จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 ขิงแก่ย่อมเผ็ด

            กลางดึกดวงดาวสุกสกาวเต็มท้องฟ้า

            เย่เฉินมาถึงหอหมื่นสมบัติบังเอิญผางต้าไห่กำลังนั่งร้องเพลงดื่มสุราอยู่คนเดียวพอดี

            “ไม่นึกเลยว่าดึกดื่นป่านนี้ยังจะมีคนมาซื้อของ” เมื่อถึงเวลาค้าขาย ผางต้าไห่ก็ลุกขึ้นตาสว่างดูมีชีวิตชีวาเหมือนเช่นเคย

            “ผู้อาวุโสช่างคึกคักเสียจริง”เย่เฉินยิ้ม และนำถุงเก็บของใบหนึ่งยื่นออกไป “ผู้อาวุโสช่วยข้าประเมินดูหน่อยว่าของพวกนี้มีราคาเท่าไร”

            ผางต้าไห่รับถุงเก็บของเปิดออกดูด้านใน และชำเลืองมองเย่เฉิน “ของพวกนี้ปล้นมาจากฉีเฮ่าใช่ไหม!”

            เย่เฉินไอแห้งๆถูปลายจมูกของตนเอง และพยักหน้าเล็กน้อย

            ละสายตากลับไปผางต้าไห่นำลูกคิดออกมาจากอกเสื้อ จากนั้นจึงมองและนับสิ่งของในถุงเก็บของทีละชิ้นๆ

            ในที่สุดเขาก็วางลูกคิดลง ลูบเคราของตนเองอย่างเคร่งขรึมอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว

            “สามหมื่นน้อยเกินไป”เย่เฉินเม้มริมฝีปาก หากไม่ใช่ว่าต้องรีบใช้เงินเขาก็คงจะไม่เอาของวิเศษเหล่านี้มาขาย

            “สามหมื่นหนึ่งพันเพิ่มไม่ได้แล้ว” ผางต้าไห่พูดขึ้นพลางมองไปที่เย่เฉินแต่ใบหน้าของเย่เฉินนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ต้องการจะขาย

            เมื่อเห็นดังนั้นผางต้าไห่ก็ถามอย่างลังเล “สามหมื่นสองเอาไหม”

            “ไม่ขายแล้ว”เย่เฉินหยิบถุงเก็บของกลับมาทันที

            แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับราคาสักเท่าไรแต่ของวิเศษในถุงเก็บของของฉีเฮ่า มีค่ามากกว่าสามหมื่นสองมากนักเพราะในนั้นมีอาวุธวิญญาณที่ไม่ธรรมดาและล้วนแต่มีค่ามากกว่านั้นมาก

            เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังจากไปผางต้าไห่ก็รีบคว้าตัวเย่เฉินไว้ “อย่าเพิ่งไปสิ!ไม่อย่างนั้นจะเอาเท่าไรว่ามา!”

            “ห้าหมื่น”เย่เฉินเสนอราคาออกไป

            “สามหมื่นแปด”ผางต้าไห่ไม่ก็ไม่ธรรมดา เขาก็ต่อรองราคาอย่างมีหวัง

            “ลดให้ท่านสองพันสี่หมื่นแปด”

            “สี่หมื่นเพิ่มไม่ได้แล้ว”

            “ผู้อาวุโสท่านก็เกินไป! สี่หมื่นเจ็ด ราคานี้แล้วกันไม่อย่างนั้น...”

            “ตกลงตามนั้น”ทันใดนั้น ผางต้าไห่ก็พูดขัดคำพูดของเย่เฉินทันที เขายอมตกลงโดยง่าย

            ต่ำแล้วหรือ?

            เย่เฉินกระตุกมุมปากถูกเล่ห์เหลี่ยมของผางต้าไห่คนนี้

            “มาๆสี่หมื่นเจ็ด ไม่มากๆ เจ้าลองนับดู” ผางต้าไห่ยิ้มแย้มแล้วนำถุงเก็บของยัดไว้ในอ้อมแขนของเย่เฉิน เพราะกลัวเย่เฉินจะเปลี่ยนใจ

            เย่เฉินผลักกลับไป“เอาคาถาวิญญาณสวรรค์มาสามแผ่น และคาถาวิถีสวรรค์อีกแผ่น”

            “ถ้าแบบนั้นไม่ได้หรอกยังขาดอีกสามพัน” ผางต้าไห่หยุดนิ่งทันที

            “อย่างนั้นข้าก็ไม่ขายแล้ว”

            “ฮึเจ้าหนุ่มนี่” ผางต้าไห่แทบจะระเบิดขึ้นมา แต่ก็ยังยิ้มกว้าง “แบบนี้แล้วกันเจ้าเพิ่มอีกสองพัน ข้าจะยอมขายให้เจ้าถูกลงสักหนึ่งพันหินวิญญาณ เป็นอย่างไร?”

            “เพิ่มให้ได้มากสุดห้าร้อย”หลังจากถูกหลอกมาแล้วครั้งหนึ่งเย่เฉินจึงเรียนรู้ความฉลาดนั้นและต่อรองกันแทบตายไปข้างหนึ่ง

            “ตกลง”นึกไม่ถึงว่าผางต้าไห่จะยอม

            ดีจริงๆ

            ในใจของเย่เฉินอดไม่ได้ที่จะตบศีรษะตัวเองแรงๆสักสองครั้ง

            สูงอีกแล้วหรือ

            ขิงแก่ย่อมเผ็ดเสมอเย่เฉินพยายามอย่างหนักที่จะต่อราคา แต่เขาก็ยังไม่สามารถจะล้อเล่นกับผางต้าไห่ได้ดูเหมือนว่าการที่ชายชราผู้นี้มาดูแลหอหมื่นสมบัติ น่าจะเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผล

            “คาถาวิญญาณสวรรค์สามแผ่นคาถาวิถีสววรค์อีกแผ่น เอามาให้แล้ว”ในครั้งนี้ผางต้าไห่ได้นำอักขระวิญญาณทั้งสี่แผ่นมาใส่ไว้ในอ้อมแขนของเย่เฉินแล้ว

            จากนั้นชายชราผู้นี้ก็รีบรับถุงเก็บของจากเย่เฉิน

            เย่เฉินนำอักขระวิญญาณทั้งสี่ใส่เข้าไปในถุงเก็บของ“ผู้อาวุโส กลางคืนท่านระวังเดินตกหลุมนะ”

            “ไอ้เจ้าเด็กเวรนี่...”

            อีกด้านหนึ่งผางต้าไห่ยังไม่ทันจะดุ เย่เฉินก็รีบวิ่งออกมาจากหอหมื่นสมบัติก่อนแล้ว

            เมื่อกลับถึงสวนแห่งวิญญาณก็เป็นเวลาดึกแล้ว

            เวิง!

            เวิง!

            กลางสวนมีเสียงแท่งเหล็กกระทบกับอากาศดังอยู่ หู่หวายังไม่นอนเขายังคงฝึกตนอย่างขยันขันแข็งพลองเหล็กดำในมือเขานั้นดูใช้งานได้อย่างเหมาะมือมากแม้ว่าจะยังดูซุ่มซ่ามไปสักหน่อย แต่ก็ดูมีความเชี่ยวชาญ

            บางทีหู่หวาอาจจะกำลังหมกมุ่นอยู่กับการฝึกมากจึงไม่ทันรู้ตัว

            เย่เฉินไม่เข้าไปรบกวนเดินต่อไปยังห้องของตนเองอย่างเงียบๆ ในขณะที่กำลังเดินเข้าไปในห้องเขาก็เหลือบมองไปยังหู่หวาที่เหงื่อโชกไปทั่วตัว

            “พลองบางทีหู่หวาอาจจะเกิดมาพร้อมกับมันก็ได้”

            พูดจบเย่เฉินก็ยกเท้าก้าวเข้าไปในห้อง

            หนึ่งคืนผ่านไปชั่วพริบตาก็ถึงยามรุ่งสางเสียแล้ว

            วันต่อมาท้องฟ้าเพิ่งจะสว่าง เย่เฉินก็เดินออกจากสวนแห่งวิญญาณ

            ที่เชิงเขาหมีสองก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน

            วันนี้เจ้าหมีสองสวมกางเกงลายดอกและสวมเสื้อกั๊กตัวเล็กไว้ท่อนบนบนร่างกายยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ดูเยอะนั้นคือเขาแขวนแผ่นเกราะกระจกสีเงินเอาไว้ตรงหน้าอก สะท้อนแสงระยิบระยับ

            “ทำไมพวกเราจึงไม่เช่าสัตว์วิญญาณสักตัวพาเราบินไปล่ะ!” เย่เฉินมองไปบนท้องฟ้า

            “แบบนั้นไม่ได้หรอก”เจ้าหมีสองคัดค้านขึ้นทันที “ผู้แข็งแกร่งกำลังบินอยู่เต็มไปหมดล้วนแล้วแต่ขี่สัตว์วิญญาณอยู่บนท้องฟ้า ไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก เชื่อข้าเถอะไปทางพื้นดินปลอดภัยกว่าทางอากาศแน่นอน”

            พูดจบเจ้าหมีสองก็ดึงยันต์วิเศษออกมาสองใบจากกางเกง

            “ยันต์พันวิถี”ดวงตาของเย่เฉินเปล่งประกาย ราวกับว่ารู้จักยันต์วิเศษชนิดนี้และยังรู้ถึงความสามารถของยันต์วิเศษนี้อีกด้วย เมื่อใช้ยันต์นี้แล้วในหนึ่งวันสามารถเดินทางได้ถึงหนึ่งพันลี้

            “นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะรู้จักยันต์พันวิถีด้วย”เจ้าหมีสองรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

            “ข้าเคยได้ยินมาบ้าง”

            เจ้าหมีสองไม่ได้ถามอะไรอีกนำยันต์พันวิถียื่นให้กับเย่เฉินหนึ่งใบ “แปะไว้ที่ขา เพื่อเสริมพลังปราณและต้องแน่ใจว่าสามารถควบคุมทิศทางได้ดีแล้ว ยันต์วิเศษนี้มีความเร็วสูงมากอย่าไปชนกับภูเขาก็แล้วกัน”

            “ดูเจ้าพูดเข้า”เย่เฉินโบกมือนำยันต์วิเศษติดไว้ที่ขา

            ทันใดนั้นก็มีพลังปราณอีกอย่างหนึ่งแทรกเข้ามา ยันต์วิเศษก็เปล่งแสงในทันทีปรากฏอยู่บนพื้นผิวไม่ได้เข้าสู่ร่างกาย

            ฟิ้ว!

            วินาทีต่อมาเย่เฉินที่ยังคงอยู่ที่เดิมก็ได้พุ่งออกไป

            หลังจากเจ้าหมีสองไม่ได้ขวางไว้ก็มีเหมือนสายรุ้งเส้นหนึ่งตามรอยเท้าของเย่เฉินอยู่

            ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันจนทำให้เย่เฉินรู้สึกกังวลใจนี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้ยันต์พันวิถี

            “ยันต์พันวิถีนี่ไม่เลวเลย”

            ขณะที่เย่เฉินกำลังควบคุมทิศทางเขาก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม หูของเขาเต็มไปด้วยเสียงของสายลมแม้ว่ายันต์พันวิถีนี้จะไม่รวดเร็วเท่าความเร็วลมกรดแต่ก็ใช้พลังปราณน้อยกว่าความเร็วลมกรดอยู่มาก

            ฟิ้ว!

            ฟิ้ว!

            ขณะที่ทั้งคู่เดินทางไปนั้นตลอดทางยังคงมีภาพติดตาตามหลังอยู่ตลอดด้านหลังเต็มไปด้วยฝุ่นละออง

            ทั้งสองเดินทางตลอดทั้งคืนและมุ่งหน้าไปยังป่าที่แห้งแล้งแห่งหนึ่ง

            “อีกประมาณหนึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว”เจ้าหมีสองประมาณเวลาและระยะทาง

            “ข้ารู้สึกเหมือนเริ่มได้กลิ่นของเลือด”เย่เฉินพึมพำ

            “ผ่อนคลายหน่อยไม่เป็นไร มีพี่ใหญ่อยู่ทั้งคน” เจ้าหมีสองใช้มือเล็กๆตบไหล่เย่เฉินเบาๆ

            “ระวัง”เพียงแค่ได้ยินเสียงของเย่เฉิน เขาก็ใช้มือข้างหนึ่งคว้าหมีสองเอาไว้แล้วดึงตัวกลับอย่างรวดเร็ว

            ตูม!

            ทันทีที่ทั้งสองคนพ้นออกไปพื้นที่ที่พวกเขาเพิ่งผ่านพ้นมาก็ได้ระเบิดขึ้น

            ทันใดนั้นเศษหินก็แตกพังทลาย ต้นไม้โดยรอบบริเวณก็ล้มลงแม้แต่พื้นดินก็ถูกแรงระเบิดขุดเป็นหลุมลึกลงไปถึงสามจ้าง

            “บ้าเอ้ย!”

            เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าหมีสองก็ด่าทอขึ้นทันที

            ถ้าเย่เฉินไม่รู้สึกตัวได้รวดเร็วในตอนนั้นพวกเขาก็คงถูกระเบิดจนลอยหายไปแล้ว

            “พวกสารเลวที่ไหนมันมาวางกับดักไว้”เจ้าหมีสองตะโกนขึ้นอย่างดัง

            เย่เฉินหรี่ตามองและหันหลังชนกับหมีสอง มองไปรอบด้านอย่างระมัดระวังเพิ่งจะออกกันมาได้ไม่นานก็เริ่มจะพบกับปัญหาแล้วทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกังวลกับความปลอดภัยในการเดินทางที่ยาวไกลนี้

            กรอบแกรบ!

            กรอบแกรบ!

            ในไม่ช้าค่ำคืนที่มืดมิด มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นมา พร้อมสายลมหนาวอันเยือกเย็นพัดโชยมานำพาเอากลิ่นคาวเลือดคลุ้งมาตามสายลม

            “คิดไม่ถึงเลยว่าจะหลบหลีกกับดักของข้าได้ดูแคลนพวกเจ้าเกินไปแล้วจริงๆ” เสียงที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นนั้นก็ดังเข้ามาชายร่างกายแข็งแกร่งผู้หนึ่งได้เดินเข้ามาพร้อมกับดาบศีรษะผี

            ชายผู้นี้มีขาที่เปลือยเปล่าผมรุงรัง มีเบ้าตาลึก ตาทั้งสองข้างมีสีแดงดั่งเลือด ใบหน้าเต็มไปด้วยแผลเป็นทั่วทั้งตัวมีพลังงานของความรุนแรง บวกกับใบหน้าที่ดุร้าย เมื่อได้พบเจอย่อมไม่ใช่เรื่องดี

            “ขั้นพลังหยาง”เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจของชายร่างใหญ่เย่เฉินและหมีสองก็เริ่มมีสีหน้าที่ดูไม่ได้

            “เอาถุงเก็บของมาข้าสามารถทำให้พวกเจ้าได้อยู่อย่างมีความสุขสุดๆ ไปเลย” ชายแข็งแกร่งผู้นั้นเดินเข้ามาอย่างช้าๆ โดยถือดาบเล่มใหญ่ที่หนาและหนักอีกทั้งยังมีแสงจางๆ ออกมาจากดาบพลังที่ดูรุนแรงซึ่งปรากฏออกจากร่างกายยิ่งเข้มข้นมากขึ้น

            เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าหมีสองก็เหลือบมองเย่เฉินที่อยู่ด้านข้าง “ลงมือไหม”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน