***มหาไททัน [แคนตาลูบ]
ในค่ำคืนของเกมส์แห่งาวันที่ 15
“รายงานจากหน่วยเฝ้าระวัง พวกยักษาน้อยกับตัวเขี้ยวได้เริ่มปะทะกันแล้วครับ”
“ดี เป็ไปตามคาดการของท่านดูเรียนเลย งั้นพวกเรา เคลื่อนทัพได้! ”
“รับทราบ! ”
ข้า คือบุรุษแห่งเผ่ายักษา หนึ่งในสิบขุนนางผู้ที่ได้รับสมยานามแห่งเทพว่า [ไททัน]
ปกติแล้ว ค่าความสูงเฉลี่ยของพวกเรา เผ่ายักษา จะอยู่ที่สามร้อยเิเ
แต่ตัวข้านั้นมีความสูงอยู่ที่สี่ร้อยเิเ อีกทั้งกองกำลังทั้งหมดห้าหมื่นนายตรงนี้เอง ก็เป็เหล่าบุคคลที่มีความสูงเฉลี่ยมากกว่าสามร้อยห้าสิบเิเแทบทั้งสิ้น
จำนวนกองพลของข้ามีทั้งหมดหนึ่งแสนนาย แบ่งเป็นักรบห้าหมื่นนาย และเป็ชาวบ้านอีกห้าหมื่นนาย
ข้ามองไปหยั่งต้นไม้ริมน้ำที่ถูกโค่นล้มลงมา
ภารกิจของข้าคือการรักษาที่มั่นตรงนี้ เพื่อเก็บเกี่ยวทรัพยากรให้ได้มากที่สุด ก่อนจะถูกศัตรูมาแย่งชิงไป
และเวลานี้ ศัตรูที่ว่านั่นก็ได้มาประชิดถึงหน้าบ้านแล้ว
หากข้าไม่ไปต้อนรับ มันคงเป็การเสียมารยาทแย่สิ
ข้าหยิบท่องซุงขนาดใหญ่และยาวกว่าห้าเมตร ขึ้นมาแบกเอาไว้บนหลัง
กองทัพอสูรขนทองหนึ่งร้อยตัวเองก็พร้อมรบแล้วเช่นกัน
“เอาละ ออกไปแตะตูดพวกศัตรูกันเถอะไอพวกลูกหมา! ”
“โอ้ววว! ”
***นักรบสมองกล้าม [เอรีส]
“ใช้แผน A! ”
เสียงะโก้องของใครบางคนได้ดังขึ้น
ธนูไฟหลายนัดได้ถูกยิงออกไปในทุ่งหญ้าตรงหน้า
พวกมนุษย์มดไม่ได้รู้ตัวเลยว่าย่างเท้าเข้าสู่ลานสังหารของพวกเรา
ไฟได้เริ่มลุกลามขึ้นบนท้องทุ่งหญ้า
บรรดาหญ้าแห้งที่บรรจงอาบไขมันสัตว์เอาไว้ ได้ติดไฟลุกโชติ่ขึ้นมา
ถึงจะไม่รุนแรงหรือเกิดเป็ะเิเพลิงเท่ากับการใช้น้ำมันของจริง แต่เปลวเพลิงสีแดงที่แผดเผาขึ้นมาก็ทำให้พวกมันชะงักไปชั่วครู่ได้
จากเปลวไฟเล็ก ๆ ได้กลายเป็กองเพลิงขนาดั์ภายในห้านาที
เนื่องจากเป็เปลวไฟที่ค่อย ๆ ลุกลามจนเป็กำแพงไฟขนาดใหญ่ เลยทำให้มีบางส่วนวิ่งผ่านเข้ามาได้เป็จำนวนมาก
ฉันรีบดึงสายธนูสุดแรงเพื่อยิงออกไป
ลูกธนูไม้ระรอกสองได้ถูกลั่นออกไป
ในเวลาเดียวกัน พวกมนุษย์มดเองก็ยิงก้อนหินสวนกลับมา
“...นั่นมัน สลิงเกอร์ (Slinger) ไม่ใช่หรือ!? ”
ก้อนวัตถุทรงรักบี้จำนวนมากได้ถูกยิงสวนกลับมา
แนวรั้วที่สร้างโครงกระดูกสัตว์ได้เกิดเสียงแตกหักน่ากลัวดังขึ้นมาไปทั่วบริเวณ
สลิงเกอร์ คืออาวุธโบราณที่โรมันใช้ในการเขวี้ยงโจมตีระยะไกล
