ในการประลองรอบที่สามนี้ มีเก้าลานประลองที่เป็นการประลองระหว่างคนที่ไม่ได้เข้าร่วมสองรอบแรก มีเพียงลานประลองที่สามเท่านั้นที่เป็นการประลองของคนที่เคยประลองไปแล้วจำนวนมาก และ ยังเป็นลานประลองที่น่าสนใจมากที่สุด การรวมตัวของผู้ที่แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาด
อูหลินเฟิง กู่ซือเอิน หลางจวิน ปะทะ เนี่ยหลุน จงหมิ่น หนานกงหมิง มีเพียงหนานกงหมิงที่ได้เข้าประลองครั้งแรก
“โห! เจ้าคือชายหนุ่มผู้มีร่างจตุรธาตุสินะ...ข้าเนี่ยหลุน” เนี่ยหลุนแนะนำตัวเอง มองไปยังจงหมิ่นด้วยความสนใจ แม้ว่าหากนับการใช้พลังธาตุแล้ว เนี่ยหลุนจะสามารถแสดงพลังธาตุออกมาได้หลากหลายเหมือนกับจงหมิ่นแต่ว่า จงหมิ่นอาศัยพลังธาตุที่มีภายในร่างกกาย แตกต่างกับเนี่ยหลุนที่ต้องใช้อาคมดาราสิบแฉกเพื่อปรับเปลี่ยนพลังที่ปล่อยออกมา เฉพาะนั้นพลังของจงหมิ่นจึงน่าสนใจมากสำหรับเนี่ยหลุน
“จงหมิ่น ฝากตัวด้วยแล้วกันคุณชายเนี่ย” จงหมิ่นแนะนำตัวเองเช่นเดียวกัน
“เราสองคนเจองานหนักนะเนี่ย เจอทั้งหลางจวิน อูหลินเฟิงและคนจากตระกูลกู่ที่มีร่างของเทพอสูรอมตะ” เนี่ยหลุนกล่าว เนี่ยหลุนก็ได้มองภาพการต่อสู้ของอูหลินเฟิงและกู่ซือเอินย่อมต้องรับรู้ว่าทั้งสองฝ่ายมีความแข็งแกร่งที่มากกว่าอันดับของตนเอง และยังมีหลางจวิน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยปะทะกับอีกฝ่ายแต่การที่อีกฝ่ายได้อันดับที่หนึ่งของร้อยมังกรทะยานย่อมต้องสามารถยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
"เฮ้ย อย่าทำเหมือนกับว่ามีเพียงสองคนสิ ข้าเองก็อยู่ด้วย"เสียงโวยวายของหนานกงหมิงดังขึ้นหลังจากที่เห็นว่าคนที่อยู่ฝ่ายตนเองไม่สนใจตนแม้แต่น้อย
"ขออภัยด้วยองค์ชายเก้า ข้าก็กำลังจะทักทาย แต่ท่านกลับโวยวายเสียก่อน"เนี่ยหลุนยกยิ้มพร้อมกล่าวขอโทษ
แต่จงหมิ่นกลับนิ่งเงียบไม่แสดงท่าทีต่อคำพูดของหนานกงหมิง อาจเป็นเพราะว่าหนานกงหมิงเกิดการทะเลาะกับกลุ่มของเขาก่อนหน้านี้ไม่นาน
"ชิ"หนานกงหมิงแสดงท่าทีขัดใจต่อการแสดงออกของทั้งสอง เขามองไปยังจงหมิ่น "เฮ้ย! เจ้าคนชั้นต่ำกล้าเมินคำของข้างั้นหรือ"
“ข้าว่าท่านควรจะสนใจกับฝั่งตรงข้ามมากกว่าข้า ในรอบนี้ท่านกับข้าได้อยู่ฝั่งเดียวกัน” จงหมิ่นกล่าวอย่างเหนื่อยใจ เขาไม่ได้ต้องการมีเรื่องกับอีกฝ่ายเลย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายราวกับอยากมีเรื่องกับเขาเสียอย่างนั้น
“เหอะ! เป็นแค่สามัญชนแท้ๆ แต่ท่าทางหยิ่งยโสยิ่งนัก คิดว่าตัวเองมีร่างจตุรธาตุแล้วจะพิเศษกว่าคนอื่นงั้นเหรอ” หนานกงหมิงยังคงหาเรื่องจงหมิ่นไม่หยุด แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวต่อฝั่งตรงข้ามกับเคลื่อนไหวเสียก่อน
…..
