บทที่ 21 ตาลุงหัวโล้นเอ๊ย!
“ทำอะไรของเธอเนี่ย!” ชายหัวเกรียนโพล่งขึ้นมาอย่างหัวเสีย เมื่อถูกฉันที่วิ่งไปชนจนถึงกับเซ
เสียงโพล่งที่ดังขึ้นทำให้ฉันหลุดออกจากความทรงจำของอีกฝ่าย เหตุการณ์ในความทรงจำดูเหมือนจะนาน แต่เวลาในความเป็จริงผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น นี่เป็เื่ที่ฉันพิศวงงงงวยั้แ่คราวก่อนที่เข้าไปดูความทรงจำของโทนี่ แล้วมารู้จากไคลล์ทีหลังว่าฉันแตะตัวโทนี่แค่ไม่กี่วินาทีเช่นกัน
“เอ่อ…ขอโทษค่ะ” ฉันที่กำลังนอนหน้าคว่ำอยู่ลุกขึ้นมานั่งอย่างทุลักทุเลเอ่ยปากขอโทษอีกฝ่าย “พอดีฉันรีบวิ่งไปหน่อยเลยสะดุดล้มน่ะค่ะ” รู้สึกเจ็บใต้คางชะมัด ยกมือแตะดูก็รู้สึกเจ็บจนต้องร้องซี้ดออกมา พอดูที่มือตัวเองมีเืติดออกมาด้วย! โอย…นี่ฉันถึงกับลงทุนเจ็บตัวขนาดนี้เลยนะเนี่ย
“ตาเธออยู่ที่เท้ารึไง มองไม่เห็นเหรอว่าฉันยืนอยู่ ไม่รู้จักวิ่งหลบไปอีกทางรึไง หน้าตาก็ดีอยู่หรอกแต่ซุ่มซ่ามเซ่อซ่าจังนะนังหนู จริงอย่างที่คนเค้าว่า…ผู้หญิงสวยมักจะไร้ปัญญา”
‘หน็อย…ก็ขอโทษแล้วไงโว้ย! นอกจากไม่รู้จักช่วยพยุงคนเจ็บแล้วยังมาด่ากันอีก ไอ้ลุงหัวโล้น!’ นี่คือสิ่งที่ฉันนึกใจใจ แต่สิ่งที่พูดออกไปก็คือ…
“มัวแต่มองหาเครื่องกดเรียกรถแท็กซี่อ่ะค่ะ มันเลยเวลากลับบ้านแล้ว แม่โทรมาด่าค่ะ เลยร้อนใจจะรีบกลับบ้านไปหน่อย ขอโทษด้วยนะคะ” ฉันได้แต่พยายามปั้นหน้าน่าสงสารขอความเห็นใจ ทั้งที่ในใจจินตนาการภาพตัวเองะโถีบยอดหน้าอีกฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว
“หึ! เป็ลูกแหง่อีกด้วย” ไอ้ลุงหัวโล้นด่าฉันเสร็จก็ขึ้นรถที่จอดรออยู่ข้างฟุตบาทไปหน้าตาเฉย ไม่สนใจจะถามฉันสักคำว่าเป็ยังไงบ้าง เจ็บมั้ย อยากให้ช่วยอะไรรึเปล่า ไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย คนชั่วยังไงก็เป็คนชั่ววันยังค่ำสินะ ไม่มีอะไรดีสักอย่าง ฉันได้แต่นั่งกัดฟันกรอดบอกให้ตัวเองใจเย็นเข้าไว้ แต่คาดโทษอีกฝ่ายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“อย่าให้ถึงทีฉันบ้างนะ แม่จะเหยียบให้จมดินเลยคอยดู”
ฉันลุกขึ้นยืนอย่างทะลุกทุเลแล้วมองไปทางที่ตาลุงหัวโล้นเดินออกมา มันเป็ย่านที่พักอาศัยที่ราคาแพงที่สุดในเมืองนีโอสยามซิตี้ ถ้าระดับประเทศก็ถือว่าแพงมหาโหดเลยแหละ มีแต่มหาเศรษฐีระดับบิ๊ก ๆ เท่านั้นที่จะกล้าซื้อที่พักแถบนี้ นึกถึงความทรงจำของตาลุงหัวโล้นที่ได้เห็นก่อนหน้านี้แล้วฉันได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย
“พวกคนที่เป็หนูทดลองนั่นอยู่ในนั้นอย่างนั้นเหรอ เ้านายของตาลุงโล้นนั่นเป็ใครกันแน่นะ”
วันถัดมาฉันเดินทางไปฝึกสมาธิที่บ้านตระกูลเซโนะอีกครั้ง เมื่อคืนกลับถึงบ้านแม่เห็นสภาพฉันก็ถามอย่างร้อนใจ ฉันก็ตอบไปตรง ๆ เลยว่าวิ่งแล้วสะดุดล้มคางกระแทกพื้นแค่นั้น หลังอาบน้ำทำแผลทายาเสร็จ ฉันก็พยายามนั่งสมาธิและพบว่าการนั่งสมาธิที่บ้านมันยากจะทำจิตใจให้สงบนิ่งได้กว่าการฝึกที่บ้านโค้ชชิริวเสียอีก ฉันไม่แน่ใจว่าเป็เพราะพลังอันบริสุทธิ์ที่เอื้อต่อการฝึกสมาธิของที่นี่ด้วยรึเปล่า แต่ฉันรู้สึกได้อยางชัดเจนว่าฝึกที่บ้านโค้ชต้องทำได้สำเร็จเร็วกว่าฝึกที่บ้านแน่นอน
ฉันพยายามหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการฝึกสมาธิ และพบว่ามันมีหลายแบบหลายหลักการเหลือเกิน ลองหาข้อมูลการฝึกสมาธิแบบเซนดูก็ยิ่งทำเอาฉันอ่านแล้วสับสนงงงวยไปหมด ฉันเลยเลิกอ่าน ยึดเอาตามที่คุณฮานะสอนนั่นแหละดีที่สุด ในเมื่อมีคนสอนระดับเทพอยู่แล้ว ยังจะไปหาวิธีการจากที่อื่นทำบ้าอะไรอีกกันเล่า
“คางไปโดนอะไรมาคะคุณวิกกี้” นี่คือคำถามประโยคแรกที่คุณฮานะถาม หลังจากกล่าวทักทายกันเรียบร้อย
“ซุ่มซ่ามสะดุดหกล้มหน้าคะมำ คางเลยกระแทกพื้นน่ะค่ะ” ฉันตอบ คุณฮานะเลิกคิ้วมองฉันแล้วไม่ถามอะไรต่อ เธอเดินนำฉันเข้าไปในบ้าน พาไปยังโซนรับรองแขกที่เดิม
“วันนี้มาเร็วกว่าเมื่อวานอีกนะคะคุณวิกกี้”
“วิกกี้อยากจะฝึกให้สำเร็จได้เร็ว ๆ น่ะค่ะ” ฉันตอบเสียงมุ่งมั่นมาก
“ความมุ่งมั่นเป็สิ่งที่ดีค่ะ แต่ความมุ่งมั่นที่มีความเคร่งเครียดรวมอยู่ด้วยมันมักจะไม่ให้ผลลัพธ์ตามที่ดีเท่าไหร่นะคะ” คุณฮานะบอกฉันพร้อมรอยยิ้มก่อนจะผายมือเชิญฉันนั่งลงที่โต๊ะรับแขก “แล้วยิ่งเป็การฝึกสมาธิที่ผู้ฝึกต้องทำจิตใจให้นิ่งสงบด้วยแล้วล่ะก็”
“ไม่เครียดค่ะ วิกกี้ไม่เครียดเลยค่ะ” ฉันรีบบอกทันควันพร้อมโบกปฏิเสธไปด้วย
คุณฮานะยิ้ม “ฉันสามารถััคลื่นพลังที่แผ่ออกมาจากตัวของทุกคนได้ค่ะ มันจะบ่งบอกอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของคน ๆ นั้นได้ว่าตอนนี้พวกเค้าเป็ยังไง รู้สึกแบบไหนอยู่ ฉันจะรับรู้ได้ค่ะ”
“เอ่อ…” ฉันทำเป็เกาแก้มแก้เก้อ เพราะแท้ที่จริงแล้วฉันมีความเคร่งเครียดอยู่จริง ๆ นั่นแหละ ก็คนมันอยากฝึกให้สำเร็จเร็ว ๆ นี่นา ว่าแต่…ก่อนหน้านี้เื่แผลที่คาง คุณฮานะจะจับความรู้สึกที่ผิดปกติอะไรของฉันได้มั้ยนะ
คุณฮานะนำของว่างมาเสิร์ฟให้ฉัน วันนี้เธอไม่ได้แสดงพิธีชงชาเหมือนเมื่อวาน แต่เตรียมเครื่องดื่มที่ดูเหมือนจะเป็น้ำผลไม้มาให้ฉันพร้อมกับขนมหน้าตาน่ากินที่ฉันไม่รู้จัก แต่ดูจากลักษณะน่าจะเป็ขนมพื้นบ้านโบราณของญี่ปุ่น
“ฉันทำไดฟุกุแบบเมื่อวานให้คุณนำกลับไปฝากคุณแม่คุณไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะคะ เดี๋ยวตอนคุณจะกลับฉันจะนำมาให้ค่ะ”
“โธ่…คุณฮานะคะ เมื่อวานวิกกี้ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องลำบากนี่คะ ในเมื่อมันหมดแล้ววิกกี้ก็ไม่เอาหรอกค่ะ ไม่เห็นคุณฮานะต้องลำบากมาทำให้แบบนี้เลย วิกกี้เกรงใจค่ะ”
“ไม่ลำบากหรอกค่ะ เื่แค่นี้เอง ฉันทำไว้แล้ว ช่วยรับเอาไว้เถอะค่ะ” คุณฮานะบอกฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจริงใจที่บ่งบอกว่ามันไม่ใช่เื่หนักหนาอะไรเลยจริง ๆ เฮ้อ…ทำไมเธอถึงได้แสนดีน่ารักขนาดนี้นะ ทั้งสวย มีสเน่ห์ นิสัยดี มีความสามารถ ชาติตระกูลก็ดีขนาดนี้อีก ผู้ชายคนไหนได้ไปเป็ภรรยาคงโชคดีตายเลย
“ถ้าอย่างนั้นวิกกี้ก็ขอบคุณคุณฮานะมาก ๆ นะคะ ไว้คราวหน้าวิกกี้จะซื้อขนมอร่อย ๆ ที่นีโอสยามมาฝากนะคะ” ฉันยกมือไหว้ขอบคุณคุณฮานะด้วยความซาบซึ้งขอบคุณจากใจจริง
“ยินดีค่ะ” คุณฮานะยิ้มรับ
“ถ้าจะกรุณาอีกซักเื่ ช่วยชี้แนะวิกกี้เพิ่มหน่อยได้มั้ยคะ เื่การฝึกสมาธิ จะทำยังไงให้เข้าสู่สภาวะจิตว่างได้ล่ะคะ วิกกี้พยายามแล้วมันก็ยังไม่ได้ซักที มืดแปดด้านจริง ๆ ค่ะ”
คุณฮานะหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะตอบว่า “นึกถึงเวลาเรากำลังจดจ่อทำอะไรบางอย่างสิคะ ตอนนั้นในหัวเราคิดอะไรบ้างคะ”
“ก็ไม่คิดอะไรนอกจากสิ่งที่เรากำลังจดจ่อทำอยู่สิคะ”
“นั่นแหล่ะค่ะวิธีการ โฟกัสเฉพาะสิ่งที่เราทำ เมื่อ้าเข้าสู่สภาวะจิตว่างก็ให้เราโฟกัสความว่างเปล่าค่ะ”
“หืม? ยังไงคะ…โฟกัสความว่างเปล่า? แบบว่า…ในหัวให้นึกถึงแต่ความว่างเปล่าอะไรแบบนี้เหรอคะ” ฉันขมวดคิ้วถามคุณฮานะ รู้สึกงุนงงสงสัย
“ใช่ค่ะ ลองดูนะคะ อย่าพยาพยามฝืน ยิ่งฝืนก็ยิ่งทำไม่ได้ค่ะ ถ้าเหนื่อยหรือล้าให้หยุดพักนะคะ และควรพักเป็ระยะ ๆ แล้วค่อยเริ่มต้นฝึกใหม่ ค่อย ๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อย ๆ ค่ะ” คุณฮานะแนะนำ “ฉันนั่งทำงานอยู่ในห้องนั้น ถ้ามีอะไรก็ไปเรียกได้เลยนะคะ” เธอผายมือไปที่ห้องข้าง ๆ ที่อยู่ติดกับโซนรับรองแขกที่ฉันนั่งอยู่
ฉันได้แต่ผงกศีรษะรับ มองส่งคุณฮานะเดินแยกตัวไปเข้าไปในห้องทำงานข้าง ๆ ก่อนจะถอนหายใจบ่นเสียงเนือยออกมา “เฮ้อ…แล้วเมื่อไหร่จะได้เจอโค้ชชิริวซักทีนะเนี่ย” เอื้อมมือไปหยิบขนมเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ
----------------------------------
ตอนต่อไป วิกกี้จะได้เจอโค้ชชิริวแล้ว เย้ๆๆ