ฉินเฟิงยืนอยู่ใต้ร่มไผ่ ห่างจากมู่ชิงหลันเพียงไม่กี่ก้าว
หญิงสาวสวมอาภรณ์สีขาวอมฟ้าเช่นเดิม เส้นผมยาวดำขลับทอดลงด้านหลัง ปลายเส้นผมบางส่วนไหวตามสายลม ใบหน้าที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดในเมืองชิงหลานยังคงสงบเยือกเย็น ทว่าครั้งนี้เมื่อดวงตาคู่นั้นมองมาทางฉินเฟิง กลับมีความสงสัยและความสนใจซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน
เมื่อ่เช้า นางเพียงลองเปลี่ยนเส้นทางหมุนเวียนพลังตามที่ฉินเฟิงชี้แนะเท่านั้น
ผลที่ได้รับกลับทำให้นางแทบไม่อยากเชื่อ
ความเย็นผิดปกติบริเวณแขนขวาซึ่งรบกวนนางมานานเกือบสองเดือน ลดลงเกินครึ่งภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
นางเคยปรึกษาผู้ฝึกโอสถและผู้าุโหลายคน
บางคนบอกว่าเกิดจากฝึกหนัก
บางคนบอกว่าเป็ธรรมชาติของวิชาเหมันต์
บางคนให้ยาบำรุงเส้นชีพจร
แต่ไม่มีผู้ใดอธิบายต้นเหตุได้ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเท่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า
ที่สำคัญที่สุดคือชายหนุ่มผู้นี้เคยถูกผู้คนทั่วเมืองเรียกว่าสวะมานานกว่าสิบปี
มู่ชิงหลันเอ่ยขึ้นก่อน
“หลังจากกลับไป ข้าลองทำตามวิธีที่ท่านบอก อาการเย็นบริเวณปลายนิ้วลดลงมากจริง ๆ”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“แสดงว่าปัญหายังอยู่ในระยะที่แก้ไขได้ไม่ยาก หากปล่อยให้เ้าทะลุเข้าสู่ขั้นต่อไปโดยไม่เปลี่ยนวิธีฝึก เมื่อพลังเหมันต์สะสมลึกกว่านี้ การรักษาจะยุ่งยากขึ้นหลายเท่า”
มู่ชิงหลันนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม
“ท่านสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่”
“ได้”
คำตอบนั้นมาโดยแทบไม่ต้องคิด
หญิงสาวมองเขาอยู่นาน
“ต้องใช้สมุนไพรชนิดใด”
ฉินเฟิงเดินไปที่โต๊ะหินในศาลา หยิบพู่กันขึ้นมาแล้วเขียนรายชื่อสมุนไพรลงบนกระดาษ
“หญ้าตะวันอุ่นสามต้น รากหยางแดงหนึ่งส่วน ผลเพลิงอ่อนสองผล และดอกน้ำค้างจันทร์หนึ่งดอก”
มู่ชิงหลันอ่านรายชื่อแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
“สามอย่างแรกเป็สมุนไพรที่มีคุณสมบัติให้ความอบอุ่น แต่ดอกน้ำค้างจันทร์มีคุณสมบัติเย็น เหตุใดจึงต้องใส่รวมกัน”
ฉินเฟิงวางพู่กันลง
“เพราะสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่ขับพลังเย็นออกจากร่างเ้าทั้งหมด หากทำเช่นนั้น รากฐานของวิชาเหมันต์ที่เ้าสั่งสมมาหลายปีก็จะเสียไปด้วย”
“สิ่งที่ต้องทำคือแยกพลังเย็นส่วนที่สะสมผิดตำแหน่งออกจากพลังเหมันต์แท้ของเ้า จากนั้นนำมันกลับเข้าสู่เส้นทางที่ควรอยู่”
มู่ชิงหลันได้ฟังแล้วเงียบไปอีกครั้ง
คำอธิบายไม่ได้ซับซ้อนเกินเข้าใจ แต่เป็วิธีคิดที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
ผู้ฝึกโอสถส่วนใหญ่ที่เคยตรวจนาง มักคิดเพียงว่าจะใช้ยาธาตุร้อนข่มพลังเย็น
แต่ฉินเฟิงกลับกล่าวว่าจะรักษาส่วนที่เป็ประโยชน์ และชำระเพียงส่วนที่เป็ปัญหา
นางถามขึ้น
“อาจารย์ของท่านเป็ผู้สอนวิธีนี้หรือ”
“ท่านเคยสอนหลักเกี่ยวกับสมดุลของยาและเส้นชีพจรให้ข้าอยู่หลายครั้ง”
ฉินเฟิงตอบโดยไม่แสดงท่าทีผิดปกติ
“สมุนไพรไม่ได้แบ่งเพียงดีหรือไม่ดี ร้อนหรือเย็น สิ่งสำคัญคือใช้มันกับผู้ใด ใช้เมื่อใด และใช้ร่วมกับสิ่งใด”
มู่ชิงหลันมองเขาเงียบ ๆ
บางครั้งคำพูดของคนตรงหน้าทำให้นางลืมไปชั่วขณะว่าเขามีอายุเพียงสิบหกปีเท่ากับตน
น้ำเสียง ท่าที และวิธีอธิบาย คล้ายผู้ที่ศึกษาวิชาโอสถมาเป็เวลานาน
“ข้าจะให้เสี่ยวอวี่ไปหาสมุนไพรตามรายชื่อนี้”
“ยังไม่ต้องรีบ”
ฉินเฟิงกล่าว
“คืนนี้เ้าลองหมุนเวียนพลังตามวิธีเดิมอีกครั้ง หากไม่มีอาการผิดปกติ พรุ่งนี้ข้าจึงจะเริ่มชำระเส้นชีพจรให้”
มู่ชิงหลันพยักหน้า
“ได้”
ฉินเฟิงกำลังจะขอตัว แต่หญิงสาวกลับเรียกไว้ก่อน
“ฉินเฟิง”
เขาหันกลับ
เป็ครั้งแรกที่นางเรียกชื่อเขาโดยไม่ใช้คำว่า “คุณชายฉิน”
มู่ชิงหลันเองดูเหมือนเพิ่งรู้ตัว แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนคำ
“เื่การประลองอีกสองวัน ท่านตั้งใจเข้าร่วมจริงหรือ”
“จริง”
“แต่ข้าััได้ว่าท่านเพิ่งอยู่ขั้นรับปราณขั้นหนึ่ง”
ฉินเฟิงไม่ได้ปิดบัง
“ตอนนี้เป็เช่นนั้น”
มู่ชิงหลันมองเขาด้วยแววตาจริงจัง
“การประลองในตระกูลไม่ได้ห้ามใช้อาวุธ และผู้ที่้าสิทธิ์เข้าสำนักเมฆาฟ้าล้วนฝึกยุทธ์มาหลายปี หากเกิดอุบัติเหตุ ต่อให้กรรมการหยุดการต่อสู้ก็อาจไม่ทัน”
ฉินเฟิงมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง
“เ้ากังวลว่าข้าจะาเ็หรือ”
มู่ชิงหลันไม่ได้หลบตา
“บิดาของข้าเคยฝากให้ข้าดูแลท่านตามสมควร หากรู้ว่าท่านกำลังจะทำเื่อันตรายแล้วไม่กล่าวเตือน ข้าย่อมรู้สึกผิดต่อตนเอง”
คำตอบของนางยังคงตรงไปตรงมา
ไม่พูดเกินจริง
ไม่เสแสร้งว่ามีความรู้สึกมากกว่าที่มีอยู่
ฉินเฟิงกลับชอบนิสัยเช่นนี้มากกว่าคำพูดเอาใจ
เขาพยักหน้าอย่างสุภาพ
“ขอบคุณที่เตือน ข้าจะไม่ทำสิ่งที่ไม่มีโอกาสสำเร็จ”
มู่ชิงหลันได้ยินประโยคนั้นแล้วไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
แต่ในใจกลับเกิดความสงสัยมากขึ้น
ฉินเฟิงรู้ระดับของคนที่จะเข้าประลอง
ยังรู้ว่าตนอยู่เพียงขั้นรับปราณขั้นหนึ่ง
แต่กลับพูดด้วยความมั่นใจว่าไม่ได้ทำสิ่งที่ไม่มีโอกาสสำเร็จ
อีกสองวันเขาคิดจะทำอะไร?
นางไม่รู้
และเพราะไม่รู้ นางจึงยิ่งอยากเห็น
หลังจากฉินเฟิงเดินออกจากสวนไผ่ เสี่ยวอวี่จึงเข้ามาใกล้ผู้เป็นาย
“คุณหนู ท่านเชื่อเขาจริงหรือเ้าคะ”
มู่ชิงหลันมองแผ่นหลังชายหนุ่มที่กำลังเดินห่างออกไป
“อย่างน้อยเื่เส้นชีพจร เขาพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก”
“แต่เื่การประลอง…”
เสี่ยวอวี่ทำสีหน้าไม่เข้าใจ
“ต่อให้คุณชายฉินเริ่มฝึกได้แล้ว ขั้นรับปราณขั้นหนึ่งกับขั้นรับปราณขั้นเจ็ดแตกต่างกันมากถึงเพียงนั้น หากเจอกับคุณชายฉินซวนเฮ่อ ข้าเกรงว่า…”
มู่ชิงหลันไม่ได้ตอบ
เพราะนางเองก็คิดเช่นเดียวกัน
ทว่าเมื่อมองท่าทีของฉินเฟิงเมื่อครู่ นางกลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้กล่าวจากความหลงตัวเอง
ความรู้สึกนี้ทำให้นางยิ่งสงสัย
“อีกสองวันก็รู้”
นางกล่าวเพียงเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน ฉินเฟิงได้กลับถึงเรือนตะวันตกแล้ว
เขาไม่ได้ตรงกลับห้อง แต่ไปเยี่ยมบิดาก่อน
ฉินเจิ้งเหอกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ในเรือนศึกษา
เมื่อเห็นบุตรชายเข้ามา เขาก็วางเอกสารลง
“เฟิงเอ๋อร์ เื่พ่อบ้านลู่เป็อย่างไรบ้าง”
“ข้ายังไม่พบผู้ที่ลงมือขอรับ”
ฉินเฟิงตอบอย่างสุภาพ
“แต่จากร่องรอยบนศพ คนผู้นั้นน่าจะ้าทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าการตายเกี่ยวข้องกับพิษ ข้าเกรงว่าเื่นี้อาจไม่ได้เป็เพียงความแค้นส่วนตัวของพ่อบ้านลู่”
ฉินเจิ้งเหอมีสีหน้าเคร่งขึ้น
“พ่อจะให้คนตรวจสอบอย่างลับ ๆ เ้าอย่าเข้าไปยุ่งมากเกินไป ระดับพลังของเ้ายังต่ำ หากคนเื้ัรู้ว่าเ้ากำลังตามหาเื่นี้ อาจเกิดอันตราย”
ฉินเฟิงไม่ขัดบิดา
“ข้าจะระวังตัวขอรับ”
กล่าวจบ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้
“ท่านพ่อ วันนี้ขอข้าตรวจชีพจรอีกครั้งได้หรือไม่”
ฉินเจิ้งเหอมองเขา ก่อนยื่นแขนออก
“ตรวจเถิด”
ฉินเฟิงใช้นิ้วแตะข้อมือบิดาอย่างระมัดระวัง
พลังิญญาของเขาเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานพอสมควร หลังใช้เมล็ดบัวหลับิญญาและฝึกคัมภีร์ขัดจิตฝุ่น์อย่างต่อเนื่อง การตรวจภายในร่างของผู้อื่นจึงทำได้ชัดเจนกว่าเดิม
ไม่นานเขาก็พบว่าพิษสีดำยังสะสมอยู่ตามเส้นชีพจรสามสาย
หมอจ้าวใช้ยาบำรุงช่วยรักษาสภาพเอาไว้ได้ดี แต่ไม่ได้ชำระพิษออกไปแม้แต่น้อย
หากปล่อยต่อไป ต่อให้ไม่ใช้พลัง อาการก็จะกำเริบอีกภายในไม่กี่เดือน
ฉินเฟิงถอนมือกลับ
“ท่านพ่อ คืนนี้อย่าเพิ่งดื่มยาชุดก่อนนะขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอถาม
“เพราะเหตุใด”
“ยาของหมอจ้าวไม่มีสิ่งใดผิด เพียงแต่ข้า้าลองยาที่อาจารย์เคยสอนให้ปรุงสำหรับชำระพิษเรื้อรัง หากใช้ยาสองชนิดพร้อมกัน อาจทำให้ฤทธิ์ยาแทรกกัน”
ฉินเจิ้งเหอไม่ได้ถามว่าบุตรชายจะปรุงเองได้หรือไม่
จากสิ่งที่เห็นตลอดสองวันที่ผ่านมา เขาเริ่มเชื่อแล้วว่าอาจารย์ลึกลับผู้นั้นสอนอะไรบางอย่างให้ฉินเฟิงจริง
“เ้ามั่นใจหรือ”
ฉินเฟิงตอบอย่างระมัดระวัง
“ยาที่ข้าจะใช้คืนนี้ยังไม่สามารถชำระพิษทั้งหมด แต่ควรช่วยขับพิษออกจากเส้นชีพจรหลักได้บางส่วน หากระหว่างปรุงมีสิ่งใดไม่เป็ไปตามที่้า ข้าจะไม่ให้ท่านดื่มแน่นอนขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอฟังแล้วพยักหน้า
“เช่นนั้นทำตามที่เ้าเห็นสมควร แต่อย่าฝืนใช้พลังจนทำร้ายตัวเอง”
“ขอรับ”
ฉินเฟิงประสานมือให้บิดาแล้วกลับออกมา
เมื่อประตูเรือนศึกษาปิดลง เขาจึงเปลี่ยนทิศทางไปยังหอโอสถร้อยสมุนไพรอีกครั้ง
การรักษาบิดาต้องใช้สมุนไพรเพิ่ม
การฝึกของตนก็เช่นกัน
เงินที่มีแทบหมดไปแล้ว
ดังนั้นก่อนพระอาทิตย์ตก เขาต้องหาเงินอีกครั้ง
หอโอสถร้อยสมุนไพรยังคึกคักเหมือนเดิม
ทันทีที่ฉินเฟิงเดินเข้าไป พนักงานหนุ่มคนเดิมก็จำเขาได้
ครั้งนี้ท่าทีแตกต่างจากคราวก่อนอย่างชัดเจน
“คุณชายฉิน เชิญด้านในขอรับ เถ้าแก่เหอสั่งไว้แล้วว่าหากท่านมา ให้เชิญท่านไปห้องรับรองทันที”
ฉินเฟิงไม่ได้ประหลาดใจ
ผงห้ามโลหิตสามประสานที่ขายให้เมื่อวาน หากหอโอสถไม่เห็นคุณค่าก็คงไม่คู่ควรเป็ร้านใหญ่ของเมือง
เขาตามพนักงานขึ้นไปชั้นสอง
ภายในห้องรับรอง เถ้าแก่เหอนั่งรออยู่แล้ว
ทันทีที่เห็นฉินเฟิง ชายวัยกลางคนก็ลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“คุณชายฉินมาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังคิดจะส่งคนไปเชิญท่าน”
“มีเื่ใดหรือ”
เถ้าแก่เหอหยิบกล่องไม้เล็กออกมา
ภายในมีผงห้ามโลหิตที่ฉินเฟิงขายไว้เมื่อวานเหลือเพียงเล็กน้อย
“เมื่อเช้ามีนักล่าสัตว์อสูรคนหนึ่งได้รับาแลึกจากกรงเล็บหมาป่าเขาเหล็ก เขาเสียโลหิตมากจนยาห้ามโลหิตทั่วไปแทบไม่ได้ผล ข้าจึงลองใช้ยาของท่าน”
เถ้าแก่เหอหยุดเล็กน้อย
“โลหิตหยุดภายในสิบสองลมหายใจ และาแเริ่มหดตัวเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด”
ฉินเฟิงเพียงพยักหน้า
ผลลัพธ์นั้นอยู่ในสิ่งที่เขาคาดไว้
เถ้าแก่เหอมองท่าทีของเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วรู้สึกแปลกใจอีกครั้ง
หากเป็นักปรุงโอสถวัยเดียวกัน เมื่อได้ยินว่ายาของตนมีผลดีเช่นนี้ ย่อมแสดงความยินดีออกมาบ้าง
แต่ฉินเฟิงกลับดูราวกับเื่นี้เป็สิ่งธรรมดา
“อาจารย์ของท่านยังมีผงยาชนิดนี้อีกหรือไม่”
“อาจารย์ไม่ได้เป็ผู้ปรุง”
เถ้าแก่เหอชะงัก
ฉินเฟิงกล่าวต่อ
“ท่านเพียงสอนวิธีให้ข้า ข้าเป็คนปรุงเอง”
สีหน้าของเถ้าแก่เหอเปลี่ยนทันที
“ท่านเป็คนปรุง?”
“ใช่”
“ทั้งหมด?”
“ทั้งหมด”
เถ้าแก่เหอนิ่งไปหลายลมหายใจ
เขาเคยคิดว่าผงยานั้นเป็ผลงานของอาจารย์ลึกลับ แล้วให้ฉินเฟิงนำมาขายเพียงเท่านั้น
แต่ตอนนี้กลับได้ยินว่าเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่คนทั้งเมืองรู้ว่าไม่เคยเรียนวิชาโอสถอย่างจริงจังเป็ผู้ปรุงด้วยตนเอง
“คุณชายฉิน ไม่ทราบว่าท่านเริ่มเรียนวิชาโอสถจากอาจารย์มานานเท่าใดแล้ว”
“ไม่นาน”
คำตอบสั้นเพียงนั้นกลับทำให้เถ้าแก่เหอพูดไม่ออก
ไม่นาน?
ไม่นานเท่าใดกัน
ครึ่งปี?
สามเดือน?
หากผู้เริ่มเรียนไม่ถึงปีสามารถปรุงผงยาที่มีผลเหนือสินค้าของหอโอสถหลายเท่า แล้วนักปรุงโอสถฝึกหัดจำนวนมากที่เรียนกันสามถึงห้าปีจะเรียกว่าอะไร
เถ้าแก่เหอสูดลมหายใจเข้าแล้วเปลี่ยนเื่
“วันนี้คุณชายมาขายยาชนิดเดิมหรือ”
“ไม่ใช่”
ฉินเฟิงนำขวดกระเบื้องเล็กสองใบออกมาวางบนโต๊ะ
“น้ำยาฟื้นปราณ”
เถ้าแก่เหอรับขวดแรกมาเปิด
กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยขึ้นทันที
เพียงสูดเข้าไป เขาก็รู้สึกว่าพลังภายในตันเถียนเคลื่อนไหวเล็กน้อย
สีหน้าเปลี่ยนอีกครั้ง
“ผลของมัน?”
“สำหรับผู้ฝึกขั้นรับปราณ หากใช้พลังไปมากกว่าครึ่ง ดื่มหนึ่งส่วนสามารถฟื้นพลังได้ประมาณสองถึงสามส่วนภายในเวลาหนึ่งก้านธูป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับร่างกายและวิชาที่ฝึก”
เถ้าแก่เหอเกือบคิดว่าตนฟังผิด
“หนึ่งก้านธูป?”
น้ำยาฟื้นปราณที่หอโอสถขายอยู่ ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามจึงจะเห็นผลชัด และฟื้นพลังได้เพียงประมาณหนึ่งถึงสองส่วน
ของฉินเฟิงเร็วกว่าอย่างน้อยสองเท่า
“ทดลองได้หรือไม่”
“เชิญ”
เถ้าแก่เหอเรียกผู้คุ้มกันคนหนึ่งเข้ามา
ชายผู้นั้นอยู่ขั้นรับปราณขั้นหก
เถ้าแก่เหอสั่งให้เขาใช้วิชาฝ่ามือต่อเนื่องจนพลังภายในลดลงเกือบครึ่ง
หลังจากนั้นจึงให้ดื่มน้ำยาของฉินเฟิง
คนทั้งหมดนั่งรอ
หนึ่งในสามก้านธูป
ครึ่งก้านธูป
เมื่อถึงหนึ่งก้านธูป ผู้คุ้มกันลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าใ
“พลังของข้าฟื้นกลับมาประมาณสามส่วนจริงขอรับ!”
เถ้าแก่เหอลุกจากเก้าอี้ทันที
“ท่านแน่ใจ?”
“แน่ใจขอรับ และไม่มีอาการร้อนตันเถียนเหมือนตอนใช้ยาฟื้นปราณทั่วไปด้วย”
เถ้าแก่เหอหันกลับมามองฉินเฟิง
คราวนี้ไม่มีความลังเลอีกแล้ว
“คุณชาย้าขายสูตรหรือขายยา”
“ขายยา”
“ขวดละเท่าใด”
“แปดสิบเหรียญเงิน”
เถ้าแก่เหอเงียบไปครู่หนึ่ง
ราคาน้ำยาฟื้นปราณทั่วไปอยู่ประมาณยี่สิบถึงสามสิบเหรียญเงิน
แปดสิบถือว่าสูงมาก
แต่หากเป็นักล่าสัตว์อสูรหรือผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังต่อสู้ ความเร็วในการฟื้นพลังอาจหมายถึงชีวิต
“ข้ามีสองขวด”
ฉินเฟิงกล่าว
“หากหอร้อยสมุนไพรไม่้า ข้าจะลองถามร้านอื่น”
“เดี๋ยวก่อน!”
เถ้าแก่เหอรีบกล่าว
“สองขวด ข้ารับทั้งหมด ขวดละแปดสิบเหรียญ”
ฉินเฟิงพยักหน้า
ไม่นานเงินหนึ่งร้อยหกสิบเหรียญก็อยู่ในมือ
เขาไม่ได้เก็บเงินนาน กลับกล่าวรายชื่อสมุนไพรชุดใหม่ทันที
ครั้งนี้เถ้าแก่เหอฟังไป สีหน้าก็ยิ่งแปลกใจ
“หญ้ารวมิญญาหกต้น รากอัคคีแดงสามส่วน ผลหินเืสองผล ดอกฟื้นชีพหนึ่งดอก รากชำระพิษสี่ส่วน แล้วก็หินิญญาคุณภาพต่ำสิบก้อน?”
“ถูกต้อง”
เถ้าแก่เหอคำนวณราคาแล้วกล่าว
“รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยสี่สิบสามเหรียญ”
เงินเพิ่งได้มาก็แทบหมดอีกครั้ง
ฉินเฟิงกลับไม่มีความเสียดาย
เมื่อพนักงานนำของมาให้ เขาจึงตรวจคุณภาพทุกชิ้นด้วยตนเอง
ขณะกำลังตรวจรากชำระพิษ สายตากลับหยุดลงตรงตะกร้าสมุนไพรที่พนักงานอีกคนถือผ่านไป
้าสุดของตะกร้ามีรากไม้สีเทาดำก้อนหนึ่งปะปนอยู่กับสมุนไพรราคาถูก
ฉินเฟิงเพ่งมองอยู่ชั่วขณะ
จากนั้นเดินเข้าไป
“ของในตะกร้านี้นำไปที่ใด”
พนักงานตอบ
“ของเสียขอรับ สมุนไพรบางส่วนขึ้นรา บางส่วนเก็บไว้นานเกินไป กำลังจะนำไปทิ้ง”
ฉินเฟิงหยิบรากสีเทาดำขึ้นมา
ภายนอกแห้งแข็ง มีกลิ่นเหม็นอ่อน ๆ
แต่เมื่อใช้เล็บขูดผิวออกเล็กน้อย ด้านในกลับปรากฏสีม่วงแดงจาง ๆ
ดวงตาของเขาเปลี่ยนไป
รากิญญาโลหิต
สมุนไพรชนิดนี้หากอยู่ในแดนเทพถือเป็ของพื้นฐานสำหรับหลอมกายผู้เริ่มฝึก
แต่ในเมืองชิงหลานดูเหมือนไม่มีผู้ใดรู้จัก
ภายนอกของมันคล้ายรากไม้ตาย
ยิ่งปล่อยไว้นาน เปลือกยิ่งมีกลิ่นเหม็น
แต่แก่นภายในกลับสามารถกระตุ้นไขกระดูกและสร้างโลหิตใหม่ได้ดีมาก
สำหรับร่างที่อ่อนแอของเขาในเวลานี้ มันมีค่ากว่าหินิญญาสิบก้อนเสียอีก
ฉินเฟิงหันไปหาเถ้าแก่เหอ
“รากนี้ขายหรือไม่”
เถ้าแก่เหอรับมาดู
“ของนี้หรือ?”
เขาพลิกไปมา
“เป็รากไม้ที่นักล่านำมาปะปนกับสมุนไพรชุดหนึ่ง พวกเราตรวจแล้วไม่มีพลังยาอะไรชัดเจน เก็บไว้นานจนเริ่มมีกลิ่น จึงจะทิ้ง”
“ข้า้า”
เถ้าแก่เหอหัวเราะ
“คุณชายซื้อของจากร้านเราไปมากแล้ว หาก้าของที่กำลังจะทิ้งก็นำไปเถิด”
“ขอบคุณเถ้าแก่เหอ”
ฉินเฟิงรับรากไม้มาเก็บอย่างสงบ
เถ้าแก่เหอไม่รู้เลยว่าของซึ่งเกือบถูกโยนทิ้ง มีมูลค่ามากกว่าสมุนไพรหลายชนิดในชั้นสองของร้านเสียอีก
เมื่อออกจากหอโอสถ ฉินเฟิงกลับจวนทันที
วันนี้เขามีสิ่งต้องทำมากมาย
อย่างแรก รักษาบิดา
อย่างที่สอง หลอมร่างด้วยรากิญญาโลหิต
อย่างที่สาม ยกระดับพลังของตนก่อนรุ่งเช้า
เมื่อกลับถึงเรือน เขาสั่งหลิวมู่ไม่ให้คนอื่นเข้ามารบกวน จากนั้นเริ่มแยกสมุนไพรออกเป็สองส่วน
ส่วนแรกใช้ทำยาชำระพิษให้ฉินเจิ้งเหอ
ส่วนที่สองใช้สำหรับตนเอง
การชำระพิษของบิดายุ่งยากกว่าการรักษามู่ชิงหลันหลายเท่า เพราะพิษสะสมมาหลายปีและผสานอยู่กับาแเก่า
ฉินเฟิงจึงไม่ได้คิดทำยาเม็ด
ด้วยพลังิญญาปัจจุบัน หากฝืนหลอมยาเม็ดคุณภาพสูง โอกาสล้มเหลวมีมากเกินไป
เขาเลือกทำน้ำยาชำระพิษสามขั้นแทน
ขั้นแรกใช้รากชำระพิษเป็หลัก
ขั้นที่สองเพิ่มดอกฟื้นชีพเพื่อรักษาเส้นชีพจร
ขั้นที่สามใช้น้ำยาที่มีพลังอ่อนโยนเพื่อชำระสิ่งตกค้าง
กว่าจะเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิท
ฉินเฟิงถือถ้วยยาไปยังเรือนศึกษาด้วยตนเอง
ฉินเจิ้งเหอกำลังรออยู่แล้ว
“ท่านพ่อ ยานี้จะทำให้ร่างกายร้อนขึ้นชั่วครู่ หลังจากนั้นอาจไอโลหิตดำออกมา ท่านไม่ต้องในะขอรับ”
ฉินเจิ้งเหอมองถ้วยยาสีน้ำตาล
“นี่คือสิ่งที่อาจารย์ของเ้าสอน?”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นพ่อจะลอง”
เขารับถ้วยไปดื่มจนหมดโดยไม่มีความลังเล
ฉินเฟิงนั่งอยู่ข้าง ๆ
ไม่ถึงสิบลมหายใจ ฉินเจิ้งเหอก็รู้สึกร้อนบริเวณทรวงอก
ความร้อนค่อย ๆ แผ่เข้าสู่แขนทั้งสอง
จากนั้นอาการเจ็บลึกซึ่งติดตัวมาหลายปีก็เริ่มรุนแรงขึ้น
“อึก!”
เขาไอออกมาครั้งหนึ่ง
โลหิตสีดำปนแดงกระเด็นลงในภาชนะที่ฉินเฟิงเตรียมไว้
หลิวมู่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างใจนหน้าซีด
“นายท่าน!”
“ท่านป้าหลิว ไม่ต้องใขอรับ”
ฉินเฟิงรีบกล่าว
“นี่คือโลหิตที่มีพิษสะสมอยู่”
เขาแตะชีพจรบิดาทันที
พลังิญญาสำรวจเส้นชีพจรหลักทั้งสาม
กระแสพิษสีดำที่เคยเกาะแน่นเริ่มจางลงอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งส่วน
สองส่วน
เมื่อฤทธิ์ยาสิ้นสุด พิษถูกชำระออกไปเกือบสามส่วน
รวมกับการดูแลก่อนหน้า อาการของฉินเจิ้งเหอดีขึ้นอย่างชัดเจน
ชายวัยกลางคนสูดลมหายใจลึก
เป็ครั้งแรกในหลายปีที่เขารู้สึกว่าความอึดอัดบริเวณทรวงอกลดลงมากถึงเพียงนี้
เขาลองขยับไหล่เล็กน้อย
ความเจ็บที่เคยเกิดทุกครั้งที่เคลื่อนไหวพลังแทบไม่ปรากฏ..!!