'ให้เนี่ยหลุนและหลางจวินอยู่คนละฝั่งงั้นหรือ จุดประสงค์ชัดเจนดีจริงๆ'อูหลินเฟิงที่ปักใจเชื่อไปแล้วว่าจะต้องมีคนในสถาบันเทพราชันเป็นพวกเดียวกับแดนจันทราโลหิต ทำให้คิดว่าการประลองครั้งนี้ก็เพื่อหาข้อมูลความสามารถของผู้ที่จะไปยังแดนเทพรกร้าง การที่เนี่ยหลุนและหลางจวินที่เพิ่งจะประลองจบไปเมื่อรอบที่แล้ว แต่ว่าได้ประลองเร็วขนาดนี้ ก็คงเพราะว่าหลางจวินชนะได้รวดเร็วเกินไปยังไม่ได้แสดงพลังของตนเองออกมาเลยแม้แต่น้อย ส่วนเนี่ยหลุนแม้จะเรียกยักษ์ขาวออกมาแล้วแต่ว่ายังไม่ได้แสดงพลังของจิตวิญญาณแฝดออกมา เท่ากับว่าทั้งสองยังไม่ได้แสดงพลังทั้งหมดออกมา ข้อมูลของทั้งสองคนมีน้อยเกินไป จึงให้ทั้งสองออกมาสู้กันเอง
‘หรือที่ให้ข้าลงประลองครั้งนี้ เพื่อต้องการดูขีดจำกัดของ อาคมอสูรสถิตร่าง’ อูหลินเฟิงคิดถึงความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายให้เขาเข้าประลองรอบที่สองเร็วถึงขนาดนี้ วิชาที่ทำให้ระดับหกขั้นสูงแสดงพลังของราชันออกมาได้ วิชาที่แข็งแกร่งแบบนี้หากหาจุดอ่อนเจอย่อมต้องเป็นผลดีต่อแดนจันทราโลหิตอย่างแน่นอน
"องค์ชายหลาง...ท่านคิดจะทำอย่างไร"อูหลินเฟิงถามหลางจวิน เขาพยายามสังเกตชายที่ถูกขนาดนามว่าแข็งแกร่งที่สุดในร้อยมังกรทะยาน หากเป็นไปได้เขาต้องการที่จะผูกมิตรกับหลางจวิน เพราะว่าราชวงศ์แสงจันทร์เรียกได้ว่ามีความแค้นลึกซึ้งกับแดนจันทราโลหิตเช่นเดียวกับราชวงศ์โชติช่วง หากเป็นไปได้เขาอยากที่จะผูกมิตรกับหลางจวินให้ได้ก่อนที่จะไปยังแดนเทพรกร้าง
หลางจวินชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีดวงตาสีทอง เรือนลมสีเงิน เป็นทั้งถึงรัชทายาทของราชวงศ์แสงจันทร์ มีทั้งชาติตระกูลที่สูงส่งและพลังฝีมือ เรียกได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบ เพียงแค่เขายืนอยู่เฉยๆ ตอนนี้ยังรับรู้ได้จากลมปราณอันแข็งแกร่งที่อยู่รอบๆ ตัว แม้ว่าจะมีลมปราณของชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นสูงอยู่ทั่วร่าง แต่แรงกดดันมหาศาลที่ออกมาจากร่างเขานั้นขนาดยืนอยู่เฉยๆ ยังส่งความรู้สึกที่กดดันออกมาหาคนรอบๆ ข้าง
"จัดการให้เร็วที่สุด อย่าให้เนี่ยหลุนเรียกยักษ์ขาวออกมาได้"หลางจวินกล่าว แม้ว่าเขาจะได้รับขนาดนามว่าแข็งแกร่งที่สุด แต่เนี่ยหลุนก็ไม่ใช่ชายที่จะสามารถประมาทได้ ยิ่งเมื่อครู่หลางจวินสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ไวถึงมีโอกาสได้เห็นพลังของเนี่ยหลุน อีกฝ่ายสมกับเป็นอันดับสองของร้อยมังกรทะยาน ไม่อาจประมาทได้เลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่พูดจบทั้งหลางจวินและกู่ซือเอินโคจรลมปราณประจำตัวของตนเอง พุ่งตัวออกไปหาอีกฝ่ายด้วยความเร็ว ลมปราณที่รุนแรงทะลักออกมาจากร่างกายของทั้งสอง ลมปราณสีเงินจากลมปราณอสูรจันทรา และลมปราณสีฟ้าจากลมปราณเทวราชพันพิษ สร้างแรงกดดันไปทั่วทั้งสนามประลอง
ปราณอสูรจันทรา เขี้ยวหมาป่ากระชากซากศพ ที่มือของหลางจวินปรากฏเป็นร่างเงาของหัวหมาป่าสีเงินที่กำลังแยกเขี้ยวใส่ศัตรูตรงหน้า
ปราณเทวราชพันพิษ ฝ่ามืออสรพิษ ที่ฝ่ามือของกู่ซือเอินปรากฏเงาของอสรพิษสีเขียวที่แฝงด้วยพิษร้ายอย่างรุนแรง
เงาของสองสัตว์ร้าย ทั้งหมาป่าและอสรพิษเล็งโจมตีไปยังร่างของเนี่ยหลุนเป็นคนแรก คิดจะกำจัดเนี่ยหลุนก่อนที่เขาจะเรียกยักษ์ขาวออกมา เพราะหากว่าเนี่ยหลุนสามารถเรียกยักษ์ขาวที่แข็งแกร่งออกมาได้ การต่อสู้ย่อมต้องยืดเยื้ออย่างแน่นอน เนี่ยหลุนจ้องมองเงาของสัตว์ร้ายที่โจมตีเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว เพราะว่าในกลุ่มของเขามีคนที่เคลื่อนไหวแล้ว
ปราณจตุรธาตุ กำแพงปฐพีเสริมวารีอัสนี
จงหมิ่นเองตั้งแต่ที่สัมผัสถึงการโคจรลมปราณของฝ่ายตรงข้าม ก็ได้โคจรลมปราณของตนเองเช่นกัน จงหมิ่นนำมือแตะลงไปยังพื้นดินสร้างกำแพงดินขนาดใหญ่ขึ้นมาปกป้องที่เบื้องหน้าของตนเอง และ ยังประสานธาตุวารีและธาตุอัสนีที่มีความสามารถในการป้องกัน เสริมเข้ากับธาตุปฐพีที่มีพลังป้องกันสูงที่สุด
อาคมดาราสิบแฉก
เนี่ยหลุนเองก็หยิบที่ไม้เท้าของตนเองผนึกอาคมลงที่ไม้เท้า บนกำแพงสามธาตุของจงหมิ่นมีวงแหวนหลายวงของอาคมดาราสิบแฉกปรากฏขึ้น เสริมพลังป้องกันของกำแพงอย่างมหาศาล จังหวะเดียวกันเมื่อเสริมพลังให้กับกำแพงสามธาตุเสร็จ เนี่ยหลุนก็ปล่อยมือออกจากไม้เท้าและประสานอิน เพื่อเรียกยักษ์ขาวออกมาให้เร็วที่สุด
ตูม!!!! เสียงปะทะของเขี้ยวหมาป่าและฝ่ามืออสรพิษดังขึ้น แรงปะทะมหาศาลเกิดขึ้น แต่ว่าแม้จะอาศัยแรงมหาศาลจากพลังแฝงของอสูรจันทรา และ ฝ่ามือที่อาศัยพละกำลังของร่างเทพอสูรอมตะ ยังไม่สามารถที่จะทำลายกำแพงที่ประสานไว้ด้วยพลังของสุดยอดผู้ใช้พลังธาตุทั้งสองอย่างจงหมิ่นและเนี่ยหลุน
ตูม! ตูม! ตูม! เมื่อทั้งหลางจวินและกู่ซือเอิน เห็นว่าการโจมตีแรกไม่สามารถที่จะทำลายกำแพงได้ ทั้งสองจึงกระหน่ำโจมตีไปยังกำแพงนั้น เพียงสามการโจมตีก็สามารถทำลายกำแพงปฐพีนั้นลงได้ แต่ว่าทันทีที่ทั้งสองสามารถทำลายกำแพงปฐพี สิ่งที่เห็นก็คือรอยยิ้มของเนี่ยหลุนและวงแหวนขนาดใหญ่ข้างหลังของเขา
