“เจ้าพบลูกแก้วบงการอสูรหรือ…?”
ฉินซือหยวนก้าวออกมาเป็นคนแรก พร้อมกับเหล่าองครักษ์หลวงนับร้อยในขณะที่ฉินซือเหยาเดินตามพี่ชายของตนมาเช่นกัน นางไม่คิดเลยว่าคนที่นางสั่งฆ่า.. ไม่เพียงไม่ตาย แต่กลับกลายเป็นผู้ชนะการแข่งขัน ทั้งยังอาจได้ครอบครองลูกแก้วบงการอสูรอีกด้วย
ผู้แทนพระองค์และเหล่าทหารจากแคว้นลู่เองก็ตรงเข้ามาหานางอย่างคุกคามด้วยเช่นกัน
หากนางเพียงแต่ได้รับชัยชนะ นั่นก็ยังไม่เท่าใด ผู้มีพรสวรรค์แม้น่ากลัวทว่ายากจะเทียบกำลังทหารนับหมื่นได้ …. แต่หากนางได้ครอบครองลูกแก้วบงการอสูรจริง นั่นย่อมไม่เหมือนกันแล้ว …
ด้วยของสิ่งนี้แคว้นต้าหนานอาจพุ่งขึ้นกลายเป็นอันดับหนึ่งของทวีปอย่างง่ายดาย แล้วขั้วอำนาจเก่าเช่นพวกเขาจะทำอย่างไรเล่า
“พวกเจ้าต้องการอะไร ….?” เสียงเคร่งขรึมของหนานจื่อชิ่งเอ่ยขึ้นจากด้านหลังของมู่เชียน
เด็กสาวหันไปมองก็พบเหล่าสมาชิกจากแคว้นต้าหนานทั้งหมดกว่าครึ่งร้อย เดินมาหยุดอยู่เบื้องหลังนางเช่นกัน สัญญาณแห่งความรุนแรงเริ่มระอุขึ้น เหล่าผู้ไม่เกี่ยวข้องพากันค่อยๆถอยห่างออกไปเพื่อความปลอดภัยของตน
ฉินซือหยวนเหลือบมองกองกำลังของต้าหนานแล้วเหยียดยิ้มคราวหนึ่ง.. คนจำนวนน้อยนิดเช่นนี้ย่อมไม่อยู่ในสายตาแคว้นฉินของเขาอยู่แล้ว หากลูกแก้วบงการอสูรเป็นเรื่องจริงย่อมไม่อาจปล่อยคนเหล่านี้ให้รอดไปได้…
“อย่ากังวลข้าเพียงจะทักทายว่าที่สนมของข้าเท่านั้น…”
“เปรี้ยง….!”
สายฟ้าสีดำจากเบื้องบนพลันฟาดลงมากลางฝูงชน เฉียดใบหน้าฉินซือหยวนไปเล็กน้อย ทว่าแรงระเบิดก็ทำให้รัชทายาทแห่งแคว้นฉินกระเด็นออกไปไกลนับร้อยก้าว ก่อนที่ร่างจะร่วงลงกระอักเลือดอยู่กับพื้น..
ผู้คนรอบข้างพากันแตกตื่นจากการโจมตีอันกะทันหันนี้ ดวงตานับพันคู่เหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างพร้อมเพรียง
ร่างสูงสง่าของเยว่เทียนหงลอยอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเชียบ… เส้นผมสีดำสนิทพลิ้วไหวกลางสายลม ใบหน้าหล่อเหลางดงามราวเทพเซียนดูเย็นชาอย่างยิ่ง … รัศมีแห่งความแข็งแกร่งที่ส่งออกมานั้นเกินกว่าผู้ใดในใต้หล้าจะต้านทานได้…
เพียงดวงตาสีเทาหม่นเย็นเยียบกวาดผ่านกลุ่มคนเบื้องล่าง พวกเขาต่างทรุดกายลงกับพื้นด้วยแรงกดดันมหาศาล เว้นไว้เพียงร่างเล็กตรงกลางเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ มู่เชียนได้แต่เฝ้ามองใบหน้าที่เหมือนจะคุ้นเคยนั้นอย่างเหม่อลอย
ราชาแห่งต้าเยว่เคลื่อนกายลงมาถึงพื้นในพริบตา สีหน้าเย็นชาปรากฏความอ่อนโยนสายหนึ่งยามมองมาที่เด็กสาวตรงหน้า พร้อมกับยื่นมือมาหานาง
“มานี่สิ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างแผ่วเบา
ภาพบุรุษที่เห็นผ่านกระจกบ่อยๆ จนนางคิดว่าเริ่มคุ้นเคยแล้ว ไม่คิดว่าตัวจริงที่เห็นถึงกับยังมีรัศมีทำลายล้างรุนแรงเช่นนี้
‘โอย หัวใจข้า’ มือเล็กเผลอยกขึ้นกุมหัวใจที่สั่นรัวครั้งหนึ่งอย่างอดไม่ได้ เยว่เทียนหงเห็นกิริยานี้ก็เผยยิ้มบางออกมาอย่างอ่อนโยน
“ข้ารอเจ้าอยู่นะ …”
มู่เชียนจ้องมือเรียวแกร่งตรงหน้า พร้อมกับเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ ทว่าราวกับไม่ทันใจ ร่างสูงจึงใช้ปราณดึงร่างนางเข้ามา เพียงวูบเดียวร่างเล็กกระแทกกับอกเขาพอดี ความอบอุ่นและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเขาทำให้นางนิ่งอึ้งไปทันที
เยว่เทียนหงรับรู้ถึงความนุ่มนวลจากร่างเล็กตรงหน้า เขาพยายามหักห้ามความรู้สึกที่อยากจะกอดนางเอาไว้ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่จับจูงมือเล็กพลางหันหลังเดินไป รับรู้ถึงความรู้สึกสุขสงบที่ห่างหายไปนานนับเดือน ….
เมื่อคิดถึงว่าความรู้สึกเช่นนี้มีเพียงนางเท่านั้นที่ให้เขาได้… ความหวงแหนรุนแรงในใจพลันแล่นวูบ
‘มันผู้ใดแตะต้องนาง…ล้วนต้องตาย !’
แท่นประทับขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างฉับพลัน เยว่เทียนหงประคองนางนั่งลงบนแท่นนั้นอย่างสุภาพ ก่อนที่เขาจะนั่งลงเคียงข้างนาง
ดวงตาสีเทาเข้มเหลือบมองฟู่หลิงทีหนึ่ง ราชเลขาผู้ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้าก็พลันเข้าใจความหมายทันที… เวลาแห่งการฆ่าล้างได้มาถึงแล้ว
“นำตัวฉินซือหยวนมา”
เพียงฟู่หลิงออกคำสั่งเรียบๆ ร่างของหู่อีพลันพุ่งวาบออกไป พริบตาต่อมาร่างของรัชทายาทแห่งแคว้นฉินก็กองอยู่เบื้องหน้าเยว่เทียนหงแล้ว
ราชาแห่งแคว้นฉินเห็นดังนั้นก็รีบคลานเข่าเข้ามา พร้อมกับละล่ำละลักขออภัยแทนบุตรชายของตน
“ฝ่าบาท.. ไม่ทราบซือหยวนล่วงเกินสิ่งใดท่าน เห็นแก่ที่เขาโง่เง่าไม่รู้ความ โปรดเมตตาด้วย …”
“อึ่ก.. ฝ่าบาท… เมตตาด้วย..”
ฉินซือหยวนที่ถูกสายฟ้าสีดำทำร้ายก็ร้องขอความเห็นใจเช่นกัน… ยามนี้เขารู้แล้วว่าตนผิดพลาดที่ใด.. เขาจะประเมินความสำคัญของสตรีผู้นี้ในใจเยว่เทียนหงผิดไปมาก …..
เมื่อดวงตาสีเข้มมองเห็นแขนที่มีผ้าพันไว้ของฉินซือหยวน ความทรงจำบางอย่างจุดประกายสีแดงขึ้นในดวงตาดำมืดของเขา
ด้วยปราณมหาศาลที่พุ่งออกไป.. แขนข้างนั้นของฉินซือหยวนก็เริ่มบิดม้วนอย่างรวดเร็วจนมีสภาพราวกับเชือกฟั่น ก่อนจะขาดหลุดออกมาได้ในที่สุด
“อ้าาากกก…” รัชทายาทแห่งแคว้นฉินก้มลงกุมแขนขวาของตนอย่างเจ็บปวด แผลที่ถูกกระชากเช่นนี้คิดจะต่อให้ติดอีกครั้งคงยากแล้ว
ฉินซือหยวนเหลือบมองเยว่เทียนหงอย่างหวาดกลัว… แขนข้างนั้นของเขากำลังลอยอยู่เบื้องหน้าราชาแห่งต้าเยว่ ก่อนจะระเบิดเป็นผงในพริบตา
“เลาะกระดูกทั่วร่างของมันออกมา… ระวังอย่าให้ตายก่อนล่ะ” เสียงเย็นเยียบเอ่ยอย่างผ่อนคลาย… หลังจากที่สามารถทำลายแขนข้างนั้นของฉินซือหยวนได้ด้วยตนเอง
“พะย่ะค่ะ” หู่อีก้มหน้ารับคำสั่งอย่างนิ่งเฉย พร้อมกับย่างสามขุมเข้าหาร่างของฉินซือหยวนที่นอนครวญครางอยู่กับพื้น
“เมตตาด้วย ฝ่าบาท.. เมตตาด้วย….”
ราชาแห่งแคว้นฉินรีบโขกศีรษะอ้อนวอนอย่างร้อนรน พลางคลานมาที่เบื้องหน้าเยว่เทียนหงอย่างไร้ศักดิ์ศรี
แม้จะจนมุมเพียงนี้ เขากลับมิได้มีท่าทีคิดจะต่อสู้แม้แต่น้อย แม้แต่เหล่าข้าราชบริพารแคว้นฉินผู้แสนเย่อหยิ่ง ยามนี้ต่างก็กำลังโขกศีรษะลงพร้อมส่งเสียงอ้อนวอนขอความเมตตาให้กับรัชทายาทของตน
ราชาเหนือราชาผู้นี้เป็นถึงยอดฝีมือระดับเหนือยุทธ์ ต่อให้เค้นเอากำลังทหารทั้งหมดของแคว้นออกมา…. อย่าว่าแต่ไม่อาจต้านทานแม้เพียงฝ่ามือเดียวของบุรุษตรงหน้าได้ แม้เพียงองครักษ์หู่ทั้งห้าก็ยังสามารถทำลายล้างแคว้นฉินของเขาได้ในชั่วพริบตา
ทว่า…เขาอายุมากแล้ว ทั้งยังมีบุตรชายเพียงคนเดียว หากต้องเสียไปราชสกุลฉินของเขายังจะมีผู้ใดสืบทอดอีกเล่า
ท่ามกลางเสียงร่ำร้องนั้นเยว่เทียนหงกลับมีสีหน้านิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยิน หู่อีเองก็ไม่ได้ใส่ใจจะหยุดฟังเสียงคร่ำครวญรอบด้านแม้แต่น้อย มือใหญ่ของเขาคว้าแขนอีกข้างของฉินซือหยวนขึ้นมาคิดจะเริ่มต้นลงมือทันที
“พวกเรายินดีเป็นเมืองขึ้นแคว้นต้าเยว่.. ขอทรงพิจารณาด้วย !” ชายชราตะโกนก้องออกมาในที่สุด เขายินดีแลกแคว้นทั้งแคว้นกับบุตรชายของตน
แม้จะเหมือนถูกความจำเป็นบังคับ ทว่าแคว้นฉินมิใช่คิดเรื่องนี้อยู่นานแล้วหรือ.. เพียงยอมสยบให้แคว้นต้าเยว่ ก็สามารถเป็นใหญ่เหนือทวีปกลางได้อย่างแท้จริง
เยว่เทียนหงยกมือข้างหนึ่งขึ้น ทำให้หู่อีหยุดการลงทัณฑ์ลงชั่วคราว และปล่อยร่างของฉินซือหยวนร่วงลงกองกับพื้นอีกครั้ง ในขณะที่คนรอบข้างเฝ้ามองการเจรจาครั้งสำคัญนี้อย่างตื่นตะลึง
“เจ้าแน่ใจ…?” เสียงทรงอำนาจเอ่ยย้ำ ทำให้ราชาแห่งแคว้นฉินมีสีหน้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
“พะย่ะค่ะ” ชายชราเอ่ยอย่างมั่นใจ
“เช่นนั้นข้าก็จะรับไว้”
แคว้นฉินอุดมสมบูรณ์ ทั้งยังมีพรมแดนติดกับแคว้นต้าเยว่.. ต่อไปประชาชนต้าเยว่ของเขาจะได้รับประโยชน์อย่างมาก
มู่เชียนมองเหตุการณ์เบื้องหน้าพลางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แม้จะผิดหวังแต่นางกลับเข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดี ผู้เป็นราชาย่อมต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของแคว้นเป็นหลัก
ส่วนฉินซือหยวนเจ้าคนน่ารังเกียจนั่น นางจะยอมปล่อยไปสักครั้ง ถือว่าเห็นแก่หน้าเขาก็แล้วกัน !
“เสด็จพี่เทียนหงเพคะ..” ร่างงดงามของฉินซือเหยาพลันเยื้องกรายอย่างอ่อนหวานมาอยู่ด้านข้างของบิดาตน ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าราวศิโรราบ ใบหน้าอ่อนหวานเงยหน้าช้อนสายตามองเยว่เทียนหงอย่างเย้ายวน
“หม่อมฉันยินดีชดใช้แทนเสด็จพี่… ยินดีเป็นบ่าว เป็นทาส แล้วแต่จะทรงเรียกใช้เพคะ” ฉินซือเหยาฉวยโอกาสเสนอตัวเพื่อใกล้ชิดเยว่เทียนหงทันที
หลายวันที่ผ่านมาแม้ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ทว่าก็ไม่ได้ทรงปฏิเสธมิใช่หรือ… ฉินซือเหยาที่ค่อนข้างมั่นใจในเสน่ห์ของตนคิดอย่างเข้าข้างตนเองอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าพี่ชายของตนไปล่วงเกินสิ่งใดบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้เข้า แต่อย่างไรก็ขอขอบคุณที่มอบโอกาสดีนี้ให้นาง ส่วนสตรีขี้ริ้วจากแคว้นหนานนั่น ….
ไม่ว่าเยว่เทียนหงให้ความสำคัญกับพรสวรรค์ของนาง หรือลูกแก้วบงการอสูรเพียงใด ก็คงไม่ถึงกับยอมทิ้งงเนื้อก้อนโตที่ลอยมาป้อนถึงปากไปหรอก
รับนาง.. ฉินซือเหยาไว้ก็เท่ากับรับแคว้นฉินไว้เช่นกัน
“หึหึ.. เช่นนั้นก็ดี..”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำนั้นจุดประกายความหวังให้ฉินซือเหยาและราชาแคว้นฉินอย่างมาก มีเพียงมู่เชียนที่รับรู้ถึงกระแสอำมหิตที่แฝงอยู่อย่างเข้มข้น เด็กสาวพลันเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแปลกใจ
นางเห็นเยว่เทียนหงสะบัดมือเบาๆทีหนึ่ง ร่างราชาแห่งต้าเยว่ที่คุกเข่าอย่างกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่เบื้องล่างนั้น พลันระเบิดออกกลายเป็นละอองโลหิตกลุ่มหนึ่งอย่างง่ายดาย
“แคว้นฉินสมควรเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่แล้ว…..” ถ้อยคำราบเรียบเพียงไม่กี่คำ ทว่ากลับดังก้องในใจทุกคน ณ ที่นั้น
ประโยคนี้ของเยว่เทียนหง….คือการออกคำสั่งประหารเชื้อพระวงศ์แคว้นฉินทั้งหมด.. !
ฉินซือเหยานั่งอยู่เบื้องหน้าเยว่เทียนหงอย่างงุนงง เมื่อครู่ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยตอบรับ นางราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาแห่งความฝันอันงดงาม
ทว่าเพียงพริบตาเดียว…ริมฝีปากที่น่าหลงใหลนั้นกลับเอ่ยคำสั่งประหารออกมา…. ชั่วขณะนี้นางจึงยังไม่อาจกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้
“นางก็คือคนที่ตั้งค่าหัวเจ้า หนึ่งแสนหินลมปราณ” เยว่เทียนหงหันมาเอ่ยเสียงเบากับร่างเล็กด้านข้างอย่างเอาใจใส่
“อ้อ..” มู่เชียนพยักหน้ารับรู้อย่างง่ายๆ ในเมื่อเยว่เทียนหงกล่าวเช่นนี้ แปลว่าเขาย่อมสืบมาอย่างดีแล้ว
“เจ้าอยากลงโทษนางเช่นไร ?”
