ก่อนที่ศิษย์จากสถาบันต่างๆจะปรากฏตัวขึ้นที่สนามประลองประมาณหนึ่งเค่อ
ที่นั่งอัศจรรย์บนสนามประลอง
ที่นั่งพิเศษที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้สำหรับกองกำลังใหญ่ที่มีราชันยุทธ์อยู่ในกองกำลัง
ตรงที่นั่งที่ดีที่สุด เป็นที่นั่งของราชวงศ์เหยียน ห้าตระกูลใหญ่ รวมไปถึงสถาบันใหญ่ทั้งห้า นอกจากนี้ก็ยังมีทั้งสำนักผู้ตรวจการ หอเฟิงอี้ หอดารายุทธ์ ซึ่งเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งของราชวงศ์
หนานหลินในฐานะคนของสำนักผู้ตรวจการก็ได้นั่งรวมอยู่ในนั้น
ตอนนี้หนานหลินกลายเป็นจุดสนใจของทุกๆคนที่อยู่ที่นี้ ในฐานะบุตรสาวของผู้นำตระกูลหนานที่แข็งแกร่งจึงเป็นที่ต้องการในการสานสัมพันธ์กับกองกำลังต่างๆ
แต่ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปใกล้ๆหนานหลินแม้แต่คนเดียว สาเหตุก็เพราะด้านข้างของนางมีสตรีที่งดงามนั่งอยู่ ซึ่งสตรีผู้นี้ก็คือหม่าซีเยว่ ยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์นั่นเอง
ใครๆก็รู้ว่าหม่าซีเยว่ทำให้ยอดฝีมือระดับจักพรรดิยุทธ์ในเมืองหลวงถึงกับหวาดกลัวกันมาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อหม่าซีเยว่นั่งอยู่ด้านข้างของหนานหลินจึงไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปทักทายหรือพูดคุยกับนาง
แม้ว่าจะไม่มีใครที่จะกล้าเข้าไปทักทายแต่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเยาว์หรือกองกำลังต่างๆ พวกเขาก็เริ่มวางแผนเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับหนานหลินเอาไว้แล้ว
แม้กระทั้งองค์ชายหรือคุณชายจากตระกูลต่างๆก็มีความคิดที่จะสร้างความสันพันธ์อันดีกับหนานหลิน แม้ว่าจะต้องออกจากราชวงศ์หรือตระกูลใหญ่และตบแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง พวกเขาก็ยินดีที่จะทำแบบนั้น เพราะพวกเขาเชื่อว่าในอนาคตพวกเขาจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าการอยู่กับกองกำลังของตัวเอง
ชิงเหยาเหลือบมองดูเหล่าองค์ชายและคุณชายทั้งหลายด้วยแววตาเย้ยหยัน สำหรับนาง นางคิดว่าคนเหล่านี้ไม่เหมาะกับน้องสาวหนานหลินแม้แต่น้อย
“ ดูเหมือนว่าน้องสาวหนานหลินจะกลายเป็นจุดสนใจของบุรุษทั่วอาณาจักรแล้วล่ะมั้ง ” ชิงเหยาแอบหยอกล้อหนานหลิน
หนานหลินที่ได้ยินก็หัวเราะและกล่าวตอบกลับไปว่า “ ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ พวกเขาสนใจข้าก็เพราะเบื้องหลังของข้า ถ้าหากข้าไม่มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งข้าจะได้รับความสนใจแบบนี้งั้นหรือ? ”
ชิงเหยาพยักหน้ารับและเห็นด้วยกับคำตอบของหนานหลิน
ใช่แล้ว ในโลกแห่งนี้เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน แม้ว่าใบหน้าจะอัปลักษณ์แต่ถ้าหากเบื้องหลังแข็งแกร่ง คนที่อ่อนแอจำนวนมากก็ต้องพึงพาพวกเขาเหล่านั้น แต่ถ้าหากไม่มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง ต่อให้งดงามมากแค่ไหนสุดท้ายก็เป็นเพียงแค่เบี้ยหมากตัวหนึ่งเท่านั้น
“ แล้วเจ้ามีคนที่หมายตาเอาไว้แล้วหรือยัง? อายุของเจ้าก็ไม่น้อยแล้วนะ สมควรมองหน้าบุรุษดีๆเข้ามาในชีวิตได้แล้ว ” ชิงเหยากล่าวด้วยรอยยิ้ม
หนานหลินกลอกตาและกล่าวกลับไปว่า “ เช่นนั้นศิษย์พี่ชิงเหยาก็หาบุรุษในดวงใจได้หรือยังล่ะ อายุท่านก็มากกว่าข้าอีกนะ ”
ชิงเหยาหัวเราะแห้งๆทันที เพราะนางเองก็ไม่ได้สนใจบุรุษเหล่านั้นแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้นางตั้งใจฝึกฝนตัวเองเสียมากกว่า เนื่องจากตอนนี้นางเป็นถึงยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้ว อายุขัยของนางก็มากกว่าห้าร้อยปีแล้วด้วย เช่นนั้นนางก็สามารถหาบุรุษหลังจากที่นางอายุสามสิบหรือสี่สิบปีก็ยังไม่สาย
เพราะนางเชื่อว่าความแข็งแกร่งคือที่สุด ถ้าหากนางแข็งแกร่ง นางก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวผู้ใดหรือรักกับผู้ใดแล้วมีคนมีสร้างปัญหาให้กับนาง
“ เอาล่ะๆ เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ อีกไม่นานการแข่งขันก็จะเริ่มแล้วแต่ตอนนี้น้องชายหนานหมิงยังไม่มาอีกงั้นหรือ? ” ชิงเหยารีบเปลื่ยนเรื่องทันที
หนานหลินที่อยู่ข้างๆก็หัวเราะร่า
ในขณะที่หนานหลินกำลังพูดคุยอยู่กับชิงเหยา ก็มีชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้นๆสวมชุดธรรมดาเดินเข้ามาด้านหลังของหนานหลิน
เวลานี้ทุกๆคนที่อยู่รอบๆต่างก็มองไปที่ชายหนุ่มคนนั้นด้วยความประหลาดใจ เพราะพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนกล้าที่จะเดินเข้าไปหาหนานหลินแบบนั้น
แม้ว่าชายหนุ่มคนนั้นจะหล่อแต่ชุดที่สวมก็ไม่ได้มีราคามากนัก เพียงแต่ด้านหลังของเขามีชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกาะสีดำเดินตามมา อีกทั้งออร่าของชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ยังเป็นถึงระดับราชันยุทธ์ขั้นกลางอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าเบื้องหลังของชายหนุ่มคนนั้นไม่ธรรมดา
ไม่นานนักคนอื่นๆก็จำได้ว่าชายวัยกลางคนที่สวมชุดเกาะสีดำนั้นเป็นใคร
ชายวัยกลางคนผู้นั้นคือ เถาไป๋ แม่ทัพใหญ่จากกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ซึ่งเป็นแม่ทัพผู้ติดตามของท่านอ๋องฉินเหยียน
ทันใดนนั้นสิ่งที่ทุกๆคนประหลาดใจก็คือ ชายหนุ่มคนนั้นเดินไปด้านหลังของหนานหลินก่อนที่จะใช้มือทั้งสองข้างหยุมหัวของหนานหลินอย่างรุนแรงจนทำให้หนานหลินร้องออกมาด้วยความตกใจ
หนานหลินนางตกใจจริงๆ ต้องไม่ลืมว่านางเป็นถึงยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ การที่จะมีคนเข้ามาด้านหลังของนางเรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย มีทางเดียวที่จะเข้ามาด้านหลังของนางได้ก็คือคนๆนั้นจะต้องมีพลังยุทธ์ในระดับเดียวกับนางหรือมากกว่า