“ช้าไป” เนี่ยหลุนกล่าว แรงกดดันมหาศาลถูกปลดปล่อยออกจากวงแหวนอาคมขนาดใหญ่ด้านหลังของเขา ยักษ์ขาวที่มีร่างกายใหญ่โตได้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง ในคราวนี้ร่างของมันมีพลังกดดันมหาศาลออกมาราวกับว่าพร้อมต่อสู้ได้ตลอดเวลา
“โจมตี” เนี่ยหลุนออกคำสั่งท่านทีที่ร่างของยักษ์ขาวปรากฏตัวออกมา เมื่อได้ยินคำสั่งร่างของยักษ์ขาวก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาร่างของมันก็ปรากฏอยู่ด้านหน้าของกู่ซือเอิน และต่อยออกไปยังร่างของนาง แต่ว่ากู่ซือเอินที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วก็ได้ชกสวนไปยังหมัดของยักษ์ขาวที่ชกออกมา
ปัง!! เสียงดังสนั่นจากการปะทะการของหมัดที่มีกำลังมหาศาลเกิดขึ้น แม้ว่าร่างของยักษ์ขาวจะถูกสร้างออกมาอย่างดีและมีพละกำลังมหาศาล แต่ว่ากู่ซือเอินเองก็มีพละกำลังมหาศาลเช่นเดียวกัน และ ลมปราณของนางก็ยังเป็นลมปราณพิษ เพียงการปะทะกันครั้งแรกลมปราณพิษที่มีพิษนับพันได้แทรกซึมเข้าไปยังมือขนาดใหญ่ของยักษ์ขาว
‘ลมปราณเทวราชขั้นพันพิษ สามารถที่จะส่งผลต่อร่างของยักษ์ขาวได้เลยอย่างนั้นหรือ...พิษของนางแข็งแกร่งจริงๆ’ เนี่ยหลุนที่เห็นแบบนั้นก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง ลมปราณพิษเทวราชแข็งแกร่งจริงๆ เนี่ยหลุนผนึกพลังอาคมส่งไปยังร่างของยักษ์ขาวทันที
อาคมดาราสิบแฉก แสงพฤกษาเยียวยา
เนี่ยหลุนใช้อาคมดาราที่มีพลังของทั้งสิบธาตุใช้คุณสมบัติจากธาตุแสงและธาตุไม้ที่มีความสามารถในการรักษา ต่อต้านพิษของลมปราณพิษเทวราช พิษที่กำลังลุกลามบนมือของยักษ์สีขาวค่อยๆ ช้าลงและหยุดการกระจาย แต่ถึงแม้จะมีพลังเยียวยาก็ตามกลับไม่สามารถชะล้างพิษออกได้ทำได้เพียงแค่ไม่ให้ผิดกระจายไปก็เท่านั้น
"เป็นร่างที่สุดยอดจริงๆ..ร่างเวทราชพันพิษกับร่างเทพอสูรอมตะ เป็นการประสานที่น่าสะพรึงยิ่งนัก"เนี่ยหลุนกล่าว พร้อมกับโคจรพลังอาคมของตนเองอีกครั้ง
อาคมดาราสิบแฉก รูปแบบวงหนึ่งวงแหวน ลูกศรสรรพธาตุ
วงแหวนดาราสิบแฉกจำนวนมากปรากฏขึ้นเหนือหัวของเนี่ยหลุน วงแหวนแต่ละลงส่งลูกศรธาตุที่แตกต่างกัน พุ่งออกไปโจมตีอย่างรวดเร็ว
"ชิ...ช้าไปงั้นหรอ"หลางจวินสบถออกอย่างขัดใจเมื่ออาจจัดการเนี่ยหลุนในพริบตาได้ และ ยังโดนโจมตีสวนกลับมา จึงตัดสินใจแสดงพลังของตนเองออกมาทันที
ปราณอสูรจันทรา ร่างครึ่งอสูรจันทรา
ใบหู มือ เท้า ได้กลายเป็น หู มือ และ เท้าของหมาป่า หางสีเงินขนาดใหญ่ปรากฏออกมาด้านหลังของหลางจวิน กระแสลมปราณที่เคยรุนแรงอยู่แล้วของหลางจวินกลับรุนแรงขึ้นไปอีก แม้ว่าจะยังอยู่ภายในขั้นของจอมยุทธ์ขั้นสูง แต่ความรุนแรงและพลังกดดันกลับพอๆ กับราชันขั้นสูง
