เรเวนที่ตอนนี้ยังไม่ได้นอนเลยตั้งแต่เมื่อคืน สายตาของเธอจ้องมองหลุมลึกอยู่ตรงหน้า รอบๆ เธอนะมีพวกอัศวินอยู่หลายคน แต่ละคนต่างจ้องมองหลุมลึกนั้นด้วยสายตาสงสัย ทว่าในบรรดาอัศวินและพวกทหารกลับมีอัศวินฝึกหัดอยู่คนหนึ่งซึ่งก็คือลิลลี่ เธอจ้องมองหลุมลึกพร้อมกับทำจมูกฟุตฟิตๆในตัว เชือกเส้นหนึ่งถูกหย่อนลงไปมันถูกดึงเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดมันก็ตึง
เรเวนหันไปถามลิลลี่ว่า
“เป็นยังไงบ้างพอได้กลิ่นเขาบ้างไหม”
ลิลลี่ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า
“ได้กลิ่นเล็กน้อยแต่บางมากส่วนใหญ่เป็นกลิ่นคาวเลือด”
“เลือด?”
ลิลลี่พยักหน้าก่อนจะตอบว่า
“ใช่ค่ะเป็นกลิ่นเลือดแต่คิดว่าคงไม่ใช่เลือดของเจ้าชายโรคจิตเพราะมันมีอยู่เยอะมาก”
“เยอะนี่คือเยอะแบบไหน”
ลิลลี่ขมวดคิ้วก่อนจะตอบว่า
“เยอะมากเลยค่ะแถมยังสดๆ อยู่ด้วย”
เรเวนที่ได้ฟังก็ยิ่งมีสีหน้ากังวลเข้าไปใหญ่ ก่อนจะหันกลับมามองเชือกที่หย่อนลงไปพร้อมกับภาวนาในใจไม่ให้เออร์วินเป็นอะไร
ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ที่เออร์วินลงไปในหลุมพร้อมกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้น เรเวนก็เฝ้าอยู่ข้างปากหลุมไม่ไปไหนความจริงเธอปรารถนาจะลงไปหาค้นเขาในหลุม แต่บารอนเอเดรียนได้บอกให้เธอรออยู่ตรงนี้เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างล่างนั่น และมันอาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากถ้าต้องไปช่วยเธออีกคน ซึ่งจากการสันนิษฐานของบารอนเอเดรียนคาดว่าน่าจะเป็นรังของตัวอะไรสักอย่าง จากนั้นก็มีอัศวินตามมาสมทบเรื่อยๆ พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ได้รับคำสั่งให้พยายามค้นหาผู้รอดชีวิตจากหลุมนี่ ทว่าการค้นหาก็ไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่เพราะหลุมนี้ไม่เพียงแต่กว้างแถมยังลึกเป็นอย่างมากพอเริ่มมีการสำรวจลงไปก็พบว่าตามผนังมันเต็มไปด้วยอุโมงค์แยกย่อยมากมาย ลาวครั้งยังพบเห็นร่องรอยของหนูยักษ์วิ่งไปมาในอุโมงค์แม้ว่าบารอนเอเดรียนจะห้ามตามเธอไว้ แต่ด้วยความเป็นห่วงเรเวนจึงใช้เวทย์ประจำตระกูลของเธอเคลื่อนย้ายไปตามจุดต่างๆ แต่ก็ไม่พบอะไรเลยนอกจากหนูยักษ์ที่วิ่งอยู่ในอุโมงค์ หนูยักษ์พวกนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปหมด ด้านปริมาณก็นับว่าเป็นความยุ่งยากแล้วแต่พิษที่เกิดจากถูกพวกมันกัดนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นความยุ่งยากแบบทวีคูณ ทำให้การค้นหาเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะไม่สามารถทำเมินเฉยหนูยักษ์เหล่านี้ได้
การค้นหาดำเนินต่อไปจนกระทั่งไม่มีคำสั่งให้ไปเรียกตัวลิลลี่ที่เป็นแค่อัศวินฝึกหัดมาช่วยในการค้นหา
“พอบอกทิศทางได้ไหมว่ากลิ่นเลือดที่ว่ามันมาจากตรงไหน”
ลิลลี่พยักหน้าเธอไม่นึกเลยว่าปัญหาเรื่องเพื่อนของเธอถูกลักพาตัวได้รับการแก้ไข ต่อมากับเป็นเจ้าชายโรคจิตเสียเองที่หายตัวไป ทั้งที่เมื่อคืนเธอยังสนุกสุดเหวี่ยงและของกินแสนอร่อยอยู่กับเพื่อนสนิทและเพื่อนใหม่อย่างเนียแท้ๆ
ขณะที่เรเวนกำลังยืนคุยกันก็มีอะไรบางอย่างพุ่งขึ้นมาจากหลุมลงมายืนข้างๆ เรเวน พอหันไปมองก็พบกับบารอนเอเดรียนที่ตอนนี้เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นและดิน เรเวนถามเขาว่า
“ท่านบารอนเจอร่องรอยอะไรบ้างไหมคะ”
บารอนเอเดรียนสายหน้าช้าๆ ก่อนจะพูดว่า
“ไม่เจอเลยในหลุมหนี้เต็มไปด้วยรูมากมายเต็มไปหมด แล้วก็มีรูเชื่อมถึงกันด้วยแต่อย่างน้อยก็ยังเดาได้ว่าเจ้าชายยังมีชีวิตอยู่ เพราะไม่อย่างนั้นคงพบร่างของทั้งสองคนแล้ว แต่ถ้าเจ้าชายเดินเข้าไปในรูพวกนี้จริงๆ พวกเราคงได้เจอปัญหาใหญ่แล้วล่ะเพราะรูเหล่านี้มันเชื่อมถึงกัน นั่นแปลว่าการค้นหาของพวกเรามันจะยุ่งยากยิ่งกว่าเดิม เพราะถ้าค้นหาไม่ระวังแทนที่จะได้เจอตัวเจ้าชายคนของเราอาจจะหลงอยู่ในนั้นแทน”
เรเวนที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวลก่อนจะหันไปถามลิลลี่ว่า
“ถ้าเป็นตามที่เขาพูดเธอตามกลิ่นเขาได้ไหม”
ลิลลี่พยักหน้าก่อนจะตอบว่า
“ได้อยู่ค่ะแต่ปัญหาก็คือในอุโมงค์นี้ไม่เพียงมีกลิ่นคาวเลือดแต่ยังมีกลิ่นสาบเต็มไปหมด ทำให้ได้กลิ่นของเจ้าชายโรคจิตไม่ชัด”
เรเวนจึงหันไปถามบารอนว่า
“แล้วทำไมไม่เชิญคุณโทมัสมาช่วยทำนายล่ะคะ”
บารอนเอเดรียนก็ตอบว่า
“กับเรื่องนี้ก็คิดอยู่เหมือนกันครับและให้คนไปตามเขามาแล้ว”
เรเวนพยักหน้า
โซอี้หญิงสาวที่มีร่างกายพิการทั้งคืนนี้เธอนอนแทบไม่หลับ เพราะรอคอยการกลับมาของเรเวนด้วยความกังวล ส่วนรายละเอียดและเรื่องราวทั้งหมดนั้นเธอได้รับรู้มาจากเดซี่และลูซี่ที่มาอยู่กับเธอ เมื่อวานนี้เออร์วินกับเรเวนก็ออกไปทำธุระตั้งแต่เช้าเหมือนเช่นปกติทุกวัน เพียงแต่ว่าวันนั้นตอนเย็นเขากลับมาเล่นหมากล้อมกับเจ้าหญิงเรเชลแล้วก็ออกไปทำธุระอีก แล้วก็ยังไม่มีวี่แววของทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย
การที่ทั้งสองคนจนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมาทำให้เธอมั่นใจว่าจะต้องมีปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้นอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็สร้างความกังวลใจให้กับทั้งเธอและสองพี่น้อง โดยเฉพาะสถานการณ์ในตอนนี้ที่มีอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ในเมือง แม้เธอจะไม่เข้าใจถึงแผนการทั้งหมดแต่พอเข้าใจได้ว่าเรื่องเหล่านี้จะให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์นั้นรู้ไม่ได้เป็นอันขาด
ทว่าขณะที่เธอกำลังรอคอยการกลับมาของทั้งสองคนด้วยความกังวลใจ อยู่ๆ หัวหน้าสาวใช้ลาน่าก็มาให้แจ้งให้เธอไปพบกับองค์ราชินี และเมื่อเธอมาพบตามที่อีกฝ่ายบอกกลับพบว่าตอนนี้มีลูซี่กับเดซี่รออยู่ก่อนแล้ว
เดซี่กับลูซี่หันมามองโซอี้ดูจากสีหน้าพวกเธอแล้วก็บ่งบอกได้ว่าคงจะตกใจไม่น้อยที่เห็นโซอี้มาอยู่ที่นี่ด้วย
ราชินีเอลิเซียกำลังดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ดูไม่ทุกข์ร้อนเลยสักนิดกับการหายตัวไปของลูกชาย ถ้าไม่ใช่ว่าพวกเธอต่างก็เคยพบปะกับองค์ราชินีมาก่อน ทำให้รู้ว่าเธอคนนี้รักและเอ็นดูลูกชายของเธอมากขนาดไหนถึงแม้ใครต่อใครจะพากันตั้งฉายาลับหลังว่าเจ้าชายขยะเพราะพลังเวทย์ที่เขามีก็ตาม
โซอี้เดินเข้ามาตั้งท่าจะถอนสายบัวแต่ลาน่าได้ห้ามไว้พร้อมทั้งบอกว่า
“ไม่เป็นไรหรอกองค์ราชินีเข้าใจเธอดี”
โซอี้พยักหน้าขอบคุณแล้วก็ยืนรออยู่อย่างนั้น ทั้งโซอี้ลูซี่และเดซี่ต่างก็ยืนรอองค์ราชินีดื่มชาด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ โดยเฉพาะโซอี้ที่เข้าใจชัดเจนว่าทั้งเออร์วินและเรเวนไม่ได้กลับมาตั้งแต่เมื่อคืน และนั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกกังวลเพราะการที่เธอได้เข้ามาอยู่ในปราสาทได้ศึกษาหาความรู้จนเหมือนกับมีชีวิตใหม่ แม้ว่าเขายังไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะทำให้เธอกลับมาเดินได้ แต่สำหรับเธอชีวิตแบบนี้ก็ดีเกินพอแล้วไม่คิดจะเรียกร้องอะไรอีก แต่การที่เออร์วินไม่ได้อยู่ในตอนนี้ทำให้โซอี้อดกังวลไม่ได้
เดซี่ที่เหมือนจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ก็รู้สึกกังวลไม่แพ้กัน ขณะที่พวกเธอกำลังยืนรออยู่เงียบๆ ราชินีเอลิเซียก็ดื่มชาโดยมีลาน่าคอยปรนนิบัติ จนในที่สุดราชินีเอลิเซียก็วางถ้วยชาลงแล้วหันมายิ้มให้กับพวกเธอ
“ตอนนี้อยู่กันเท่านี้เองหรอจ๊ะน่าเสียดายนะที่ไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้า ฉันเองก็ว่าจะพูดเรื่องนี้กับหนูเรเวนกับหนูลิลลี่เช่นกันจ๊ะ แต่ดูแล้วพูดกับแค่พูดเธอก็คงพอแล้วมั้ง”
การที่ได้ยินองค์ราชินีพูดเช่นนั้นยิ่งทำให้พวกเธอรู้สึกสงสัยหนักกว่าเก่า ราชินีเอลิเซียก็ยังคงพูดพร้อมรอยยิ้มว่า
“ข้อแรกที่ฉันเรียกพวกเธอมาคุยด้วยนั้นก็เพื่อต้องการจะบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเออร์วินของฉันหรอกนะ เด็กคนนั้นร้ายกว่าที่พวกเธอคิดเยอะถึงฉันจะไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา แต่ฉันก็มั่นใจว่าเขาจะต้องเอาตัวรอดได้แน่นอนจ้ะ ดังนั้นพวกเธอทำตัวตามสบายกันเถอะนะไม่ต้องกังวลนะจ๊ะเดี๋ยวเขาก็กลับมาแหละ”
ทั้งโซอี้ ลูซี่และเดซี่ต่างก็ทำหน้างง แม้พวกเธอจะพอมั่นใจในความสามารถของเออร์วินแต่ก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะมีความสามารถมากถึงขนาดนี้ ราชินีเอลิเซียก็พูดต่ออีกว่า
“ส่วนข้อที่สองก็สำคัญไม่แพ้กันหรอกนะจ๊ะ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับพวกศาสนจักรพวกเธอไม่ต้องกังวลหรอกนะโดยเฉพาะหนูลูซี่เดซี่และลิลลี่ ตราบใดที่ฉันยังอยู่ตรงนี้ขอรับรองเลยว่าจะไม่มีใครมาทำอะไรพวกเธอได้แน่นอน”
ลูซี่ยิ่งทำหน้าไม่เข้าใจในขณะที่เดซี่ก็ไม่ค่อยเชื่อถือในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเท่าไหร่นัก แต่ในใจเธอกลับรู้สึกตื้นตันไม่น้อยสำหรับไมตรีที่องค์ราชินีผู้นี้มอบให้ เดซี่เคยศึกษาข้อมูลจนพอรู้ว่าเผ่ามารอย่างพวกเธอนั้นจัดเป็นศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับทุกเผ่าพันธุ์ในทวีปอาร์เคนัส อย่าว่าแต่เมืองเล็กๆ เมืองนี้เลย ต่อให้เป็นอาณาจักรใหญ่ถ้ามีความเกี่ยวข้องกับเผ่ามารไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม มันแค่เพียงพอให้กับการถูกลบให้หายไปในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนด้วยอำนาจของศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์ลูซี่เดซี่และโซอี้ต่างก็พากันถอนสายบัวกล่าวขอบคุณ แต่เดซี่กลับพูดว่า
“คือว่าหนูรู้สึกขอบพระทัยในน้ำพระทัยของฝ่าบาทเป็นอย่างยิ่งเพคะ แต่ว่าถ้าการช่วยเหลือพวกหม่อมฉันอาจจะทำให้เมืองที่เจ้าชายกำลังปฏิรูปอยู่นี้ต้องพบกับความพินาศหม่อมฉันคิดว่า…”
เดซี่พูดยังไม่ทันจบองค์ราชินีเรียกชื่อเธอเป็นการตัดบท
“หนูเดซี่จ๊ะ” ก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาเดซี่ ตัวเดซี่ที่รู้ว่าอีกฝ่ายเดินมาหาก็ก้มหน้าด้วยความกังวล เธอไม่รู้ว่าการที่เธอพูดจาเช่นนั้นอีกฝ่ายจะไม่พอใจเพราะเหมือนเป็นการปฏิเสธน้ำใจเธอหรือไม่ ทว่าสองแก้มของเธอก็ถูกมือคู่งามประกบให้เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีน้ำตาลขององค์ราชินี
เดิมทีเธอก็รู้สึกอยู่แล้วว่าองค์ราชินีนั้นเป็นผู้หญิงที่งดงามมาก ซึ่งความงามของเธอก็ส่งต่อมาให้ทั้งเจ้าหญิงและเจ้าชาย เพราะไม่ว่าจะทางเจ้าหญิงลิลิธที่มีแต่คนพูดว่านับวันยิ่งมีพระสิริโฉมงดงามขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่อยู่ยิ่งโตก็ยิ่งคล้ายกับองค์ราชินีผู้เป็นมารดา ส่วนเจ้าชายเออร์วินก็ไม่แพ้กันทั้งที่เป็นเด็กผู้ชายแท้ๆ แต่ใบหน้าของเขาไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นเด็กผู้หญิงชัดๆ ชนิดที่ว่าถ้าให้เขาแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายของผู้หญิงแล้วบอกว่าเป็นเจ้าหญิงก็ย่อมมีคนเชื่อ
แต่มาวันนี้เมื่อเธอได้พบกับใบหน้าขององค์ราชินีเดซี่ก็พบว่าความงามของเธอมันเป็นเสมือนมนต์สะกดที่ชวนให้หลงใหลจนแทบอยากจะต้านทาน ราชินีเอลิเซียยิ้มอย่างอ่อนหวานให้เธอแล้วพูดว่า
“ฉันดีใจนะที่หนูเป็นห่วงแต่ว่าฉันพูดจริงนะจ๊ะว่าฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรพวกเธอได้เด็ดขาดดังนั้นขอให้เชื่อใจกันหน่อยนะจ๊ะ นะหนูเดซี่”
ราชินีเอลิเซียยิ้มกว้างด้วยใบหน้าที่สดใสแต่สำหรับเดซี่กลับรู้สึกเหมือนได้เห็นดวงตะวันท่ามกลางหมู่เมฆ เธอรับคำไปอย่างเหม่อลอยว่า
“พะเพคะองค์ราชินี”
ราชินีเอลิเซียก็ทำหน้างอนพูดว่า
“แหมดูเธอเรียกเข้าสิทำเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ ทั้งที่ในอนาคตพวกเธออาจจะต้องเรียกฉันว่าท่านแม่ด้วยซ้ำ”
“ “ “เอ๊ะ?” ” ” ทั้งลูซี่ เดซี่และโซอี้ต่างก็อุทานออกมาอย่างพร้อมเพียง
ราชินีเอลิเซียมที่เห็นปฏิกิริยาของพวกเธอก็ปล่อยมือจากสองแก้มของเดซี่แล้วหัวเราะคิกไปออกมา
“คิกๆ ดูพวกเธอสิ มึนงงกันใหญ่เอาเถอะพวกเธอจะไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร แต่ฉันมั่นใจว่าพวกเธอจะต้องหลงเสน่ห์เออร์วินของชั้นอย่างแน่นอน ไม่สิไม่ใช่แค่พวกเธอแม้แต่ผู้หญิงคนนั้นก็คงไม่รอด”
หลังจากที่ราชินีเอลิเซียพูดจบก็สังเกตปฏิกิริยาของทั้ง 3 คนด้วยความสนุกสนาน ลูซี่ที่ดูแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ส่วนโซอี้นั้นเหมือนจะเข้าใจแต่เธอดูจะไม่ค่อยเชื่อนัก ในขณะที่เดซี่นั้นออกอาการอย่างเห็นได้ชัด เธอหน้าแดงเอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดอะไรออกมา ราชินีเอลิเซียที่เมื่อได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาของเดซี่ก็ยิ้มแล้วพูดแซวเธอว่า
“อะไรกันนอกจากหนูเรเวนแล้วตอนนี้ก็มีหนูเดซี่อีกคนเหรอจ๊ะที่ตกบ่วงเสน่ห์ของลูกชายฉัน แหมเด็กคนนั้นนี่ก็ร้ายจริงๆ เลยนะจ๊ะ”
เดซี่ที่ได้ยินคำหยอกล้อก็หน้าแดงหนักกว่าเก่าหางของเธอส่ายไปมาไม่หยุดเธอรีบพูดตะกุกตะกักว่า
“มะมะมะ ไม่ใช่นะเพคะองค์ราชินีคะคะคือว่านี่มันก็แค่…” เดซี่พูดได้เพียงเท่านี้แล้วก็พูดอะไรไม่ออกอีก กลับเป็นราชินีเอลิเซียที่กอดอกแล้วก็ใช้มืออีกข้างบางปากของเธอไหมเราก็หัวเราะออกมา
“โฮะ โฮะ โฮะ ไม่ต้องอายไปหรอกจ๊ะหนูเดซี่ ป้าก็บอกแล้วนี่จ๊ะว่าลูกชายของป้านั้นเป็นคนเสน่ห์แรง แต่หนูอาจจะต้องทำใจหน่อยนะเพราะว่าเด็กคนนั้นมีคู่หมั้นแล้ว ตำแหน่งภรรยาเอกคงต้องยกให้คนอื่นเสียแล้วล่ะ แต่หนูไม่ต้องกังวลไปหรอกนะจ๊ะป้าจะไม่ยอมให้คู่หมั้นของเขามารังแกหนูเด็ดขาด เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนอย่าลืมคลอดลูกมาให้ป้าอุ้มเยอะๆ นะจ๊ะหนูเดซี่”
เดซี่ที่เมื่อได้ยินนั้นก็รู้สึกเหมือนวิญญาณจะออกจากร่าง รู้สึกอายจนควันออกหูเอาแต่ยืนนิ่งปากทวนคำอย่างไร้วิญญาณว่า
“คะคลอดลูก…”
เมื่อได้เห็นอาการของน้องสาวเช่นนี้ลูซี่ก็เหมือนจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้ จึงหันมามองน้องสาวด้วยความสนอกสนใจเพราะเธอไม่นึกเลยว่า น้องสาวที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาสามพี่น้องคนนี้จะเลิกแอบมีความรักแล้ว แถมคนที่น้องสาวคนนี้แอบรักก็เป็นเจ้าชายที่ช่วยเหลือพวกเธอทั้งยังดีกับพวกเธอมาโดยตลอด
ส่วนโซอี้นั้นก็ทำหน้าตื่นเต้นเมื่อเดาความรู้สึกของเดซี่ออก
ภายในอุโมงค์ใต้ดินซึ่งมีเพียงแค่แสงสว่างจากคบเพลิงที่ทำให้พอมองเห็นสภาพภายในอุโมงค์ได้ เออร์วินตอนนี้ในมือถือปืนลูกโม่กระบอกหนึ่งกำลังทำการรีโหลดกระสุนใหม่ ด้านข้างของเขามีร่างของคาทาริน่าที่ถูกจับมัดกำลังนอนกับพื้น รอบๆ บริเวณนั้นเต็มไปด้วยซากหนูยักษ์
“ให้ตายสิครับมากันไม่หยุดเลยจริงๆ นะ” เออร์วินพูดขึ้นก่อนจะพูดต่อว่า “ความจริงก็อยากให้พวกนี้จบชีวิตของคุณอยู่หรอกนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่าแบบนี้มันออกจะไม่สมกับศักดิ์ศรีของอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างคุณ ดังนั้นผมต้องหาเจ้าของรังนี้ให้เจอนี่ผมทำแบบนี้ก็เพื่อคุณเลยนะครับคุณคาทาริน่า”
คาทาริน่าถลึงตามองอีกฝ่ายเธอไม่เข้าใจว่าไอ้กายให้เธอถูกเจ้าของรังนี้สังหารมันเป็นการให้เกียรติยังไง เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เวลาผ่านมานานเท่าไหร่ เพราะในสายตาเธอไม่ว่าจะทางไหนในอุโมงค์มันก็เหมือนกันทั้งหมดแหละ จะมีตรงบ้างขึ้นบ้างและลงบ้างก็มี แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอสงสัยก็คือทุกครั้งที่เจอทางแยกเออวิ่งจะหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา มันเป็นโลหะลักษณะคล้ายซ่อมแต่มีสองขา เออร์วินจะเคาะโลหะนั้นจนเกิดเสียงจากนั้นเขาก็หลับตาอยู่อย่างนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มลากเธอไปทางหนึ่ง ขณะที่ถูกลากนั้นเธอก็พยายามเพ่งสมาธิไปที่กระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเธอสัมผัสถึงมันได้ตั้งแต่ทันทีที่รู้สึกตัว พบว่าของหลายอย่างบนตัวเธอไม่เหลือเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เว้นแต่กระดาษแผ่นนั้นที่ยังคงอยู่ซึ่งเธอเก็บซ่อนมันไว้อย่างดีในช่องลับบนเสื้อของเธอ และมันก็คือไพ่ใบสำคัญและยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกล้นร้านกับสถานการณ์ในตอนนี้ เพียงแต่ว่าการจะให้มันได้ในสภาพที่ถูกมัดนั้นเธอต้องการเวลามากกว่านี้
เออร์วินเองก็เหมือนจะไม่สังเกตเห็นกระดาษแผ่นนี้และยังไม่รู้ถึงความคิดของเธอ เพราะเขาเอาแต่ลากเธอไปและให้ความสำคัญกับเส้นทางการเดิน