ผีโหงพรายรายงานข่าวกรองต่อเนื่อง ซึ่งอลินตาก็ฟังอย่างตั้งใจ “เดินหายเข้าไปในประตูคุ้มโบราณที่อดีตเคยเป็คุ้มที่รุ่งเรืองมากที่สุดแห่งยุค เ้าของเดิมคือเ้าหลวงแสนยาศักดิ์งั้นเหรอ? เอ๊ะ..! หมอผีต้นตระกูลของเราก็อยู่ในยุคของเ้าหลวงแสนยาศักดิ์นี่นา”เมื่ออลินตาคิดมาถึงตรงนี้ก็ตาโตขึ้นมาทันที รีบหันไปทางิกำลังจะออกคำสั่งแต่ิลูกน้องคนสนิทยกมือขึ้นห้าม ก่อนจะพูดเสียงสั่นเครือ
“เอ่อ..คุณอลินครับ คือว่า...” อลินตาขมวดคิ้วยุ่ง
“มีอะไร?” น้ำเสียงขุ่นเพราะกำลังหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่เพิ่งได้ยินมา
“คือ จะคุยกับพี่โหงพรายทั้งสองผมก็ไม่ว่าหรอกครับแต่ช่วยบอกให้พี่เค้าลงมาคุยกับคุณอลินดีๆ หน่อยได้ไหมไม่ใช่นั่งขี่คอพวกผมแล้วคุยกันสบายใจเฉิบ เหมือนว่าคอพวกผมสองคนเป็เก้าอี้บุนวม มันไม่ได้เมื่อยอะไรนะครับแต่.. ขนมันตั้งชันไปหมดทั้งตัว ฉี่ก็จะราดอยู่แล้วอ่ะครับ..” ส่วนทางด้านเป๋านั้นตาเหลือกค้างจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว
เพราะมัวแต่ห่วงคุยและมีสมาธิอยู่กับเื่ที่คุยทำให้อลินตาเพิ่งเห็นผีโหงพรายนั่งขี่คอลูกน้องทั้งสองคนของตัวเองผมยาวปกหน้าปกตาิกับเป๋าเกือบจะถึงชามบะหมี่ เมื่อได้ยินลูกน้องอุทธรณ์เสียงเครือมาแบบนั้นอลินตาถึงกับอมยิ้มขบขนอย่างเปิดเผย ยังกับหนังชัตเตอร์ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ามันคือชัตเตอร์ดับเบิ้ลสยองคูณสองกันเลยทีเดียวช่างน่าสงสารเสียจริง
“ขอบคุณพี่สาวทั้งสองมากเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปทำบุญให้นะ” พูดจบอลินตาก็หยิบขวดแก้วสองขวดลักษณะคล้ายหลอดน้ำหอมเล็กๆยาวๆ หญิงสาวพึมพำเป่ามนต์สักพัก โหงพรายสองตนก็กลายเป็ควันดำแล้วล่องลอยเข้าสู่ขวดแก้วจนกระทั่งอลินตาปิดขวดนั่นแหละเป๋าถึงได้โวยขึ้น
“อร๊ายยย...ขอร้องได้ไหมคะคุณอลิน เป๋านี่หัวใจจะวายวันละ 8 ครั้งฉี่จะราดวันละหลายรอบ ออกงานครั้งหน้าจะสั่งกางเกงในแพมเพิร์สมาเตรียมไว้เลยดีกว่าสารพัดผีที่เจอเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ ก็โดนสะกดจิตให้คุยกับผีแล้วนี่ยังจะต้องมาโดนขี่คอยังกะเล่นม้าส่งเมืองอีก ตายแล้วชีวิตเป๋ายืนอยู่บนปากเหวจริงๆ ด้วย” อลินตาได้ยินดังนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดนั่นกดนี่ไม่นานก็ได้ยินเสียงสัญญาณดังขึ้น ที่โทรศัพท์ของิ และเป๋า
“ฉันให้ค่าจ้างพวกนายคนละแปดหมื่นฉันโอนเงินค่าจ้างให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินที่บอกว่าจะหักสองหมื่นฉันโอนเพิ่มให้เป็โบนัส ที่ต้องใช้ความเสี่ยงในวันนี้ เป็ค่าจ้างคนละหนึ่งแสนแต่ถ้าไม่พอใจ โอนคืนมาได้ แล้วฉันจะหาลูกน้องใหม่ โอเคไหม?” เงียบกว่าป่าช้าก็โต๊ะบะหมี่โต๊ะนี้แหละ เป๋าได้สติก่อนิรีบประจบทันที
“อุ๊ยยๆๆ แหม..น้อยใจเป็เด็กไปได้ คุณอลินก็...” สลับโหมดได้เร็วกว่าความเร็วแสงเสียงพูดยานะเืยิ่งกว่าผีโหงพรายสองตนเมื่อกี้อีกแน่ะ
“เราอยู่ด้วยกันมานานแล้วนะคะเป๋าจะกล้าสละเรือได้ยังไงล่ะ ใช่ไหมไอ้ิ?” หันไปทางิปรากฏว่าเพื่อนรักนั้น หยิบโทรศัพท์เตรียมพร้อมจดงานต่อไปของผู้เป็เ้านายด้วยความขมีขมันอลินตาเห็นภาพนั้นก็ยิ้มพอใจ
“ิเต๋อ เดี๋ยวนายหาข้อมูลเกี่ยวกับคุ้มเชียงภูแสนและเ้าหลวงแสนยาศักดิ์ อย่างละเอียดให้ฉันหน่อยนะ ส่วนเป๋าตุงสืบหาพิกัดเส้นทางไปคุ้มของเ้าภูแสนที่จังหวัดเชียงรายและบ้านที่กรุงเทพให้ฉันด้วย ระบุระยะทางอย่างละเอียด” สองลูกน้องรับคำสั่งอย่างเข้มแข็งราวกับทหารเกณฑ์ที่เคร่งครัดก็ไม่ปานอลินตานิ่งไปสักพัก ก่อนพูดขึ้นอย่างนึกได้
“เกือบลืม...”สองลูกน้องหันขวับทันที
“ลืมอะไรครับ?”ิถามออกมาแทบไม่ทัน
“งานถัดไปของเรา”ิกับเป๋าเงยหน้ามองอลินตาพร้อมกัน
“สงสัยเราจะได้ขึ้นเหนือกันเร็วๆนี้ เพราะฉันต้องไปฟังการเปิดพินัยกรรมของครอบครัวฉัน...” บ้านเกิดจริงๆของอลินตานั้นอยู่จังหวัดเชียงราย แต่เพราะมีเหตุจำเป็บางอย่างทำให้พ่อกับแม่ของเธอต้องยายถิ่นฐานกะทันหันมาปักหลักที่กรุงเทพฯ
เหลือก็แต่น้าสาวเพียงคนเดียวของเธอซึ่งก็คือคุณปลายนภา น้องสาวแท้ๆ ของคุณดารารายแม่ของอลินตาเป็ผู้ที่คอยทำหน้าที่ดูแลบ้านหลังใหญ่ยังกับวังมาโดยตลอดกระทั่งน้าปลายนภาคิดว่าคฤหาสน์หลังนี้เป็บ้านของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว...
ในขณะเดียวกัน เ้าภูแสนเดินสง่างามผ่านประตูไม้แกะสลักบานใหญ่เข้ามาในห้องสีเขียวห้องหนึ่งซึ่งทั้งเ้าภูแสน ชัยยันต์ อวยชัยรวมทั้งอีกไม่กี่คนที่รู้เื่นี้ต่างขนานนามประตูแห่งนี้ว่า ประตูแห่งกาลเวลาคนที่รู้เื่นี้จะมีเฉพาะคนใน และองค์รัชทายาทของเ้าหลวงเท่านั้น ผู้ที่จะผ่านประตูแห่งกาลเวลานี้ได้จะต้องได้รับมนต์วิเศษและมีคาถาอาคมในตัวพอสมควรซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์หนานเมืองอินทร์ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้าบุรุษวัยกลางคนที่มีตำแหน่งเป็ถึงโหรหลวง และเป็หมอธรรมประจำคุ้มหลวงแห่งนี้ด้วย
เมื่อเ้าภูแสนผ่านประตูนี้เข้ามาการแต่งกายของเ้าภูแสนก็เปลี่ยนไปทันที ซึ่งเปลี่ยนไปในระหว่างที่เ้าภูแสนกรายผ่านประตูแห่งกาลเวลาเข้ามาศีรษะถูกโพกด้วยผ้าสีทองสวมเสื้อแขนยาวสีส้มปักเย็บลายไทยพร้อมมีผ้าคาดทับที่ไหลอีกชั้น กางเกงคล้ายโจงกระเบนแต่ยาวกว่าโจงกระเบนของชาวสยามและไม่เพียงแต่การแต่งกายของเ้าภูแสนเท่านั้นที่เปลี่ยนไป ชัยยันต์ กับอวยชัยการแต่งกายก็เปลี่ยนไปด้วยกลายเป็การแต่งกายคล้ายชาวล้านนาสมัยโบราณนานกว่าร้อยปีมาแล้ว!!
ณคุ้มเชียงภูแสนเมืองในอดีตร้อยกว่าปีมาแล้ว ประตูแห่งกาลเวลาบานนี้อยู่ภายในห้องสุดท้ายของหอแสนหลวงซึ่งเป็เรือนไม้ 3 ชั้นตั้งตระหง่านโดดเดี่ยว ทว่า มีเวรยามหนาแน่นคอยเดินเวรตรวจตรากันตลอดทั้งวันทั้งคืนห้ามผู้ใดที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าออกที่หอแสนหลวงอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ทั้งสิ้นแม้แต่พระชายามุกประดับก็หาได้มีอำนาจถึงขนาดจะเข้ามาที่หอแสนหลวงแห่งนี้ได้
หอแสนหลวงนี้เป็ทั้งหอพระหอประกอบมนต์พิธีต่างๆ รวมไปถึงหอที่เก็บความลับอันยิ่งใหญ่ของกาลเวลาไว้อีกด้วยผู้ที่จะผ่านเข้าออกที่นี่ได้มีเพียงเ้าหลวงแสนยาศักดิ์ผู้ครองเมืองเชียงภูแสน องค์รัชทายาท โหรหลวงและผู้ติดตามซึ่งมีวิชาพอสมควรเท่านั้น
เ้าภูแสนหรืออีกตำแหน่งอันสำคัญ นั่นก็คือองค์รัชทายาทแห่งเมืองเชียงภูแสน! เมืองในอดีตที่ผ่านมาร้อยกว่าปี และตอนนี้เ้าภูแสนก็ได้เดินผ่านประตูแห่งกาลเวลาเข้ามายังยุคสมัยของตัวเองเ้าภูแสนหยุดยืนอยู่กลางห้องอันเป็ที่เก็บความลับแห่งกาลเวลาทั้งหมด ภายในห้องเหมือนห้องทั่วๆไป มีโต๊ะเก้าอี้เสมือนห้องพักผ่อนห้องนั่งเล่นโดยมีผ้าม่านหนาทึบปิดบังประตูบานนี้ไว้อีกชั้นหนึ่งดวงตาสีเขียวมรกตของเ้าภูแสนค่อยๆ คลายลงกลายเป็ดวงตาดำขลับและคมกริบบ่งบอกว่าเฉลียวฉลาดทันคน
ดวงตาสีเขียวมรกตของเ้าภูแสนจะไม่ปรากฎบ่อยนักและถ้าไม่ใช่ผู้มีวิชาอาคมแข็งแกร่งก็จะไม่สามารถมองเห็นได้ นั่นบ่งบอกได้ถึงความเป็ผู้มีบารมีและพลังิญญาอันแสนยานุภาพที่สุดจะหยั่งถึงซึ่งเื่นี้เ้าภูแสนระวังตัวมาก และไม่เคยเปิดเผยให้ใครได้รับรู้ นอกเสียจากโหรหลวงหนานเมืองอินทร์เ้าภูแสนเดินลงมาจากชั้นที่สามซึ่งเป็ชั้นบนสุดของตึกโบราณแห่งนี้ เมื่อมาถึงชั้นล่างของหอแสนหลวงซึ่งเป็โถงสำหรับรับแขกและนั่งเล่น
ทหารยามบริเวณหอแสนหลวงเห็นเ้าภูแสนก็รีบเข้ามานั่งคุกเข่าทำความเคารพด้วยความนอบน้อมเ้าภูแสนมองทุกคนใบหน้านิ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ
“ข้าจะเข้าเฝ้าเ้าพ่อเดี๋ยวนี้..”
“เ้า..” ทหารเวรรับคำสั่งอย่างแข็งขัน ก่อนที่จะเดินนำเ้าภูแสนไปที่ตำหนักของเ้าหลวงแสนยาศักดิ์พระราชบิดาของเ้าภูแสนนั่นเอง!!