และในสมัยนั้น พวกเขาใช้ลูกตะกั๋วที่ขึ้นรูปเป็ทรงรักบี้ในการโจมตี
ฉันรีบก้มหัวหลบลงมา
มีบางคนที่ก้มตัวไม่ทัน ถูกก้อนหินขนาดเท่าลูกเทนนิสกระแทกเข้าที่หัวตายคาที
ราวกับเป็การตอกย้ำความสิ้นหวัง มนุษย์มดที่มีขนาดตัวราวสองร้อยเมตรก็ได้บินข้ามรั้วเข้ามาด้านใน
“พวกมันบินได้!? ”
ฉันใมาก
พวกมันมีรูปร่างคล้ายกับพวกมดมีปีกที่ยืนสองขาได้
ชุดเกราะสีดำของพวกมันมีจงอยแหลมมากมายโผล่ออกมาจากหัวไหลและ่ลำตัว
ประกายแสงสีแดงที่สุกสว่างลอดออกมาจากช่องว่างของเกราะหัว ทำให้มันดูคล้ายกับสัตว์ประหลาดที่น่าสยดสยอง
กำแพงเพลิงที่ลุกโชนอยู่ข้างหลัง อีกไม่นานคงดับมอดลง แล้วตอนนั้นพวกมันคงเริ่มกรูกันเข้ามาอีกครั้ง
การรบภายในค่ายเองก็ดูไม่สู้ดีนัก
ทุกคนต่างมือไม้สั่นกลัวอย่างช่วยไม่ได้
รวมถึงฉันด้วย
กับศัตรูแบบนี้พวกเราคงตาย
ถึงโลกนี้ชีวิตจะไร้ค่า เพราะการตายไม่มีความอะไร ในเมื่อสามารถเกิดใหม่ได้
แต่ตามแผนการ พวกเราควรจะเป็นกต่อที่สามารถยื้อพวกมันได้อย่างน้อยสักสองถึงสามวัน
ดังนั้น พวกเราจะยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
“สู้! ”
ฉันกรีดร้องเพื่อจุดไฟให้ตัวเอง แล้วดึงคันธนูขึ้นมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ใส่แรงมากไปหน่อย ธนูที่ทำจากไม้ห่วย ๆ คันนี้เลยหักครึ่งลงมา
“ให้ตายสิ! ”
ฉันปาอาวุธทั้งไปที่เ้าอสูรมดตรงหน้า
มันใช้อาวุธเขี้ยวสีขาวที่ยาวราวหนึ่งเมตรปัดทิ้ง
แขนทั้งสี่ข้างของมันถือดาบเขี้ยวเอาไว้สองข้าง และมีสลิงเกอร์อีกสองข้าง
ฉันไม่ยอมให้มันมีเวลายิงสลิงเกอร์ออกมา เลยรีบพุ่งเข้าประชิดมัน
ต่อหน้าร่างกายศัตรูที่ใหญ่โตกว่า จงใช้สิ่งนั้นของศัตรูให้เป็ประโยชน์
ฉันย่อตัวให้ต่ำที่สุด แล้วมุดเข้าไปที่มุมอับสายตาของมัน
แล้วใช้ท่าฟาดหางจรเข้ใส่ไปที่ลำตัวของมันเต็มแรง
“โอ้ย!? ”
แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็ที่น่าพอใจเท่าไหรนัก
ในาวันที่สี่ ฉันสามารถใช้ขาแตะแยกพวกมันเป็สองส่วนได้ แต่ในวันนี้กลับไม่สามารถทำได้
ฉันเห็นรอยปริแตกปรากฏขึ้นที่ชุดเกราะสีดำของมัน
แต่มันแลกมาด้วยาแและเืจำนวนมาก เพราะเอาไปปะทะกับหนามแหลมตรงชุดเกราะของมัน
“เอรีส ระวังหลัง! ”
“อ๊ะ!? ขอบคุณนะ แอร์บาส์ร”
ในระหว่างที่ตั้งสมาธิกับเ้าศัตรูตรงหน้า ก็มีมนุษย์มดอีกตัวพุ่งเข้ามาโจมตีจากทางด้านหลัง
โชคดีที่แอร์บาส์รเข้ามารับมือเอาไว้ได้ทัน