ปราณอสูรจันทรา กรงเล็บเสี้ยวจันทร์
เงาสีเงินอันสวยงาม ผนึกลงไปยังกรงเล็บของหมาป่า กลายเป็นเงาของเล็บสีเงินที่ผนึกบนกรงเล็บอีกที เมื่อหลางจวินตวัดกรงกลับของตนเองออกไป ก็สามารถส่งคลื่นกรงเล็บสีเงินออกไปปะทะกับลูกศรทั้งหลายของเนี่ยหลุน
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! เกิดการปะทะของทั้งคลื่นกรงเล็บและลูกศรจำนวนมาก พลังของคลื่นกรงเล็บสีเงินและลูกศรหลายธาตุมีพลังพอๆกัน ไม่อาจหาผู้ชนะได้อย่างชัดเจน
“อย่าลืมข้าสิ ไอ้เจ้าพวกนี้!!” เสียงตะโกนของหนานกงหมิงดังขึ้นมา แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงจอมยุทธขั้นกลาง แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัวการปะทะที่มีพลังรุนแรงของอันดับหนึ่งและสองแห่งร้อยมังกรทะยานเลยแม้แต่น้อย
ปราณมิติ ศาสตราแห่งมิติ
หนานกงหมิงเองก็มีความสามารถในการเรียกศาสตราวุธออกมาจากมิติส่วนตัว เขาเรียกศาสตราวุธออกมานับสิบเล่ม ประสานเข้ากับลมปราณมิติของตนเองส่งศาสตราวุธทั้งหลายตรงไปยังร่างของหลางจวินและกู่ซือเอิน แต่ว่าก่อนที่ศาสตราทั้งหลายจะทะลวงร่างของหลางจวินและกู่ซือเอิน ยันต์อาคมสีขาวอันแข็งแกร่งก็ได้ปรากฏขั้นมาปกป้องร่างของทั้งสองเอาไว้
ยันต์อาคมแปดรูปแบบ ยันต์ป้องกัน
อูหลินเฟิงสร้างยันต์อาคมออกมาป้องกันหลางจวินและกู่ซือเอิน ศาสตราวุธนับสิบเล่ม ไม่อาจเจาะทะลวงยันต์อาคมของอูหลินเฟิงได้
“แต่ดูเหมือนเจ้าจะลืมว่า...ฝั่งข้าเองก็มีสามคน” น้ำเสียงยียวนของอูหลินเฟิงดังขึ้นมา แต่หนานกงหมิงกลับไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของอูหลินเฟิงและมองเห็นเขาได้
“เจ้าอีกแล้วงั้นเหรอ!!” หนานกงหมิงตะโกนออกมาราวกับว่าเขากำลังหัวเสียอยู่ เมื่อมองไปรอบๆ กับไม่สามารถมองเห็นตัวของอูหลินเฟิงได้แล้ว
“ข้าได้ดูการต่อสู้ของเจ้าแล้ว ทั้งๆ ที่มีสายเลือดตระกูลเนี่ย แต่กลับไม่ได้ใช้สกุลเนี่ยหรือว่าเจ้าโดนไล่ออกมาจากตระกูล หรือว่ามารดาเจ้าเป็นลูกอนุของใครสักคนในตระกูลเนี่ย แล้วถูกเฉียดหัวออกมางั้นเหรอ” หนานกงหมิง ราวกับพยายามกล่าวคำพูดยั่วยุอูหลินเฟิง
‘แปลกจริงๆ ทั้งๆ ที่เจ้านี่กำลังพูดจายั่วอยู่ค่อยอยู่ แต่จิตใจของเจ้านี่สงบนิ่งๆ ยิ่งนัก’ อูหลินเฟิงที่ปกติแล้วชอบยั่วยุฝั่งตรงข้าม ไม่ได้โมโหไปกับคำพูดของหนานกงหมิงเลยแม้แต่น้อย แต่ตัวเขาที่สามารถรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตได้ กลับรู้สึกแปลกๆ กับอารมณ์ของหนานกงหมิง ทั้งๆ ที่หากมองจากภายนอกอีกฝั่งดูเป็นคนที่ขี้โมโห บ้าตัณหา แต่จิตใจที่เขาสามารถสัมผัสได้จากอีกฝ่ายคือความสงบ ราวกับว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังแสดงละครอยู่