“ให้ข้าตัดสินใจหรือ..” มู่เชียนชี้หน้าตนเองอย่างงุนงง… นางนั่งมองเขาสั่งลงโทษคนนั้นคนนี้มาพักใหญ่ จนหลงนึกว่าตนไม่ต้องมีบทบาทในเรื่องราวเหล่านี้เสียอีก
เยว่เทียนหงยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับคว้ามือเล็กของนางมากุมไว้อย่างอ่อนโยน
“นางล่วงเกินเจ้า ย่อมต้องให้เจ้าตัดสินใจ”
เด็กสาวมองมือที่ถูกกุมไว้ สลับกับมองฉินซือหยวนที่กำลังส่งเสียงร้องครวญครางอยู่ไม่ไกลนั่น จู่ๆก็นึกอยากถามขึ้นมาว่า ชายผู้นั้นไปล่วงเกินเขาไว้กันแน่…
“ว่าอย่างไร… คิดออกแล้วหรือไม่ ?” น้ำเสียงอบอุ่นเอ่ยเร่งเร้า ราวกับกำลังถามว่า วันนี้นางอยากกินอะไรเป็นอาหารเย็น
มู่เชียนขมวดคิ้วพลางคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ยสิ่งตรงกับใจที่สุดออกมา…
“ในเมื่อมีคนต้องการศีรษะข้า ข้าก็จะเอาศีรษะของมันผู้นั้นเช่นกัน” เสียงใสเข้มขึ้นหนึ่งระดับ ทว่าเยว่เทียนหงกลับส่ายหน้าให้ พลางเอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ
“โทษของเจ้าเบาเกินไปแล้ว”
“หืมม…” เขาไม่ใช่อนุญาตให้นางคิดเองหรอกหรือ… อีกอย่างโทษตัดศีรษะนี่ ใครช่วยบอกนางทีว่าโทษประหาร…กลายเป็นโทษเบาได้อย่างไร
“ข้าว่า…แล่เนื้อนางออกมา 100000 ชิ้นแล้วค่อยตัดหัวน่าจะเหมาะสมกว่า”
“ไม่เอา !” มู่เชียนเอ่ยปฏิเสธแทบจะทันที
หญิงคนหนึ่งต้องถูกทรมานจนเลือดเนื้อกระจายเช่นนั้น นางรู้สึกไม่สบายใจเท่าไรนัก อีกทั้งที่ผ่านมาคนที่อยากให้นางตายก็มีมากมาย นางเริ่มชินเสียแล้ว
“ข้ารู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง ไม่อยากเสียเวลา” มู่เชียนหาเหตุผลมาเกลี้ยกล่อมเยว่เทียนหงได้ในที่สุด
“วางใจได้ ข้าไม่ให้เจ้าเหนื่อยหรอก…”
เยว่เทียนหงตบมือเล็กของนางเบาๆ พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ร่างสูงลุกขึ้นจากบัลลังก์ช้าๆ คิดจะก้าวลงไปหาฉินซือเหยาด้วยตนเอง แววตาสีเทาเข้มคู่นั้นเปลี่ยนเป็นดำจัดดูกระหายเลือดอย่างน่าเป็นห่วง ปราณดำมืดแพร่กระจายออกมาจนมู่เชียนรู้สึกได้
‘ดูแล้วเขาคงจำต้องใช้ลูกแก้วมังกรธาตุแสงนั่นจริงๆ’
เด็กสาวตัดสินใจได้ในที่สุด … มือเล็กของนางดึงแขนเสื้อของเขาไว้ เยว่เทียนหงหยุดเดินทันที ดวงตาสีเข้มก้มลงมองมือน้อยของนางอย่างสงบ
“พอเถิด เสียสุขภาพเปล่าๆ” เสี่ยวจิ้งเคยบอกว่ายิ่งฆ่าคนบ่อยเท่าไหร่ ปราณธาตุมืดในร่างของเขาก็จะยิ่งควบคุมได้ยากขึ้น แลกกับสตรีนางนี้ไม่คุ้มแม้แต่น้อย
“หากไม่ลงมือให้หนัก ย่อมไม่อาจทำให้คนเกรงกลัวได้” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างเย็นชา
มู่เชียนเข้าใจแล้วว่า.. เยว่เทียนหงคิดใช้เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้ทุกคนรู้ว่า ผู้ที่คิดร้ายต่อนาง ต้องพบจุดจบเช่นไร ทว่า…ยิ่งเขาดีต่อนางเท่าไร นางยิ่งต้องคิดเผื่อเขามากขึ้น
“ข้าขอบคุณที่ห่วงข้าแต่ข้าดูแลตัวเองได้ ส่วนคนพวกนั้นหากกล้าพอ… ก็ให้พวกมันมาเถิด…”
เยว่เทียนหงมองนางนิ่ง ดวงตาสีน้ำตาลใสเต็มไปด้วยความแน่วแน่… ราชาแห่งต้าเยว่ถอนหายใจออกมาคราวหนึ่ง ก่อนที่รังสีอำมหิตทั่วร่างพลันสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นก็ได้” ในเมื่อนางยืนหยัดหนักแน่นเพียงนี้ เขาย่อมต้องเคารพการตัดสินใจของนาง
ขณะที่สองคนหารือเรื่องความเป็นตายของตนนั้น ฉินซือเหยากลับไม่รับรู้เลยแม้แต่น้อย นางยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างเหม่อลอย มู่เชียนมองสบเข้ากับดวงตาคู่งามที่คล้ายกับจะเสียสติไปแล้วก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง..
เพียงมือเล็กสะบัดวูบ ปราณธาตุลมอันแหลมคมก็ตัดฉับที่ลำคอจบชีวิตของฉินซือเหยาไปอย่างง่ายดาย
เยว่เทียนหงไม่ได้ใส่ใจร่างไร้ศีรษะที่ล้มลงกับพื้นแม้แต่น้อย… มือเรียวแกร่งลูบไล้ชายแขนเสื้อของตนที่ถูกเด็กสาวยึดกุมเมื่อครู่อย่างอ่อนโยน..
…ที่นางลงมือเอง เพราะเป็นห่วงเขาสินะ…
“ข้ามีของจะให้ท่าน” เด็กสาวเอียงหน้ามากระซิบเสียงเบา ของมีค่าเช่นนี้นางรู้สึกว่าสมควรเป็นความลับสักหน่อย
เยว่เทียนหงชะงักเล็กน้อยกับกิริยาสนิทสนมนี้ น้ำเสียงหวานที่ข้างหู พร้อมลมหายใจอุ่นที่ลอยมากระทบลำคอ ทำให้จิตวิญญาณของเขาสั่นไหวไปวูบหนึ่ง
“ตามข้ามาสิ”
มือแกร่งพลันคว้ามือของมู่เชียนไว้อีกครั้ง ก่อนที่จะทั้งคู่จะพุ่งร่างออกไปอย่างรวดเร็ว จนเด็กสาวไม่มีโอกาสแม้แต่จะร่ำลาพรรคพวกของตนด้วยซ้ำ
ฉู่หมิงฮ่าวและโม่เจี้ยนนั้นเพิ่งลุกขึ้นมาได้ ก่อนที่จะมู่เชียนจะถูกดึงไป พวกเขากำลังจะเอ่ยเสียงเรียกไว้ ทว่าดวงตาสีเข้มคู่นั่นพลันตวัดผ่าน ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองต้องทรุดลงกับพื้นอีกครั้งอย่างไม่อาจฝืน
หากเยว่เทียนหงไม่คิดว่า การฆ่าสองคนนี้อาจทำให้มู่เชียนไม่พอใจ เขาย่อมไม่ปล่อยชายหนุ่มทั้งสองไว้ให้รกตาเป็นแน่
ส่วนแคว้นลู่ที่เมื่อครู่ยังมีทีท่าแข็งกร้าวกับแคว้นต้าหนานนั้น…. ยามนี้พวกเขากลับยังคงทรุดร่างกับพื้นไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย… ราวกับกลัวว่าใครจะนึกถึงพวกตนขึ้นมาได้
ผู้ใดจะรู้ว่า ราชามัจจุราชเยว่เทียนหง…ให้ความสำคัญกับเด็กสาวผู้นั้นถึงเพียงนี้…