นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 54 โฟลเดอร์ประหลาด

    ตอนที่54 โฟลเดอร์ประหลาด


    เมื่อซูเวยกลับมานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเธอพบว่ามีเอกสารเข้ามาในกล่องขาเข้าของอีเมลตนเองเธอรีบดาวน์โหลดเอกสารซึ่งเป็นตำราเรียนรู้ภาษาคาซินส่วนใหญ่เป็นไฟล์เอกสารที่มีนามสกุล PDF และเป็นรูปภาพบางส่วนเธอเริ่มเรียนรู้ภาษานี้อย่างเพลิดเพลินจนถึงเวลา 15.00 น.


    ในตอนนี้ซูเวยมั่นใจความรู้ความเข้าใจของตนเองที่มีต่อภาษาคาซินมากแล้วเธอมีความหวังว่าจะสามารถถอดรหัสโฟลเดอร์ลึกลับนี้ให้ได้ซูเวยเริ่มต้นทำตามเทคนิคย้อนกลับอย่างจริงจัง


    ปรากฏว่าซูเวยไม่สามารถถอดรหัสโฟลเดอร์ดังกล่าวได้เลยแต่ยังมีหลายส่วนที่เข้าใกล้ความจริงบ้างแล้ว ทำให้ซูเวยยังคงมุ่งมั่นทำต่อ


    ทันใดนั้นเธอนึกขึ้นได้ว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้วและเป็นกังวลว่าสืออู๋เจ๋อจะรอตนเองอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนเหมือนเดิมทำให้ซูเวยรีบเก็บรวบรวมเอกสารบางอย่างที่พิมพ์ออกมาใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ เธอตั้งใจที่จะกลับไปทำต่อในห้องนอนของตนเองซึ่งสัญญาณการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเร็วและแรงกว่าโรงเรียนมากนัก


    ครั้นซูเวยวิ่งมาถึงหน้าประตูโรงเรียนที่เวลานี้เหลือแค่สืออู๋เจ๋อคนเดียวยืนจูงจักรยานอยู่เขาถามเธอด้วยความแปลกใจว่า

    “เวยเวยทำอะไรอยู่หรือ?อาจารย์ให้งานมากไปหรือเปล่า?”


    “เปล่าค่ะแค่ทำงานเพลินไปหน่อย พวกเรารีบกลับบ้านเถอะค่ะ” ซูเวยตอบปฏิเสธตามจริงพลางยื่นกระเป๋าเป้ให้เขาแล้วออกตัววิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็วทำให้สืออู๋เจ๋อแปลกใจกับท่าทางเร่งรีบของเธอเป็นอย่างมากเขารีบปั่นจักรยานตามอย่างรวดเร็ว


    คราวนี้เขาสามารถปั่นได้เร็วมากขึ้นกว่าคราวก่อนแล้วทำให้สืออู๋เจ๋อรู้สึกยินดีที่ตนเองมีร่างกายแข็งแรงมากขึ้น อาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อก็ลดน้อยลงกว่าเดิมส่งผลให้เขาสามารถทำท่านั่งม้าได้นานและมีสมาธิมากขึ้นเช่นกัน


    เมื่อซูเวยและสืออู๋เจ๋อมาถึงหน้าบ้านแล้วเธอบอกเขาโดยตรงทันทีว่า “ไว้ค่อยเรียกหนูตอนทานข้าวเย็นทีเดียวนะคะ”

    ซูเวยยื่นมือรับกระเป๋าเป้จากสืออู๋เจ๋อแล้วพูดพร้อมกับวิ่งปรู๊ดปร๊าดหายเข้าห้องตนเองทันที


    ด้านสืออู๋เจ๋อที่ยืนงงเล็กน้อยเขายืนเกาหัวตนเองด้วยความสงสัยพลางถอนหายใจกับท่าทางของซูเวย จากนั้นเขาเดินไปช่วยแม่ทำงานบ้านของซูเวยต่อเช่นเคย


    ..........


