ณ ลานกว้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นป่ารกชัฏ บัดนี้เหลือเพียงร่องรอยแห่งการทำลายล้างจากเพลิงอัคคีและพลังเวทย์อันมหาศาล กลิ่นไหม้และกลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
ร่างของ "คุณชายอัคคี" ที่เคยยืนหยัดอย่างทระนง บัดนี้ค่อยๆ สลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำ ปลิวหายไปกับสายลมอย่างไร้ร่องรอย... เขาถูกคัดออกจากโลกมิติแห่งการทดสอบนี้ไปแล้ว ณิชา หันไปมองยังจุดที่ร่างของเขาเคยอยู่ แววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยคล้ายรอยยิ้มแต่ก็ไม่เชิง นางโบกมือเบาๆ ในอากาศ
"ขอบคุณสำหรับความร่วมมือนะเจ้าคะ...ท่านพี่อัคคี" เสียงหวานใสแต่แฝงความเย้ยหยันเล็กๆ ดังแผ่วเบา "ถึงแม้ท่านจะมิได้แข็งแกร่งอย่างที่ข้าคาดหวังไว้เท่าใดนัก...แต่ก็ถือว่า... พอจะเป็นหมากตัวหนึ่งได้" แน่นอนว่าคุณชายอัคคีมิอาจรับรู้หรือได้ยินสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว...
รุจีมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกันไปหมด ทั้งตกตะลึงในพลังทำลายล้างที่เพื่อนของนางเพิ่งสำแดงออกมา ทั้งหวาดหวั่นในท่าทีอันเย็นชาและแววตาที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ของณิชาคนเดิม...ราวกับว่านี่คือคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน แม้ส่วนลึกในใจจะยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกชื่นชมและ...ภักดี กลับเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างประหลาด รูปลักษณ์ใหม่ของณิชา...งดงาม...เฉลียวฉลาด...แข็งแกร่ง...และร้ายกาจอย่างเหลือเชื่อ! ความเป็น "นางพญา" ที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจนนี้ช่างน่าเกรงขามและ...น่าหลงใหล! แผ่นหลังอันงดงามแต่แฝงความแข็งแกร่งนั้น ช่างดูเป็นที่พึ่งพิงได้อย่างมั่นคงยิ่งนัก!
'ต่อไปนี้...ข้าจะเรียกท่านว่า...พี่หญิง!' รุจีตัดสินใจในใจ ความเคารพที่นางมีให้ณิชาในตอนนี้ มันมากกว่าความเคารพที่เคยมีให้ท่านพี่เชียร์ร่า ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ของเหล่าศิษย์ในกระท่อมเสียอีก!
ความคิดนั้นแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว รุจีรีบดึงสติกลับมายังสถานการณ์ตรงหน้า นางเห็นดารา นันทกุล ยังคงนั่งตัวสั่นกุมแขนที่ขาดด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว รุจีรีบดึงอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นออกมาจากกำไลมิติ (ท่านพี่เชียร์ร่าเคยกำชับนักหนาว่าให้พกติดตัวไว้เสมอเผื่อกรณีฉุกเฉิน) แล้วตรงเข้าไปช่วยห้ามเลือดที่แขนของดาราอย่างรวดเร็ว ในเมื่ออีกฝ่ายยอมจำนนแล้ว
ณิชาเหลือบมองการกระทำของรุจีด้วยหางตา มุมปากยังคงมีรอยยิ้มจางๆ 'ใครดีมา...ข้าย่อมดีตอบ' แม้โลกทัศน์และวิธีการมองโลกของนางจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด แต่ความรู้สึกนึกถึงบุญคุณคน...ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่นางยึดถือเสมอมา นางอดขำในใจไม่ได้กับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนของรุจีที่ดูจะเทิดทูนบูชานางเสียเหลือเกิน
ถึงแม้ณิชาจะแสดงความเมตตา (ในแบบของนาง) ต่อรุจี แต่กับดารา นันทกุล นั้น ท่าทีของนางกลับเย็นชาและไร้ความปรานีอย่างสิ้นเชิง มันน่าประหลาดที่นางสามารถเปลี่ยนสีหน้าและอารมณ์ไปมาได้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับนักแสดงผู้ช่ำชอง... บางที... ประสบการณ์อันเลวร้ายจากโรงเรียนเก่าที่นางเคยถูกกระทำต่างๆ นานา อาจจะหล่อหลอมให้นางมีทักษะในการปรับเปลี่ยนหน้ากากทางอารมณ์นี้มาโดยไม่รู้ตัวกระมัง
"เงยหน้าขึ้น" น้ำเสียงเย็นเยียบของณิชาสั่ง ดาราที่กำลังก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวดและอัปยศอดสูค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างหวาดกลัว ดวงตาแดงก่ำจ้องมองณิชาอย่างไม่เข้าใจและยังคงแฝงความขุ่นเคือง
"นี่เจ้า...ณิชา!" ดารากัดฟันพูดลอดไรฟัน แม้จะหวาดกลัวแต่ก็ยังพยายามรักษาท่าที "เจ้าคิดจะทำอะไรกับข้าอีก! ตระกูลนันทกุลจะไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!"
เพี๊ยะ!!!
ฝ่ามือของณิชาตบลงไปบนใบหน้าของดาราอย่างไม่แรงนัก แต่ก็หนักพอที่จะทำให้คุณหนูผู้ไม่เคยถูกใครแตะต้องถึงกับหน้าชาและเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนอัปยศ!
"บังอาจ! เรียกข้า...โดยไม่มีคำว่า 'ท่าน' นำหน้ารึ?" ณิชาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไอสังหารที่ทำให้ดาราตัวสั่นเทิ้ม ราวกับลูกแกะต้องคมดาบพญามาร
"ขะ...ขออภัย...ทะ...ท่านณิชา..." ดาราน้ำตาคลอเบ้า รีบแก้คำพูดตะกุกตะกัก ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างหวาดกลัวสุดขีด ความทรนงเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
ณิชาค่อนข้างพอใจระคนสนใจในท่าทีของดารา สตรีผู้หยิ่งผยองและไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร บัดนี้กลับยอมศิโรราบต่อหน้านางได้อย่างง่ายดายเพียงนี้...อำนาจช่างหอมหวานเสียจริง
"เอาล่ะ เล่ามาให้หมด" ณิชาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าดารา ดวงตาเย็นชาจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย "พวกเจ้า...ตระกูลรัชโยธินและนันทกุล...มารวมหัวกันทำอะไรที่นี่? อย่าคิดโป้ปดต่อข้าเชียวล่ะ...เพราะข้าไม่ชอบคนตลบตะแลง คำเท็จมีแต่จะนำพาความพินาศมาสู่เจ้าเท่านั้น"
ดารา นันทกุล กลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางรีดเค้นข้อมูลทั้งหมดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พวกเรา...ทะ...ท่านพี่อัคคีกับข้า...และพรรคพวกจากทั้งสองตระกูล...ร่วมมือกันมาปราบปรามสัตว์อสูรในถิ่นนี้เจ้าค่ะ มันเป็น...เป็นสัตว์อสูรระดับ 2 ดาวที่แข็งแกร่งมาก... พวกเราพักกันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก... ระ...ระหว่างนั้น ท่านพี่อัคคีกับข้าเห็นคนของตระกูลวรกุลกำลังแอบทำอะไรบางอย่างอย่างลับๆ ล่อๆ อยู่แถวนี้ ด้วยความอยากรู้...พวกเราสองคนจึงแอบติดตามมา...จนกระทั่งมาพบท่าน...เอ่อ...พบท่านณิชากับคนของตระกูลวรกุลกำลังเผชิญหน้ากันอยู่พอดี..."
"อ้อ...เป็นเช่นนี้นี่เอง" ณิชารับฟังอย่างตั้งใจ แววตาครุ่นคิดถึงผลประโยชน์ที่จะตามมา
รุจีรีบอธิบายเสริมขึ้นทันที "ท่านพี่หญิง! ที่นี่น่ะ มีข่าวลือว่าแก่นอสูรที่ได้จากสัตว์อสูรในแถบนี้จะมีคุณภาพดีกว่าปกติเจ้าค่ะ เพราะไอพลังเวทย์ในบริเวณนี้มีความเข้มข้นสูงกว่าที่อื่นมาก ทักษะที่สุ่มได้จากลูกแก้ววิญญาณก็มักจะดีกว่าที่อื่นด้วยเจ้าค่ะ!"
"แต่ว่า..." รุจีเปลี่ยนสีหน้าเป็นกังวล "พวกเรารีบไปรวมกลุ่มกับท่านพี่เชียร์ร่าและท่านพี่มารินกันดีกว่านะเจ้าคะ นี่ก็ผ่านไปเกือบสองวันแล้ว พวกเรายังไม่ได้เริ่มทำภารกิจที่ท่านอาจารย์มทินามอบให้เลยนะเจ้าคะ ข้ายังเป็นห่วงท่านพี่ทั้งสองด้วย ไม่รู้ว่าพวกนางจะเป็นอย่างไรบ้าง ถึงจะเชื่อมั่นในฝีมือของพวกนาง แต่ศัตรูอีกฝ่ายก็มีทั้งราตรี มุณี สินี แล้วก็...ยัยโชติกาคนนั้นอีก รับมือได้ยากจริงๆ เจ้าค่ะ"
ณิชาพยักหน้ารับช้าๆ นางเห็นด้วยกับรุจี แม้ตัวตนใหม่นี้จะกระหายอำนาจและความรุนแรง แต่เป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ก็ยังคงสำคัญ
ไม่นานนัก ทั้งสามคน (ณิชา รุจี และดาราที่ถูกบังคับให้ตามมาด้วย) ก็เดินทางมาถึงจุดนัดหมาย สถานการณ์ที่ปรากฏเบื้องหน้าเป็นดังที่รุจีกังวลไว้ไม่มีผิด!
เชียร์ร่าและมารินกำลังยืนอยู่กลางวงล้อมของศัตรู! ราตรี มุณี สินี และเหล่าลูกน้องในสังกัดของพวกนางอีกคนละสองสามคน กำลังยืนล้อมกรอบหญิงสาวทั้งสองไว้!
"โฮะๆๆ ดูนั่นสิ นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกขี้แพ้จากกระท่อมมทินานี่เอง" ราตรีกล่าวเย้ยหยัน เสียงแหลมเล็กของนางเสียดแทงโสตประสาท "นึกว่าจะหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้วเสียอีก ยังกล้ามาเดินเชิดหน้าชูคอในที่ของพวกข้าอีกรึ?"
"ราตรี! เจ้าอย่าได้ปากดีไปนักเลย!" เชียร์ร่าตวาดกลับอย่างไม่เกรงกลัว "พวกเจ้ามันก็แค่หมาหมู่! กล้ารุมพวกข้าสองคนเท่านั้น!"
"หมาหมู่งั้นรึ? ก็ยังดีกว่าพวกไร้น้ำยาอย่างพวกเจ้าล่ะน่า!" สินีแสยะยิ้มอย่างเหยียดหยาม "ท่านอาจารย์สาธิตาสั่งสอนพวกข้ามาดี ให้รู้จักใช้ความได้เปรียบ ไม่เหมือนบางคนที่เอาแต่หลบอยู่หลังชื่อเสียงของอาจารย์!ราวกับลูกเจี๊ยบที่ซ่อนใต้ปีกแม่ไก่!"
"ใช่แล้วๆ" มุณีหัวเราะคิกคัก "พวกข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่ามทินานั่นไปเก็บเด็กกำพร้าที่ไหนมาเลี้ยงดู ถึงได้อ่อนแอและไร้ประโยชน์เช่นนี้!เห็นแล้วช่างรกหูรกตานัก!"
ฝั่งที่รุมล้อมกำลังใช้ทักษะลูกแก้วภายนอกหลากหลายชนิดสาดซัดเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน! ส่วนมารินนั้นกำลังกาง "โล่สมุทร" ออกป้องกันการโจมตีเหล่านั้นอย่างสุดกำลัง ใบหน้าของนางซีดเผือด เหงื่อไหลท่วมตัว เห็นได้ชัดว่าใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มทีแล้ว! เชียร์ร่าที่ยืนอยู่ข้างๆ คอยใช้ทักษะบางอย่างสนับสนุนและเสริมพลังให้กับโล่ของมารินเป็นระยะๆ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถต้านทานการโจมตีที่หนักหน่วงเช่นนี้ได้นานนัก
โชติกาที่ยืนกอดอกมองดูอยู่ห่างๆ ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่แฝงความดูถูก "น่าสมเพชเสียจริงนะ...เชียร์ร่า มาริน พวกเจ้าก็มีดีแค่นี้เองรึ? ...ตั้งรับเป็นเต่าอยู่ในกระดอง รอวันที่จะถูกบดขยี้... ช่างเป็นภาพที่น่าดูชมเสียเหลือเกิน พวกเจ้าจะมัวละเลงน้ำลายกันไปถึงเมื่อใด? รีบจัดการพวกนางซะ ข้า รำคาญเต็มทนแล้ว!"
เหตุการณ์ดูเหมือนจะยืดเยื้อมานานพอสมควร เป็นการต่อสู้แห่งความอดทน...ใครหมดพลังก่อน ผู้นั้นย่อมพ่ายแพ้!
แต่บัดนี้...สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไป! เพราะพวกเธอมาถึงแล้ว!
"ดารา เจ้าไปซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น อย่าให้ใครเห็น!" ณิชาสั่งเสียงเฉียบขาด ดารา นันทกุล รีบวิ่งไปแอบหลังโขดหินใหญ่ตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว นางไม่อยากจะเข้ามาพัวพันกับเรื่องวุ่นวายนี้อีกแล้ว!
ณิชาหันไปมองรุจี "แผนเดิมนะ"
นางสูดลมหายใจลึก เก็บดาบธรรมดาที่ใช้เมื่อครู่ลงไปในกำไลมิติ ก่อนจะหลับตาลง เพ่งสมาธิไปที่ลูกแก้วดาบจำแลงที่ประทับอยู่ในวงแหวนหลัก! 'ข้าพอจะเดาออกตั้งแต่ได้รับลูกแก้วทักษะนี้มาแล้ว...ข้ายังไม่เคยเห็นใครมีทักษะเรียกอาวุธเช่นนี้มาก่อน มันต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่! ท่านอาจารย์มทินาห้ามข้าใช้...คงเพราะกลัวจะสร้างความสนใจมากเกินไป...แต่ถ้าแอบใช้ในสถานการณ์ที่จำเป็นเช่นนี้...คงจะไม่มีปัญหา!'ดวงตาของนางทอประกายมุ่งมั่น!
"ทักษะเวทย์! ดาบจำแลง!!!"
สิ้นเสียงประกาศิตในใจ! วงแหวนสีทองอร่ามพลันปรากฏขึ้นที่แผ่นหลังของณิชาอย่างรวดเร็ว! รุจีและดารา (ที่แอบมองอยู่) ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! ภาพของเทพธิดาผู้สง่างามและเปี่ยมด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ปรากฏซ้อนทับอยู่ด้านหลังณิชา! ก่อนที่เทพธิดาองค์นั้นจะค่อยๆ ยื่นดาบสีเงินบริสุทธิ์ที่ส่องประกายเรืองรองออกมา...วางลงในตำแหน่งที่มือขวาของณิชากำลังรอรับอยู่อย่างพอดิบพอดี!
มันเป็นภาพที่งดงาม...สง่างาม...และศักดิ์สิทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้! สร้างความประทับใจอย่างสุดซึ้งให้แก่รุจี และสร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงให้แก่ดารา นันทกุล อย่างยิ่งยวด!ราวกับเทพธิดาลงมาจุติเพื่อพิพากษา!
"รุจี! เตรียมตัว!" ณิชาสั่งเสียงก้อง ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางวงล้อมของศัตรูทันที! "ข้าจะสร้างความสนใจเอง! เมื่อเห็นพวกมันกรูเข้ามาหาข้า...ก็จงซัดเวทย์ใส่จากมุมอับได้เลย! ไม่ต้องยั้งมือ!"
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง...ในป่าไร้ตะวัน...
"นิชา" (ร่างจำลอง) กำลังยืนกระทืบเท้าอยู่กับพื้นอย่างหัวเสีย! ใบหน้างามบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นมัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบร้อยปี! นี่เป็นเหตุการณ์ที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน! มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของนางอย่างสิ้นเชิง!
'เจ้าเด็กเหลือขอนั่น! หนีไปได้อย่างไรกัน!' นางคำรามในใจอย่างหงุดหงิด ตอนแรกนางคิดว่าน่าจะสังหารมันได้อย่างง่ายดายด้วยเพลงดาบมารผลาญภพ แต่พอมานึกถึงวิชาดาบอันแปลกประหลาดและพลังที่มันใช้ออกมาในตอนท้าย..ทำให้นางไปดูว่าตายจริงหรือไม่..ปรากฎมันรอด!
นางไล่ตามกลิ่นอายของเจ้าเด็กนั่นมาจนถึงเขตป่าไร้ตะวันแห่งนี้ แต่แล้วจู่ๆ กลิ่นอายและร่องรอยทั้งหมดก็พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย! ราวกับมันไม่เคยมีตัวตนอยู่! นางพยายามใช้สัมผัสทั้งหมดที่มีเพื่อตรวจจับมันอีกครั้ง แต่ก็ไร้ผล!
"บัดซบเอ๊ย!!!" นางกระทืบเท้าลงกับพื้นอย่างแรงจนแผ่นดินสะเทือน!นางคำรามในใจอย่างเดือดดาล ดวงตาแข็งกร้าวราวกับจะพ่นไฟ!"
แต่ก่อนที่นางจะตัดสินใจละทิ้งการไล่ล่าและหันไปทำธุระของตนเองต่อ... สัมผัสอันเฉียบคมของนางก็รับรู้ได้ถึงกลุ่มพลังงานหลายสายที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้บริเวณนี้อย่างรวดเร็ว! พวกมันมีกลิ่นอายของนักฆ่า...และเป้าหมายของพวกมัน...ดูเหมือนจะเป็นนาง!