บทที่ 21
กลัดมัน
ถังหลี่มี่กัดฟันปากคว่ำ “มิใช่เ้าค่ะ! นั่นคือรูปร่างของเกาะมู่ ต่าวแห่งนี้!”
เสี่ยวหวังเบิกตาเล็กน้อย เหนื่อยแตกพลั่ก “เป็เช่นนั้นเอง! ข้าว่าแล้วมันดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก แม่นางน้อยวาดได้สมจริงมากเลยขอรับ!” เสี่ยวหวังพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนความผิด แต่ทั้งลู่ฮ่าวอู๋และถังหลี่มี่ล้วนนิ่งเฉย ไม่มีอารมณ์ร่วมแม้แต่น้อย
“ข้าน้อยขอตัวก่อนนะเ้าคะ!” ถังหลี่มี่โค้งคำนับทั้งสองคน ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากห้องของคุณชายลู่
เฉินเฟิงกอดอกหลับตายืนอยู่หน้าประตู หลังจากถังหลี่มี่วิ่งออกไป เสียงตุบตับดังออกมาเป็ระยะ ก่อนร่างอ้วนของเสี่ยวหวังจะเดินกุมแก้มทั้งสองข้างออกมา ดวงตาสั่นระริกราวกับหัวใจแตกสลายกับบางสิ่ง
“นายน้อยทำโทษข้า!”
เฉินเฟิงแสยะยิ้ม “สมควร”
“เ้าบ้า! นายน้อยทั้งหยิกแก้ม ทั้งเตะก้นข้า เ้าคิดว่าสมควรรึ! คิดอย่างไรข้าก็ยังหาความผิดตัวเองไม่เจอ!”
“อาหวัง เ้ามองไม่ออกเลยรึ?”
“มองอะไร?” เสี่ยวหวังเลิกคิ้ว
“นายน้อย เปลี่ยน ไป”
เสี่ยวหวังมองเฉินเฟิงด้วยความผิดหวัง “เฉินเฟิง ข้าไม่คิดเลยว่าเ้าจะโง่เขลาไร้เดียงสาถึงเพียงนี้! เ้าคิดว่านั่นคือนายน้อยตัวปลอม? เ้ามันเพี้ยนไปแล้ว!”
เฉินเฟิงอดทนไม่ไหวอีกต่อไป เขายื่นมือสองข้างไปบิดแก้มอวบของเสี่ยวหวัง “เ้าโคถึก! เ้าปลาหมึกไร้สมอง! ข้าหมายความว่านายน้อยแสดงออกกับแม่นางน้อยผู้นั้นแปลกไป!”
“จริงรึ!? เหตุใดข้าจึงมองมิออกเลย นายน้อยก็แค่มอบตะเกียงของพวกเราทั้งหมดให้นางไปมิใช่รึ? ไม่ฆ่านางที่นางเห็นเรือนร่าง ทั้งที่นายน้อยหวงตัวอย่างกับเนื้อตัวเป็ทอง… อ้อ! แล้วก็ให้นางเข้าห้องนอน ปกตินายน้อยหวงห้องนอนอย่างกับอะไร เ้ากับข้ายังเข้าไม่ได้ มีแต่ข้าที่ชอบแอบเข้าไป แล้วก็ถูกเตะปลิวออกมาอยู่ตลอด… เพียงแค่นี้ เ้าก็คิดว่านายน้อยมีใจให้แม่นางผู้นั้นแล้วหรือ? เฉินเฟิง เ้าไร้เดียงสากว่าที่ข้าคิดอีกนะ” เสี่ยวหวังมองสหายด้วยสายตาดูแคลน
มองอย่างไร เสี่ยวหวังก็คิดว่านายน้อยปกติ!
“เฮ้อ!” เฉินเฟิงส่ายหัวช้า ๆ ก่อนจะเดินไปให้พ้นจากตรงนี้
“เฮอะ! เ้าคิดไปเองแล้วยังมาโกรธข้าผู้ชาญฉลาด จะบอกเ้าเอาไว้เลย ข้านี่แหละ! รู้ใจนายน้อยดีที่สุด!”
“ไสหัวไป!” เสียงลู่ฮ่าวอู๋ะโลั่นห้อง เขาได้ยินลูกน้องคุยกันทั้งหมด
“ขอรับ!” เสี่ยวหวังรับคำ ก่อนจะรีบไสหัวตัวเองไปให้ไกลที่สุด!
ลู่ฮ่าวอู๋ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เขามองม่านลูกไม้สีดำที่กางครอบเตียงทั้งหลัง ในหัวเริ่มคิดคำพูดของลูกน้อง
มีใจให้แม่นางน้อยผู้นั้น?
เฉินเฟิงเป็คนรอบคอบ การคาดเดาของเขาไม่เคยพลาด… ลู่ฮ่าวอู๋หลับตาลง เขาไม่อยากจะคิดหาเหตุผลหรือข้ออ้าง
เหตุใดเขาต้องบอกให้นางเข้ามาในห้อง? เหตุใดเขาจึงอยากจะจุมพิตนาง? สตรีงดงามมากมายเขาเคยเห็นมาหมด ล้วนไม่ต้องตาต้องใจ บุรุษเราจะอ่อนไหวกับสตรีคนหนึ่งจนควบคุมตัวมิได้เชียวหรือ?
ลู่ฮ่าวอู๋นอนพลิกซ้ายที ขวาที ไม่ว่าอย่างไรก็นอนไม่หลับ ชายหนุ่มข่มตาลงอีกครั้ง บังคับตัวเองให้จิตเลิกฟุ้งซ่าน มือขวายกขึ้นมาััหน้าอกฝั่งซ้ายของตนเอง
‘ตึกตึก… ตึกตึก’ เต้นเป็ทำนองคู่…
มันยังไม่ชัดเจนพอ!
“ตามหมอ! ตามหมอมาให้ข้า!” ลู่ฮ่าวอู๋ตัดสินใจเชื่อว่า อาการผิดแปลกของตนเองเกิดจากโรคผิดปกติสักชนิด
เหล่าลูกเรือได้ยินเช่นนั้นก็วิ่งตามหมอกันจ้าละหวั่น เรือตกอยู่ในความวุ่นวาย เพียงหนึ่งก้านธูป หมอที่เก่งที่สุดสองคนกับหมอบนเรือหนึ่งคนเดินทางมาถึง
“นายน้อย รู้สึกผิดปกติตรงไหนขอรับ?” เฉินเฟิงถาม ขณะที่หมอสามคนกำลังผลัดกันจับชีพจรให้ลู่ฮ่าวอู๋
ผู้เป็นายไม่ตอบคำถาม แต่ถามท่านหมอแทน “เป็ไง? ข้าเืลมแปรปรวน ธาตุหยินหยางบกพร่องใช่หรือไม่?”
ท่านหมอสามคนมองหน้ากันไปมา เหมือนเกี่ยงกันทางสายตาว่า ‘เ้าพูด! เ้านั่นแหละพูด’
หมอประจำเรือตัดสินใจเป็ผู้กล้า “เรียนนายน้อย เืลมนายน้อยปกติดีขอรับ โรคภัยมิอาจกล้ำกราย”
“จะเป็ไปได้อย่างไร หน้าข้าร้อน ใจข้าหรือก็เต้นแรงราวกับมันจะกระดอนออกมา ในกายร้อนรุ่ม ข้ามิเคยเป็เช่นนี้มาก่อน!” ลู่ฮ่าวอู๋ยื่นมือให้ท่านหมออีกครั้ง หมอพวกนี้ชรามากแล้ว เป็ไปได้ที่จะตรวจผิด “ตรวจอีกรอบ!”
ท่านหมอชราทั้งสามทำตามอย่างไม่เกี่ยงงอน และตอบเป็เสียงเดียวกันอีกครั้ง
“คุณชาย… บางทีท่านอาจเป็โรคทั่วไปของบุรุษ…” ท่านหมอคนหนึ่งที่เฉินเฟิงเหาะไปตามมาจากบนเกาะกล่าวอย่างลำบากใจ
“เ้าหมายถึง…” ลู่ฮ่าวอู๋หลับตา ใบหน้าของเขาราวกับยอมรับชะตากรรมทุกอย่าง ขนตาดกหนาเรียงตัวอย่างเป็ระเบียบ ขับเน้นให้ใบหน้าคมดูหล่อเหลา แม้ไร้แสงสว่างจากภายนอก เขากลืนน้ำลายลงคอ “ข้ากำลังกลัดมัน?”
ท่านหมอชราเบิกตากว้าง ใครมันจะไปกล้ากล่าวตรง ๆ เช่นนั้นกับโจรสลัดที่ไม่รู้อารมณ์จะแปรปรวนตอนไหน “มิใช่ขอรับ! ข้าหมายถึง ท่านอาจมีความรักฉันท์หนุ่มสาวแล้วก็เป็ได้!”
เฉินเฟิงเหลือบมองปฏิกิริยานายน้อยบนเตียง หมอชราท่านนี้ จะพูดตรงเกินไปแล้ว!
“ออกไป…” ลู่ฮ่าวอู๋พูดจบ ทุกคนในห้องหายวับราวกับมี เวทมนตร์ ทุกคนคงรอคำนี้อยู่แล้ว
ทุกคนต่างคิดว่านายน้อยอยู่ในวัยเร่าร้อน อารมณ์เปลี่ยนแปลงจนน่ากลัว ต้องอยู่ให้ห่างเป็ปลอดภัย
ห้องนอนสี่เหลี่ยมกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ลู่ฮ่าวอู๋หยิบด้ามปืนขึ้นมามอง ดูจากสีไม้ นางน่าจะเพิ่งแกะสลักเสร็จ รอยที่แกะยังมีสีเข้มกว่าจุดที่ไม่ได้แกะ มือหนายกขึ้นลูบไล้ไปตามรอยแกะสลัก
เกาะมู่ต่าว… ข้าจะไม่ลืม!
ถังหลี่มี่วิ่งกลับบ้านเช่าของตนเอง เมื่อถึงนางเห็นมารดากับน้องสาวกำลังเตรียมตัวไปขายของที่ตลาดท่าเรือเช่นเคย รถเข็นคันใหม่ถูกซื้อมาั้แ่เช้ามืด มันทั้งใหม่และแข็งแรง ส่วนรถคันเก่าถังหลี่มี่ทิ้งไว้ที่บ้านเดิม
เมื่อของทุกอย่างจัดเตรียมพร้อม สามแม่ลูกออกไปขายของั้แ่เช้า ส่วนถังหลี่มี่อยู่แกะสลักไม้พร้อมทั้งเฝ้าบ้าน นางฝากน้องสาวไปบอกมั่นมั่นว่าไม่ต้องเป็กังวล พวกนางสบายดี และกำชับอย่าบอกที่อยู่ของพวกนางให้ใครรู้
แต่ลองคิดในมุมของซื่อเหนียง หากอยากตามมาก่อเื่ ก็เพียงแค่มาหานางที่ตลาดท่าเรือในตอนเช้า เท่านี้ก็จะเจอพวกนางแล้ว มิหนำซ้ำมนุษย์ป้าที่ตลาดท่าเรือยังมีสายข่าวของซื่อเหนียง การจะหนีจากมารดาเลี้ยงเป็เื่ที่แทบจะเป็ไปไม่ได้ เพราะเกาะแห่งนี้ถือว่ามีขนาดเล็กมาก
นางเลิกสนใจเื่ที่ยังไม่เกิด ต่อให้ซื่อเหนียงมาหาเื่นางก็พร้อมสู้ ถังหลี่มี่จดจ่อกับการแกะสลักไม้จนได้เวลาที่นัดกับท่านป้าเหยาเอาไว้
วันนี้นางจะซื้อร้านค้า! ถังหลี่มี่มาถึงตลาดท่าเรือตามเวลานัดหมาย นางเห็นท่านป้าเหยายืนรอนางอย่างกระสับกระส่าย
“ท่านป้า!” ถังหลี่มี่ยืนอยู่ข้างท่านป้าเหยาครู่หนึ่งแล้ว แต่ท่านป้ายังขมวดคิ้วร้อนใจกับบางอย่างจนไม่รู้สึกตัว
“ว๊าย! ใหมดเลยหลี่มี่ มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ป้ากำลังคิดเื่ของพวกเ้าอยู่เลย ได้ยินว่าเ้าตบซื่อเหนียงจนถูกไล่ออกจากบ้านเดิม เป็ความจริงรึ?”
“จริงเ้าค่ะ” ถังหลี่มี่ตอบรับเสียงเบา
“หลี่มี่! เ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าทำสิ่งใดลงไป! ชื่อเสียงของเ้าย่อยยับ อย่าว่าแต่ออกเรือนเลย แม้แต่เปิดร้านค้าขายของ ก็เกรงว่าคนที่รู้จะไม่เข้าร้าน เพราะชื่อเสียงอกตัญญูของเ้าเสียแล้ว!” ท่านป้าเหยาแทบร้องไห้ออกมา ชื่อเสียงสตรีถือเป็สิ่งสำคัญยิ่งกว่าชีวิต หากซื่อเหนียงใช้เื่นี้มาเล่นงาน พวกนางสี่คนแม่ลูกจะทำอย่างไรกัน
“เื่ออกเรือนข้าหาได้ใส่ใจ ส่วนเื่การค้า ท่านป้าก็ทราบนี่เ้าคะ ว่าตลาดท่าเรือขายของให้โจรสลัดกับวาณิชย์ที่ผ่านทาง พวกเขาไม่สนใจเื่พวกนี้หรอกเ้าค่ะ”
“นั่นก็จริง แต่เ้าจะมีชื่อเสียเช่นนี้ติดตัวไปจนตาย!”
“ข้าไม่สน! นางด่าแม่ข้า ทั้งที่ตัวนางก็เป็สตรีนางโลมตกอับจากหอคณิกาชั้นต่ำ ข้าทนให้นางว่าร้ายท่านแม่ไม่ได้! จริงซิ ท่านป้า เมื่อวานนางดูจงใจยั่วโมโหข้ายิ่งนัก เกิดเื่อะไรผิดปกติขึ้นหรือไม่เ้าคะ?”
“ป้าก็กำลังจะเล่าเื่นี้ให้เ้าฟัง ดูเหมือนว่าถังซุนจะเกิดเื่ใหญ่ เขาไปหาเื่โจรสลัดในบ่อนพนัน ถูกซ้อมกลับมาปางตาย มิหนำซ้ำลมปราณที่เคยเสียเงินมากมายร่ำเรียนมาก็ถูกโจรสลัดผู้นั้นทำลายจนหมดสิ้น! ซื่อเหนียงใจนเป็ลม ท่านลุงของเ้าถามท่านหมอที่ดูอาการถังซุน ได้ความว่าแขนเขาหักเป็สองท่อน กระดูกจะต่อกันติดหรือไม่ก็สุดรู้ อย่างต่ำ ๆ ต้องใช้เวลารักษาเกือบปี!” ท่านป้าเหยาเล่าอย่างใส่อารมณ์ รู้สึกสะใจยิ่งที่เ้าเด็กอวดดีได้รับการสั่งสอน
ถังหลี่มี่หลุดหัวเราะ “วรยุทธ์แมวสามขาของเ้านั่น แม้แต่ข้าเขายังสู้มิได้ มีอันใดให้เสียดายกันเ้าคะ?”
“บุตรชายคนเดียวของบ้านสามสูญสิ้นพลังลมปราณ ก็มิต่างอันใดกับคนไร้ประโยชน์ ซื่อเหนียงย่อมยากจะรับได้ นางเที่ยวสอบถามเื่ผู้ฟื้นฟูลมปราณ แต่ในยุทธภพนี้ ใครเล่าจะสามารถ”
“ปกติถังซุนก็ไร้ประโยชน์อยู่แล้ว ไม่รู้ท่านพ่อกลับมาจะว่าอย่างไร” ท่านพ่อรักถังซุนมาก ความภาคภูมิใจที่มีลูกชายในวัยกลางคนทำให้เขายอมหลับตาข้างหนึ่ง ทำเป็มองไม่เห็นข้อด้อยของบุตรชายคนเดียว
“คงอาละวาดล่ะ เ้าเองก็อาจจะพลอยโดนไปด้วย ซื่อเหนียงกลับขาวเป็ดำเก่งอย่างกับอะไรดี ทีนี้จะทำอย่างไรกันเล่า?” ท่านป้าเหยายกมือครึงขมับ “ตอนนี้เ้าอยู่ไกลหูไกลตา ป้าจะช่วยเ้าได้อย่างไร”
ถังหลี่มี่คิดเื่สำคัญขึ้นมาได้ “ท่านป้าเหยา มีสิ่งที่ท่านต้องช่วยข้าแล้ว”
“สิ่งใดหรือ?”
“ลูกไก่ที่ข้าเพิ่งซื้อจากท่าน ตอนนี้อยู่บ้านเดิมเ้าค่ะ”
“เื่นั้นมิใช่ปัญหา เดี๋ยวป้าไปเอากลับมาให้ แล้วร้านค้า เ้ายังจะซื้ออยู่หรือไม่?” ท่านป้าเหยามีลางสังหรณ์ไม่ดี นางมั่นใจว่าหากซื่อเหนียงรู้ว่าถังหลี่มี่มีเงินซื้อร้าน ต้องสร้างเื่ใหญ่เป็แน่!
“ซื้อเ้าค่ะ หากข้าเอาแต่กลัวบ้านเดิมหาเื่ แล้วจะใช้ชีวิตกันอย่างไร ข้ายังต้องส่งน้อง ๆ เข้าเรียน ต้องดูแลมารดาให้ดี ไม่ว่าซื่อเหนียงจะมาไม้ไหน ข้าก็พร้อมปะทะ!”
“ดี! ตาต่อตาเช่นนี้จึงจะสมกับเป็หลานข้า!” เมื่อครู่ยังกังวลจนหน้าดำคร่ำเครียด ตอนนี้กำหมัดได้ใจ ไม่ว่าสิ่งใดป้าเหยาก็มิกลัวอีกต่อไปแล้ว
“เราไปหาซื้อร้านค้ากันเถิดเ้าค่ะ! ข้าตื่นเต้นจนมือสั่นไปหมดแล้ว”
“ป้าจะพาเ้าไปหาสหาย ไม่รู้เหมือนกันว่าร้านค้าที่เ้าเห็น นางจะเป็นายหน้าให้ร้านค้าหลังนั้นด้วยหรือไม่”
สองป้าหลานเดินจูงมือกันเดินเข้าไปในตลาดท่าเรือ บ้านสหายของท่านป้าเหยา ทำงานเป็นายหน้าค้าขายที่ดิน บ้าน และร้านค้า บ้านของนางอยู่ในซอกเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของตลาดท่าเรือ
“ที่นี่หรือเ้าคะ?” ถังหลี่มี่มองซอกเล็ก ๆ ที่ไม่น่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ นายหน้าขายบ้านเหตุใดบ้านของตนเองจึงเล็กแคบเช่นนี้
“ที่นี่ไม่ผิดแน่ นางเป็โรคประหลาดที่ท่านหมอก็หาคำอธิบายและยารักษาไม่ได้ นางกลัวที่กว้างน่ะ!” สหายคนนี้เป็โรคกลัวที่กว้าง การใช้ชีวิตของนางจึงอยู่ที่ซอกเล็ก ๆ แห่งนี้คนเดียวมาั้แ่่วัยสาวสะพรั่ง