บทที่ 40 ทิวทัศน์ที่สวยงาม
ภูเขาอู๋เกินตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านหนิงสุ่ย แม้จะตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่รับแสงแดดโดยตรง แต่ก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด
มีคำร่ำลือกันว่าต้นไม้ใบหญ้าที่นี่งอกงามกว่าภูเขาลูกอื่นๆ รอบข้างเสียอีก ที่เชิงเขา มีลำธารเล็กๆ ไหลริน น้ำใสสะอาดจนสามารถดื่มได้โดยตรง
ใกล้กับลำธารคือผืนดินเพาะปลูกของครอบครัวหนิงเฉิงฮุย
เดิมที หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูมีที่ดินตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่หลังจากเหตุการณ์ของหนิงชิงอวิ๋น พวกเขาต้องขายที่ดินส่วนใหญ่เพื่อหาเงินรักษาและช่วยเหลือหนิงชิงอวิ๋น รวมถึงหนิงหรานที่ยังอยู่ในครรภ์
ในขณะนั้น ครอบครัวหนิงไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่ใครๆ เห็น ภายนอกยังต้องแบกรับภาระค่าสินสอดของหนิงชิงเฟิ่งอีก ทำให้เงินทองร่อยหรอลงอย่างมาก
เพื่อช่วยชีวิตหนิงชิงอวิ๋น หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากขายที่ดินบรรพบุรุษ หรือมอบให้ผู้อื่นเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือ
แม้จะมีผู้ที่รับที่ดินไปเพียงเพื่อรักษาหน้า และคืนที่ดินผืนหนึ่งให้ แต่ก็เป็นที่ดินที่ไม่ค่อยดีนัก ในที่สุด หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูจึงจำต้องเลือกที่ดินผืนเล็กๆ บริเวณเชิงเขาอู๋เกิน
อย่างน้อยก็มีความเงียบสงบและอยู่ใกล้กับหลุมศพของหนิงชิงอวิ๋น เป็นการปลอบประโลมใจได้บ้าง
วันนี้หนิงเฉิงฮุยและสวีอวี้จูพาหนิงหรานมาด้วย ตั้งใจจะใช้เวลาช่วงเช้าที่แดดยังไม่แรงปลูกผัก พวกเขาอนุญาตให้หนิงหรานเดินเล่นได้ตามสบาย
แต่มีข้อแม้เพียงข้อเดียว คือห้ามเข้าใกล้ลำธารเด็ดขาด เพราะน้ำลึกมาก หากตกลงไปอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
หนิงหรานรับปากอย่างว่าง่าย ที่จริงแล้ว เธอคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี
ในชาติที่แล้ว หลังจากหนิงชิงอวิ๋นเสียชีวิตและถูกฝังที่นี่ เธอมักจะแอบมาเยี่ยมหลุมศพของแม่อยู่บ่อยครั้ง เวลาที่ถูกรังแกหรือเสียใจ เธอมักจะมาร้องไห้ที่นี่เพียงลำพัง ไม่เคยแสดงความอ่อนแอต่อหน้าตากับยาย
หลุมศพของหนิงชิงอวิ๋นอยู่ถัดจากลำธารเล็กๆ เข้าไปไม่ไกล แต่เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่บนเขาอู๋เกิน ประกอบกับความขี้กลัวในวัยเด็ก ทำให้หนิงหรานไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในเขาลูกนี้เลย
หนิงหรานเดินเลียบลำธารไปจนถึงจุดที่น้ำตื้นที่สุด ถอดรองเท้าแล้วก้าวข้ามลำธารโดยใช้ก้อนหินเป็นฐาน เบื้องหน้ายังมีเนินเขาขนาดย่อมกั้นขวางอยู่ ต้องเดินอ้อมเนินเขานี้ไปก่อนจึงจะถึงเชิงเขาอู๋เกิน
ว่ากันว่าสถานที่แห่งนี้เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีสาง
เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน
สมัยที่ผู้คนยังกล้าบุกป่าฝ่าดง มีโจรป่าคนหนึ่งดักปล้นนักเดินทางร่ำรวยที่เชิงเขาอู๋เกินนี้ การต่อสู้ดุเดือดจบลงด้วยความตายของนักเดินทาง โจรได้ทรัพย์สินไปครอบครอง แต่ไม่นานก็พลัดตกเขาตายอย่างปริศนา
หลังจากนั้น ผู้คนที่ผ่านมาแถวนี้มักได้ยินเสียงร้องโหยหวนและเสียงหมาป่าหอน บางคนอ้างว่าเห็นผี
หมอผีในหมู่บ้านทำนายว่าเขาอู๋เกินมีพลังด้านมืด วิญญาณของนักเดินทางที่ตายอย่างทุกข์ทรมานยังวนเวียนอยู่ ผู้ใดผ่านมาอาจพบจุดจบเช่นเดียวกัน
ด้วยความเชื่อเรื่องผีสาง ประกอบกับสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่บนเขา ทำให้ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าใกล้เขาอู๋เกินอีกเลย เป็นเวลานานหลายสิบปี จนกระทั่งเนินเขาร้างหน้าเขามีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่นราวกับกำแพงธรรมชาติ
ชาวบ้านไม่เคยย่างกรายเข้ามาในบริเวณนี้ เนินเขากั้นบังสายตา ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังนั้นซ่อนความงามใดไว้
เมื่อมองจากภายนอก เขาอู๋เกินดูราวกับหน้าผาสูงชัน แม้จะมีต้นไม้ปกคลุมเขียวชอุ่ม แต่ก็ให้ความรู้สึกมืดครึ้มน่าหวั่นเกรง
ด้วยความเชื่อที่สั่งสมกันมา ชาวบ้านหนิงสุ่ยจึงมองเขาอู๋เกินเป็นสถานที่น่าสะพรึงกลัว
หนิงหรานเดินอ้อมลำธารเล็กๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจไปยังหลุมศพของหนิงชิงอวิ๋นก่อน ในเวลานี้ หลุมศพยังดูใหม่ ไม่ได้รกครึ้มเหมือนในชาติที่แล้ว
ชาติที่แล้ว สิ่งแรกที่หนิงหรานขอร้องให้องกรณ์ทำให้ คือการย้ายหลุมศพของแม่และตากับยายไปยังสถานที่ที่มีฮวงจุ้ยที่ดีกว่า การได้กลับมาเห็นหลุมศพอีกครั้ง ทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นพิเศษ
แต่หนิงหรานไม่ได้อยู่นาน หลังจากโค้งคำนับสามครั้ง เธอก็เดินตรงไปยังเนินเขาเบื้องหน้าเขาอู๋เกิน คิดในใจว่าสักวันหนึ่งเธอจะต้องย้ายหลุมศพของแม่ไปยังสถานที่ที่ดีกว่านี้
วันเวลาที่ดีกว่ากำลังจะมาถึง
เหมือนที่สวีอวี้จูเคยบอก บนเนินเขามีผักป่าขึ้นอยู่มากมาย หนิงหรานเดินสำรวจอย่างละเอียด พบว่าผักป่าที่นี่งอกงามดีจริงๆ ไม่เพียงแต่ผักจี้ไฉ่*[1]ที่เธอรู้จัก
ยังมีพืชชนิดอื่นๆ ที่ในความทรงจำของเธอ สามารถนำมาใช้ทำยาสมุนไพรจีนได้ หากนำไปขายก็น่าจะมีคนสนใจไม่น้อย
ความมั่นใจของหนิงหรานเพิ่มพูนขึ้น เธอคิดว่าหากบนเนินเขามีพืชสมุนไพร ภายในเขาอู๋เกินก็น่าจะมีสมุนไพรหายากเช่นกัน
ถึงแม้สมุนไพรในมิติพิเศษของเธอจะมีคุณภาพดีเยี่ยม เพราะได้รับน้ำพุศักดิ์สิทธิ์หล่อเลี้ยง แต่สมุนไพรป่าบางชนิดก็มีสรรพคุณเฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากสมุนไพรที่ปลูก บางทีเธออาจพบสมุนไพรที่ไม่มีในมิติพิเศษของเธอก็ได้!
ความคิดนี้ทำให้หนิงหรานตื่นเต้น รีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปบนเนินเขา
เดิมทีหนิงหรานคิดว่าเบื้องหลังเนินเขาคงเป็นป่าทึบมืดครึ้ม แต่เมื่อขึ้นไปถึง เธอต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
เบื้องหน้าคือเชิงเขาอู๋เกิน มีต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเบียดเสียดกันเป็นร่มเงา บางชนิดเธอรู้จัก บางชนิดไม่เคยเห็นมาก่อน แต่สิ่งที่สะดุดตาคือความเขียวขจีสดชื่น กิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง หญ้าเขียวขจี
เป็นภาพที่งดงามจับใจ
ยิ่งไปกว่านั้น พื้นป่ายังเต็มไปด้วยดอกไม้ป่านานาพรรณ สีสันสวยงาม บ้างสง่างาม บ้างหอมหวาน บ้างบริสุทธิ์ บ้างเรียบง่าย เป็นภาพที่งดงามเกินกว่าจะบรรยาย
ความประหลาดใจและความยินดีแล่นผ่านหัวใจของหนิงหราน เธอไม่คิดว่าเขาอู๋เกินที่ผู้คนหวาดกลัว จะมีทิวทัศน์ที่งดงามและบริสุทธิ์เช่นนี้ซ่อนอยู่
ความงามเบื้องหน้าทำให้ความกระวนกระวายในใจสงบลง ความรู้สึกสงบสุขแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านกิ่งไม้ สาดแสงสีทองลงมา เงาไม้พร่าเลือน บรรยากาศเงียบสงบ
หนิงหรานเดินตามทางเล็กๆ ท่ามกลางแมกไม้ สายตาเหลือบไปเห็นบันไดหินสีขาวทอดยาวขึ้นไปบนเขา ดูลึกลับและน่าค้นหา
ในชาติก่อน หนิงหรานแทบไม่มีโอกาสได้ออกมาสัมผัสธรรมชาติ ช่วงแรก องกรณ์ไม่ได้ควบคุมเธออย่างเข้มงวด แต่เมื่อเธอพยายามหลบหนีไม่สำเร็จ อิสรภาพก็ถูกพรากไปจนหมดสิ้น
*[1] ผักจี้ไฉ่ ในภาษาไทยเรียกว่า ผักกาดหอมช้าง หรือ ผักกาดช้าง