Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 479 การเคลื่อนไหวของเผ่าราตรีสีขาว

การเคลื่อนไหวของเผ่าราตรีสีขาว

 

            การฟื้นฟูของดินแดนหลังจากการทำพิธีชำระวิญญาณนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้กัสสงสัยเป็นอย่างมาก เขาร่วมมือกับแองจี้และทุกคน ตรวจสอบและคิดวิเคราะห์มันทุกวิถีทาง

            แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้คำตอบ หรืออันที่จริงควรจะพูดว่าพวกเขาไม่กล้าเชื่อในคำตอบที่ได้รับน่าจะถูกต้องกว่า

            ในความเป็นจริงนับจากเกิดหายนะครั้งที่สองขึ้น มันก็มีทฤษฎีต่างๆ เกิดขึ้นในหมู่วิศวกรรมมนตราแล้ว อีกทั้งยังมีข้อมูลมากมายที่ถูกถกเถียงกันในกลุ่มผู้มีความรู้ภายในทวีปที่ใช้งานระบบโลกวิญญาณของตระกูลอันดูวเดธในการสื่อสาร

            ด้วยเหตุนี้ข้อมูลและความเป็นไปได้ในรูปแบบต่างๆ จึงมีอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก ซึ่งแองจี้สามารถเข้าไปตรวจสอบและนำมันมาวิเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย

            แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นกลับนำมาซึ่งคำตอบที่ยากจะเชื่อได้มากที่สุดคำตอบหนึ่งนั่นก็คือ ‘ดันเจี้ยนทำงานได้ด้วยพลังปีศาจ’ นี่คือคำตอบที่ทำให้ทุกคนยากจะยอมรับได้

            ทว่ามันก็สมเหตุสมผลมากที่สุดเพราะก่อนจะเกิดหายนะขึ้นกับดันเจี้ยน มันมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในอาณาจักรปีศาจจนทำให้อาณาเขตของอาณาจักรปีศาจหดตัวลง จนส่งผลให้พลังปีศาจสูญสลายไป

            แต่เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ มันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกสับสนขึ้นมาเพราะผลลัพธ์จากการศึกษาพลังปีศาจมานานนับร้อยปีนั้น บอกให้รู้ว่าพลังปีศาจเกิดขึ้นมาจากพลังด้านลบของมนุษย์

            ซึ่งนั้นก็หมายความว่าดันเจี้ยนนั้นทำงานได้ด้วยพลังด้านลบของมนุษย์ก็คงไม่ผิด มันจึงกลายเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับขึ้นมาได้เพราะมีหลายปัจจัย

            นอกจากนั้นมันก็ยังมีเหตุผลมากมายที่ทำให้คำตอบนี้กลายเป็นคำตอบที่ยากจะยอมรับเพราะถ้าหากคำตอบนี้ได้รับการยอมรับ มันจะนำไปสู่การทดลองต่างๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อบ่มเพาะพลังด้านลบเพื่อทดสอบสมมติฐานนี้

            ในความเป็นจริงแม้ว่าคำตอบนี้จะไม่ได้รับการยอมรับมันก็ทำให้เกิดการทดลองที่ว่ามามากต่อมาก เพียงแต่ไม่เคยมีใครทดลองแล้วประสบผลสำเร็จก็เท่านั้น

            ด้วยเหตุนี้สิ่งที่กัสได้รับจากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จึงทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่ยากจะยอมรับได้

            ไม่ใช่แค่กัสที่คิดแบบนี้ แองจี้เองก็ยังลังเลใจที่จะเปิดเผยผลลัพธ์นี้ออกมาเพราะคำตอบที่ได้มันบอกให้เธอรู้ว่า เหตุผลที่ทำให้ดันเจี้ยนฟื้นฟูขึ้นมาได้นั้น เป็นเพราะพลังด้านลบที่ถูกชำระล้างของทาสแรงงานกว่า 5 หมื่นคน

            คำตอบนี้เป็นคำตอบที่ยากจะยอมรับเพราะถ้ายอมรับ กัสก็อดคิดไม่ได้ว่าหากมีคนรู้เรื่องนี้แล้วรวบรวมคนมาทรมานภายในดันเจี้ยนเพื่อสะสมพลังด้านลบก่อนจะทำการชำระล้างมันจะเกิดอะไรขึ้น

            สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายเกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้เพราะการทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานซึ่งทำให้มนุษย์ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป

            “แองจี้..ปิดเรื่องนี้เอาไว้ อย่าได้เปิดเผยให้ใครรู้เด็ดขาด..”

            “ค่ะท่านกัส..ข้าสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยมันออกไปโดยเด็ดขาด!!”

            กัสพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกที่ยากจะยอมรับอยู่บ้าง ก่อนที่เวลาจะผ่านไปเลย การทำพิธีชำระวิญญาณครั้งที่สองก็เริ่มต้น ผลลัพธ์แบบเดียวกันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง มันมีการฟื้นฟูเกิดขึ้นในดินแดนและทำให้เขาได้รับทรัพยากรจำนวนมาก

            ผลลัพธ์นี้แม้จะน่าพึงพอใจ แต่กัสกลับไม่รู้สึกมีความสุขเลยสักนิดเพราะสิ่งที่เขาได้มานั้น มันได้มาจากความรู้สึกโกรธแค้นชิงชังที่ทาสแรงงานมีต่อเขา

            ‘ดูเหมือนว่าสิ่งที่ข้าคิดจะเป็นเรื่องจริงสินะ..ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมดินแดนถึงได้ฟื้นฟูกลับคืนมาอีกครั้งแบบนี้ละ’

            กัสถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เขามองดูผลผลิตจำนวนมากที่เก็บเกี่ยวมาจากดินแดนของโกลเด้นเทล มองดูผลตอบแทนอันหอมหวานที่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นน่าขยะแขยงขึ้นมาในความรู้สึกของเขา ก่อนจะเขาจะตัดสินใจส่งผลผลิตพวกนี้ออกไปเพื่อขายแทนที่จะใช้เอง

            หลังจากรู้ว่าของพวกนี้ได้มาจากความคับแค้นใจที่ทาสแรงงานมีต่อเขา กัสก็กินมันไม่ลง

            แต่จะทิ้งเขาก็ทำไม่ได้เช่นกันเพราะในช่วงเวลาแห่งหายนะที่อาหารขาดแคลนอย่างหนักนี้ ผลผลิตจำนวนมากนี้เพียงพอต่อการต่อชีวิตของผู้คนอีกหลายหมื่นคน

            ‘หากเจ้ารู้สึกแย่ เช่นนั้นก็นำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากเถอะ..แบบนี้เจ้าน่าจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง’

            คำแนะนำจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ทำให้อารมณ์ของกัสดีขึ้นมาก เขาตอบรับข้อเสนอนี้และตัดสินใจใช้เงินที่ได้จากการขายผลผลิตชุดนี้ไปกับการกุศลแทนที่จะใช้ประโยชน์ส่วนตัว

            บลูอายที่สัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของกัสนั้นไม่ปฏิเสธข้อเสนอนี้เลย คริสตัลเองก็ยอมรับมันได้เช่นกันแม้เธอจะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้ก็ตาม

            แต่ด้วยความรู้สึกที่ผูกพันของสามีภรรยา เธอพอจะรู้ว่ากัสไม่อยากเก็บเงินที่ได้จากการขายผลผลิตพวกนี้เอาไว้ เธอจึงให้การสนับสนุน

            เมื่อภรรยาทั้งสองตอบรับคำขอโดยไม่ถามอะไร กัสก็ยิ้มออกมา ก่อนจะดึงพวกเธอเข้ามากอดแน่นด้วยความขอบคุณ

            หลังจากนั้นกิจการทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น พิธีชำระวิญญาณยังคงดำเนินต่อไปในทุกๆ อาทิตย์

            ยิ่งพิธีเกิดขึ้นบ่อยเท่าไหร่ กัสก็ยิ่งสบายใจมากขึ้นเท่านั้นเพราะเขาพบว่าบรรยากาศภายในดินแดนของโกลเด้นเทลนั้นดีขึ้นทุกครั้ง

            โดยเฉพาะสิ่งที่เหนือความคาดหมายของเขาที่สุดอย่างการเกิดของ ‘สาวก’ ที่ศรัทธาในวิหารเทพจริงแท้เพราะได้สัมผัสกับความสุขอันเที่ยงแท้ที่เกิดจากความสงบของจิตใจ

            เมื่อมีสาวกเกิดขึ้นมา สกายเบรดก็ขอให้กัสสร้างวิหารเทพจริงแท้ขนาดเล็กเพื่อเผยแพร่คำสั่งสอนของเทพจริงแท้ที่เป็นต้นกำเนิดของวิหารเทพจริงแท้

            ทั้งหมดนี้ที่เธอทำไปก็เพื่อชักนำทาสแรงงานเหล่านี้สู่เส้นทางแห่งความบริสุทธิ์ เพื่อให้จิตวิญญาณของพวกมันได้รับการชำระล้างและสลัดความโกรธแค้นชิงชังที่มีต่อกัสทิ้ง

            ผลลัพธ์นี้ไม่นับว่าเลวร้าย จำนวนสาวกในตอนที่เริ่มต้นมีเพียงไม่กี่สิบคน แต่มันก็เพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ ซึ่งทำให้กัสรู้สึกดีขึ้นมากที่เขาได้ประโยชน์จากพิธีชำระวิญญาณ

            เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็พอจะมองว่ามันเป็นวิธีรักษาได้ จึงทำให้เขาสบายใจขึ้นมาก ยิ่งมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากเหล่าบุปผาสวรรค์ที่ค่อยๆ ฟื้นฟูชีวิตชีวากลับคืนมา เขาก็ยิ่งยอมรับมันได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

            นานวันเข้าเขาก็ยอมรับมันได้ง่ายขึ้น จนถึงจุดหนึ่งเขาก็สามารถสลัดความรู้สึกที่เลวร้ายออกไปจากใจได้ในที่สุดและได้สัมผัสกับความรู้สึกสงบสุขที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

            แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ข่าวที่ทำให้หัวใจที่สงบนิ่งมานานเดือดพล่านขึ้นมาด้วยความโกรธแค้นก็เกิดขึ้น

            “เจ้าว่าอะไรนะ!! คริสตัลบาดเจ็บ!!”

            กัสตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องฝึก ตรงไปยังบ้านของเขาเพื่อพบกับคริสตัลในทันที

            แต่เมื่อไปถึงบ้านหัวใจที่ร้อนรนของเขาก็สงบลงอย่างช้าๆ เมื่อเห็นสภาพของคริสตัลที่ยังเป็นปกติดี เธอยังสามารถยิ้มหวานให้กับเขาได้ในตอนที่พวกเขาสบตากัน

            “เกิดอะไรขึ้น..ข้าได้ยินว่าเจ้าบาดเจ็บ”

            กัสถามออกมาด้วยความเป็นห่วง ขณะที่เดินเข้าไปใกล้และใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบร่างกายของคริสตัลโดยละเอียดและได้รับรอยยิ้มที่อ่อนหวานเป็นการตอบแทน

            “ข้าไม่เป็นอะไรแล้วค่ะท่านกัส บาดแผลที่ได้เป็นแค่รอยข่วนเท่านั้นเอง”

            พูดแล้วคริสตัลก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเผยท่อนแขนที่มีรอยแผลหลงเหลืออยู่ในสภาพของรอยขีดสีขาวที่ลากยาวตั้งแต่ท้องแขนไปจนถึงข้อศอก

            เมื่อเห็นแผลของคริสตัล สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไป เขาเดินเข้าไปสัมผัสกับแขนของคริสตัลอย่างระมัดระวังจนได้เห็นสภาพของบาดแผลโดยละเอียด

            “แผลจากของคมมีดสินะ..นี่มัน! มีพิษด้วย!!”

            กัสอุทานออกมาด้วยความตกใจ แต่ก็ถูกฝ่ามือที่อ่อนนุ่มของคริสตัลกดมือของเขาเอาไว้ ทำให้หัวใจที่ตื่นตระหนกของเขาสงบลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตระหนักได้ว่าคริสตัลไม่มีอาการของคนถูกพิษแต่อย่างใด

            “ท่านลืมไปแล้วหรือคะท่านกัส..กายหยกของข้ามีความสามารถในการต้านพิษค่ะ! พิษแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังฝึกวิชากายาน้ำแข็ง นอกจากพิษร้อนที่ส่งผลต่อพลังในร่างกายแล้ว ไม่มีพิษชนิดไหนทำร้ายข้าได้หรอกค่ะ!”

            ได้ยินแบบนั้นกัสก็เบาใจ ก่อนจะหันไปหาบลูอายที่ยิ้มฝืนๆ ด้วยความละอายใจเพราะในขณะที่เกิดเรื่องเธอเองก็อยู่กับคริสตัลด้วยและเป็นเพราะเธอมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ช้าเกินไป ทำให้คริสตัลต้องใช้ร่างกายของตัวเองมาปกป้องเธอจากการลอบสังหารในครั้งนี้

            กัสที่ได้ยินคำอธิบายนี้ไม่ได้พูดอะไร นอกจากดึงบลูอายเข้ามากอดและลูบหัวเธอเพื่อปลอบโยน

            “ไม่ต้องคิดมาก เจ้าทำดีที่สุดแล้ว หากไม่ใช่เจ้าไหวตัวทันและส่งสัญญาณข้อความช่วยเหลือออกไปก่อน มีหรือที่พวกเจ้าจะได้รับบาดเจ็บแค่นี้..เจ้าทำได้ดีแล้วอาย”

            บลูอายส่งเสียงครางออกมาเบาๆ เป็นเชิงออดอ้อน ซึ่งทำให้กัสอมยิ้มออกมาก่อนจะหันไปหาคริสตัลและกุมมือของเธอเอาไว้แน่นด้วยความขอบคุณ

            กัสใช้เวลาปลอบภรรยาที่รักของเขาอยู่นานสองนาน กว่าพวกเธอจะสงบลงจากนั้นก็ฝากให้สกายเบรดช่วยดูแลสองสาวและออกไปจากดันเจี้ยนเพื่อไปถามหาความรับผิดชอบจากคนที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นต้นเหตุ

            โดยไม่มีคำว่ารีรอหรือเมตตาใดๆ ทันทีที่กัสออกมาจากดันเจี้ยน เมืองทั้งเมืองก็ปกคลุมไปด้วยจิตสังหารของเขา ก่อนที่เขาจะบินตรงไปยังสมาคมการค้าด้วยความเร็วสูง

            ทันทีที่กัสไปถึง เหล่าตัวแทนกลุ่มขั้วอำนาจก็ราวกับรู้ว่าเขาต้องออกมา พวกมันจึงพร้อมใจกันมารอเขาอยู่ที่สมาคมแต่แรก

            สีหน้าท่าทางของพวกมันนั้นทำให้ความโกรธเกรี้ยวที่เดือดพล่านของกัสสงบลงเล็กน้อย

            “พูดมา!! ฝีมือใคร!!”

            สิ้นคำพูดแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวก็กดทับลงบนร่างกายและจิตใจของตัวแทนทั้งหมด ส่งผลให้ใบหน้าของพวกมันซีดลงอย่างรวดเร็ว เนื้อตัวสั่นสะท้านราวกับป่วยไข้ก่อนจะทรุดตัวลงอย่างไม่อาจต่อต้าน

            “พ..พวกเราไม่ทราบ! พวกเราไม่ทราบจริงๆ ท่านกัสโทนีย่า!!”

            “ว่าไงนะ!! เจ้าจะบอกว่าพวกเจ้าไม่รู้งั้นหรือ!! หรือว่าพวกเจ้าลืมไปแล้วว่าข้าเคยเตือนเอาไว้ว่ายังไง!!”

            ทันทีที่พูดถึงคำเตือน ใบหน้าที่ซีดขาวของกลุ่มตัวแทนก็ยิ่งซีดลงไปอีก ร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจนแทบจะหมดสติไป

            แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นตัวแทนกลุ่มเหล่านี้ก็ยังมีสติมากพอที่จะใช้คำพูดเพื่อหาทางออกให้กับพวกมันอยู่บ้าง

            “ข้าพูดความจริงนะครับท่านกัสโทนีย่า!! พวกเราไม่รู้จริงๆ ไม่ได้เป็นฝีมือของพวกเราแน่นอน!!”

            “หลักฐานละ..ไหนละหลักฐาน!!!”

            ใบหน้าของตัวแทนกลายเป็นขมขื่น มันแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาอยู่แล้ว ร่างกายเองก็สั่นเทาไม่หยุด สติก็เกือบจะหลุดลอยไปเพราะจิตสังหารที่น่าสะพรึงกลัวของกัส

            ทว่าพวกมันก็ยังฝืนใจรักษาสติเส้นใยสุดท้ายเอาไว้เพราะพวกมันรู้ดีว่าหากไม่มีเหตุผลที่กัสยอมรับได้ละก็ ชีวิตของพวกมันต้องจบลงในวันนี้แน่นอน

            “พ..พวกเราไม่มีหลักฐาน..ต..แต่ว่า!! พวกเรามีเหตุผลที่จะไม่ทำเช่นนั้นอยู่!!!”

            ดวงตาของกัสหรี่ลงเล็กน้อย ความคิดไหลเวียนอยู่ในจิตใจ ก่อนจะตอบรับพวกมันออกไปคำหนึ่งซึ่งทำให้บรรยากาศของพวกมันผ่อนคลายลงหลายส่วน

            “พูด!!”

            “เหตุผลก็คือ พวกเราไม่มีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น!! ตอนนี้พวกเรามอบทุกอย่างให้ท่านไปแล้ว พวกเราไม่มีพลังจะต่อต้านท่านแล้ว!! แล้วพวกเราจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องยั่วโทสะของท่านอีก!! พวกเราไม่ใช่คนโง่นะ ทำแบบนี้มันมีแต่จะเสีย!!”

            เหตุผลของเหล่าตัวแทนนี้สมเหตุสมผลมากทีเดียว สมเหตุสมผลจนกัสไม่อาจไม่ยอมรับ ยิ่งพวกมันเคยเจอบทคนพาลของเขาไปด้วยแล้ว พวกมันก็สมควรทราบว่าหากทำให้เขาโกรธขึ้นมาจริงๆ เขาสามารถทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนเหตุและผล

            เมื่อรู้แบบนี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำแบบนี้จริงๆ เพราะไม่ว่าการลอบสังหารจะสำเร็จหรือล้มเหลว ผลลัพธ์ที่พวกมันจะได้รับก็จะมีเพียงอย่างเดียวนั่นคือการรองรับโทสะของกัสซึ่งนั่นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีเลย

            ขอเพียงยังมีสติเหลืออยู่ กัสก็เชื่อว่ากลุ่มตัวแทนพวกนี้ย่อมไม่มีทางทำแบบนั้น อีกอย่างเขาเองก็ไม่ได้บีบคั้นพวกมันจนถึงขีดสุดจนพวกมันต้องยอมสละชีพเพื่อล้างแค้น

            คนเราขอเพียงมีทางออกเหลืออยู่บ้าง ก็ไม่มีใครที่ไหนอยากตายแน่นอน กัสเชื่อแบบนั้นและมั่นใจด้วยว่ามันต้องเป็นแบบนั้น ประสบการณ์ในสงครามหลายร้อยปีของเขาเป็นเครื่องยืนยันชั้นดี

            ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะดีเลิศเพียงได้ ถูกปลุกใจจนไม่กลัวตายยังไง แต่ในท้ายที่สุด วินาทีที่ต้องตาย ไม่ว่าใครก็เหมือนๆ กันและเขาเชื่อว่ากลุ่มขั้วอำนาจเหล่านี้ไม่น่าจะโง่เขลาจนตัดสินใจฆ่าตัวตายไปพร้อมกับกัสทั้งที่โอกาสสำเร็จมันน้อยนิดแบบนี้

            กัสครุ่นคิดด้วยสีหน้าที่เย็นชาจนทำให้หัวใจของกลุ่มตัวแทนสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

        แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่กัสใช้ไปกับการคิด แต่สำหรับพวกมันเวลาเพียงไม่กี่วินาทีนี้แทบจะไม่ต่างจากชั่วนิรันดร์

            “จำเอาไว้..ว่าจะไม่มีครั้งต่อไปอีก!!”

            พูดจบกัสก็บินจากไปในพริบตา ทำให้กลุ่มตัวแทนที่ฝืนใจอดทนต่อแรงกดดันที่น่ากลัวของเขาอยู่นานสองนาน ถึงกับหมดสติไปเกือบครึ่ง อีกครึ่งก็อยู่ในสภาพขาอ่อน

            หลังจากปล่อยกลุ่มตัวแทนไป กัสก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือเมืองแห่งดันเจี้ยนและใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขากวาดไปทั่วพื้นที่

            สัมผัสของเขาตัดผ่านกลุ่มพลังงานที่ทรงอำนาจไปหลายกลุ่มและปะทะกับสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายอยู่หลายครั้ง จนทำให้มีกระแสพลังปะทุขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

            ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่แปลกอะไรเพราะสิ่งที่กัสทำเป็นเรื่องที่เสียมารยาทเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ว่าใครก็ต้องไม่พอใจ

            แต่ทันทีที่พวกครึ่งเทพและเทพอสูรส่งสัมผัสออกมาเผชิญหน้ากับเขาและรู้ว่าเขาคือใคร พวกมันก็พร้อมใจกันถอนตัวกลับไปด้วยความรู้สึกหวาดเกรง

            กัสไม่ได้สนใจปฏิกิริยาตอบสนองพวกนี้เลยสักนิด เขาสนใจเพียงการค้นหากลิ่นอายของพิษที่เขาสัมผัสได้จากบาดแผลของคริสตัล

            หลังจากเสียเวลาค้นหาอยู่นานสองนาน ดวงตาของกัสก็กลายเป็นสีแดงเลือด จากนั้นพริบตาหัวสิงโตนับล้านก็ปรากฏขึ้นเหนือเมืองแห่งดันเจี้ยน

            “ไปลากตัวมันออกมาให้ข้า!!!”

            เสียงคำรามของกัสดังสะท้านเมือง ดังจนทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ในเมืองสั่นสะท้านขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก่อนที่ภาพที่น่ากลัวจะตามมา เมื่อหัวสิงโตนับล้านดิ่งลงไปยังเมืองแห่งดันเจี้ยน

            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนไม่มีใครสามารถตอบสนองได้ทัน เสียงกรีดร้องมากมายดังขึ้นมาจากทั่วทุกหนแห่งและนำมาซึ่งความวุ่นวาย จนทำให้นักรบจากค่ายนักรบถึงกับต้องออกมาหยุดยั้งความวุ่นวายนี้

            ครึ่งเทพนับสิบคนปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในชั่วพริบตา ตามมาด้วยเทพอสูรอีกมากมาย ซึ่งรวมกันแล้วมันมีคนจากทุกตระกูลปรากฏตัวขึ้น

            “เจ้าเด็กบ้า!! นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ!! เจ้าคิดว่าที่นี่มันที่ไหนกัน กล้าดียังไงมาสร้างความวุ่นวายแบบนี้!!”

            เสียงตวาดและแรงกดดันระเบิดออกมาจากครึ่งเทพชราผู้หนึ่งที่มีพลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งทำให้กัสรู้สึกกดดันเล็กน้อยเพราะระดับความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณของอีกฝ่ายนั้น น่ากลัวว่าจะสูงกว่าระดับ 7 ดาว ซึ่งเป็นระดับที่เกินกว่าที่เขาจะสู้ได้ไป 1 ระดับเต็มๆ

            ทว่ากัสก็ไม่ได้สนใจเขาเพียงปรายตามองอีกฝ่ายครั้งหนึ่ง ก็ไม่ได้สนใจอีก

            กิริยาที่ไร้มารยาทนี้ยิ่งกระตุ้นโทสะของครึ่งเทพชราให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก ทว่ามันก็ยังไม่เคลื่อนไหวหรือทำอะไรไปมากกว่าการตวาดออกมาด้วยโทสะและใช้แรงกดดันทางพลังวิญญาณกดดันเขา

            “นี่เจ้า!!”

            “อย่าพูดมากน่าไอ้แก่!! ข้ากำลังยุ่ง!!”

            ใบหน้าของครึ่งเทพชราแดงก่ำขึ้นมาในทันที จิตสังหารของมันระเบิดวูบออกมาจนแทบจะตรงเข้ามาฆ่ากัสทิ้งเสียเดี๋ยวนั้น

            ทว่าพริบตาที่จิตสังหารของมันระเบิดออกมา ดวงตาของกัสก็เย็นเยียบลง ก่อนจะระเบิดจิตสังหารที่น่ากลัวยิ่งกว่าออกมาจนทำให้ใบหน้าของครึ่งเทพชราซีดลงไปชั่วขณะ

            “อย่ามาขวางทางข้า!!”

            พูดจบกัสก็บินออกไปช่วงหนึ่ง จากนั้นยื่นมือออกไปแล้วดึงกลับมา ชั่วพริบตานั้นคนจำนวนหนึ่งก็ถูกหัวสิงโตลากขึ้นมาจากทุกส่วนของเมือง จนลอยมาอยู่เบื้องหน้าขา

            เสียงกรีดร้องของผู้คนที่ถูกลากตัวออกมาดังออกมาไม่ขาดสาย มีเสียงร้องอ้อนวอน เสียงร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว เสียงสบถด้วยความโกรธแค้น มีแม้กระทั่งคนที่หวาดกลัวจนสิ้นสติ

            ทว่ากัสไม่ได้สนใจปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ของพวกมัน เขาเพียงยื่นมือออกไปและคว้าจับลำคอของคนที่อยู่ใกล้มือเขาที่สุดเอาไว้ พร้อมกับเอ่ยปากถามคำถามออกมาประโยคหนึ่ง

            “บอกมา!! ใครเป็นคนส่งเจ้ามา!!”

            “ข..ข้าไม่เข้าใจที่ท่านพูด!! ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ!!”

            เสียงร้องอ้อนวอนยังคงดังออกมาจากปากของบุรุษที่อยู่ในมือกัส ทว่าเขาไม่มีแม้กระทั่งความเมตตา ทันทีที่มันปฏิเสธ พลังวิญญาณสีดำก็แทรกเข้าไปในร่างกายของมันราวกับแมลงจำนวนนับไม่ถ้วน มันชอนไชไปในร่างกายของมัน วิญญาณของมัน ไปจนถึงทุกส่วนของอวัยวะภายใน

            ความเจ็บปวดทรมานนี้ทำให้บุรุษที่อยู่ในมือกัสส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ร่างกายของมันสั่นกระตุกอย่างรุนแรง บิดเกร็งไปหมดทั้งร่าง สติของมันแทบจะแตกสลายไปเพราะการทรมานที่สร้างความเจ็บปวดไปจนถึงดวงวิญญาณ

            ทว่ากัสไม่ยอมปล่อยให้มันสติแตกไปก่อน เขาส่งพลังชำระล้างที่พอเหมาะเข้าไป ชำระล้างความรู้สึกที่แทบจะแตกสลายของมันออกไปและทำให้มันได้สติกลับมาอีกครั้งในสภาพที่น่าซีดขาว

            “พูด..ใครส่งเจ้ามา”

            ใบหน้าของบุรุษที่ถูกทรมานซีดขาวจนปราศจากเลือด ดวงตาของมันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ทว่ามันก็ยังแข็งขืนไม่ยอมตอบ กัสจึงทรมานมันต่อไปไม่หยุด

            หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้งและทำต่อไปจนกว่าจิตวิญญาณของมันจะพังทลายลงอย่างแท้จริง

            การกระทำของกัสนั้นทำให้ครึ่งเทพและเทพอสูรที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเพราะพวกมันไม่เคยเจอใครที่โหดร้ายได้เท่ากับเขามากก่อน

            “ข..ข้าพูดแล้ว..ข้ายอมแล้ว..ข้า..”

            วินาทีที่บุรุษในมือเอ่ยปากพูด สายลมก็โบกพัดผ่านมันไปและทำให้ดวงวิญญาณของมันแตกสลายหายไปในพริบตา

            ไม่เพียงแค่ดวงวิญญาณที่แตกสลาย แม้กระทั่งร่างกายก็กลายเป็นฝุ่นทรายซึ่งทำให้สายตาที่โกรธเกรี้ยวของกัสสงบลง

            “เป็นฝีมือของพวกเจ้าเอง..”

            สิ้นคำพูดกัสก็หันกลับไปมองด้านหลังยังทิศทางที่เป็นต้นกำเนิดของสายลมและได้เห็นบุรุษในชุดคลุมสีขาวที่ลอยอยู่กลางอากาศ

            ดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมนั้นทอประกายสีทองที่เย็นเยือกออกมาชั่วขณะ พร้อมกับจิตสังหารที่เย็นเยือกไม่แพ้กัน

            วินาทีนั้นกัสก็มั่นใจว่ามันคือคนที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีทรมานดวงวิญญาณของคนที่เขาจับมาอีก เขาจึงเชือดพวกมันทิ้งไปจนหมด

            “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะหาพวกเราเจอ..”

            “ข้าก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน หากไม่ใช่ว่าพวกเจ้ากล้าลงมือกับภรรยาของข้า!!”

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน