อาหารช่างเรียบง่ายราวกับกำลังอยู่ในเทศกาลถือศีลกินผักก็มิปาน
ผัดเต้าหู้ใส่แครอทจานหนึ่ง ผัดกะหล่ำปลีใส่เห็ดอีกจานหนึ่ง พร้อมข้าวสวยหอมกรุ่นหนึ่งหม้อ
ภายหลังรับประทานอาหารเรียบร้อยต้าหมินพยายามมองหาสตรีชุดขาวผู้นั้น ไม่รู้ว่าเธอไปอยู่ที่ไหน หลังเดินหาจนทั่วเขาพบว่าสถานที่นี้ช่างรกร้างผู้คน มีอาคารเพียงสองหลัง อาคารหลักด้านหน้าและโรงครัวด้านหลัง ห่างออกไปมีห้องน้ำทำเป็นเพิงพอกันแดดกันฝนเท่านั้น ชายขอบของเนินนี้มีแต่ต้นไผ่สูงชะลูด ราวกับเป็นกำแพงตามธรรมชาติ
พื้นที่ก็มีแค่นี้คนผู้นั้นหายไปได้อย่างไร
ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยแน่นอกจนอยากหาคนมาระบาย มองไปเห็นเด็กหญิงนั่งแกว่งเท้าอย่างสบายใจ มือหนึ่งใช้ตะเกียบคีบปลาตัวเล็ก ๆ เข้าปาก ไม่ทราบไปหามาจากไหน อีกมือเปิดหนังสืออ่านด้วยท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน
เด็กชายยิ่งเห็นก็ให้รู้สึกกรุ่นโกรธอยู่ลึก ๆ เขารีบกลับเข้าไปในโรงครัวที่เสมือนโรงอาหาร ทำเสียงปึงปังเรียกความสนใจ
“มีคำถามอะไรล่ะ ถามข้าก่อนก็ได้นะ” เด็กหญิงวางมือจากอาหารตรงหน้า
“อิ่มแล้ว?”
“เห็นกระวนกระวายอย่างนี้แล้วข้าจะทานลงได้อย่างไร”
แหม! แม่หญิงใจดีศรีอโยธยา
ต้าหมินนึกบ่นในใจ เมื่อโอกาสมาถึงเขาเริ่มคิดคำถาม ในเมื่อโนะฮิเมะเคยบอกก่อนหน้านี้แล้วว่าหากมาถึงสถานที่นี้เมื่อไรเธอพร้อมตอบคำถามทุกอย่าง ดังนั้นขอถามไม่อั้นแล้วกัน
“อืม เริ่มจากเรื่องนี้ก็แล้วกัน ที่นี่ที่ไหน”
“ด้านในวัดซูเซ็นจิ” เด็กหญิงตอบด้วยท่าทางสบาย ๆ
“ภายในวัดมีศาลเจ้าเนี่ยนะ”
“ใช่ เจ้ารู้ไหมสถานที่สร้างวัดนี้ใครเป็นผู้บริจาค”
เด็กชายส่ายหน้า
“เทพคาริบะและเทพนิอุ ยามนั้นปรมาจารย์คุไคกำลังมองหาสถานที่สร้างวัด แต่ไม่ถูกใจสักที เพราะวัดนี้สำคัญมากถือเป็นรากฐานของนิกายชินกง เทพทั้งสองเห็นดังนั้นจึงชี้ทางผ่านสุนัขสีขาวและดำคู่หนึ่ง จนมาถึงสถานที่แห่งนี้ เจ้าไม่เห็นรึ บริเวณนี้ร่มรื่นเพียงใด”
“อ้อ ด้วยเหตุนี้จึงมีศาลเจ้าของเทพทั้งสองอยู่ในวัด”
“อืม” เด็กหญิงพยักหน้าพร้อมกล่าว “ว่าแต่สงสัยอะไรอีกล่ะ ถ้าข้าตอบได้จะตอบให้”
“ตอนแยกจากอาจารย์ที่เฮอัน เจ้าบอกว่าอาจารย์เสร็จธุระแล้วจะตามมา แต่สีหน้าของเจ้ากับอากัปกิริยาของพี่นกบ่งบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ยิ่งพี่นกสลายไปเจ้าก็เหมือนคนสติแตก เอาแต่เร่งให้เดินทางอยู่นั่นแหละ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