ชิงเหยาเองก็ตกใจและรีบหันไปมองดูคนที่ลงมือทำทันที แต่เมื่อเห็นคนที่ลงมือทำนางก็ยิ้มแห้งๆเพราะนางรู้จักกับคนที่ลงมือทำเป็นอย่างดี แถมใบหน้าของนางก็ดูเหมือนจะขึ้นสีเล็กน้อยอีกด้วย
สำหรับหม่าซีเยว่แม้ว่านางจะสัมผัสได้ว่ามีคนเดินเข้ามาด้านหลังของพวกนาง แต่เพราะคนที่เดินเข้ามานั้นเป็นคนที่นางรู้จัก นางจึงไม่ได้อะไรมากนัก
เมื่อชายหนุ่มหยุมหัวหนานหลินจนพอใจแล้วเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า “ เจ้าตัวแสบยังไม่ออกมาอีกงั้นหรือ ข้าอุส่าห์รีบเดินทางมาแล้วนะ ”
หนาหลินที่ได้ยินเสียง นางก็รีบหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางเปร่งประกายสดใสทันที
“ ฮ่าฮ่า เจ้าพี่บ้าในที่สุดก็กลับมาเสียที ข้าได้ยินว่าท่านไปอยู่ที่ค่ายทหารจนไม่กลับมาที่บ้านเลยนะ ” หนานหลินกล่าวด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
ใช่แล้ว ชายหนุ่มที่มาก็คือหนานอวี้ พี่ชายคนโตของผู้นำตระกูลหนาน หรือก็คือพี่ชายของหนานหลินและหนานหมิงนั่นเอง
หนานอวี้ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจและตอบกลับไปว่า “ ก็ข้าต้องการสร้างชื่อเสียงน่ะสิ เจ้าก็รู้ว่าอีกไม่นานข้าจะแต่งงานกับพี่สะไภัของเจ้าแล้ว ถ้าหากข้ามีชื่อเสียงมันก็จะดีสำหรับข้า ”
“ เหอะ! นี้ยังต้องการชื่อเสียงอีกงั้นหรือ? เชื่อข้าสิถ้าหากท่านต้องการเพียงแค่กล่าวคำเดียวทั่วทั้งอาณาจักรจะต้องรู้จักท่านแล้ว ” หนานหลินหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ
“ จริงสินี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยมั้งที่พวกเราสามพี่น้องอยู่พร้อมหน้ากัน ” หนานหลินกล่าวขึ้น เพราะบางครั้นนางก็ออกไปทำภารกิจของสำนักผู้ตรวจการ ส่วนหนานอวี้ก็มักจะไปที่ค่ายทหารเพื่อเฝ้าระวังเทือกเขาร้อยอสูร แม้ว่าความจริงแล้วด้วยความแข็งแกร่งของเขาก็สามารถกำจัดภัยของเทือกเขาร้อยอสูรได้ทั้งหมดแล้วก็ตาม
ส่วนหนานหมิงก็เป็นคนที่ชอบอยู่เงียบๆ เขาจึงมักที่จะอาศัยอยู่ที่บ้านพักในสถาบันฉินเยี่ยน้อยครั้งที่จะออกมากด้านนอก เพราะฉะนั้นเมื่อหนานหมิงออกมา หนานอวี้หรือหนานหลินก็อาจจะไปทำธุระข้างนอก ทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่
เวลานี้กองกำลังทั้งหมดต่างก็รับรู้แล้วว่าชายหนุ่มที่กล้าเล่นหัวของหนานหลินคือพี่ชายคนโตของพวกเขา ‘ หนานอวี้ ’
แม้ว่าหนานอวี้จะไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่ากับหนานหลินและหนานหมิง แต่ถึงอย่างนั้นความแข็งแกร่งของเขาก็นับว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่โด่งดังอย่างมากในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ เพราะเขาสามารถต่อสู้กับปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ได้ด้วยวัยเท่านี้ ถือว่าในอนาคตเขาจะต้องกลายเป็นราชันยุทธ์ได้อย่างแน่นอน
เพียงแต่ทุกๆคนไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วหนานอวี้ในตอนนี้มีความแข็งแกร่งในระดับเหนือยุทธ์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่หนานอวี้ทำแบบนี้เหมือนกับผู้เล่นเกมที่มีเลเวลตันไปแล้วแต่กลับมายังหมู่บ้านเริ่มต้นและทำตัวเหมือนกับผู้เล่นเลเวลน้อย
ดวงตาของเหล่าองค์หญิงและคุณหนูทั้งหลายต่างก็จับจ้องไปที่หนานอวี้เป็นสายตาเดียวกัน เพราะท่าทีและบุคลิกของเขาเหมือนกับแม่ทัพหนุ่มอย่างยิ่ง ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเปร่งประกายแต่ก็แฝงไปด้วยความจริงจัง ท่วงท่าเหมือนกับแม่ทัพ ทำให้กลายเป็นบุรุษในฝันของสตรีจำนวนมากทันที
เนื่องจากในช่วงเวลาที่ผ่านมา หนานอวี้ได้รับการฝึกฝนแบบทหารจากแม่ทัพใหญ่หลายคนโดยตรง ทำให้เขามีท่าทีเหมือนกับทหารเป็นอย่างมาก
สำหรับในโลกใบนี้การมีภรรยาสองถึงสามคนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโลกที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟันกัน ถ้าหากไม่สามารถผลิตทายาทได้เป็นจำนวนมากก็อาจจะทำให้ตระกูลล่มสลายได้ และอีกอย่างถ้าหากทายาทที่กำเนิดมามีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ ตระกูลของพวกเขาก็จะพุ่งทะยานขึ้นทัน ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘ หนึ่งคนขึ้นเป็นเซียน ทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างก็พลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย ’
แต่แน่นอนว่าก็มีบางคนที่รักเดียวใจเดียวพร้อมที่จะมีคนรักแค่คนเดียว ซึ่งพ่อแม่ของหนานหมิงก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่รักเดียวใจเดียว
หม่าซีเยว่ขยับออกไปเล็กน้อยและยกที่นั่งเก่าของนางให้กับหนานอวี้
หนานอวี้เองก็ย่อมรู้จักหม่าซีเยว่เป็นอย่างดี เขาจึงกล่าวขอบคุณและนั่งลงข้างๆหนานหลิน
ส่วนทางด้านของแม่ทัพใหญ่เถาไป๋ เขาก็หาที่นั่งใกล้ๆกับหนานอวี้ ที่เขามาที่นี้ก็เพราะได้รับคำสั่งให้มาคุ้มครองหนานอวี้ แน่นอนว่าเถาไป๋เองก็ยินดีเป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงเวลาที่หนานอวี้อยู่ที่ค่ายทหารทั้งสองก็สนิทกันเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเถาไป๋เป็นคนตรงๆและชื่นชอบนิสัยที่ตรงไปตรงมาของหนานอวี้ ทำให้ทั้งสองกลายเป็นสหายต่างวัยกันในท้ายที่สุด
ไม่นานนักก็มีศิษย์จากสถาบันต่างๆปรากฏตัวขึ้นที่สนามประลอง
เหล่าศิษย์ทั้งหลายยืนอยู่ตามจุดที่เตรียมเอาไว้ โดยแยกเป็นสถาบันต่างๆอย่างเป็นระเบียบ
ก่อนที่อีกไม่ถึงครึ่งเค่อ สถาบันหลักทั้งห้าก็ปรากฏตัวขึ้นที่สนามประลอง
ห้าสถาบันหลักได้แก่ สถาบันหลวงต้าเหยียน สถาบันฉินเยี่ย สถาบันหยูจิง สถาบันหยางเว่ย สถาบันมู่เทียน
ทันทีที่ห้าสถาบันมาถึงเสียงเฮก็ดังลั่นขึ้นมาทันที
หนานหลินเองก็ส่งเสียงตะโกนด้วยเช่นกัน นางตะโกนชื่อของหนานหมิงอย่างต่อเนื่องพร้อมกับลุกขึ้นมาโบกมือให้หนานหมิงเห็น
สถาบันหลวงต้าเหยียนนำโดยโอวหยางจิงหาน
สถาบันฉินเยี่ยนำโดยน่าหลันหวงเมิ่ง
สถาบันหยูจิงนำโดยเฉาเหล่ย ส่วนด้านหลังสุดก็คือเสินเถียน รุ่นเยาว์ที่ศาลาชุนหมิงตรวจสอบแล้วว่าเขาคือคนที่แข็งแกร่งรองลงมาจากโอวหยางจิงหาน
สถาบันมู่เทียนนำโดยจีชิง
และสุดท้ายสถาบันหยางเว่ยนำโดยลู่จือชิง
เวลานี้สถาบันหลักทั้งห้าต่างก็เป็นเป้าสายตาของทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นผู้ชมหรือผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด เนื่องจากทั้งห้าสถาบันนี้ถือว่าเป็นห้าสถาบันที่แข็งแกร่งที่สุดและอันดับหนึ่งถึงห้าของการแข่งขันประลองศึกร้อยสถาบันส่วนใหญ่ก็ตกเป็นของห้าสถาบันนี้
แม้ว่าจะมีบางช่วงที่อันดับของห้าสถาบันนี้จะตกลงไปที่หกหรือเจ็ดบ้างแต่ก็ไม่เคยหลุดไปถึงอันดับที่แปดมาก่อน เพราะฉะนั้นแล้ว ห้าสถาบันนี้คือเป้าหมายของรุ่นเยาว์จำนวนมาก เพราะถ้าหากพวกเขาสามารถเอาชนะศิษย์อัจฉริยะของห้าสถาบันได้พวกเขาจะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาและอาจจะกลายเป็นเป้าหมายของกองกำลังต่างๆในการดึงตัวไปเข้าร่วม
แน่นอนว่าเป้าสายตาของทุกๆคนก็ตกเป็นของโอวหยางจิงหานผู้ที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองหลวง และหนานหมิงบุตรชายคนที่สามของผู้นำตระกูลหนาน ตระกูลลึกลับที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็น
โอวหยางจิงหานมองไปยังสถาบันฉินเยี่ยและรู้ได้ทันทีว่าคนไหนคือหนานหมิง เพราะท่าทีของหนานหมิงเรียกได้ว่าเป็นคนที่ดูโดดเด่นที่สุดในบรรดาศิษย์ของสถาบันฉินเยี่ย
หนานหมิงสัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนมากที่จ้องมองมายังเขา แต่ว่าสายตาที่ร้อนแรงและต้องการที่จะประลองด้วยที่สุดมีอยู่สองสายตาด้วยกันคือ สายตาของโอวหยางจิงหานและสายตาของเสินเถียน
ไม่ว่าจะเป็นโอวหยางจิงหานหรือเสินเถียน ทั้งสองรับรู้ได้ว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือหนานหมิงเพราะนี้คือสัญชาตญาณของผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มี
ทางด้านของจีชิงแห่งสถาบันมู่เทียน นางเคยเห็นหนานหมิงมาก่อนตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงต้าเหยียน ในตอนนั้นนางเคยมองเห็นถึงพลังที่แข็งแกร่งจากตัวของหนานหมิงมาก่อน เพราะฉะนั้นนางจึงรู้ดีว่าหนานหมิงแข็งแกร่งมากและอาจจะแข็งแกร่งกว่าทุกๆคนที่อยู่ที่นี้เสียอีก
ที่จีชิงบอกว่าแข็งแกร่งกว่าทุกๆคนที่อยู่ที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่ศิษย์ทุกๆคนแต่รวมไปถึงผู้ชมที่อยู่บนอัศจรรย์อีกด้วย
เนื่องจากจีชิงได้ลองสังเกตรอบๆแล้วก็พบว่ามีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่มีพลังที่แข็งแกร่งแต่มันก็ไม่สามารถเทียบได้กับหนานหมิง ซึ่งคนๆนั้นก็หม่าซีเยว่นั่นเอง
‘ ผู้ชนะในการประลองศึกร้อยสถาบันในครั้งนี้คงหนีไม่พ้นสถาบันฉินเยี่ยเป็นแน่ ’ จีชิงครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ไม่นานนักศิษย์ของห้าสถาบันก็เดินมาหยุดอยู่ที่กำหนดไว้