต้องทำพิธีสลักคำอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้เป็นอริยะขั้นต้น” ผู้พันลาลันตาเริ่มกล่าวถึงข้อมูลที่เธอรับรู้มา

         

        เป็นเรื่องธรรมดาในมหาทวีปแห่งนี้ แม้คนส่วนใหญ่จะสามารถรอเวลาที่เหมาะสมที่สุดจึงจะทำพิธีสลักคำ แต่ส่วนน้อยนั้นมิได้โชคดีขนาดนั้น ไม่ว่าจะเพื่อความจำเป็น สถานการณ์ของครอบครัว ความต้องการบางอย่าง ล้วนทำให้คนบางส่วนจำต้องทำพิธีสลักคำก่อนที่ศักยภาพทั้งหมดจะเบ่งบาน

         

        ปีศาจร่วงโรยผู้นั้นเป็นเช่นนี้ นิทานก็เช่นกัน ความแตกต่างคือหลายคนแม้จะยังไม่ได้เปิดศักยภาพทั้งหมด หากก็รับรู้ได้ด้วยตนเองหลังเวลาผ่านไป ว่าถึงแม้ตนจะทำพิธีสลักคำได้อีกครั้ง หากก็ไม่สามารถค้นพบคำแห่งพลังได้อีกแล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่รู้สึกถึงทางตันนี้ เต็มไปด้วยศักยภาพและความมั่นใจว่าตนสามารถก้าวต่อไปได้ 

         

        คนเหล่านั้นคือผู้แสวงวิถีส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ได้รับการสนับสนุนจากขุมกำลังของตน จึงมีวาสนาได้ทำพิธีสลักคำอีกครั้ง บรรลุผ่านและครอบครองซึ่งพลังอันแข็งแกร่ง

         

        นิทานเป็นเช่นนี้ ปีศาจร่วงโรยก็เช่นกัน คนจำพวกนี้คือผู้ที่ต้องการสมบัติที่สามารถเติมน้ำในมหานทีรากวิญญาณได้ที่สุด และน้ำค้างกลั่นจันทราก็คือหนึ่งในสมบัติเหล่านั้น

         

        อริยะหลายคนไม่เลือกที่จะตามหาสมบัติก่อน เลือกที่จะทุ่มเวลาให้กับการค้นพบคำในวัยที่ยังมีโอกาสสูงที่สุดแทน ทั้งหมดก็เพื่อที่จะไปต้องตาของขุมกำลังใหญ่ ปีศาจร่วงโรยนั้นต่างออกไปเขามีชีวิตอยู่ด้วยการต่อสู้ สำหรับเขา การต่อสู้คือการค้นพบคำที่ดีที่สุด เขาจึงเป็นคนที่น่าจะเข้าร่วมงานประลองที่สุด 

         

        “อีกหนึ่งคือข้ารับใช้ชั้นสูงของเผ่าไร้หางระดับสูง เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการนำน้ำค้างกลั่นจันทราไปให้บุตรชายของเจ้านายตน เป็นนักสลักไตร อริยะขั้นต้นเช่นกัน”

         

        ทุกคนในห้องนั้นเพียงรับฟังอย่างเงียบ ๆ หากก็ไม่มีใครที่ไม่ตั้งใจฟัง คนทั้งสองนี้คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในงานประลองครั้งนี้

         

        “ยังไม่รวมคนอีกมากที่อาจจะเข้าร่วมเพียงเพราะต้องการคมดาบของจอมจักรพรรดิ” องค์หญิงไพลินพูดเสียงเบา สิ่งที่เธอพูดคือสิ่งที่เธอกังวลที่สุด สมบัติอย่างน้ำค้างกลั่นจันทราแม้จะหายากและมีค่าจนมิอาจประเมินได้ด้วยเงินตรา หากก็มีผู้แข็งแกร่งบางส่วนที่ครอบครอง

         

        แต่คมดาบของจอมจักรพรรดินั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นี่คือสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสมบัติใดๆ ไม่ต่างอะไรกับความสามารถในการสั่งตายคนผู้หนึ่งได้ทันที และพลังระดับนั้นไม่ว่าจะเป็นการล้างแค้นหรือสร้างอำนาจใหม่ย่อมทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง

         

        “คิดว่ามีอริยะคนอื่นอีกมั้ยครับที่สามารถเข้าร่วมได้” นิทานถามขึ้น ไม่ใช่ว่าใครจะเข้าร่วมก็ได้ มีข้อจำกัดเรื่องอายุ 40ปีอยู่

         

        “มีเยอะเลยล่ะ มหาทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่มากนะอริยะอายุไม่ถึง 40ปัจจุบันน่าจะมีหลายสิบคนทีเดียวล่ะ แต่คนที่น่าจะเข้าร่วมจริง ๆ มีไม่เยอะหรอก” องค์หญิงไพลินตอบ เธอใช้บันทึกในมือของเธอเพื่อเปิดอ่านข้อมูลต่าง ๆ มากมาย

         

        "ที่ยากต่อการคาดเดาก็เพราะรางวัลที่เปลี่ยนไป อาจมีคนที่อยากมาลองเสี่ยงโชคหรืออยากถือโอกาสประลองกับอริยะอายุน้อยเลยเข้าร่วมก็ได้" เธอยักไหล่น้อย ๆ

         

        “เจ้าควรตั้งมั่นเรื่องการพัฒนาตนเป็นหลักมากกว่าพะวงเรื่องคู่แข่ง” อริยะแปลงเพลิงผู้นิ่งเงียบมาตลอดกล่าว นิทานพยักหน้ารับ เรื่องข่าวสารทางด้านหลังเมื่อใกล้ถึงเวลาไพลินสามารถหาให้ได้ ตอนนี้ที่เขาต้องตั้งใจจริง ๆ คือการเลื่อนขึ้นเป็นนักสลักเอกต่างหาก

         

        เรื่องนี้ทำให้นิทานถอนหายใจ การเลื่อนระดับในการขีดเขียนชะตาเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่อาจได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น มากที่สุดเป็นเพียงการจุดประกายเท่านั้น หากตัวเองไร้ซึ่งความเข้าใจ จะจุดประกายอีกนับพันครั้งก็มิอาจเข้าใจได้

         

        เชื่อมโยง ความต้องการผูกพัน แบ่งเบากันและกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แรงดึงดูด ไม่ใช่ในด้านแรงดึงดูดจริง ๆ เป็นเรื่องการผลักและดึง เข้าใกล้และถอยห่าง นิทานคิด นี่คือสองคำที่เขาเข้าใกล้การเรียนรู้อย่างถ่องแท้ที่สุด

         

        “อีก 2คน นิทาน 2คนนี้นายต้องจำไว้” ผู้พันลาลันตากล่าวต่อ เรียกสายตาของอริยะแปลงเพลิงให้หันไป หากเป็นคนที่ผู้พันลาลันตาเอ่ยย้ำเช่นนี้ย่อมเป็นคนที่สำคัญยิ่ง

         

        “คนหนึ่งคือผู้สืบสายเลือดมาลาไครุ่นปัจจุบัน เป็นอัจฉริยะที่เป็นผู้เรียนรู้ 4คำ ขณะนี้อยู่ในระดับนักสลักโท เวนทัส มาลาไค” ผู้พันลาลันตากล่าวต่อ

         

        เวนทัส มาลาไค ผู้เรียนรู้ 4คำก่อนขึ้นเป็นนักสลักโท นิทานจดจำนามนี้ไว้ในหัว คนผู้นี้เป็นอัจฉริยะระดับเดียวกันกับคมเขี้ยวแห่งผืนดิน เรอุส และยังอายุไม่ห่างจากเขามากเสียด้วย

         

        นอกจากเหล่าอริยะอายุน้อยทั้งหลายแล้ว สิ่งที่อันตรายไม่แพ้กันหรืออาจจะมากกว่าคือเหล่านักสลักโทอันพัฒนามาจากผู้เรียนรู้ 4คำ พลังต่อสู้ของพวกเขาเหล่านั้นอาจไม่ด้อยไปกว่านักสลักไตรด้วยซ้ำ ยิ่งบางคนที่โด่งดังเรื่องความสามารถอย่างเวนทัส มาลาไคผู้นี้สมควรแกร่งกว่าอริยะธรรมดา ๆ เสียอีก

         

        “เขาโด่งดังมาระยะหนึ่งในฐานะผู้ที่ต้องการท้าประลองจอมจักรพรรดิในอนาคต ทีแรกเขาไม่มีความสนใจงานประลองนี้แม้แต่น้อย หากเมื่อรางวัลเปลี่ยนไป เขาจึงได้เข้าร่วมในที่สุด”

         

        “เก็บหนึ่งคมดาบไว้สำหรับงานประลองในอนาคตสินะ” องค์หญิงไพลินเข้าใจเจตนาของเวนทัสอย่างง่ายดาย นิทานในตอนแรกยังตามไม่ทัน แต่เมื่อได้ยินองค์หญิงไพลินพูดเช่นนั้นเขาก็ถึงบางอ้อ

         

        จอมจักรพรรดิกล่าวว่า ใครก็ได้ สำหรับเป้าหมายของคมดาบ ซึ่งนั่นรวมถึงตัวจอมจักรพรรดิเองด้วยเช่นกัน ในอนาคตที่เวนทัสแข็งกล้าพอจะท้าจอมจักรพรรดิประลอง เขาสามารถใช้งานคมดาบนี้ได้ในตอนนั้น และดูจากนิสัยของจอมจักรพรรดิแล้ว เป็นไปได้ว่าเขาจะทำด้วยความยินดีพร้อมเสียงหัวเราะ

         

        “ขี้ขลาด” อริยะแปลงเพลิงพ่นลมกับแผนการของเวนทัส ในฐานะสายเลือดไฟกัลป์เธอมองว่าความคิดเช่นนี้นั้นโสโครกเป็นอย่างยิ่ง

         

        อุ่ย นิทานรีบแอบเก็บความชื่นชมในความช่างคิดของเวนทัสเมื่อได้ยินว่าอริยะแปลงเพลิงดูแคลนแผนการเช่นนี้ หากเขาพลันไปเห็นไพลินมีท่าทีแบบเดียวกันกับเขา จึงหลุดหัวเราะออกมา

         

        ไพลินที่เห็นเช่นกันจึงลอบเม้มปากกลั้นหัวเราะ เพื่อนทั้งสองคนนี้ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับแผนการของเวนทัสกันทั้งคู่ แต่ต้องแอบเก็บเงียบไว้เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ท่านไม่ชอบใจ จึงได้แต่แอบหัวเราะกันสองคน

         

        “อีกคนหนึ่งคือปีกที่เจิดจรัสที่สุดแห่งยุคนี้ มีข่าวลือหนาหูว่าเธอคือผู้เรียนรู้ 5คำในตำนาน ปีกแห่งผืนฟ้าคนปัจจุบัน ซอเด็ต เอเทล” ผู้พันลาลันตาคราวนี้ขมวดคิ้วจริงจัง ท่าทีของเธอดูเคร่งเครียดกว่ายามพูดถึงเวนทัสและคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด วิตกกังวลยิ่งกว่ายามพูดถึงอริยะเสียอีก

         

        “ซอเด็ต เอเทล” นิทานทวนคำ นี่เป็นอีกครั้งแล้วที่เขาได้ยินถึงความยิ่งใหญ่ของคนคนนี้ เธอมีอายุเพียง 24ปีเท่านั้น ห่างกับเขาแค่ 3ปีหากเป็นถึงนักสลักเอกแล้ว และยังอาจจะเป็นผู้เรียนรู้ที่มีคำแห่งพลังครบ 5คำเสียด้วย

         

