52.แก้แค้น
ไป๋หลงแสร้งทำท่าใจสลาย เมื่อถูกซุนเย่ผิงปฏิเสธที่จะคืนผ้าคลุมหน้า
พลันไป๋หลงก็เหลือบเห็นคนชุดดำที่หลบซ่อนในพุ่มไม้ด้วยหางตาก่อนจะตะโกน“ท่านอาจารย์ ระวัง!”ไป๋หลงร้องขณะพุ่งเข้าไปผลักซุนเย่ผิงที่กำลังงุนงงกับเสียงตะโกนของไป๋หลงให้ล้มลง
“มีคนร้าย!”เสียงตะโกนขององครักษ์ของเฟยหานตงดังขึ้นขณะที่องครักษ์หลายคนรีบไล่ตามเงาของคนชุดดำไป
ไป๋หลงอาศัยจังหวะที่ล้มลงขณะที่ซุนเย่ผิงไม่ทันตั้งตัวเสือกมีดแทงเข้าไปที่หน้าท้องของซุนเย่ผิงท่ามกลางความชุนละมุนที่ผู้คนมัวแต่สนใจคนชุดดำที่ถูกไล่ล่า
“อึก..”ซุนเย่ผิงร้องด้วยความเจ็บปวด“จะ...เจ้า..”แววตาของซุนเย่ผิงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกในวินาทีแรกที่พบว่าตัวเองถูกแทงหลังจากนั้นโทสะก็ผุดลุกวาบ
ไป๋หลงคิดจะสังหารเธอ! ซ้ำยังลงมือต่อหน้าคนมากมาย “อะ..”ซุนเย่ผิงที่กำลังจะร้องโวยวายเปิดโปงว่าไป๋หลงลงมือทำร้ายตนจู่ๆกลับพบว่าเส้นเสียงพิการชั่วขณะ เปล่งเสียงออกมาไม่ได้หนำซ้ำร่างกายยังคล้ายเป็นอัมพาตไปทั้งร่างขยับไม่ได้
“แย่แล้ว ท่านอาจารย์ถูกลอบทำร้าย!”ไป๋หลงส่งเสียงร้องแสร้งทำท่าทางตื่นตระหนกทุกคนล้วนหันมามองด้วยท่าทางตกใจ เห็นซุนเย่ผิงนอนอยู่ที่พื้นบนหน้าท้องถูกมีดบินปักขณะที่ไป๋หลงผู้ที่ถูกซุนเย่ผิงข่มเหงกลับมีท่าทีลนลาน ห่วงใยซุนเย่ผิงซ้ำยังฉีกชายกระโปรงตัวเองห้ามเลือดให้ซุนเย่ผิง
“เจ้าดูไป๋หลงสิถูกรังแกขนาดนั้นแล้วยังมีใจเมตตาเข้าช่วยเหลืออีก ถ้าเป็นข้านะถูกทำให้อับอายถึงขนาดนั้นจะปล่อยให้นอนจมกองเลือดจนตาย! ไม่เข้าไปช่วยเด็ดขาด!”เสียงซุบซิบนินทาของเด็กศิษย์ผู้หญิงดังขึ้น
“ฮึ...เป็นข้าก็ไม่ช่วยเหมือนกันคนอะไรวันๆเสแสร้งทำตัวอ่อนหวาน ยิ่งต่อหน้าท่านย่าหลงยิ่งดัดเสียงจนข้าจะอาเจียน!”หน่วยซ้ำเติมในกลุ่มศิษย์หญิงกล่าวขึ้นขณะมองซุนเย่ผิงด้วยความรังเกียจ
“ข้าได้ยินมาว่าสตรีใดก็ตามที่เข้าใกล้ท่านย่าหลงจะต้องมีอันเป็นไป หรือไม่ก็บาดเจ็บทุกราย!”เสียงสตรีอีกคนดังขึ้น
“ต้องเป็นฝีมือนางปีศาจจอมเสแสร้งนี่แน่นอน!ข้าว่าบางทีการที่ไป๋หลงต้องเสียโฉม อาจเป็นฝีมือนางก็ได้!”คนอื่นๆต่างทำเสียงฮือฮากับความคิดเห็นนี้ซึ่งมีหลายคนเห็นด้วย และหลายคนบอกว่าอาจจะไม่ใช่ก็ได้
“แต่นางบาดเจ็บแบบนี้ถือว่ากรรมสนองนางแล้ว! หน้าตาก็ดีแต่จิตใจโสมม”เสียงก่นด่าและนินทาซุนเย่ผิงต่างๆดังจากศิษย์หญิงทั้งหลาย
ขณะที่คนถูกก่นด่าอย่างซุนเย่ผิงโมโหจนเส้นประสาทตึงเครียดโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ ทว่าไม่อาจขยับตัวหรือพูดจาได้ ไม่อย่างนั้นคงหันไปมองหน้าคนที่นินทาแล้วด่าสั่งสอนสักยก!
ขณะที่ไป๋หลง ผู้กลายเป็นคนดีในสายตาผู้คนทั้งหลายทั้งๆที่เป็นคนลงมือแทงมีดใส่ซุนเย่ผิง กำลังเสแสร้งเป็นคนดีต่อไป
“ท่านอาจารย์เลือดท่านไหลออกเยอะมากทำยังไงดี”ไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน เต็มไปด้วยความห่วงใย ขณะที่มือกลับแอบกระชากผ้าปิดหน้าของตนในมือซุนเย่ผิงมายัดใส่สาบเสื้อตนเอง
ซุนเย่ผิงถลึงตาใส่นางมารน้อยตรงหน้าที่เล่นละครตบตาคนมากมาย
ไป๋หลงเห็นสายตาอาฆาตนั้นแล้วแววตากก็เยาะเย้ยซุนเย่ผิง คล้ายจะบอกว่า ‘แน่จริงก็ลุกขึ้นมาสิ!ก่อนจะแสร้งร้องตะโกนด้วยความตกใจ“แย่แล้วท่านอาจารย์ถูกพิษ!”ไป๋หลงทำตาเบิกกว้างท่าทางตื่นตระหนก“เร็ว ใครก็ได้ไปตามท่านย่าหลงและแพทย์โอสถมาที!”ไป๋หลงตะโกนบอกศิษย์ปีหนึ่งทั้งหลายที่มัวแต่ยืนตกตะลึงอยู่
เสียงของไป๋หลงทำให้ทุกคนได้สติรีบแยกย้ายกันไปแจ้งเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ให้เหล่าคนสำคัญของสำนักรับรู้ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นมีเพียงเฟยหานตง ซิ่นเผิงและ ฮุ่ยเทียนหลง ที่ยืนนิ่ง ไม่แสดงความตื่นตระหนกใดๆคล้ายรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น ซ้ำยังยืนจ้องซุนเย่ผิงด้วยแววตาอาฆาตราวกับอยากจะฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ
“พวกเจ้า เก็บอาการหน่อยข้าอุตส่าห์เล่นละครขนาดนี้ มันจะพังพินาศก็เพราะพวกเจ้านี่ละหากไม่ช่วยแสดงก็มาช่วยกันมุงนังตัวดีนี่ไว้จะได้ดูเหมือนว่าห่วงใยเหยื่อรายนี้เสียหน่อย”ไป๋หลงพูดเสียงเบาพอให้ได้ยินทำให้เด็กหนุ่มสามคนล้อมวงรอบตัวซุนเย่ผิง
ซุนเย่ผิงถลึงตาใส่ไป๋หลงด้วยความโกรธแค้นทำท่าจะซัดฝ่ามือใส่ไป๋หลง ทว่าร่างกายกลับไม่เชื่อฟังเลยสักนิดรู้สึกร่างกายแข็งทื่อขยับตัวไม่ได้ซ้ำทุกครั้งที่พยายามขยับตัว ยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่วิ่งพล่านไปทั่วร่างเจ็บปวดราวกับนอนบนพรมตะปูเข็มนับพันตัว
“ข้าลืมบอกไปว่าข้าใช้พิษอัมพาตกับเจ้ายังมียาพิษชนิดพิเศษที่พอเจ้าพยายามจะขยับตัวก็ทำให้เจ้าเจ็บปวด”ไป๋หลงกระซิบเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน“ดิ้นไปก็ไร้ประโยชน์ยาพิษนี้ตลอดเวลาสามเดือนที่ข้าอยู่กับย่าหลงข้าให้ช่วยปรุงขึ้นเพื่อเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ...”ไป๋หลงเหยียดยิ้มบวกกับแผลเป็นบนหน้าทำให้ใบหน้าไป๋หลงน่ากลัวราวกับภูตผีปีศาจจากขุมนรก
ซุนเย่ผิงทำสีหน้าตกตะลึงด้วยคาดไม่ถึงว่าย่าหลงเป็นผู้ช่วยนางมารน้อยนี่ปรุงพิษขึ้นมา
“ตกใจอะไรเล่า”ไป๋หลงทำเสียงชั่วร้าย“เจ้าไม่รู้หรือแท้ที่จริงแล้ว ย่าหลงเป็นสายลับของอาณาจักรเฟย เขาไม่ใช่คนของนิกายทมิฬพวกเดียวกับเจ้าหรอกนะซุนเย่ผิง”ไป๋หลงทำเสียงเยาะเย้ยทว่าสีหน้ายังแสดงออกเสแสร้งว่ากำลังกังวลกับอาการของซุนเย่ผิง เพื่อตบตาคนมากมายขณะที่มือซึ่งกดบาดแผลห้ามเลือด กลับจงใจกดแรงๆจนซุนเย่ผิงครางด้วยความเจ็บปวดทว่าไร้เสียงใดๆเล็ดลอดออกมามีเพียงเสียงลมเท่านั้นที่ออกจากปาก
‘ย่าหลงเป็นสายลับหรือ!’ซุนเย่ผิงครุ่นคิดถึงว่าทำไมย่าหลงไม่ยอมลงมือสังหารนังเด็กคนนี้เสียที จนทำให้เธอคิดไปว่าเป็นเพราะเขาหลงรักนังเด็กคนนี้ จึงไม่ยอมลงมือ ที่แท้เป็นเพราะแต่แรกย่าหลงไม่เคยเป็นคนของนิกายทมิฬนี่เอง...แต่ว่าย่าหลงเป็นผู้อาวุโสของนิกายอยู่ในนิกายมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อน แล้วเหตุใดเขาจึงกลายเป็นสายลับไปได้!
ความเป็นมาของย่าหลงนั้นลึกลับแปลกประหลาดทุกคนในนิกายรู้เพียงว่าเขาเป็นผู้ใช้พิษ ทำหน้าที่ปรุงยาพิษให้นิกาย เป็นผู้อาวุโสที่อยู่มานานที่สุดในนิกาย
“ยังไม่หมดนะข้าจะบอกความลับเจ้าให้ความจริงแล้วคืนนั้นเจ้ามั่นใจว่าข้าตายไปแล้วสินะ”ไป๋หลงกล่าว
แน่นอนว่าเรื่องนี้ซุนเย่ผิงสงสัยมาโดยตลอดเพราะในคืนนั้นซุนเย่ผิงได้เข้าไปตรวจดูศพของไป๋หลง และมั่นใจว่านางตายแล้วจริงๆหลังจากไป๋หลงตาย เฟยหานตงได้นำศพของไป๋หลง ไปไว้ที่ตำหนักของตนเองโดยบอกกับทุกคนว่าไป๋หลงถูกลอบทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเฟยหานตงจึงนำไป๋หลงไปรักษาในตำหนัก
ในช่วงเวลานั้นซุนเย่ผิงได้แต่ยิ้มเยาะเฟยหานตงที่กุเรื่องขึ้นมาว่าไป๋หลงบาดเจ็บสาหัส ทั้งๆที่นางตายไปแล้วแต่หลังจากนั้นสามเดือน ก็มีคนเห็นไป๋หลงในสภาพมีชีวิตถูกเกี้ยวหามออกมาจากตำหนักของเฟยหานตง ในสภาพร่างกายอ่อนแอถูกนำตัวไปที่สวนร้อยพิษของย่าหลง
“แน่นอนว่าคืนนั้นข้าตายไปแล้ว”ไป๋หลงกล่าวขณะแววตาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย
ซุนเย่ผิงเบิกตากว้างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินถูกต้องคืนนั้นไป๋หลงตายไปแล้วจริงๆ แต่ว่า...ถ้านางตายไปแล้วคนตรงหน้านี้เป็นใคร!!!
“จะคุยกับสตรีชั่วร้ายนี่ทำไมรีบๆฆ่าให้สิ้นเรื่องดีกว่า”เสียงของฮุ่ยเทียนหลงดังแทรกขึ้น
ในสายตาคนนอกเห็นเพียงคนทั้งสี่กำลังช่วยกันปฐมพยาบาลให้ซุนเย่ผิง
“คนอย่างไป๋หลงหรือจะปล่อยให้ศัตรูตายสบายแบบนั้น”เสียงของเสี่ยวไป๋ดังขึ้นมันเกาะอยู่บนไหล่ของฮุ่ยเทียนหลงนั่นเอง
“แล้วจะทำยังไงกับยัยแก่นี่ดี”ซิ่นเผิงกล่าวขึ้นขณะแอบกระชากปอยผมของซุนเย่ผิงแรงๆด้วยความเกลียดชัง
ซุนเย่ผิงทำสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดก่นด่าซิ่นเผิงต่างๆนานาในใจที่ด่าว่าตนเป็นยัยแก่แถมยังมากระชากผมเธออีก! เด็กเปรต!
หลังจากที่ไป๋หลงตาย เฟยหานตงให้คนออกสืบหาคนร้ายจนพบว่าแท้ที่จริงแล้วการตายของไป๋หลง เป็นฝีมือของนิกายทมิฬ ซึ่งเป็นนิกายนักฆ่าอันดับหนึ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ พวกมันส่งคนเข้ามาแฝงตัวในสำนักฝึกยุทธแห่งนี้ โดยคนที่ถูกส่งมาก็คือซุนเย่ผิงผู้นี้!!!
เพราะซุนเย่ผิงผู้นี้ที่ทำให้ไป๋หลงต้องตายดังนั้นเด็กหนุ่มทั้งสามจึงจ้องมองซุนเย่ผิงด้วยความเกลียดชัง แทบอยากจะถลกหนังของอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่าหากไม่ใช่รอให้ไป๋หลงลงมือเอง พวกเขาคงทำไปนานแล้ว
“แน่นอนว่าข้าได้ตายไปแล้วตายตั้งแต่ที่เจ้าส่งมีดบินอาบยาพิษปักหัวใจของข้า!”ไป๋หลงแค่นเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธแค้นขณะกดแผลของซุนเย่ผิงแรงๆเพื่อระบายโทสะ
ซุนเย่ผิงเจ็บจนน้ำตาคลอหน่วงสูดปากร้องด้วยความเจ็บทว่าไร้สุ้มเสียงออกจากปาก
“แต่เป็นเพราะย่าหลงใช้วิชาลับของนิกายยมทูตคืนชีพให้ข้าข้าถึงได้กลับมาอีกครั้งจากขุมนรก!” ไป๋หลงเหยียดยิ้มชั่วร้ายราวกับผีร้ายที่ผุดขึ้นจากขุมนรกประกอบกับแผลเป็นอัปลักษณ์ยิ่งชวนให้หวาดผวา
‘คืนนี้ข้าต้องฝันร้ายแน่’เสี่ยวไป๋ยกเท้าหน้าปิดตาด้วยความสยองแต่มันลืมไปว่ากำลังเกาะอยู่บนหลังของฮุ่ยเทียนหลง จงทำให้มันหล่นตุบลงบนพื้นเจ็บจนนอนแน่นิ่งไปพักนึง...
‘เจ้ากระต่ายโง่!’ไป๋หลงและเด็กหนุ่มทั้งสามเหลือบมองเจ้ากระต่ายพลางก่นด่าในใจ
ซุนเย่ผิงได้แต่เบิกตาค้างตกใจกับสิ่งที่ได้ยินแน่นอนว่านิกายยมทูตมีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นตำนานแห่งนักฆ่า ที่ล่มสลายไปแล้วซ้ำยังมีวิชาแปลกประหลาดที่ลือกันว่าคืนชีพให้คนตายได้อีกด้วยที่แท้แล้วย่าหลงก็คือคุณชายน้อยของนิกายที่หนีรอดไปได้ สาเหตุที่นิกายยมทูตเกิดจากคนในนิกายก่อการกบฏโดยร่วมมือกับนิกายทมิฬนั่นเอง!
ทันใดนั้นซุนเย่ผิงก็เห็นย่าหลงกำลังเดินมาย่าหลงย่างก้าวคล้ายไม่เหยียบดิน ท่าทางราวกับล่องลอย แววตาสีหน้าไร้ความรู้สึกใดๆ ให้ความรู้สึกคล้ายภูตผียิ่งกว่าครั้งใดที่พบเจอ
ซุนเย่ผิงพยายามขยับตัว อ้าปากส่งเสียงคิดจะเรียกหาย่าหลงทว่าไม่อาจขยับตัวได้ซ้ำยังรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง แม้แต่เสียงที่ตะโกนออกไปก็มีแต่เสียงลมที่ออกจากปาก
ไป๋หลงเห็นท่าทางผิดปกตินั่นจึงมองตามทิศทางที่ซุนเย่ผิงมองแล้วพบว่าที่แท้ย่าหลง และหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถมาถึงแล้ว
“ท่านอาจารย์ท่านหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถ”ไป๋หลงร้องเรียกผู้เป็นอาจารย์ด้วยน้ำเสียงร้อนรน“เร็วเข้าพวกท่านมาดูท่านอาจารย์ซุนเย่ผิงที นางถูกพิษ!”
ย่าหลงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นขณะที่คิ้วขมวด ศิษย์ชั้นปีหนึ่งที่ไปรายงานบอกว่ามีคนร้ายชุดดำลอบทำร้ายซุนเย่ผิงซ้ำยังใช้อาวุธอาบยาพิษ ตอนแรกเขายังคิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด คนอย่างซุนเย่ผิงหรือจะถูกลอบทำร้ายในเมื่อนางเป็นนักฆ่าที่ถูกฝึกมาอย่างดี เว้นเสียแต่ว่า...
ย่าหลงเหลือบมองคนที่กำลังทำท่าทางร้อนรนสีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใยคนเจ็บ ก่อนจะเอ่ยถามไป๋หลง“ฝีมือเจ้าสินะ”ย่าหลงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบาพอให้ได้ยินเมื่อนั่งลงฝั่งตรงข้ามไป๋หลงตรวจดูบาดแผลที่ถูกพิษของซุนเย่ผิง โดยมีหัวหน้าสำนักแพทย์โอสถไล่เด็กๆทั้งหลายออกไปไม่ให้มุงดูในระยะใกล้และเพื่อไม่ให้ได้ยินทุกคนพูดคุยกัน
“ท่านอาจารย์หมายถึงผู้ใดหรือ”ไป๋หลงแสร้งทำหน้าไม่รู้เรื่อง
“เจ้าจะเสแสร้งไปทำไม ในเมื่อพิษที่เคลือบอยู่บนใบมีดนี้เจ้าเป็นคนให้ข้าช่วยปรุงขึ้น”ย่าหลงเปิดโปงคนตรงหน้า“ที่แท้ก็เอามาใช้กับซุนเย่ผิงนี่เอง”ย่าหลงกล่าว“เรียกข้ามาเล่นละครด้วยจะให้ข้าจัดการซุนเย่ผิงยังไง”ย่าหลงถามขณะเหลือบมองซุนเย่ผิงซึ่งกำลังทำแววตาออดอ้อน อ่อนแอน่าสงสาร
ขณะที่ซุนเย่ผิงทำแววตาน่าสงสารพยายามออดอ้อนให้ย่าหลงสงสารตนนั้นกลับพบแววตาอำมหิตผุดวูบในดวงตาของย่าหลงครู่นึงทำให้ซุนเย่ผิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง...‘นี่คงไม่ได้หมายความว่า ย่าหลงคิดที่จะ...’
“เห็นคนอื่นๆเล่าว่าวันที่ข้าตายท่านประกาศจะสังหารคนที่ทำร้ายข้า...ในเมื่อโอกาสมาถึงแล้วท่านก็ลงมือเสีย!!!”ไป๋หลงกล่าวขณะปล่อยมือออกจากผ้าที่ใช้อุดแผลซึ่งชุ่มไปด้วยเลือดของซุนเย่ผิง ทำท่าคล้ายจะให้ย่าหลงรักษาซุนเย่ผิง“ให้นางตายด้วยน้ำมือคนที่นางคลั่งไคล้น่าจะเจ็บปวดใจมากกว่าตายด้วยน้ำมือข้า”ไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงอำมหิตเลือดเย็น
ย่าหลงยิ้มอย่างอ่อนโยนในสายตาคนนอกกำลังคิดว่าย่าหลงยิ้มปลอบโยนซุนเย่ผิงทว่าความจริงแล้วรอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา เพราะแววตาของย่าหลงเต็มไปด้วยความอำมหิต“หลายปีมานี้เจ้าลงมือทำร้ายสตรีมากมายที่เข้าใกล้ข้าแต่เพราะไม่มีใครตายข้าถึงได้ไม่สนใจจะจัดการกับเจ้า แต่ใครจะไปคาดคิดเจ้าลงมือสังหารศิษย์ของข้าดังนั้นความตายจึงเป็นรางวัลตอบแทนที่เจ้ากล้าแตะต้องศิษย์ของข้า!”ย่าหลงว่าพลางกดมีดสั้นที่ปักอยู่บนท้องของซุนเย่ผิงลงจนมิดด้าม!ในสายตาคนนอกย่าหลงกำลังจับมีดสั้นเพื่อที่จะดึงมีดออกเพื่อช่วยชีวิตคน
‘อึก’ซุนเย่ผิงเจ็บแผล จนความปวดร้าววิ่งพล่านไปทั้งร่างทว่าที่เจ็บกว่าแผลก็คือหัวใจที่กำลังแตกละเอียด น้ำตาคลอหน่วง ก่อนจะร่วงหล่นเป็นสาย
ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะลงมือ หลายปีที่ผ่านมาแม้ย่าหลงจะไม่ตอบรับความรู้สึกที่เธอมีให้กระนั้นเขาก็ให้ความสนิทสนมกับเธอมากกว่าสตรีคนใด แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้!ทำไมย่าหลงคิดจะสังหารเธอ ต้องเป็นมัน ต้องเป็นมัน! นังเด็กหน้าผีนี่แน่นอน ทั้งๆที่เสียโฉมไปแล้วแท้ๆเหตุใด ย่าหลงยังรักนังเด็กหน้าผีนี่อยู่!!!
ย่าหลงยิ้มอย่างอ่อนโยนแต่แววตาแฝงความอำมหิต “ความจริงแล้ว ข้ารังเกียจรอยยิ้มดัดจริต เสแสร้งเต็มไปด้วยมารยาของเจ้า! ที่พยายามทำสีหน้าให้ดูอ่อนโยนบางครั้งยังดัดจริตทำหน้าตาให้ดูอ่อนแอน่าสงสารต่อหน้าข้า บอกตามตรงหนังหน้าอย่างเจ้าไม่เหมาะกับสีหน้าท่าทางอ่อนโยน อ่อนแอพวกนั้นเลยสักนิด! ข้าเห็นแล้วอยากจะอาเจียนทุกครั้ง!”
ซุนเย่ผิงดวงตาเบิกค้างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินขณะที่น้ำตาไหลอาบสองแก้มด้วยความเจ็บปวดใจย่าหลงใช้นิ้วปาดน้ำตาให้ซุนเย่ผิงด้วยท่าทางอ่อนโยน คล้ายจะปลอบว่าเขากำลังจะดึงมีดออกให้ซุนเย่ผิงอดทนเอาไว้...ไม่ต้องร้องไห้!
เสี่ยวไป๋กระโดดไปยืนบนไหล่ของไป๋หลงขณะกระซิบข้างหูเจ้านาย“ข้าว่าย่าหลงผู้นี้ด่าได้เจ็บยิ่งนัก..ถ้าข้าเป็นซุนเย่ผิงคงกระอักเลือดตายไปแล้ว!”
ไป๋หลงยิ้มแหยเมื่อนึกถึงคำด่าของย่าหลง“ข้าก็เพิ่งรู้นี่ละ ว่าผู้ชายเองก็สามารถด่าคนได้เจ็บแสบถึงเพียงนี้”ต่อไปคงต้องมองย่าหลงผู้นี้ใหม่เสียแล้ว! เห็นท่าทางเลื่อนลอย ไร้ตัวตนทว่าแท้ที่จริงปากคมยิ่งกว่ากรรไกร!
ย่าหลงบิดข้อมือที่จับด้ามมีด หมุนซ้ายขวาแรงๆทำให้แผลเหวอะหวะเปิดกว้างเลือดไหลทะลักยิ่งกว่าเดิม
‘อึก’ซุนเย่ผิงเจ็บปวดจนสติแทบดับวูบที่เจ็บปวดกว่าบาดแผลก็คือหัวใจที่ถูกทำลายจนขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี
“ฟึบ!”มีดสั้นถูกกระชากออกอย่างแรงในแนวเฉียงทำให้แผลเปิดกว้างยิ่งกว่าเดิมย่าหลงใช้ผ้าสะอาดในกล่องเครื่องมือวางบนปากแผลขณะที่มือคลายกดแผลให้เลือดหยุดไหลทว่าแท้ที่จริงแล้วเขากำลังใช้ฝ่ามือขยี้แผลแรงๆระบายโทสะบนแผลนั้น
ซุนเย่ผิงเจ็บปวดจนเหงื่อผุดเต็มใบหน้าน้ำตาไหลเป็นสายจากความเจ็บปวดของบาดแผล และเจ็บปวดหัวใจที่ถูกคนที่ตนหลงรักทำร้ายแววตาของซุนเย่ผิงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมถึงทำร้ายเธอ
ย่าหลงยิ้มอย่างสมเพชสตรีผู้โง่งมก่อนจะกล่าว
“ที่ผ่านมา ข้ายอมให้เจ้าเข้าใกล้สนิทสนมกับเจ้า เพราะข้าเห็นว่าเจ้านั้นโง่งม และหลงใหลในรูปร่างหน้าตาของข้าในฐานะที่เจ้าเป็นคนสนิทของจ้าวนิกาย ข้าจึงหลอกสืบความลับจากเจ้า หลอกใช้งานเจ้า!”ย่าหลงเผยสีหน้ารังเกียจวูบนึงก่อนจะกลับไปตีสีหน้าอ่อนโยนตบตาคนมากมายอีกครั้งเพื่อไม่ให้ใครสงสัย
‘ไม่จริง ไม่จริง..’ซุนเย่ผิงพยายามดิ้นรนทว่าไม่อาจขยับได้ขณะที่ยิ่งพยายามขยับตัวความเจ็บปวดเล่นพล่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดมากมายจู่โจมร่างกายราวกับนอนบนพรมตะปูเข็มนับพันเล่มย่าหลงใช้พลังยุทธกระแทกลงบนบาดแผลของซุนเย่ผิงเพื่อสังหารให้ตายในฝ่ามือเดียว
ขณะที่สติของซุนเย่ผิงจะดับลงพลันเห็นบุรุษในชุดสีดำและขาว กำลังล่องลอยเข้ามาใกล้ทะลุผ่านคนทั้งหลายที่ยืนขวางอยู่ คนชุดขาวหน้าตาเรียบร้อยใจดีคล้ายบัณฑิตขณะที่คนชุดดำหน้าตาถมึงทึงดุดัน เหมือนเพชฌฆาตตัดหัวนักโทษในมือคนชุดดำมีโซ่ตรวน
‘ไม่... ไม่ข้าไม่อยากตาย’ซุนเย่ผิงได้แต่ปฏิเสธ ชายสองคนผู้นี้ย่อมต้องเป็น เฮ่ยไป๋อู่ฉางยมทูตขาวดำแห่งนรกผู้ทำหน้าที่รับดวงวิญญาณไปยังนรก! สุดท้ายลมหายใจของซุนเย่ผิงก็ขาดห้วงรู้ตัวอีกทีซุนเย่ผิงก็มองเห็นตัวเองนอนปิดตาอยู่บนพื้น ถูกรุมล้อมโดยกลุ่มของไป๋หลง
“ซุนเย่ผิงตายแล้ว..”ย่าหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินทั่วบริเวณเกิดเสียงฮือฮาแตกตื่นขึ้นทันทีในกลุ่มศิษย์ปีหนึ่ง
ซุนเย่ผิง ยืนอ้าปากตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน...ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าตอนนี้เธอก็เป็นวิญญาณหรือ...ซุนเย่ผิงก้มมองร่างของตนเอง พบว่ามันโปร่งแสงสามารถมองทะลุไปได้ราวกับเธอเป็นเพียงหมอกควัน ‘ไม่จริง ไม่จริง’ซุนเย่ผิงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก
พลันซุนเย่ผิงก็เห็นย่าหลงและไป๋หลงเหลือบมองมาที่ตน ราวกับมองเห็นดวงวิญญาณของเธอขณะที่คนมากมายกำลังให้ความสนใจร่างของเธอที่นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น
‘พะ...พวกเจ้าเห็นข้าหรือ’ซุนเย่ผิงร้องถามด้วยความตื่นตระหนกหากเป็นย่าหลงเขาฝึกวิชาลับคืนชีพคนตายได้การมองเห็นวิญญาณได้ไม่แปลก แต่ไป๋หลงผู้นี้เหตุใดจึงมองเห็นด้วย
ไป๋หลงยิ้มเย็น พลางส่งกระแสจิต ‘แน่นอนข้าต้องมองเห็นเจ้าซ้ำยังเห็นยมทูตที่จะมารับวิญญาณเจ้าด้วย’ไป๋หลงกล่าวขณะที่โซ่สีดำพุ่งรัดคอซุนเย่ผิงจากด้านหลัง
‘กรี้ดดด’ซุนเย่ผิงกรีดร้องเสียงดังลั่นจนแม้แต่ยมทูตทั้งสองยังนิ่วหน้าด้วยความหนวกหู
‘หุบปาก! นังผีชั่ว!’เสียงก่นด่าดังจากเฮ่ยอู่ฉางเจ้าของโซ่เส้นโตในมือขณะที่พลังสีดำจากไอหยินของยมทูตพุ่งเข้าใส่ร่างของผีร้ายที่เพิ่งตาย จนร่างล้มลง
ซุนเย่ผิงเจ็บปวดไปทั้งร่างไอหยินสีดำที่ทำร้ายเธอกำลังล้อมรอบตัวเธอเอาไว้ คล้ายไอสีดำเหล่านี้มีชีวิตมันล้อมเธอเอาไว้บางครั้งยังพุ่งเขามากัดร่างของเธอ...ซุนเย่ผิงขดตัวด้วยความหวาดกลัวกับสิ่งเหนือธรรมชาตินี้ซ้ำยังมีพลังกดข่มวิญญาณทำให้เธอรู้สึกอ่อนแอ ราวกับมดปลวกตนหนึ่ง
‘ที่แท้ดวงวิญญาณนี้ก็เกี่ยวพันกับท่านไป๋หลงไม่ทราบว่าจะให้จัดการกับดวงวิญญาณนี้อย่างไรดี’ไป๋อู่ฉางยมทูตชุดขาวผู้ท่าทางคล้ายบัณฑิตหน้าตาใจดีกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
ย่าหลงเหลือบมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจว่าไป๋หลงเป็นใครกันแน่เหตุใดยมทูตชุดขาวผู้หยิ่งทะนงจึงยอมก้มหัวให้นางซึ่งเป็นมนุษย์ผู้นึงยังมีเหตุใดเหยียนหลัวหวางถึงต้องไปตามหาดวงวิญญาณของไป๋หลงด้วยตนเองเพื่อนำตัวนางมาให้เขา
แม้ว่าเขาจะเยือนยมโลกหลายครั้งจนเป็นที่รู้จักของเหล่าใต้เท้าทั้งหลายในยมโลกทว่าก็ไม่ได้รับความสำคัญหรือความเคารพเท่าที่ไป๋หลงได้รับ
‘จะรีบไปไหนหรือเฮ่ยอู่ฉาง!’ไป๋หลงยืดคอมองด้านหลังของไป๋อู่ฉาง ขณะร้องทักยมทูตชุดดำ ที่กำลังจะแอบย่องหนีไปคงจะหลบหน้าเธอ เพราะกลัวเธอจะเอาเรื่องคราวก่อนที่เขากล้าโวยวายต่อว่าเธอ...
เฮ่ยอู่ฉางพลันชะงักเท้าซวยแล้วไงหนีไม่ทัน! มังกรโฉดเห็นเขาเสียแล้ว!
‘แฮะๆ พอดีข้ามีงานอื่นต้องรีบไปทำมีวิญญาณผีร้ายอีหลายรายรอให้ข้าไปไล่จับ’เฮ่ยอู่ฉางทำหน้าคล้ายจะร้องไห้ยามตอบคำถามของไป๋หลง
‘แล้วด้วยวิญญาณที่ท่านตามมาจับเพราะหมดอายุขัย ไม่รวมวิญญาณดวงนี้ด้วยหรือ’ไป๋หลงชี้ไปทางวิญญาณของซุนเย่ผิงที่กำลังดิ้นรนให้หลุดจากโซ่ตรวนทว่ายิ่งดิ้นก็ยิ่งรัดซ้ำยังถูกไอหยินคอยโจมตีกัดแทะร่าง
‘เอ่อ...’เฮ่ยอู่ฉางถึงกับหาข้ออ้างไม่ทันในเมื่อโซ่ที่มัดวิญญาณอยู่นั้นเป็นของเขาเองซ้ำยังเป็นเขาที่คว้างมันออกไปมัดดวงวิญญาณร้ายดวงนี้เอาไว้
สตรีผู้นี้ตลอดชีวิตเข่นฆ่าผู้คนไปมากมายไม่ว่าเด็กสตรี คนชรา หรือนักบวช นางล้วนลงมือสังหารมาแล้วทั้งสิ้นแม้แต่ฆ่าล้างตระกูลก็ทำมาแล้ว....วิญญาณดวงนี้บาปหนักสิ่งที่รออยู่คือการพิพากษาลงทัณฑ์ เพราะตลอดชีวิตแทบไม่เคยทำความดีใดๆเลย...
‘ปล่อยข้า ปล่อยข้า’ซุนเย่ผิงกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่งอีกครั้งก่อนจะรู้สึกถูกตบเข้าที่ใบหน้าเต็มๆจนหน้าหัน รู้สึกชาไปทั้งหน้า
‘ยังจะแหกปากอีกนังผีร้าย!’เฮ่ยอู่ฉางรีบเปลี่ยนเรื่อง หันไปสนใจเล่นงานวิญญาณร้ายดวงนี้เองด้วยไม่อยากสนทนากับเทพมังกรขาวมากนักกลัวว่าเทพมังกรขาวจะขุดเรื่องคราวที่แล้วมาเล่นงานเขา...
“ไป๋หลงเจ้ามัวยืนมองอะไรอยู่”เสียงร้องทักของฮุ่ยเทียนหลงดังขึ้นทำให้ไป๋หลงหันกลับไปมอง เธอลืมไปว่าตอนนี้ตนไม่ใช่ดวงวิญญาณ ทำอะไรย่อมถูกสังเกตเห็น“ข้ามองๆดูเผื่อว่าจะมีคนร้ายซุ่มอยู่แถวนี้อีก”ไป๋หลงโกหกหน้าตาย ขณะที่เหลือบเห็นย่าหลงที่อุ้มศพของของซุนเย่ผิงขึ้นเพื่อไปเตรียมจัดพิธีศพ
เมื่อฮุ่ยเทียนหลงได้ยินดังนั้นก็มองไปรอบๆตัวด้วยความหวาดระแวงว่าจะมีคนร้ายอย่างที่ไป๋หลงว่า
คนโกหกกลับแอบหัวเราะด้วยความขบขันเทียนหลงตั้งแต่เล็กจนโต โดนหลอกง่ายไม่เคยเปลี่ยน!
พลันก็มีมืออบอุ่นคู่นึงเอื้อมมากุมมือของไป๋หลงไว้ “อย่าดูอีกเลย ไปเถอะ”น้ำเสียงอบอุ่นดังขึ้นทำให้ไป๋หลงเงยหน้ามองเป็นเฟยหานตงที่ปกติชอบพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชากับคนทั่วไปขณะที่พูดกับเธอมักจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไป๋หลงประสานตามองกับดวงตาคู่สีเงินที่ไม่ได้เห็นมากว่าสามเดือนดวงตาคู่นี้เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย คล้ายจะบอกว่าห่วงหา อาวรณ์คิดถึงเธอมากมายเพียงใด ในขณะที่ไป๋หลงกำลังสบตากับดวงตาสีเงินเพื่ออ่านอารมณ์ความรู้สึกมากมายในนั้นจู่ๆก็พลันมีเสียงดังแทรกขึ้นทำลายบรรยากาศ
‘เอ่อ..ท่านไป๋หลง’เสียงของไป๋อู่ฉางดังขึ้นจัดจังหวะทำให้ไป๋หลงละสายตาไปมอง ‘ขอเรียนถามว่าจะให้จัดการกับดวงวิญญาณนี้เป็นพิเศษหรือไม่.... อะ...เอ่อ’จู่ๆไป๋อู่ฉางก็พูดจาอึกอักเหลือบมองไปข้างกายไป๋หลง ก่อนจะรีบพูดต่อราวกับหวาดกลัวสิ่งใด ‘จากบันทึกนางเป็นคนลงมือสังหารท่านซ้ำยังทำให้ท่านเสียโฉม... ข้าเลยคิดว่าท่านอาจจะมีอะไรกำชับให้ลงโทษนางเป็นพิเศษ’
ไป๋หลงเหลือบมองไปข้างกายก็พบเพียงเฟยหานตงที่กำลังมองมาที่เธอ คล้ายกำลังรอคำตอบให้เธอตกลงแล้วเดินไปพร้อมเขา ไป๋หลงกะพริบตาด้วยความงุนงง แล้วไป๋อู่ฉางกลัวอะไร?
“เจ้าไปเถอะ...ข้ามีเรื่องจะพูดกับเสี่ยวไป๋ ลากฮุ่ยเทียนหลง กับซิ่นเผิงไปด้วยข้าอยากปรึกษาเรื่องของนิกายทมิฬกับพวกเจ้า”ไป๋หลงกล่าว
เฟยหานตงคล้ายแววตาฉายความไม่พอใจครู่นึงก่อนจะกล่าวสั้นๆ “ข้าจะไปรอที่ตำหนัก พร้อมพวกเขา”
“เสี่ยวไป๋มานี่”ไป๋หลงหันไปกวักมือเรียกเสี่ยวไป๋ที่เกาะอยู่บนไหล่ฮุ่ยเทียนหลงและหันไปบอกคนอื่นๆให้ไปรอที่ตำหนักเฟยหานตง
“มีอะไรๆ”เสี่ยวไป๋ร้องหลังจากไป๋หลงอุ้มมันขึ้นมาขณะที่คนอื่นๆเดินจากไป จากบริเวณนี้จนหมดแม้แต่เหล่านักเรียนชั้นปีหนึ่งก็แยกย้ายกลับที่พัก เพื่อรอเรียนในตอนบ่ายตามที่หัวหน้าสำนักแพทย์โอสถได้แนะนำทุกคนไว้
“เปล่าข้าใช้เจ้าเป็นข้ออ้างข้าจะคุยกับไป๋อู่ฉางต่างหาก คนอื่นจะได้ไม่ผิดสังเกต”ไป๋หลงว่าพลางบีบจมูกเสี่ยวไป๋เล่น
“โอยยยยพูดเฉยๆก็ได้ไม่เห็นต้องรังแกข้าเลย!”เสี่ยวไป๋ลูบจมูกตัวเองที่แดงก่ำขณะถลึงตาใส่คนใจร้าย
“เอ๊ะไป๋อู่ฉางท่านเป็นอะไร?”ไป๋หลงร้องถามเมื่อเห็นยมทูตชุดขาวคล้ายกับตัวสั่นขณะเหลือบมองไปข้างหลังเธอ ไป๋หลงมองตามสายตาของไป๋อู่ฉางไม่พบความผิดปกติใดๆมีเพียงกลุ่มของฮุ่ยเทียนหลงที่กำลังเดินจากไปไกลลิบแล้ว
“ปะ...เปล่า”ไป๋อู่ฉางตอบขณะที่เสียงสั่น
เสี่ยวไป๋กลอกตามองฟ้า ‘ยังจะปากแข็งอีก ในเมื่อแสดงออกชัดเจนขนาดนั้น’เสี่ยวไป๋คิดในใจ แน่นอนว่าเสี่ยวไป๋มองเห็นสองยมทูตและวิญญาณเช่นกัน
ไป๋หลงเห็นเจ้ากระต่ายกลอกตามองฟ้าก็รู้แล้วว่ามันคิดอะไร
“เอาเถอะมาพูดเรื่องนักโทษของเราดีกว่า”ไป๋หลงแสยะยิ้มชั่วร้ายยามเหลือบมองไปที่ซุนเย่ผิง ที่กำลังถูกไอหยินรุมกัดทิ้งวิญญาณ ซุนเย่ผิงเอาแต่ขดตัวด้วยความหวาดกลัว ไม่สนใจโลกภายนอกจึงไม่รู้ว่าที่แท้แล้วไป๋หลงกลับรู้จักยมทูต!
“เรื่องบทลงโทษวิญญาณชั่วร้ายนั้นข้าไม่สามารถก้าวก่ายได้ หาไม่จะเป็นการละเมิดอำนาจและหน้าที่ของเหยียนหลัวหวาง”ไป๋หลงกล่าวขณะจ้องมองซุนเย่ผิงที่ดูอ่อนแอเปราะบางอย่างแท้จริง ไม่ได้มาจากการเสแสร้งใดๆหากตอนนี้ไป๋หลงเป็นเพียงดวงวิญญาณทั่วๆไป ไม่ใช่เทพเซียนผู้มีอำนาจสูงส่งคาดว่าเวลาถูกลากไปนรกเพื่อลงทัณฑ์และถูกไอหยินรุมทำร้ายคงมีสภาพไม่ต่างจากซุนเย่ผิงนัก หวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่อาจต่อสู้ด้วยได้มีแต่นั่งเฉยๆให้ถูกรังแก...
“เจ้ากลายเป็นคนดีมีเมตตาไม่คิดแก้แค้นผู้อื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”เสียงเสี่ยวไป๋กระแนะกระแหนขึ้นจนไป๋หลงหมั่นไส้เจ้ากระต่ายปากมากกระตุกหูยาวๆของมันแรงๆทีนึงจนมันแหกปากลั่นด้วยความเจ็บปวด
“ข้า ไม่มีเมตตาตรงไหนหรือท่านเสี่ยวไป๋!”ไป๋หลงถามขณะดีดหน้าผากเจ้าเสี่ยวไป๋แรงๆลงโทษที่มันกล้ากระแนะกระแหนเธอ
‘เห็นอยู่ชัดๆว่ารังแกคนอื่นยังกล้าถามอีกว่าไม่มีเมตตาตรงไหน!’ยมทูตทั้งสองคิดทว่าได้แต่คิดไม่กล้าพูดมากหาไม่จะลงเอยแบบเจ้าเสี่ยวไป๋ผู้กล้าหาญที่คิดอะไรก็พูดออกมาจนหมด
เสี่ยวไป๋ทำหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดเมื่อถูกดีดหน้าผากทว่าเมื่อเหลือบเห็นไป๋หลงจ้องเขม็งมา ซ้ำยังทำท่าจะรังแกมันต่อ เสี่ยวไป๋ก็รีบเปลี่ยนท่าทีรีบประจบทันที
“ข้าพูดผิดไปข้าพูดผิดไป”เสี่ยวไป๋รีบแก้ตัวเป็นพัลวัน หาไม่จอมอาฆาตแค้นตรงหน้าคิดบัญชีขึ้นมามันได้ปูดบวมไปทั้งตัวแน่ “ท่านไป๋หลง เทพมังกรขาวจิตใจดีมีเมตตา สูงส่งเทียมฟ้าอย่างที่ชาวบ้านเขาเคารพศรัทธา ใครจะไปกล้าว่าท่านไป๋หลง ผู้มีจิตใจงดงามได้ลงคอ”
“เหอะ!”ไป๋หลงทำเสียงขึ้นจมูกมองเสี่ยวไป๋ตาขวางทีนึงก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ที่ข้าไม่คิดจะก้าวก่ายเป็นเพราะเหยียนหลัวหวางทำหน้าที่ของตนได้ดีอยู่แล้ว ถึงอย่างไรซุนเย่ผิงก็ต้องถูกลงทัณฑ์ตามกรรมที่นางได้ก่อเอาไว้ เมื่อครู่ข้าเองก็เป็นคนแทงมีดใส่นางซ้ำยังให้ย่าหลงคนที่นางหลงรักทำร้ายนางแล้ว ถือว่าได้แก้แค้นไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่มีอะไรกำชับให้พวกท่านจัดการกับนางเป็นพิเศษ”
ไป๋หลงกล่าวคล้ายกับว่าอโหสิกรรมให้อีกฝ่ายแล้วทำให้ยมทูตและกระต่าย นึกชื่นชมไป๋หลง ที่มีจิตใจเมตตายอมอโหสิกรรมให้คนที่ทำร้ายตน ทว่า...จู่ๆไป๋หลงก็กล่าวต่อ
“แต่ก่อนที่จะไปถึงนรกพวกท่านก็ค่อยๆเดินไปช้า ๆ กระชากโซ่แรง ๆ ให้วิญญาณนี่หน้าไถไปกับพื้นจะให้ดีจับนางคว่ำหน้าลงบนพื้นแล้วลากโซ่เอาหน้าไถพื้นไปนางจะได้รู้ว่าเวลาที่บาดเจ็บที่หน้ารู้สึกยังไง! ยังมีกล้าลอบสังหารข้าลูบคมเทพมังกรเช่นข้าก็ให้ไอหยินกัดแทะนาง เอาแบบรุนแรงที่สุด ให้นางดิ้นพล่านเจ็บปวดตลอดเวลา อ้อระหว่างทางเอาหอกแหลมทิ่มแทงนางให้ร่างพรุนไปทั้งร่างตลอดการเดินทางด้วยยิ่งดี ที่สำคัญเน้นกรีดใบหน้านางล้วนๆ!”
ยมทูตขาวดำและเสี่ยวไป๋ต่างแอบกลืนน้ำลายลงคอ ‘ไหนว่าไม่มีอะไรกำชับเป็นพิเศษ ไหนบอกว่าถือได้ว่าแก้แค้นไปแล้ว...แต่ที่พูดมาทั้งหมดนั่นมันอาฆาตแค้นกำชับให้คนรังแกอีกฝ่ายก่อนถึงยมโลกชัดๆ!!!’ใครกันที่ร่ำลือว่าเทพมังกรขาวจิตใจดีมีเมตตา!นี่มันจอมอาฆาตแค้นต่างหาก!!!