พอตกเย็นโทมัสที่มือซ้ายของเขาบาดเจ็บบวมแดงและมีแผลถลอก ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการตอกตะปูพลาดแล้วไปโดนมือเขา เมื่อกลับมาที่คฤหาสน์ของไวเคานต์โรซาลินด์ ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านเขาก็สั่งสาวใช้ทันที
“นำโพชั่นระดับต่ำมาให้ฉันที”
สาวใช้รับคำแต่ยังแจ้งเขาว่า
“คุณชายค่ะตอนนี้คุณกิลเบิร์ตรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นค่ะ”
โทมัสที่ได้ฟังก็สงสัยถึงจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายมาหา แม้ว่าจะเป็นลูกขุนนางเหมือนกันและพ่อพวกของเขาก็เป็นขุนนางฝ่ายเดียวกัน ทว่าลูกๆ นั้นกลับไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่นักเรียกได้ว่าต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า เขาตอบสาวใช้ไปว่า
“รู้แล้วฉันจะไปพบเขาเองนำโพชั่นไปให้ฉันที่ห้องนั่งเล่นแล้วกัน”
ทันทีที่โทมัสเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็พบกับกิลเบิร์ตที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว กิลเบิร์ตที่รับรู้ถึงการมาของโทมัสก็ลุกขึ้นยืนยิ้มแล้วทักทายว่า
“ไงโทมัส”
โทมัสทิ้งตัวลงบนโซฟาก่อนจะรับโพชั่นจากสาวใช้ที่เดินเข้ามาแล้วถามกิลเบิร์ตว่า
“มีธุระอะไร”
กิลเบิร์ตสังเกตตั้งแต่ตอนที่โทมัสเดินเข้ามาแล้วว่าเขาบาดเจ็บที่มือซ้าย จึงถามด้วยความสงสัยว่า
“มือซ้ายนั้นไปโดนอะไรมา”
โทมัสตอบเพียงว่า
“ค่าวิชา” ก่อนจะดื่มโพชั่นหมดขวดแล้วก็มีแสงปรากฏขึ้นที่มือซ้ายของเขา จากนั้น แผลที่มือซ้ายก่อนเริ่มสมานตัวอาการบวมแดงก็เริ่มยุบลง
กิลเบิร์ตรู้นิสัยโทมัสนี้ว่าเขาเป็นคนที่คลั่งไคล้ในความรู้ใหม่ๆขนาดไหน จึงถามติดตลกว่า
“มีความรู้อะไรน่าสนใจขนาดนั้นหรือไงถึงขนาดทำให้เจ้ายอมทำร้ายตัวเองได้”
โทมัสส่งคืนขวดโพชั่นเปล่าให้สาวใช้แล้วมองหน้ากิลเบิร์ตก่อนจะถามคำถามเดิมว่า
“มีธุระอะไร”
กิลเบิร์ตทิ้งตัวลงบนโซฟาโดยที่ยังคงท่าทีสบายๆ แล้วถามโทมัสว่า
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าออกไปข้างนอกกับเจ้าชายขยะ ข้าก็แค่สงสัยว่าพวกเจ้าออกไปทำอะไรกัน เพราะเจ้าคนที่คลั่งไคล้ในความรู้อย่างเจ้าไม่น่าจะมีธุระอะไรกับขยะพรรค์นั้นเลยนี่”
โทมัสมองมือของตนที่ตอนนี้หายเป็นปกติก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ก็แค่ออกไปเล่นด้วยกันนิดหน่อยน่ะ”
กิลเบิร์ตถามด้วยความสนใจว่า
“ไม่ยักจะรู้ว่าเจ้ารู้จักออกนี้จะออกไปเดินกับเขาด้วยนึกว่าชาตินี้ทั้งชีวิตเจ้าจะฝังตัวเองอยู่แต่ในห้องสมุดเสียอีก”
โทมัส เงยหน้ามองกิลเบิร์ต ก่อนจะถามเขาว่า
“แล้วเจ้าจะรู้เรื่องนี้ไปทำไมเพราะเรื่องนี้มันก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเจ้า”
กิลเบิร์ตยังคงรอยยิ้มบนใบหน้าตอบไปว่า
“ข้าก็แค่อยากรู้ก็เท่านั้นเพราะปกติเจ้าไม่ใช่คนที่จะออกไปไหนมาไหนกับใครนี่”
“แล้วนี่คือธุระที่เจ้ามาหาข้าวันนี้?”
กิลเบิร์ตเอนหลังพิงโซฟา ตอบว่า
“ก็ไม่เชิงหรอกข้าก็แค่สงสัยว่าเจ้าไปสนิทอะไรกับเจ้าชายขยะนั้นกันแน่ ทั้งที่ดูแล้ว มันไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรกับเจ้าไว้สักนิดที่ไปข้องแวะกับขยะพรรค์นั้น”
โทมัสยิ้มที่มุมปาก
“ข่าวว่าเจ้าก็แค่กลัวว่าข้าจะแซงหน้าเจ้าเรื่องเจ้าหญิงลิลิธมากกว่า”
กิลเบิร์ต ที่ได้ยินดังนั้น ก็สลายรอยยิ้มบนใบหน้าทันที โทมัส พูดอีกว่า
“ทุกคนเค้าก็รู้กันหมดแหละว่าเจ้าอยากจะเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธจนตัวสั่น ถึงขนาดยอมเข้าเป็นอัศวินฝึกหัดทั้งที่เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งขุนนางแท้ๆ”
กิลเบิร์ตกลับมาปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดว่า
“ดูเหมือนว่าข้าจะถูกดูถูกเจ้าเกินไปสินะทั้งที่ฝังตัวอยู่แต่ในห้องสมุดก็ยังอุตสาห์รู้เรื่องพวกนี้ได้”
โทมัสตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ก็เพราะพ่อของข้าเอาเรื่องของเจ้ามากรอกหูข้าทุกวันจะรู้ก็ไม่แปลก”
กิลเบิร์ตรู้ว่าไวเคานต์โรซาลินด์พ่อของโทมัสก็เช่นเดียวกับพ่อของเขาที่ต้องการให้ลูกชายเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธ แต่ที่ผ่านมาโทมัสดูจะไม่สนใจเรื่องนี้และฝังตัวเองอยู่แต่ในห้องสมุด การที่ไวเคานต์โรซาลินด์จะเอาเรื่องของเขาไปบอกลูกชายเผื่อลูกชายจะเกิดความกระตือรือร้นในเรื่องนี้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“แล้วเจ้าไม่สนใจที่จะเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิงบ้างเหรอ”
กิลเบิร์ตลองถามหยั่งเชิงดูแต่โทมัสกลับส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ไม่สนใจหรอกและก็ไม่คิดจะสนใจด้วยตอนนี้สิ่งที่ข้าสนใจก็มีแค่ความรู้ใหม่ๆเท่านั้น”
กิลเบิร์ตสังเกตท่าทางของโทมัสพบว่าเขานิ่งมากดูไม่ออกว่าที่พูดไปนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือเพียงล่อให้เขาประมาทแล้วชิงเจ้าหญิงมาครอง แม้เขาจะรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นแค่หนอนหนังสือแต่เขาไม่คิดจะประมาทเด็ดขาด เขาจึงปั้นลอยยิ้มแล้วกล่าวกับโทมัสว่า
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าช่วยให้ข้าได้สนิทกับเจ้าชายขยะได้ไหม”
โทมัสจ้องหน้ากิลเบิร์ตสายตาของเขาจ้องมองอีกฝ่ายผ่านแว่น เขาไม่ใช่คนโง่รู้ว่ากิลเบิร์ตต้องการใช้เจ้าชายเออร์วินเป็นทางผ่านไปหาเจ้าหญิงลิลิธ จากที่อีกฝ่ายมาพบเขาวันนี้เห็นได้ชัดว่าร้อนใจขนาดไหน บ่งบอกว่าการที่เขาได้เข้าเป็นอัศวินฝึกหัดเพื่อหาโอกาสใกล้ชิดเจ้าหญิงนั้นไม่ค่อยไปได้สวยเท่าไหร่นัก โทมัสก้มลงมองที่พื้นแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ตอบว่า