นี่คือข้อสงสัยหนึ่งที่อัดอั้นในใจมานาน
“ข้อนี้ข้าขอเก็บไว้ก่อน มีคำถามอื่นไหม”
เด็กชายเริ่มรู้สึกไม่พอใจ มีขอเปลี่ยนคำถามด้วยเหรอ ว่าแล้วก็พรั่งพรูทุกข้อสงสัยออกมาทั้งหมด ราวกับว่าทำเช่นนี้จะบรรเทาความกังวลที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจได้
“อ้อ เรื่องที่จะถามมีเท่านี้ใช่ไหม”
เด็กหญิงกล่าวทบทวนทีละข้อด้วยเสียงดังฟังชัด คล้ายกำลังท่องตำราต่อหน้าอาจารย์
หนึ่ง หนทางในการฝ่าทะลุขั้นทารก
สอง ควันดำที่ออกมาจากหนังสุนัขป่าเกี่ยวกับวิญญาณตกค้างหรือไม่
สาม สี่ราชันปีศาจคือใคร
สี่ วิธีผนึกไข่มุกของเทพมังกรทะเลตะวันออก
ห้า วิธีกำจัดหนอนปรสิตของเผ่าทานูกิ
หก ของรางวัลเขี้ยวเสือกับก้อนหินแห่งความโชคดี มันคุ้มหรือเปล่า
เจ็ด หญิงสาวในชุดมิโกะคือใคร
แปด หมึกของยันต์เบญจธาตุติดมือ
“หือ! ข้อสุดท้ายหมายความว่าอย่างไร มันติดมือเจ้าจริงเหรอ”
เด็กชายยกมือซ้ายให้ดู เห็นตัวอักษรเลือนรางฝังอยู่ในฝ่ามือ
“อ้อ จริงด้วย” เด็กหญิงส่งเสียงหึ ๆ ในลำคอ ค่อยทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า
“ข้าหิวน้ำน่ะ ขอน้ำหน่อยสิ”
เด็กชายสูดลมหายใจเข้าลึก เอี้ยวตัวใช้กระบวยตักน้ำในตุ่มด้านข้าง ใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วยื่นส่งให้
“เอ้า นี่ของเจ้า”
“ฟู่ ชื่นใจ เสียดายไม่มีชาร้อน โอ้ ข้าไม่ได้ดื่มชามานานเท่าไรแล้วเนี่ย”
“จะเอาอย่างนี้ใช่ไหม ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ” เด็กชายทำท่าฮึดฮัด
“อ๊ะ อ๊ะ ข้าไม่แกล้งแล้ว พี่สาวออกมาเถอะ น้องคนนี้ไม่ขอตอบพี่ต้องมาตอบเองนะ”
เด็กหญิงพูดไม่ทันขาดคำ หญิงสาวแต่งกายด้วยชุดสีขาวคาดสายรัดสีแดงเหมือนกับชุดของมิโกะ พลันปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าโรงครัว คล้ายกับว่าเธอยืนอยู่ตรงนี้มาตลอด เพียงแต่เขาไม่เห็นเท่านั้น
“ท่านจะให้ข้าลุกไปก่อนไหม เผื่อมีความลับอะไรที่ไม่อาจรับรู้” เด็กหญิงกล่าวหยอกล้อ
หญิงสาวมองไปทางเด็กหญิงด้วยใบหน้าเรียบเฉย ราวกับต้องการบอกว่า ‘ตามใจเจ้าสิ อยู่ฟังก็ได้ไม่อยู่ก็ได้’
“อ๊ะ อยู่ก็ได้ เผื่อมีอะไรให้ช่วยเสริม”
ยามนี้เด็กชายค่อยเข้าใจ เขากับหญิงสาวคนนี้ไม่รู้จักกัน หากต้องมานั่งตรงข้ามแล้วถามคำถาม เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเขาอาจไม่ได้พูดสิ่งซึ่งติดอยู่ในใจออกมาทั้งหมด คำถามเกินครึ่งอาจเก็บไว้หรืออาจลืมถาม ดังนั้นเด็กหญิงตรงหน้านี้จึงถามแทน รอจนพูดข้อสงสัยออกมาทั้งหมดแล้ว เธอถึงค่อยแสดงตัว
“เพิ่งทานข้าวนิ เดินเล่นสักหน่อยเถอะ”
หญิงสาวกลับหลังหัน พาเด็กสองคนเดินอ้อมโรงครัว ผ่านกองฟืนและปล่องดินที่เหมือนเอาไว้เผาถ่าน ยังไม่ทันถึงดงไผ่ด้านหน้า ต้นไผ่กลับแหวกเป็นทางให้พวกเขาเดินผ่านเข้าไป
ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง ด้านล่างเป็นเนินลาดเท ขวามือเป็นนาข้าวแบบขั้นบันได ซ้ายมือเป็นสระน้ำเต็มไปด้วยดอกบัวสีขาว ตรงกลางเป็นทางเดินทอดยาวไปสู่สวนต้นไม้ดอกไม้บานสะพรั่ง มีทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก เช่น ซากุระ ดอกอะจิไซสีน้ำเงิน ดอกบ๊วยสีชมพูแซมขาว ทั้งเป็นฤดูกาลของมันและไม่ใช่ ราวกับสวนนี้รวบรวมพันธุ์ดอกไม้ในดินแดนนี้มาไว้รวมกัน ไร้ระเบียบทว่าสวยงามตามธรรมชาติ
แปลก! เส้นทางจากเสาโทริอิมาถึงศาลเจ้านี้แค่เนินเตี้ย ๆ ทำไมด้านหลังกลายเป็นเนินเขาไปได้ น่าแปลกอีกอย่างคือที่นี่่ไม่มีผู้คนแม้แต่คนเดียว
“นี่คือแดนจิ้งจอก ข้าคือเซียนจิ้งจอกแดงบริวารท่านเทพอุกะโนะมิทามะ*”
ต้าหมินอึ้งไปครู่หนึ่ง ขณะที่โนะฮิเมะแค่อมยิ้มเหมือนกับว่าเธอรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
“เจ้าเรียกข้าว่าพี่สาวก็ได้”
ยามนี้ใบหน้านิ่งเฉยของหญิงสาวพลันเปลี่ยนไปอย่างคาดไม่ถึง แฝงความเย้ายวนสองส่วน งดงามสามส่วน น่ารักน่าชิดใกล้สี่ส่วน อ่อนแอน่าทะนุถนอมหนึ่งส่วน เพียงพริบตาเธอกลายเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามหาใดเปรียบ ไม่ว่ากิริยาท่าทางล้วนแฝงความน่ารักของสตรีวัยแรกรุ่นกับความมีมารยาของสตรีเต็มสาว ทั้งยังแฝงความนุ่มนวลเอาอกเอาใจของสตรีมีครอบครัว
ความงามของผู้หญิงเท่าที่ต้าหมินจะนึกได้พลันมารวมอยู่ที่ตัวหญิงสาวผู้นี้
ไม่ใช่หญิงสาวสิ ต้องบอกว่าท่านเซียน
“จะดีหรือครับ ท่านถึงขนาดเป็นเซียนจิ้งจอก กระผมเป็นแค่คนธรรมดาเอง”
เซียนจิ้งจอกแดงหัวเราะคิกคักราวกับสาวแรกรุ่น
“น้องชาย เจ้าน่ะรึคนธรรมดา อย่าล้อพี่สาวเล่นเลย”
ต้าหมินอึ้งไปในทันใด แทบควบคุมตัวเองไม่ได้
“หมายความว่าอย่างไรครับ”
“พี่สาวพูดชัดแล้วไง เจ้าไม่ใช่คนธรรมดา ไม่เคยและไม่มีวัน ขอให้จำคำนี้ไว้”
น้ำเสียงหวานละมุนแทรกซึมอยู่ทุกอณูของอากาศ แทนที่เขาจะยินดีกลับรู้สึกเย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจ อันที่จริงเขาพอทราบคร่าว ๆ อยู่แล้วว่าร่างกายนี้ค่อนข้างประหลาด แน่นอน ผู้ใหญ่กลายเป็นเด็กจะไม่ให้ประหลาดได้อย่างไร
ข้อสำคัญคือการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ
ดูอย่างการถูกโนะฮิเมะทุบศีรษะจนสลบ หากดูตามตำแหน่งและนิสัยของคนผู้นี้ที่ไม่รู้จักออมกำลัง คาดว่าคอของเขาคงหักไปแล้ว แต่กลายเป็นบวมนิดหน่อยเท่านั้น ภายหลังรับประทานอาหารเช้าอาการบวมหายเป็นปลิดทิ้ง ไวไปหรือเปล่า บาดแผลตอนเจาะเลือดเขียนยันต์สร้างชิกิงามิก็เช่นกัน ไม่ทันข้ามวันแผลก็ตกสะเก็ด วันรุ่งขึ้นไม่เหลือร่องรอยบาดแผล
ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะอยู่ในร่างเด็ก เด็กย่อมฟื้นตัวเร็วกว่าผู้ใหญ่ ดูท่าคงไม่ใช่เหตุผลนี้เสียแล้ว
“คำถามของเจ้า พี่สาวขอพูดอย่างนี้แล้วกัน” เซียนจิ้งจอกแดงทำท่าหวนรำลึก
“ขอเล่าเรื่องนี้ก่อนนะ รู้ไหมปีศาจในแดนดินนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ประเภทแรกคือถือกำเนิดจากมัน และประเภทหลังคือไม่ได้เกิดจากมัน
‘มัน’ ที่ว่าก็คือ ‘ยามาตะ โนะ โอโรจิ พญามังกรแปดเศียร’ อสุรกายชั่วร้ายที่มีกำเนิดมาพร้อมกับดินแดนนี้ หลังจากมหาเทพสุซาโนะโอะสังหารมัน ซากศพของมันหาได้สลายไปตามกาลเวลาไม่ ขณะที่เวลาผันผ่านบางชิ้นส่วนกลับกลายเป็นอสูรและปีศาจหลากหลายชนิด
เหล่าเทพซึ่งใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์หลังจากทราบเรื่องนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพียงแต่ว่าด้วยเหตุใดไม่ทราบเหล่าเทพทั้งแปดร้อยองค์ต่างทยอยคืนกลับ ‘ที่ราบฟ้าสูง’ หรือเจ้าจะเรียกว่าสวรรค์หรือดินแดนแห่งทวยเทพก็ได้ ทว่าด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในเหล่ามนุษย์ผู้เป็นทายาท จึงใช้พลังบางอย่างคงเทพองค์สุดท้ายเอาไว้ ซึ่งก็คือท่านเทพอุกะโนะมิทามะ
มอบหน้าที่ปกปักรักษาเผ่ามนุษย์จากเหล่าอสูรและปีศาจ ท่านทำหน้าที่นี้มานานหลายร้อยหลายพันปี จนกระทั่งถึงวันที่ท่านต้องกลับที่ราบฟ้าสูง ทว่าภารกิจของท่านที่ยังไม่ลุล่วงจำต้องหาคนมาสานต่อ ก่อนจากไปท่านได้เฟ้นหาผู้มีวาสนามารับหน้าที่สืบแทน คนผู้นี้ก็คือเจ้า”
โคทาโร่ เจ้าคือคนผู้มีวาสนาคนนั้น
แต่สรรพสิ่งมีหยินและหยาง เจ้าไม่ใช่ผู้มีวาสนาคนเดียว**!?
*อุกะโนะมิทามะ อีกชื่อหนึ่งของเทพอินาริ เทพแห่งกสิกรรมของชาวญี่ปุ่น
**เบาะแสของคนที่สองปรากฏอยู่ในตอนพิเศษของหนังสือเล่ม 2