‘ไม่ธรรมดาจริงๆ’ อูหลินเฟิงคิด อีกฝ่ายอาจเป็นประเภทที่ซ่อนความแข็งแกร่งของตนเองไว้ในรูปลักษณ์ที่เสเพล ทำให้คนอื่นมองข้ามความสามารถของตนเอง
‘ถ้าอย่างนั้นข้าจะเล่นด้วยกับเจ้าก็แล้วกัน’
“แล้วเจ้าดีกว่าข้าหรือไง ได้ข่าวว่าตัวของเจ้าเป็นชายที่หญิงสาวทุกคนในทวีปไร้พิรุณต่างหวาดกลัวและขยะแขยงไม่ใช่หรือ” อูหลินเฟิงกล่าวออกมาแม้ว่าเขาจะยังซ่อนตัวอยู่ภายในจิตซ่อนเร้นของลุคที่ตอนนี้กำลังสถิตอยู่ในกระบี่วิญญาณฟ้า
“ข้าก็ยังดีกว่าเจ้าแล้วกันที่ ที่มีสายเลือดของตระกูลเนี่ยแต่ไม่ได้ใช้สกุลเนี่ย” หนางกงหมิงยังคงพยายามกล่าวเรื่องนี้ต่อไป
“ก็บิดาข้ามาจากตระกูลอู ส่วนมารดามาจากตระกูลเนี่ย อีกอย่างมารดาของข้าก็แต่งเข้าตระกูลอู ข้าจึงใช่สกุลอู ธรรมเนียมปฏิบัติแค่นี้ก็ไม่รู้หรือไง ราวกับว่าเจ้ามีหัวไว้แค่กั้นหูเพียงเท่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว
“เจ้ากล้าด่าว่าข้าไร้สมองงั้นหรือ!!” เสียงตะโกนของหนานกงหมิงดังขึ้นไปอีก จนหูของหลางจวินที่ตอนนี้กลายเป็นหัวหมาป่าเริ่มจะเจ็บปวดจากเสียงตะโกนของพวกเดียวกัน
“แล้วถ้าไม่ด่าเจ้าหรอกจะด่าใคร”
“เจ้ากล้า ดูถูกข้าาาาา!!” เสียงตะโกนที่ดังที่สุดของหนานกงหมิงดังขึ้นมาพร้อมๆ กับที่เขาได้ระเบิดลมปราณของตนเองออกมา
ปราณมิติ ศาสตราแห่งมิติ
ในครั้งนี้หนานกงหมิงได้เรียกศาสตราวุธออกมานับร้อย และส่งศาสตราวุธทั้งหมดโจมตีไปยังทั่วทั้งสนามประลอง ไม่ให้มีช่องว่างแม้แต่น้อยเพื่อต้องการหาตัวของอูหลินเฟิงที่กำลังซ่อนอยู่ ศาสตราวุธแต่ละเล่มพุ่งทะยานออกจากรอบตัวของหนานกงหมิง เรียกได้ว่าโจมตีไปยังทั้งสนาม โจมตีไปยังหลางจวิน กู่ซือเอิน และยังโจมตีโดยไม่สนพวกเดียวกันไปยังจงหมิ่นและเนี่ยหลุนอีกด้วย
“ไอ้เจ้าเด็กมีปัญหานี่มันอะไรกัน” จงหมิ่นกล่าวอย่างหัวเสียในขณะที่ตนเองใช้ดาบฟันศาสตราวุธที่โจมตีเข้ามา หนานกงหมิงถึงกับโจมตีพวกเดียวกัน
“เห้อ ต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกับคนเช่นนี้ หนักใจจริงๆ” เนี่ยหลุนกล่าว พร้อมกับที่สร้างวงแหวนอาคมขึ้นมาเพื่อปกป้องร่างกายจากศาสตราวุธที่พุ่งเข้ามา
กู่ซือเอินเองก็ใช้ฝ่ามือของนางในการปัดป้องศาสตราวุธที่โจมตีมาทางนา
หลางจวินแทบจะไม่ต้องขยับเขยื้อนเลยด้วยซ้ำใช้เพียงแค่ร่างกายที่แข็งแกร่งจนฟันแทงไม่เข้า ตั้งรับศาสตราวุธนั้นโดยไม่จำเป็นต้องขยับเลยไม่แต่น้อย
..
..
จบตอน