“จะลองดูแต่อย่าหวังมากนักล่ะ”
กิลด์เบิร์ตที่ได้ฟังคำตอบก็ยิ้มออกมาทันทีบอกว่า
“แค่เจ้ายอมช่วยข้าก็นับเป็นบุญคุณแล้วไว้เมื่อไหร่ที่ข้าได้เข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิงข้าจะนึกถึงเจ้าเป็นคนแรก”
โทมัสพยักหน้าช้าๆ บอกว่า
“ขอบใจ”
เมื่อเห็นว่าไม่มีธุระอะไรแล้วกิลเบิร์ตก็ลุกขึ้นกล่าวขอตัว
“พอดีข้านึกได้ว่ายังมีธุระอยู่คงต้องขอตัวก่อน”
โทมัสพยักหน้ากล่าวเพียงสั้นๆ ว่า
“เชิญ”
แต่ยังไม่ทันที่กิลเบิร์ตจะก้าวออกจากห้องนั่งเล่นโทมัสก็เรียกชื่อเขา
“เดี๋ยวก่อนกิลเบิร์ต”
กิลเบิร์ตหยุดเท้าแล้วหันกลับมามองโทมัสขณะกำลังจะถามว่ามีอะไร โทมัสก็ชิงถามว่า
“เจ้าว่าโลกกลมหรือแบน?”
กิลเบิร์ตมองหน้าโทมัสก่อนจะหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถามอะไรของเจ้าเนี่ยโทมัสนี่เจ้าศึกษาตำราจนสมองเพี้ยนไปแล้วเหรอ ถามมาได้ว่าโลกกลมหรือแบน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
โทมัสที่โดนอีกฝ่ายหัวเราะเยาะกลับหน้าไม่เปลี่ยนสีเพียงแค่จ้องมองกิลเบิร์ตอยู่เงียบๆ กิลเบิร์ตหัวเราะอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก่อนจะกลั้นหัวเราะแล้วถามโทมัสว่า
“ข้าไม่แปลกใจหรอกนะถ้าเจ้าจะสงสัยเรื่องเวทมนต์หรือพวกสัตว์อสูรหรือพวกคำทำนายแบบที่พ่อจะสนใจแต่เจ้ากลับมาสนใจว่าโลกกลมหรือแบนเนี่ยนะ หากไม่ใช่เพราะข้ารู้ว่าเจ้าเป็นหนอนหนังสือของแท้ข้าคงคิดว่าเจ้ากำลังปั่นหัวข้าอยู่เป็นแน่” กิลเบิร์ตพูดก่อนจะพยายามไม่ให้ตัวเองหัวเราะอีกรอบ
โทมัสพูดเพียงสั้นๆ ว่า
“เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้า”
กิลเบิร์ตมองหน้าโทมัสก่อนจะพูดว่า
“นี่ยังต้องถามอีกหรอก็เห็นอยู่ว่าโลกมันแบน” เมื่อตอบคำถามเสร็จกิลเบิร์ตก็เดินออกไปทิ้งให้โทมัสอยู่อย่างนั้น
คำว่าโลกกลมหรือแบบนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนในทวีปอาร์เคนัสไม่เคยให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย ด้วยทวีปอาร์เคนัสที่กว้างใหญ่ไพศาลจนไม่แน่ว่าชีวิตคนคนหนึ่งจะเดินทางได้สัก 1 ใน 4 ของทวีปได้หรือไม่ ดังนั้นการะสำรวจว่าโลกกลมหรือแบนจึงเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน ถ้าพูดถึงฐานะที่เดินทางได้ไกลที่สุดในโลกนี้ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าเรือเหาะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทย์จากผลึกเวทย์มนต์ เพียงแต่ว่าเรือเหาะนี้เป็นสิ่งที่มีราคาแพงมากจนแม้แต่เมืองไพร์ล็อกก็ยังไม่มีเลยแม้แต่ลำเดียว และพวกคนที่มีเรือเหาะก็ไม่มีความคิดที่จะสำรวจโลกเพราะการบินแต่ละครั้งจะใช้พลังงานจากผลึกเวทย์มนต์ไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครว่างพอหรือรวยพอที่จะนำทรัพย์สมบัติมาถลุงกับการนำเรือเหาะมาบินเล่น จนค้นพบความมหัศจรรย์ทั่วโลกหรือแบน
แต่ถ้าถามคนส่วนใหญ่ว่าโลกกลมหรือแบนคำตอบก็จะไปในทางเดียวกันคือคำว่าโลกแบน นั่นคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อมาโดยตลอดว่าทวีปอาร์เคนัสนั้นเป็นโลกที่แบน อย่างเมืองไพร์ล็อกก็เป็นเมืองเล็กๆ ที่อยู่สุดขอบทวีป หากไกลเอาไปก็จะเป็นทะเลที่ไม่มีใครตอบได้ว่ามันจะไปจบลงที่ตรงไหน บวกกับตำนานที่เล่าขานว่าในทะเลมีสัตว์ร้ายที่ถูกพระเจ้าขับไล่จากทวีปอยู่ ซึ่งเป็นตำนานที่เล่าขานถึงสมัยพระเจ้าได้ทำการประทานมานากับให้กับมวลมนุษย์
เดิมทีโทมัสไม่เคยสนใจเรื่องเหล่านี้จนกระทั่งวันนี้หลังจากที่เขาตอกตะปูแต่พลาดโดนมือตัวเองไปหลายรอบ จนทำให้เจคให้เขาเป็นผู้ช่วยแทนและก่อนจะกลับเออร์วินที่เขาเรียกว่าเป็นอาจารย์ได้บอกเขาว่า ‘ก่อนกลับนี้จะให้ความรู้คุณอย่างหนึ่งครับนั่นก็คือโลกที่เราอยู่นี่กลมครับ’
ตอนที่โทมัสได้ยินเรื่องนี้เขาก็เหมือนคนโดนสตั้นไปหลายวินาที เรื่องที่โลกกลมหรือแบนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวเขามาก่อน แต่จากสิ่งที่เขามองเห็นทำเขาค่อนข้างจะเชื่อว่าโลกแบน แต่เออร์วินที่โทมัสมองว่าเป็นอัจฉริยะเป็นคนพูดออกมาจึงทำให้คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวเขาไม่เลิกจึงได้ลองถามคนอื่นดู
“เดี๋ยวพรุ่งนี้คงต้องลองถามอาจารย์แล้วล่ะว่าทำไมอาจารย์ถึงบอกว่าโลกกลม” เขาพึมพำออกมาเบาๆ
หลังจากที่เออร์วินเสร็จธุระที่บ้านเจคและกำลังจะกลับไปที่ปราสาท โดยเออร์วินเดินนำหน้าและมีสาวใช้สองคนคืนเรเวนเป็นกับลูซี่เดินตามหลัง ขณะที่เดินอยู่นั้นเออร์วินก็รับรู้ได้ถึงสายตาแปลกๆ ของเรเวนจากทางด้านหลัง
“พี่สาวครับถ้าพี่สาวเอาแต่จ้องผมแบบนี้ผมจะคิดว่าพี่สาวแอบหลงรักผมจริงๆ นะครับ”
เรเวนพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า
“ดูท่าเมื่อเช้ายังไม่เข็ดสินะ”
เออร์วินรู้สึกขนลุกขึ้นมาในทันที เรเวนถามเขาว่า
“เธอคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงไปบอกโทมัสแบบนั้น”
“บอกแบบนั้นนี่คือแบบไหนครับ”
“ก็ที่เธอบอกโทมัสว่าโลกกลมไง”
เออร์วินร้องอ้อก่อนจะพูดว่า
“ก็โลกมันกลมจริงๆ นี่ครับ”
เรเวนทำหน้าเหมือนมองคนปัญญาอ่อนก่อนจะบอกเขาว่า
“โลกมันจะกลมได้ยังไงก็เห็นๆ อยู่ว่าโลกมันแบน ที่เธอทำมันก็แค่เล่นตลกกับความอยากรู้ของโทมัสก็เท่านั้น”
เออร์วินหยุดเดินแล้วหันมามองหน้าสาวใช้ผมดำตาสีม่วงแล้วถามเธอว่า
“พี่สาวรู้ได้ยังไงครับว่าโลกเป็นแบนทั้งที่ผมไม่เคยเห็นบันทึกของใครเลยที่มีการบันทึกว่าเขาได้เดินทางไปรอบโลกมาแล้ว”
เรเวนสบตากับเด็กชายเรื่องที่โลกกลมคือแบนนั้นเรเวนเองก็ไม่เคยสนใจมาก่อน เพราะเธอมองว่าไร้สาระมีประโยชน์ และที่สำคัญก็คือไม่เคยมีใครในทวีปอาร์เคนัส ที่มองว่าโลกกลมมาก่อน
“ก็เห็นๆ อยู่นี่ไงว่าทุกอย่างมันแบนราบไปหมด”
เออร์วินจ้องมองเธอก่อนจะบอกเธอว่า
“พี่สาวกำลังจะบอกว่าพี่สาวตัดสินโลกทั้งใบแค่จากสิ่งที่เห็นเหรอครับ”
เรเวนกอดอกจ้องหน้าเขาตอบ
“ก็สิ่งที่เห็นนั้นมันบอกอยู่นี่ไงว่าโลกมันเป็นยังไงและสิ่งที่จะพูดกับโทมัสก็ไม่ต่างอะไรกับการปั่นหัวเขาเล่น”
“พี่สาวครับรู้ไหมว่ามนุษย์นั้นเล็กจ้อยขนาดไหนเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของจักรวาล ที่น่าตลกก็คือมนุษย์ที่เล็กจ้อยนั้นกำลังตัดสินโลกทั้งใบแค่จากสิ่งเห็น”
เออร์วินกลับเรเวนจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นจนทำเอาลูซี่ที่อยู่ใกล้ๆ ทำตัวไม่ถูก เธอมองทั้งสองคนจะสลับไปมา ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆ ทั้งสองคนถึงเอาแต่จ้องหน้ากันแบบนี้ได้
“นี่ทั้งสองคนมีอะไรค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันดีกว่านะ”
เรเวนถามเขาว่า
“แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าโลกกลมทั้งที่เธอก็เล็กจ้อยไม่ต่างกัน”
เออร์วินยิ้มให้เธอก็จะบอกว่า
“รู้ได้จากกฎของแรงโน้มถ่วงไงครับ”
“กฎของแรงโน้มถ่วง?” เรเวนทวนคำพึ่งเคยได้ยินกับครั้งแรก ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาพูดศัพท์แปลกๆ ออกมา
“ใช่ครับเป็นกฎของแรงโน้มถ่วง ซึ่งกฎมีอยู่ว่าแรงโน้มถ่วงจะดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างจากทุกทิศทางเข้าหาศูนย์กลางดังนั้นรูปทรงเดียวที่มันจะมีอยู่ได้ก็คือทรงกลม ดังนั้นต่อให้ไม่เคยเห็นโลกทั้งใบแต่การที่ทวีปอาเคนัสมีสิ่งที่เรียกว่าแรงโน้มถ่วงอยู่ ก็หมายความว่าทวีปอาร์เคนัสมีรูปร่างเป็นทรงกลมครับ”
เรเวนยืนนิ่งค้างไปทันทีในหัวพยายามย่อยในสิ่งที่เขาพูด
‘อะไรนะแรงโน้มถ่วง ดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างจากทุกทิศทาง ทวีปอาร์เคนัสมีสิ่งที่เรียกว่าแรงโน้มถ่วง’ สรุปคือไม่มีแม้แต่อย่างเดียวที่เธอเข้าใจว่าคืออะไร ซึ่งเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้ยินใครพูดถึงมาก่อน ในขณะที่ลูซี่นั้นก็ยังดูมึนงงไม่ต่างกันเพราะเธอเองก็เหมือนกับเรเวนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้มาก่อน
“ที่ผมถามคำถามนี้กับคุณโทมัสก็เพื่อฝึกให้เขารู้จักคิดมากกว่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นครับ เพราะมันยังมีความจริงอีกไม่น้อยที่เราแม้ไม่เห็นได้ด้วยตาแต่เราสามารถหาคำตอบได้จากการคำนวณบนกระดาษ”
เมื่อพูดจบเออร์วินก็เดินจากไปโดยทิ้งให้สองสาวยืนงงอยู่อย่างนั้น ก่อนที่ลูซี่จะตั้งสติได้ก่อน เธอรีบสะกิดเรเวน
“คุณเรเวนคะ”
เรเวนสะดุ้งตัวได้สติ
“มีอะไรหรอ?”
ลูซี่ก้มหน้าก้มตากรอกสายตาไปมาก่อนจะถามเธอว่า
“คุณเรเวนเข้าใจสิ่งที่เจ้าชายบอกไหมคะคือว่าฉันไม่เข้าใจเลยค่ะ”
เรเวนส่ายหน้าช้าๆ ตอบลูซี่ว่า
“ฉันเองก็ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย”
ลูซี่โล่งใจที่ได้ยินแบบนั้น
“ เอ๋จริงหรอคะคุณเรเวนเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันคะฉันกลุ้มใจมากเลยกลัวว่าจะมีแต่ฉันคนเดียวนี่แหละที่ไม่เข้าใจที่เขาพูด”
เรเวนมองไล่หลังเออร์วินก่อนจะตอบว่า
“ไม่ใช่แค่เธอหรอกเกรงว่าคนในโลกนี้ก็คงไม่มีใครหรอกที่เข้าใจที่เขาพูดน่ะ”
แล้วเธอก็เดินตามหลังเขาไปโดยมีลูซี่ที่เดินตาม ทว่าลูซี่กลับถามเธอว่า
“คือว่าคุณเรเวนคะไม่ทราบว่าเจ้าชายเคยชมจะใครว่าน่ารักบ้างไหมคะ”
เรเวนมองลูซี่ก่อนจะตอบว่า
“ก็มีอยู่นะที่ชมว่าน่ารักน่ะว่าแต่เธอจะถามทำไมหรอ”
ลูซี่ดูเขินๆ เล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“คือว่าวันนี้เจ้าชายชมว่าฉันน่ารักด้วยนะค่ะ”
เรเวนยิ้มให้ลูซี่บอกว่า
“อย่างนั้นหรอดีจังเลยนะ”
“ว่าแต่มีใครบ้างคะที่เขาชมว่าน่ารัก”
“เธออยากรู้จริงๆ เหรอ?”
ลูซี่พยักหน้าเรเวนก็เรียกเออร์วินที่เดินอยู่ข้างหน้า
“นี่!”
เออร์วินที่เดินหันมามองเรเวน
“ครับมีอะไรเหรอครับ”
เรเวนชี้ไปที่แมวตัวหนึ่งซึ่งกำลังนอนอยู่ข้างทางแล้วบอกเขาว่า
“ดูสินั่นอะไร”
เออวินหันไปมองตามสายตาเธอแล้วก็นิ่งไปทันทีก่อนจะพุ่งไปที่แมวตัวนั้นคว้ามันขึ้นพร้อมกับร้องว่า
“เจ้าเหมียวน่ารักจังเลย” พร้อมกับเอาแก้มถูคอแมวถอยมาแล้วก็ทำสีหน้าเคลิบเคลิ้ม “แถมขนก็นุ้มนุ่ม” แล้วก็กอดแมวกลิ้งไปมาบนพื้นทั้งอย่างนั้น
ลูซี่นิ่งไปทันทีกับภาพที่เห็นได้ยินเสียงเรเวนพูดว่า
“นอกจากเธอแล้วก็มีพวกมันนี่แหละที่เขาชมว่าน่ารัก”