        ข้อมูลที่เขามีเกี่ยวกับซอเด็ต เอเทลนั้นน้อยมาก รู้จักเพียงแค่ชื่อและกิตติศัพท์ของเธอเท่านั้น หากเพียงดูจากท่าทีของคนที่พูดถึงแล้ว ย่อมมากพอจะทำให้เขาเกิดความยำเกรง หากเขากลับเกิดความปรารถนาในใจจะนำตนไปทดสอบกับเธอ เขาก็เป็นผู้หนึ่งที่ค้นพบคำแห่งพลังได้ถึง 4คำ

         

        “ผู้พันคะ แล้วผู้ที่ปลุกพลังทางสายเลือดของเทพอสูรหมาป่าคมเขี้ยวล่ะคะ คนผู้นั้นก็สมควรเป็นตัวเต็งนะคะ” องค์หญิงไพลินพูดขึ้น

         

        ยามที่นิทานลองปลุกพลังทางสายเลือดให้คีตา ตอนนั้นเขาสืบค้นเกี่ยวกับการปลุกพลังทางสายเลือดเยอะมากจึงได้รู้จักอัจฉริยะผู้นี้ผ่านบันทึก สมควรเป็นนักสลักเอกหรือโทและขณะนี้อายุ 35ปี

         

        “ยังไม่แน่นอนค่ะ แต่จากแหล่งข่าวยังเป็นนักสลักเอก แต่เพราะพลังทางสายเลือดจึงไม่ได้ด้อยกว่าสองคนก่อนหน้ามากนัก ถ้ายืนยันได้แล้วกระหม่อมจะแจ้งอีกครั้งค่ะ” ผู้พันลาลันตาอธิบาย อัจฉริยะผู้นี้ก็เป็นคนหนึ่งที่น่าจับตามอง

         

        “คร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ องค์หญิงไพลินมีอะไรจะกล่าวเสริมมั้ยคะ” ผู้พันลาลันตาสรุป เธอหมดเรื่องที่เธอต้องการจะแจ้งแล้ว

         

        องค์หญิงไพลินมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์บนฟากฟ้าขณะนี้สูงเหนือหัวแล้ว หมอกเบาบางยิ่งทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้ม ดึกมากแล้ว ยิ่งพวกเขามีกิจธุระกันมาทั้งวัน สมควรถึงเวลาพักผ่อน

         

        “ไม่แล้วล่ะ เรื่องเล็กน้อย ๆ ไว้ค่อยคุยกันก็ได้” เธอส่ายหน้า จบการประชุมเฉพาะกิจครั้งนี้ นิทานได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้จะมีเรื่องมากมายให้เขาได้เตรียมตัว แต่เขาก็ต้องยอมรับว่าหลาย ๆ อย่างทำให้เขาค่อนข้างเหนื่อยทีเดียว

         

        นอนไม่หลับแหง นิทานรำพัน ในใจเขายังคงวนเวียนถึงแต่งานประลอง การขึ้นเป็นนักสลักเอก และองค์ชายจันทรกานต์

         

        ผู้พันลาลันตาเห็นท่าทางของนิทานก็อมยิ้มเล็กน้อย กล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล

         

        “นอนไม่หลับใช่มั้ยล่ะ งั้นเล่าเรื่องที่เมืองท่าข้างสมุทรกับนครบาราทรัมให้ฉันฟังหน่อยสิ” เธอยิ้ม ลุกขึ้นไปชงชาอีกแก้วพร้อมขนมเล็กน้อย คีตาที่เห็นบรรยากาศตึงเครียดผ่านไปแล้วก็ผ่อนคลายลง มันหาวปากกว้าง ไปยึดที่นั่งของผู้พันลาลันตาดั่งเตียง เก้าอี้หนังอย่างดีของผู้พันที่เธอไม่ค่อยจะนั่งนั้นนอนสบายมากทีเดียว

         

        นิทานเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ เขารับชามาจิบพร้อมกับเรียบเรียงความคิดในหัวตนว่าควรจะเริ่มตอนไหนดี

         

        “ห่างหน่อยไม่ได้เลย กลับมาต้องให้อยู่ใกล้ตัวเลยนะคะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะอย่างอบอุ่น ผู้พันลาลันตาในตอนนี้เหมือนคนแก่ที่นาน ๆ ทีบุตรหลานจะแวะมาหา จึงอยากใช้เวลาอยู่ด้วย

         

        เพียงแต่ในกรณีนี้บุตรหลานพึ่งจะเกือบตายมา

         

        “ของสำคัญต้องเก็บไว้ข้างตัวสิคะองค์หญิง” เธอตอบกลั้วหัวเราะ องค์หญิงไพลินไม่คิดจะอยู่รบกวนเวลาอบอุ่นเช่นนี้ของผู้พัน จึงคิดกล่าวอีกเพียงเล็กน้อยแล้วค่อยจากไป

         

        “เหมือนที่พูดกันว่า สหายเก็บไว้ใกล้ตัว หากศัตรูเก็บไว้ใกล้ตัวยิ่งกว่าสินะคะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะ

         

        “ก็อาจจะราว ๆ นั้นค่ะ” ผู้พันลาลันตายิ้มตอบ

         

        “นั้นสิน้า แต่สำหรับเรา ของสำคัญก็ต้องไม่ให้ห่างกาย อยากจะให้ไม่ห่างไปไหน ส่วนของที่เกลียดหรือศัตรูน่ะ ยิ่งไกลยิ่งดี ถอยไปไกล ๆ เลย” เธอพูดอย่างอารมณ์ดีขณะเปิดประตูออกจากห้องไป อริยะแปลงเพลิงหายร่างไปไม่รู้เมื่อใด เธอเข้าสู่สภาวะพรางร่างเพื่อคุ้มกันอีกครั้ง

         

        คำพูดแสนธรรมดานั้นกลับสะท้อนไปมาในหัวของนิทาน นัยน์ตาของเขาเบิกกว้าง บางสิ่งกำลังปะทุออกมาจากภายใน

         

        เปรี๊ยะ

         

        เสียงบางอย่างปริแตกดังขึ้นในห้วงจิตของนิทาน ท้องฟ้าทิศใต้ในห้วงจิตเริ่มปริแตก ท้องฟ้านั้นประกอบไปด้วยไอพลังสีม่วงที่ผลักเข้าและออกเป็นจังหวะ เกิดเป็นวังวนวัฏจักรแห่งการเข้าใกล้และถอยห่าง

         

        ใจกลางของฟากฟ้านั้นคือคำแห่งพลัง แรงดึงดูด ขณะนี้มันกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง

         

        ‘ของสำคัญก็ต้องไม่ให้ห่างกาย อยากจะให้ไม่ห่างไปไหน ส่วนของที่เกลียดหรือศัตรูน่ะ ยิ่งไกลยิ่งดี ถอยไปไกล ๆ เลย’ ถ้อยคำธรรมดาสามัญนี้หมุนวนก้องในห้วงจิตของนิทาน จุดประกายบางอย่างในดวงตาของเขา

         

        คีตาที่เคลิ้มเตรียมหลับบนเก้าอี้นุ่มพลันลุกขึ้นทันใด หูของมันขยับไปมาราวกับกำลังรับรู้บางสิ่ง ดวงตาของมันจับจ้องไปยังนิทาน มองลึกลงไปในห้วงจิต

         

        นิทานรีบผุดร่างลุกขึ้น วิ่งไปดึงชายเสื้อขององค์หญิงไพลินอย่างรีบร้อน ผู้พันลาลันตาเลิกคิ้วเล็กน้อยส่วนอริยะแปลงเพลิงกลับปรากฏร่างมาอีกครั้ง ใบหน้านิ่งมองมือของนิทานที่จับปลายเสื้อขององค์หญิงไพลิน

         

        “ไพลิน เมื่อกี้เธอพูดว่าไงนะ!”