อาวุธขวานหินของเขาได้จามลงไปที่หัวของมันเต็มแรงจนแน่นิ่งไป
ฉันเห็นแอร์บาส์รทิ้งขวานที่ติดอยู่บนหัวของมัน แล้วหันไปคว้าเอาดาบเขี้ยวของมันมาใช้รบต่อ
จริงสิ ในเมื่ออาวุธของตัวเองมันห่วย ก็หันไปแย่งอาวุธของศัตรูมาใช้ก็สิ้นเื่แล้ว
“แอร์บาส์ร ขอเล่มหนึ่ง! ”
“ได้! ”
ฉันรับดาบเขี้ยวยาวหนึ่งเมตรมาจากเขา
ในเวลาเดียวกัน อสูรมนุษย์มดที่สูงสองร้อยเมตรก็พุ่งเข้ามา
ฉันแลกเพลงดาบกับมันไปราวสองถึงสามเพลง
ก่อนจะเห็นช่องโหว่ แล้วฟันสวนไปเต็มแรง
ฉันไม่รู้สึกถึงแรงต้านเลย
ร่างของอสูรมนุษย์มดได้ขาดครึ่งลง
ฉันรีบเข้าไปซ้ำที่หัวของมันจนแน่นนิ่งสนิทไป
ดาบเขี้ยวของพวกมันคมมากเลยทีเดียว
“ทุกคน แย่งอาวุธของพวกมันมาใช้ซะ! ”
“โอ้ว!! ”
ฉันะโก้องพร้อมกับชูหัวของศัตรูที่ตัดออกมาขึ้นไปบนอากาศ
เป็ทั้งการข่มขวัญศัตรูและเพิ่มกำลังใจทัพของตัวเอง
การปะทะภายในแนวรั้วที่หนึ่งได้กลายเป็การตะลุมบอนไปแล้ว
เืสีแดงของพวกมนุษย์อย่างฉัน กับเืสีเขียวของพวกมันได้ผสมปนเปจนแทจะไม่สามารถแยกออกได้
กลิ่นเหม็นคาวได้ลอยมาแตะจมูกจนฉันต้องทำหน้าย่นออกมา
“แผน B! ทุกคน ใช้แผน B ได้! ”
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงประกาศดังก้อง
ฉันหันกลับไปมองที่นอกแนวรั้ว
กำแพงไฟได้มอดดับลงแล้ว
แผน B คือการสละแนวรั้วแรก แล้วไปหลบที่หลังแนวรั้วไม้
จากนั้นก็ทำลายเขือนกั้นแม่น้ำ ให้มันลงมาท่วมพื้นที่แนวรั้วแรกเสีย
เป็แผนการที่เรียบง่าย แต่ได้ผลชะงัก
ถ้าหากสามารถทำได้นะ...
ข้างในแนวรั้วไม้กำลังมีศึกากับพวกมนุษย์มดที่ดำดินบุกเข้ามาอยู่เช่นกัน
แถมการตีฝ่าพวกมนุษย์มดเข้าไป มันก็ไม่ใช่เื่ง่ายนัก
คิดไปก็ปวดหัวเปล่า ลุยแม่งให้จบไปเลยดีกว่าวุ้ย
“ย้าก! ”
ฉันใช้แรงวัวแรงควายเหวียงดาบลงไปตรงหน้า
ะโเขาลอยใส่มนุษย์มดตรงหน้าอย่างไม่กลัวเจ็บ แล้วหมุนตัววาดเพลงดาบฟันศัตรูที่อยู่ทางขวา
ก้มตัวหลบการโจมตีที่มาจาก้า และปล่อยให้แอร์บาส์รช่วยรับการโจมตีที่มาจากทางด้านข้าง
สองบุคคล สองเพลงดาบ ได้สอดประสานราวกับเป็บุคคลเดียวกัน
ฉันไม่รู้ตัวเลยว่าั้แ่เมื่อไหร แต่ดูท่าพวกเราสองคนจะมีทักษะต่อสู้ที่เข้ากันได้ดีเลย
ทุกคนที่เห็นภาพนั้น ต่างมีกำลังเพิ่มพูนมากขึ้น และเริ่มสนับสนุกพวกเราในการตีฝ่าไปที่แนวรั้วที่สอง
ในตอนนั้นเอง เสียงเป่าคำรามก็ได้ดังขึ้นมาจากทางด้านนอก
ท่ามกลางความมืด ณ พื้นที่ห่างออกไป มีบางอย่างกำลังเกิดขึ้นที่ข้างนั้นอยู่
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
ท่ามกลางสายลมบนยอดเนินทุ่งหญ้า ณ จุดที่ห่างออกไปจากจุดรบ กระผม สเลบกำลังยืนมองความเป็ไปของสนามรบอยู่บนนี้
“พวกปีศาจั์มาจริง ๆ ด้วยสินะ”
กระผมผ่านความมืดไปทางทิศเหนือ
ที่ตรงนั้นมีกองทัพขนาดใหญ่ของพวกปีศาจั์กำลังเคลื่อนพลอยู่
“สกัด เ้าจงนำทัพไปขวาง...ไม่สิ ล่อให้พวกมันเคลื่อนทัพไปที่รังของปีศาจน้อยทีสิ”
“ได้เลย ว่าแต่เ้ามีแผนการอันใดหรือ? ขยี้ทิ้งไปเลยไม่ง่ายกว่าดอกหรือ? ”
“ข้าดูจากการที่พวกปีศาจน้อยวางแผนก่อกำแพงไฟได้ แสดงว่าอีกเดียวพวกมันต้องมีกับดักต่อไปรออยู่แน่นอน แทนที่จะให้กำลังพลเราเป็คนเจอ สู้ให้พวกปีศาจั์เป็คนไปเจอแทนจะดีกว่านะ”
“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าเข้าใจแล้ว”
ว่าแล้วเ้าสกัดก็นำทัพของมันออกไปรับมือ
ส่วนข้าหันกลับไปมองดูทิศทางการรบตรงรังของพวกปีศาจน้อยอยู่
“ถ้าสั่งให้ถอย พวกมันคงรู้ตัวว่าทางนี้รู้แผนการแล้ว ช่วยไม่ได้ คงต้องยอมให้มีการเสียสละแล้วละ”
กระผมคิดเช่นนั้น ก่อนที่จะเริ่มเปิดสัญญาณคลื่นสมองสั่งการลูกน้องของตัวเองออกไป
“ (ถึงทุกหน่วย ให้มดทหารระดับองครักษ์ กับมดทหารระดับสูงถอยออกมาก่อน ส่วนมดทหารเลว ให้แบ่งออกมาแค่สามหน่วยย่อยบุกต่อไป ส่วนที่เหลือให้ถอยร่นออกมาดูท่าทีก่อน) ”
เอาละ ขอดูหน่อยสิว่าพวกแกกำลังวางแผนอะไรเอาไว้นะ เ้าพวกปีศาจน้อย
กองกำลังหน่วย [ไททัน] ของ [มหาไททัน แคนตาลูบ] ได้ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงในการเดินทัพอย่างเร่งรีบมาที่สนามรบแห่งนี้
เหล่าพวกยักษาที่มีความสูงเกินค่าเฉลี่ย ทำให้พวกเขาดูเหมือนกับูเาที่กำลังเคลื่อนที่ได้
แรงกระทืบเท้าและความฮึกเฮิม ทำให้พวกเขาดูราวกับเป็อสูรร้ายที่กำลังเหยี่ยบย่ำทำลายผืนแผ่นดิน
เหล่าสัตว์ป่าต่างวิ่งหนีหายไปจากเส้นทางที่พวกเขาเดินผ่าน
จากกระทั้งมาถึงฐานที่มั่นของมนุษย์ที่กำลังทำาตั้งรับอยู่
และที่ตรงเนินอีกฟากของฐานที่มั่นมนุษย์ ก็มีค่ายของพวกอาร์โธรโพดาตั้งอยู่
หากจะตีทัพให้พวกศัตรูล่าถอน นี่ก็เป็โอกาศอันดีสำหรับลอบโจมตีแล้ว
“ทุกหน่วย บุก! ”
เป้าหมายของเขาคือทั้งมนุษย์และอาร์โธรโพดา
แน่นอนว่าเป้าหมายโจมตีหลักคือพวกอาร์โธรโพดา
แต่พวกยักษาไม่รู้ตัวเลยว่า [สกัด] หนึ่งในขุนพลของอาร์โธรโพดาได้มาดักรอเขาอยู่
ท่ามกลางกองกำลังห้าหมื่นนายที่เดินอย่างเงียบงันในความมืด ผืนแผ่นดินก็ฉับพลันแยกออก
สกัดได้สั่งให้ลูกน้องของตนมุดดินเฝ้ารออย่างเงียบงันอยู่ในท้องทุ่งที่ไม่มีอะไร
ความจริงหากจ้องมองให้ดี พวกเขาคงรู้ตัวว่าพื้นดินบริเวณนี้มันดูแปลกตากว่าปกติ แต่เพราะมันเป็่เวลากลางคืนที่มืดมิด เลยทำให้ขุนนางแคนตาลูบพลาดท่า
เหล่ายักษาผู้น่าสงสารได้ติดกับดักของพวกอาร์โธรโพดาแล้ว
เืสีดำได้สาดกระเซ็นออกมาจากร่างอันใหญ่โตของยักษา
พวกเขาต่างกรีดร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกเชือด
นายพลสกัดที่ยืนอยู่แนวหลังยิ้มกระหย่องอย่างภูมิใจ ว่านี่คือชัยชนะของตน
แต่เขาคิดผิด
มันไม่เหมือนกับวันแรกที่พวกเขาสับสนและไร้ซึ่งอาวุธ
พวกยักษานั้น มีความภาคภูมิใจในร่างกายอันแข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีภูมิปัญญา
มีหรือที่นักรบผู้กล้าหาญซึ่งเปี่ยมไปด้วยจิติญญากับอาวุธครบมือจะมาพ่ายกับของแค่นี้
เหล่ายักษาที่รอดจากกับดัก หรือไหวตัวรับมือทัน ต่างใช้กำปั้นอันใหญ่โตทุบลงไปที่ร่างของพวกอาร์โธรโพดา
ชุดเกราะดินที่แข็งแกร่งของอาร์โธรโพดาแทบจะไร้ค่า เมื่ออยู่ต่อหน้าพละกำลังอันล้นเหลือของพวกยักษา
เท่านั้นไม่พอ เหล่าสัตว์ร้ายสีทอง (สิงโต) ที่พวกยักษานำมาด้วย ยังทำให้พวกเหล่าอาร์โธรโพดารู้สึกหวาดกลัว
พวกเขาไม่เคยพบกับสัตว์ที่มีขนสีทอง และมีกรงเล็บน่ากลัวแบบนั้นมาก่อนในชีวิต
พวกสัตว์ร้ายสีทองได้ขย้ำร่างของมดทหารจนตายไปส่วนหนึ่ง
บางส่วนที่ได้สติ ก็สู้กลับอย่างองอาจ
“ทุกหน่วย กระจายกำลังพล ตั้งรูปขบวนหัวลิ่ม แล้วทะลวงบุกค่ายศัตรูเลย! ”
ภายใต้การนำของแคนตาลูบ พวกยักษาได้แยกออกเป็สี่หน่วยย่อย
รูปขบวนลิ่มทั้งสี่ได้วิ่งพุ่งไปช่วยหน่วยแรกที่ติดกับดักของอาร์โธรโพดา
และด้วยพละกำลังที่เหนือล้น ทำให้เหล่ามดทหารเลวถึงกับกระจายออกเป็สี่ทิศทาง
สกัดเห็นั์ที่มีดวงตาสีทองโดดเด่นสูงสีเมตรกำลังหวดท่อนซุ่งเป็วงกลม ราวกับว่าสิ่งนั้นเป็เพียงแค่ไม้กวาดที่เบาหวิว
เหล่าทหารมดเลวที่พยายามเข้าไปหยุด ต่างถูกส่งปลิวลอยขึ้นฟ้าเป็ชิ้น ๆ เฉกเช่นเศษกระดาษ
“เฮ้ย ๆ นี่มันผิดกับวันแรกเลยไม่ใช่หรือยังไง!? ”
สกัดถึงกับอุทานออกมาด้วยความใในความแตกต่างจากที่ตนเจอในวันแรก
เขานึกว่านี่จะเป็ศึกที่ง่ายกว่านี้
แต่ทุกอย่างยังอยู่ในการคำนวณ
ถึงจะมีการต่อต้าน แต่สกิลคิดว่ายังไหวอยู่
“ให้ทุกหน่วยต้อนพวกมันไปทางรังของพวกมนุษย์ และครั้งนี้ข้าจะออกไปนำทัพเอง! ”
สกัดสวมหมวกเกราะสีแดงทั้งตัว
พวกมดทหารที่อยู่หน่วยของเขาเองก็สวมชุดเกราะสีแดงเช่นกัน
กองทัพสีแดงได้วิ่งลงจากเนินเขาตรงหรี่ไปทางกองทัพไททันของแคนตาลูบ
“ฮะ ฮะ ฮะ จะปะทะกับข้าตรง ๆ เลยอย่างงั้นเรอะ!? ได้เสียสิวะ! ”
มหาไททันเคนตาลูบหัวเราะชอบใจ
เขาวิ่งออกนำไปอยู่ที่แถวหน้า
กำลังใจของฝ่ายยักษาเพิ่มพูนสูงขึ้นเมื่อเห็นนายทัพของตนวิ่งออกนำเข้าปะทะอย่างไม่ขลาดกลัว
สกัดเองก็วิ่งหรี่ตรงเข้าหาเขาเช่นกัน
สิบเมตร
เก้าเมตร
หกเมตร
ห้าเมตร
สี่ สาม สอง...หนึ่ง
ศูนย์
ในเสี้ยววินาที ขุนพลทั้งสองต่างรู้ตัวได้ทันทีว่าใครคือศตรูที่ต้องจัดการ
หนึ่งคือยักษามหาไททัน [แคนตาลูบ] บุรุษสูงสี่เมตรดวงตาสีทอง ผิวสีเขียว และสวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาล
ในมือของเขาคือท่อนซุงสีดำยาวห้าเมตรน่าเกรงขาม
หนึ่งคือนักรบผู้ซื่อตรงแห่งอาร์โธรโพดา [สกัด] บุรุษผู้ที่อยู่ในระดับของมดทหารองครักษ์ซึ่งตัวสูงสามเมตร และมีเขี้ยวอันนน่ากลัวเป็อาวุธ
อาวุธของเขาคือหอกเขี้ยวทั้งสี่ข้าง
เขี้ยวแต่ละอันได้ถูกลับที่ปลายจนแหลมคม และมีขนาดยาวถึงสามเมตร
นักรบทั้งสองได้เข้าปะทะกัน
ยามเมื่อนักรบผู้กรำศึกทั้งสองได้มาแลกเพลงดาบ การตัดสินจึงถูกกำหนดลงภายในเพลงดาบเดียวเท่านั้น
ในเสี้ยววินาทีแห่งการปะทะ หอกทั้งสี่ของสกัดได้พุ่งตรงไปที่แคนตาลูบ
หัว หน้าอก และขาทั้งสองข้าง
คงไม่มีทางที่สิ่งมีชีวิตซึ่งมีเพียงสองแขนจะรับการโจมตีทั้งหมดได้ นอกจากหลบไปเท่านั้น
แต่แคนตาลูบทำได้
เขายอมทิ้งขาทั้งสองข้าง และยกแขนซ้ายขึ้นมาบังส่วนหน้าอกกับหัวเอาไว้
เขี้ยวหอกได้ทิ่มทะลุเข้าไปในแขนของยักษาไททัน
และติดอยู่ในกล้ามเนื้ออันทรงพลังของเขา
พร้อมกันนั้น อาวุธในมือซ้ายของแคนตาลูบก็ได้ถูกหวดลงไป
สกัดรับรู้สึกว่าตัวเองกำลังเห็นลุกอุกกาบาตวิ่งอยู่ตรงหน้า
ด้วยแรงกระแทกอันรุนแรง ทำให้ครึ่งท่อนบนของสกัดกลายเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ไปพร้อมกับอาวุธของแคนตาลูบ
เป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่มีใครมองทัน
ข้างซ้ายและขวาของแคนตาลูบได้เกิดการปะทะขึ้นอย่างรุนแรง
โดยไม่มีใครรู้เลยว่าขุนพลของทั้งสองฝ่าย ต่างได้หมดสภาพในการต่อสู้ไปแล้ว