    เวลานี้ซูเวยกำลังขะมักเขม้นในการถอดรหัสด้วยเทคนิคย้อนกลับกับโฟลเดอร์ประหลาดที่กระตุ้นความสนใจและสร้างความแปลกใจให้เธอมากขึ้นทุกที


    ในที่สุดหลังจากทดลองเทคนิคหลายรูปแบบเธอพบรูปแบบสุดท้ายที่เป็นการถอดรหัสในลักษณะที่เรียกว่า “แปดพิสดาร”เป็นรูปแบบที่เธอสรุปเองจากประสบการณ์ โดยการยึดเลขฐาน 8เพื่อใช้ในการคำนวณหาความน่าจะเป็นของถอดรหัสย้อนกลับ


    “ไชโย!ในที่สุดฉันก็ทำได้ เก่งๆจริงซูเวยคนสวย”ซูเวยร้องตะโกนอย่างมีความสุขเมื่อพบว่าตนเองสามารถถอดรหัสโฟลเดอร์ได้สำเร็จเธอรู้สึกพึงพอใจทักษะของตนเองเป็นอย่างยิ่งและต้องการที่จะเห็นว่าภายในโฟลเดอร์นั้นมีไฟล์สำคัญอะไรบ้างทำไมถึงต้องเข้ารหัสที่ยุ่งยากและซับซ้อนเช่นนี้


    ครั้นเธอเปิดโฟลเดอร์เข้าไปแล้วซูเวยนิ่งอึ้งตะลึงงันกับภาพที่เห็น เนื่องจากเป็นภาพของอักขระที่ถูกจารึกบนกระดูกสัตว์และเปลือกไม้ที่เธออ่านไม่ออกและไม่สามารถคาดเดาแบบสุ่มได้เลย


    สิ่งสำคัญคือไฟล์ทั้งหมดเป็นภาพถ่ายเก่ามากซึ่งถ่ายบนกระดูกสัตว์โบราณและเปลือกไม้บางขนาดใหญ่ที่ขอบทุกด้านเป็นสีน้ำตาลเข้มบางจุดเว้าแหว่งไป แต่โชคดีที่ไม่กระทบกับตัวอักษรทำให้เธอถอนหายใจโล่งอกได้แต่กลับพบความมึนงงเพิ่มขึ้นอีก


    “อะไรมันจะยากขนาดนี้?แค่เข้ารหัสจนฉันต้องเรียนรู้ภาษาคาซินก็มากพอแล้วนี่ยังมีภาษาโบราณที่ฉันอ่านไม่ออกอีกหรือ? จะบ้าตาย! เอ๊! จะว่าไปก็คล้ายๆกับภาษาของประเทศนี้อยู่นะลองดูสิว่าในพิพิธภัณฑ์หรือตำราโบราณมีภาษาเหล่านี้ไหม?”ซูเวยบ่นกับตัวเองแต่ตาเธอเป็นประกายที่พบเรื่องท้าทายความสามารถตนเองเป็นเหมือนปริศนาขุมทรัพย์ที่เธอเคยเล่นกับซ่งเย่และเส้าอู๋เหยาบนดาวเอเอสมาก่อน


    ซูเวยเริ่มสืบค้นตำราภาษาโบราณของประเทศC รวมถึงพิพิธภัณฑ์ของประเทศ โดยการแฮ็กเข้าระบบฐานข้อมูลที่นักโบราณคดีจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลของเครือข่ายรวมทั้งกล้องวงจรปิดในพิพิธภัณฑ์เพื่อดูอักษรที่ถูกสลักไว้บนกระดูกและเปลือกไม้ทั้งหลายโดยเธอสืบค้นฐานข้อมูลจากคณะโบราณคดีของมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศด้วย


    “หวังว่าจะมีเอกสารให้ฉันเรียนรู้ได้ง่ายกว่าภาษาคาซินหน่อยนะไม่งั้นเสียเวลาแย่เลย” ซูเวยพูดอย่างคาดหวังที่ตนเองจะมีโชคดีพบข้อมูลให้เรียนรู้ได้จากฐานข้อมูลเหล่านั้นซึ่งจะช่วยให้เธอเรียนรู้ภาษาโบราณอย่างรวดเร็ว


    ซูเวยใช้เวลาค้นหาเอกสารหรือไฟล์สำหรับการเรียนรู้ของตนเองเป็นเวลานานในที่สุดเธอก็สามารถรวบรวมเอกสารที่พอจะเรียนรู้ได้ระดับหนึ่ง เธอพบว่านักโบราณคดีไม่สามารถถอดรหัสความหมายของตัวอักขระได้ครบถ้วนแต่เหลืออีกแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเธอคิดว่าตนเองจะต้องทำให้ได้


    “เอ้อเฮอ!ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะต้องพึ่งตนเองอย่างจริงจังเสียแล้ว เอาละ! เป็นไงเป็นกัน” ซูเวยชูกำปั้นพลางฮึดสู้อย่างหนักแน่น


    ทันใดนั้นมีเสียงเรียกของสืออู๋เจ๋อให้เธอออกไปทานข้าวเย็นทำให้ซูเวยละเรื่องนี้ไปก่อนเนื่องจากท้องเธอเริ่มส่งเสียงประท้วงต้องการอาหารมาเติมเต็มแล้ว


    ครั้นซูเวยทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอรีบกลับมาขลุกตัวเองอยู่ในห้องอย่างรวดเร็ว เกาอิงแปลกใจกับท่าทางของหลานสาวที่ดูเหมือนมีงานมากมายและเร่งรีบผิดปกติ


    ทำให้เธอถามสืออู๋เจ๋อด้วยความแปลกใจว่า“เสี่ยวเจ๋อ ครูให้การบ้านเวยเวยมาเยอะหรือ? ทำไมดูเร่งรีบจังเลย?”


    “ไม่รู้เหมือนกันครับยายเกาผมเห็นดูรีบร้อนตั้งแต่เลิกเรียนแล้วครับ” สืออู๋เจ๋อส่ายหัวตอบกลับเกาอิงอย่างไม่เข้าใจเช่นกันจึงไม่สามารถให้คำตอบที่กระจ่างกับเกาอิงได้


    ..........


    ซูเวยตั้งอกตั้งใจศึกษาและพยายามค้นหาความหมายที่เป็นไปได้กับอักขระภาษาโบราณอย่างจริงจังจนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึง 20.00 น. ในที่สุดทักษะเอสเปอร์ที่เก่งกาจของซูเวยก็ทำให้เธอสามารถตีโจทย์ความหมายของอักขระโบราณได้ครบทุกตัว


    “ไชโย!ฮ่าๆ ในที่สุดฉันก็ทำสำเร็จจนได้ ต้องให้ได้อย่างนี้สิซูเวย”ซูเวยหัวเราะอย่างมีความสุขพลางชื่มชมตนเองที่ทักษะยังไม่ลดน้อยลง


    เธอรีบอ่านความหมายของอักขระที่พบในกระดูกและเปลือกไม้ครั้นพบความหมายที่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นประโยคแล้ว ทำให้ซูเวยนิ่งตะลึงตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นตกใจนั่นเป็นเพราะว่าข้อความที่ถูกบันทึกและส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลังเป็นเรื่องราวที่เกินจินตนาการของตนเองไปจากโลกทัศน์เดิมอย่างสิ้นเชิง


    “โอ้!จักรวาลยังมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?ฉันไม่คิดว่าเรื่องเทพธิดา สวรรค์หรือพวกมารจะมีอยู่จริง” ซูเวยพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกหลากหลายเธอเกิดและเติบโตบนดาวเอเอสที่ลืมตาขึ้นมาก็อยู่ท่ามกลางหุ่นยนต์และเทคโนโลยีเหนือจินตนาการตำราโบราณที่เคยศึกษาก็เป็นแค่เรื่องประวัติศาสตร์และความเป็นมาของดาวเคราะห์แต่ละดวงเท่านั้น


    แต่ทว่าเธอไม่คาดคิดว่าเรื่องเล่าที่เป็นเหมือนนิทานจากดาวเคราะห์โบราณหลายดวงจะสอดคล้องกับบันทึกที่เธอกำลังอ่านอยู่นี้


    นั่นคือ“เทพธิดาหนี่วา มารดาผู้ช่วยปกป้องโลกไว้ แต่เป็นการปกป้องได้แค่ชั่วคราววันหนึ่งข้างหน้าจะมีมารตื่นขึ้นและชักจูงผู้คนให้กลายเป็นคนชั่วร้ายเข่นฆ่ากันเองมารจะดึงดูดเผ่าพันธุ์ต่างโลกให้เข้ามาทำลายลูกหลานของเทพธิดาพระนางได้มอบเศษเสี้ยวจิตวิญญาณไว้กับหินซ่อมฟ้า 3 ก้อนหนึ่งในนั้นจะสามารถผสานเข้ากับคนในตำนานที่แข็งแกร่งมากพอและกลายเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ปกป้องโลกและจักรวาลต่อไป”


    “หินซ่อมฟ้าคืออะไร?”ซูเวยถามตัวเองด้วยความสงสัย ทำให้เธอสืบค้นตำนานเพื่อหาความหมายของคำสำคัญนี้จากแหล่งความรู้ต่างๆเพื่อหาว่าหินซ่อมฟ้าคืออะไร ครั้นรู้ว่าหินซ่อมฟ้ามีความเชื่อมโยงกับหินหยกทำให้ซูเวยนึกถึงหินหยกประหลาดก้อนนั้นทันที


    “แล้วหินปริศนาที่ฉันชนะพนันจะใช่หินซ่อมฟ้าไหมนะ?”ซูเวยครุ่นคิดด้วยความสงสัยพลางคิดจะหาคำตอบในอนาคตให้ได้


    ซูเวยเริ่มทำความรู้จักหนึ่งในตำนานของหินซ่อมฟ้าอีกคนนั่นคือ “ผานกู่” ผู้ซึ่งแบ่งแยกท้องฟ้าและแผ่นดิน หลังจากเขาแบ่งแยกเสร็จสิ้นแล้วร่างกายใหญ่โตของเขากลายเป็นแผ่นดินใหญ่ ศีรษะของเขากลายเป็นเขาไท่ซานตะวันออกเท้ากลายเป็นเขาหัวซานตะวันตก แขนซ้ายกลายเป็นเขาเหิงซานใต้แขนขวากลายเป็นเขาเหิงซานเหนือ ลำตัวกลายเป็นเขาซงซานทางตอนกลาง


    เลือดของผานกู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นทะเลแม่น้ำ ลำธารที่ไหลหล่อเลี้ยงผู้คนอย่างไม่มีสิ้นสุดขนตามร่างกายของเขากลายเป็นต้นไม้ใบหญ้า ตาซ้ายกลายเป็นพระอาทิตย์ตาขวากลายเป็นพระจันทร์เส้นผมนับไม่ถ้วนกลายเป็นดาวดวงน้อยที่เปล่งประกายยามค่ำคืนกระดูกและฟันกลายเป็นแร่ธาตุและอัญมณีต่างๆ


    ซูเวยอ่านถึงตรงนี้เธอพบว่ามีสัตว์วิเศษทั้งสี่เข้าช่วยภารกิจของผานกู่ด้วยได้แก่ เต่าดำ มังกรสีฟ้า นกหงส์แดง และกิเลนเขาเดียว โดยหลังสิ้นสุดภารกิจแล้วสัตว์วิเศษต่างกลายเป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในธรรมชาติ


    “โอ้โฮ!ตำนานเหล่านี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แปลกประหลาดจริงๆ มีสัตว์วิเศษด้วยฉันจะมีโอกาสได้เห็นตัวมันเป็นๆไหมนะ?”ซูเวยอุทานด้วยความประหลาดใจ เธอพบว่าชีวิตตนเองที่มาเกิดใหม่ในโลกใบนี้มีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่บ่อยครั้ง

    เธอไม่กล้าสรุปว่าจริงหรือไม่จริง แต่ที่แน่ๆคือเรื่องราวหลายอย่างที่ตนประสบกับตนเอง อย่างเช่นแหวนไม้ลึกลับบนนิ้วของเธอที่สร้างปาฏิหาริย์ให้ตนเองแปลกใจ จนตอนนี้จิตใจเธอเริ่มเอนเอียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจากแต่เดิมที่ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับหรือแปลกประหลาดเช่นนี้เลย


    “ไม่ว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง?อย่างน้อยฉันก็มีข้อมูลของกลุ่มเอกะบ้างแล้วว่าพวกเขามีหน้าที่อะไร ยังดีที่เป็นพันธมิตรต่อกันถ้าเป็นพวกองค์กรชั่วร้ายนั่น ฉันไม่เอาไว้แน่นอน”ซูเวยเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้วเธอเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกลุ่มเอกะมากขึ้นเมื่อพบว่าพวกเขามีหน้าที่สืบต่อเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในการตามหาคนในตำนานและช่วยปกป้องโลกใบนี้ทำให้ซูเวยไม่กังวลกับเรื่องเงินรางวัลที่สูงมากถึงหนึ่งร้อยล้านหยวนอีกต่อไป


    “ในเมื่อให้เงินฉันมาแล้วฉันก็จะใช้ให้เกิดประโยชน์เองนะ”ซูเวยตั้งมั่นที่จะใช้เงินรางวัลชนะพนันให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยเธอตั้งใจที่จะลงทุนทำธุรกิจเพื่อต่อยอดเงินให้งอกเงยมากกว่าเดิม รวมทั้งตอนนี้เธอยังหาช่องทางกลั่นแกล้งองค์กรชั่วร้ายและหาทางขโมยเงินพวกเขาไปให้องค์การการกุศลทั้งหลายต่อไป


    เมื่อรู้ที่มาและความหมายของหินซ่อมฟ้าแล้วซูเวยเข้าไปอ่านตำราแพทย์เทวดาในคฤหาสน์ขาวอีกสักพัก จากนั้นเธอกลับออกมาแล้วไปอาบน้ำนอนพักผ่อน


    ..........


    รุ่งเช้าซูเวยไปออกกำลังกายกับสืออู๋เจ๋อตามเดิมเธอพบว่าเขาแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความพึงพอใจให้กับเธอเป็นอย่างยิ่ง


    “หากพี่แข็งแกร่งเร็วแบบนี้คาดว่าสัปดาห์หน้าคงเริ่มฝึกฝนทักษะต่อสู้ได้แล้ว” ซูเวยบอกสืออู๋เจ๋อตามจริงขณะที่วิ่งเหยาะๆ กลับบ้านด้วยกัน


    “ดีเลยพี่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าฝึกแล้วจะเป็นยังไง?”สืออู๋เจ๋อตอบกลับอย่างยินดีที่ตนเองจะได้ฝึกทักษะต่อสู้เร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้


    “ถ้าได้ฝึกแล้วฉันไม่ให้พี่หยุดกลางคันนะ ถึงจะเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตามต้องอดทนและฝึกต่อจนกว่าจะครบทุกขั้นตอน” ซูเวยพูดย้ำถึงความสำคัญและเงื่อนไขการฝึกแสนหฤโหดของตนเองกับสืออู๋เจ๋ออย่างตรงไปตรงมา


    “ตกลงพี่จะไม่ยอมแพ้กลางคัน” สืออู๋เจ๋อรับปากอย่างจริงจังเขาไม่ใช่พวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแต่อย่างใด แต่เขาเป็นคนที่ตั้งใจจะทำอะไรแล้วจะมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะล่าช้าบ้างแต่ไม่คิดย่อท้อ


    “ดีแล้วค่ะงั้นวันจันทร์หน้าฉันจะทดสอบพี่อีกครั้งก่อนว่าพร้อมไหม?”ซูเวยพยักหน้าตอบรับ เธอตั้งใจที่จะแสดงทักษะง่ายๆของตนเองให้เขาดูต่อหน้าจึงหยุดวิ่งในตำแหน่งรั้วซึ่งเป็นจุดที่เธอเปิดช่องว่างของค่ายกลไว้จากนั้นซูเวยกระโดดเกาะรั้วแล้วตีลังกาข้ามไปยืนด้านในอย่างนุ่มนวล “ตุบ!”


    “โอ๊ะ!”สืออู๋เจ๋ออุทานด้วยความตื่นตกใจเนื่องจากเขาไม่คิดว่าว่าซูเวยจะสามารถกระโดดข้ามรั้วที่สูงสองเมตรได้อย่างง่ายดายที่สำคัญคือมันเป็นรั้วครึ่งปูนด้านล่างโดยด้านบนเป็นท่อนไม้ที่วางเรียงกันซึ่งดูเหมือนไม่แข็งแรงเท่าใดนักแต่ทว่าการกระโดดตีลังกาอย่างง่ายดายของซูเวยนั้นได้ทำลายความคิดของสืออู๋เจ๋อลงในทันที


    แต่ทว่าสืออู๋เจ๋อกลับมีตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นมากขึ้นเขาคิดว่าซูเวยไม่ได้พูดโอ้อวดแต่อย่างใดแต่ความจริงแล้วเธอนั้นจะต้องมีทักษะต่อสู้อย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถกระโดดข้ามรั้วไปได้ง่ายดายและรวดเร็วเช่นนี้


    สืออู๋เจ๋อวิ่งกลับบ้านด้วยท่าทางกระตือรือร้นและรอคอยที่จะได้ฝึกฝนทักษะต่อสู้จากซูเวยในเร็ววันโดยวันนี้เขาตั้งใจที่จะวิ่งแข่งกับซูเวยไปโรงเรียนแทนการปั่นจักรยานเนื่องจากต้องการฝึกกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแกร่งโดยเร็ว


    ต่อจากนั้นซูเวยและครอบครัวใหญ่ทานอาหารเช้าด้วยกันครั้นทุกคนทานอิ่มแล้วเกาอิงถามสืออู๋เจ๋อด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นเขาไม่เดินไปจูงจักรยานออกมาจากหลังบ้านเช่นเคย


    “เสี่ยวเจ๋อไม่เอาจักรยานไปโรงเรียนหรือ? ยายไม่ได้ใช้หรอก เอาไปใช้เถอะ” เกาอิงถามสืออู๋เจ๋ออย่างใจดี


    “ไม่เป็นไรครับยายเกาเอาไว้ให้แม่ใช้ปั่นไปซื้อของที่ร้านค้าหมู่บ้านก็ได้ครับผมจะวิ่งออกกำลังกายไปกับเวยเวยครับ”สืออู๋เจ๋อปฏิเสธเกาอิงโดยตรงพลางบอกเหตุผลที่ตนตั้งใจไว้


    “วิ่งกันไหวอยู่หรือ?เวลานั่งเรียนจะไม่เหนื่อยจนเรียนไม่รู้เรื่องเอาได้นะ”เกาอิงยังถามย้ำและให้เหตุผลด้วยความห่วงใยทั้งหลานสาวและสืออู๋เจ๋อ


    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน