เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 40 วิหคในกรงทอง

    บทที่40วิหคในกรงทอง

            แสงอาทิตย์ยามตะวันรุ่งสาดส่องไปทั่วผืนปฐพี หมู่มวลพฤกษาแรกแย้มต่างชูช่อผลิกลีบเบ่งบานเพื่อดื่มด่ำแสงอันอ่อนละมุนยามเช้าของดวงอาทิตย์สายลมที่พัดโชยแผ่วเบาหอบเอายอดไม้ใบหญ้าให้เอนลู่ไปตามทิศทางที่เคลื่อนไปของลม พัดพาเอาความเย็นสบายผ่านร่างของเฟยหลงที่กำลังยืนนิ่งจ้องมองร่องรอยการต่อสู้ของตนกับบุรุษชุดดำในค่ำคืนที่แสนวุ่นวายนั่นไป

            ขณะที่เฟยหลงกำลังอยู่ในห้วงแห่งความนึกคิด ที่ด้านหลังของมันพลันมีเสียงของบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น

            “เจ้านี่ช่างโชคร้ายเสียจริง ที่อยู่ๆ ต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยเช่นนี้”

            เฟยหลงหันกายกลับมาแล้วกล่าว “ข้าเพียงโชคร้ายแต่ข้ามิใช่คนร้าย เช่นนั้นข้าจึงมิรู้สึกเป็นกังวลใดๆ แต่ที่โชคร้ายกลับเป็นท่านมากกว่านอกจากจะต้องดูแลคุ้มครององค์หญิงแล้ว ยังต้องเหน็ดเหนื่อยที่คอยจับตาดูข้าอีก ท่านหัวหน้าองครักษ์”

             “นี่เป็นพระกระแสรับสั่งขององค์จักรพรรดิ ข้าจะมิกระทำก็ไม่ได้หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”

             “มิกล่าวโทษท่าน”

             “ว่าแต่เจ้าเห็นหน้ามือลอบสังหารหรือไม่”

             “ไม่เห็น”

             “แล้วลักษณะ ท่าทาง หรือลักษณะพิเศษอื่นเล่า?”

             “ระบุได้ไม่แน่ชัด เพราะตอนนั้นมืดมาก ทัศนียภาพโดยรอบจึงจำกัดยิ่ง”

             “เช่นนั้นคงเป็นงานยากของเจ้า ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงครั้งนี้แล้ว”

             “คนชั่วซักวันต้องได้รับผลกรรม ข้าเชื่อเช่นนั้น”

             เฟยหลงก้าวเดินเลียบไปตามผนังกำแพงอย่างช้าๆ จากนั้นชายหนุ่มได้ยื่นมือไปสัมผัสเพื่อค้นหาพลังที่ตกค้างวิธีการเช่นนี้หากเป็นผู้ฝึกญาณทั่วไปย่อมมิอาจกระทำได้ แต่สำหรับเฟยหลงผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณเทวะผู้ที่ตอบสนองกับพลังธรรมชาติได้อย่างมหัศจรรย์ ย่อมมิเป็นปัญหาสำหรับมัน เช่นนั้นคนจึงมีสีหน้าเคร่งขึมหัวคิ้วขมวดมุ่นคล้ายครุ่นคิดถึงสิ่งใดขึ้นมา แต่ปากมิได้กล่าววาจา เพียงเก็บมันไว้เป็นคำถามที่อยู่ภายในหัวเท่านั้น

            “คุณชายเฟยหลง องค์หญิงทรงมีคำสั่งให้เรียกหา” เสียงสตรีรับใช้อันอ่อนหวานกล่าวขึ้น ก่อนที่เฟยหลงจะละจิตสัมผัสจากผนังกำแพงเบื้องหน้าและติดตามสตรีนางนั้นไป

            เมื่อไปถึงห้องรับแขก เฟยหลงก็พบว่ามีบุรุษชราผู้หนึ่งกำลังนั่งสนทนาอยู่เบื้องพระพักตร์ขององค์หญิงเหยียนจินอวี้บุรุษชราผู้นี้ดูไปอายุราวหกสิบเศษ ผมเพล้าหนวดเคราขาวโพลน ใบหน้าเริ่มมีล่องลึกเหี่ยวย่นแต่นัยน์ตาของมันกลับแฝงความลึกล้ำอยู่หลายส่วน

            องค์หญิงเหยียนจินอวี้เมื่อเห็นเฟยหลงมาแล้ว นางก็รีบแนะนำตัวมันต่อชายชราที่นั่งอยู่ทันที

            “บุรุษผู้นี้เอง คุณชายเฟยหลง ส่วนนี่คือท่านหัวหน้าหมอหลวงเซี๊ยะทิมอี้”

            เฟยหลงประสานมือขึ้น แล้วกล่าว “คาราวะผู้อาวุโส”

            บุรุษชราพินิจมองเฟยหลงอย่างลึกล้ำ ก่อนผงกศีรษะเบาๆ แล้วกล่าว

            “เป็นบุคคลที่นับได้ว่ามีนรลักษณ์ราศีอันประเสริฐยิ่ง หวังว่าเจ้าจะไม่ประพฤติตนให้ต่ำตมจนเสียวาสนาไป”

            เฟยหลงเข้าใจความหมายในคำกล่าวของหัวหน้าหมอหลวงนาม เซี๊ยะทิมอี้ผู้นี้คนจึงกล่าวตอบ “ผู้เยาว์ย่อมรู้จักผิดชอบชั่วดี ว่าสิ่งใดควรกระทำและสิ่งใดมิควรกระทำ ฉะนั้นเรื่องชั่วช้าย่อมมิใช่การกระทำที่จะเกิดจากผู้เยาว์แน่นอน”

            “เช่นนั้นก็ดี เพราะหากผู้ใดกล้ากระทำตนชั่วช้า ณ วังหลวงแห่งนี้มันย่อมมีชะตากรรมมิสู้ดีนัก”

             เหยียนจินอวี้รับรู้ถึงบรรยากาศที่กำลังตรึงเครียด นางจึงกล่าวตัดบทขึ้นมา

             “ท่านหัวหน้าหมอหลวง มิทราบพระวรกายของเสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”

             เซี๊ยะทิมอี้เหลือบมองเฟยหลงด้วยท่าทีไม่วางใจแวบหนึ่ง เป็นเหยียนจินอวี้ที่ส่งสายตาให้มันมิต้องกังวลสามารถกล่าววาจาออกมาได้ เช่นนั้นมันจึงกล่าวขึ้น

             “พระวรกายทรงทรุดโทรมลงเป็นอย่างมากพ่ะย่ะค่ะ นับตั้งแต่ที่เสียองค์ชายใหญ่ไปพระองค์คล้ายจะไม่นำพาต่อสิ่งใดอีกแล้ว”

             “ท่านพยายามกว่านี้ได้หรือไม่”

             “กระหม่อมย่อมพยายามสุดความสามารถ แต่สุดแท้ขึ้นอยู่กับพระองค์เอง”

             เหยียนจินอวี้กำหมัดแน่น คล้ายกำลังกล้ำกลืนโทสะ ก่อนกล่าว

             “เป็นเพราะมัน เสด็จพี่ของเราจึงได้……. และทำให้เสด็จพ่อต้องทรงตรอมพระทัยเช่นนี้ ทำไมกันนะ เสด็จพ่อจึงไม่สั่งลงโทษมันซักที”

             “เพราะยังไม่มีหลักฐานใดที่ชี้ว่ามั… องค์ชายรองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเช่นนั้นจึงไม่สามารถระบุความผิดอันใดได้”

             “เฮอะ บุคคลที่เสด็จพ่อทรงเมตตารับเลี้ยงแต่ครั้งเยาว์วัย บุคคลที่เราเคยให้ความเคารพนับถือเฉกเช่นเดียวกับพระเชษฐาแต่มันกลับชั่วช้าสามานย์ ไม่สำนึกในพระเมตตา และมักใหญ่ใฝ่สูง เราจะไม่มีทางปล่อยให้มันสมมาตรปราถนาเป็นแน่”

             “กระหม่อมจะคอยเคียงข้างพระองค์ และทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ”เซี๊ยะทิมอี้หยุดเล็กน้อยแล้วเหลือบมองเฟยหลง ก่อนกล่าวต่อ “องค์หญิงก็ทรงระวังพระองค์เองให้ดีนะพะยะค่ะ อย่าทรงใว้ใจทาง หรือวางใจคนง่ายๆมิเช่นนั้น เหตุการณ์อาจจะซ้ำรอยเดิมได้”

              เหยียนจินอวี้พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเป็นเซี๊ยะทิมอี้ขอตัวลากลับไปขณะที่เซี๊ยะทิมอี้เดินผ่านประตูห้องโถงออกไปไกล คนก็ได้กล่าววาจาขึ้น

              “หัวหน้าองครักษ์ ท่านต้องคอยปกป้องคุ้มกันองค์หญิงให้จงดี เพราะข้าไม่ไว้ใจเจ้าหนุ่มนั่นและที่ข้าหนักใจกว่านั้นก็คือ องค์หญิงทรงพอพระทัยต่อมันแล้ว”

              “ทราบแล้ว มีข้าอยู่ทั้งคนท่านมิต้องกังวลไป”

     

              “คุณชายเฟยหลง เราต้องขออภัยแทนท่านหัวหน้าหมอหลวงในเรื่องเมื่อครู่ด้วย”

              “กระหม่อมมิได้ติดใจอันใด นี่นับเป็นเรื่องธรรมดาที่มันจะสงสัยในตัวกระหม่อม”

              “เช่นนั้นก็ดี”

     

              เฟยหลงเดินออกจากอาคารฝ่ายใน อันเป็นที่พำนักของเหล่าราชนิกูลมายังตึกรับรองสถานที่ที่เปรียบดังคุกชั้นดี ที่คอยควบคุมพันธนาการมันไว้ภายในวังหลวงแห่งนี้ ทั้งยังมีเหล่ายอดฝีมือไม่น้อยกว่าห้าคนที่คอยจับตาดูมันทุกฝีก้าวสถานะของมันตอนนี้จึงมิต่างจากวิหคที่ถูกขังอยู่ในกรงทองแม้แต่น้อย เฟยหลงไม่ครุ่นคิดเรื่องอื่นให้เสียเวลาชายหนุ่มเพียงกำลังครุ่นคิดถึงพลังที่ตกค้าง ณ จุดเกิดเหตุวันนั้น พลังอันคุ้นเคยคล้ายว่ามันรู้จักและได้สัมผัสจากที่ไหนมาก่อนขณะที่เฟยหลงกำลังครุ่นคิดพลังอันแหลมคมสายหนึ่งพลันพุ่งวาบผ่านจิตสัมผัสของมันไป ชายหนุ่มรีบทะยานร่างจากห้องพักติดตามออกไปปรากฏเบื้องหน้าก็พบศพของยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าคนที่คอยจับตาดูมันนั่นเองเฟยหลงต้องร้องโอยออกมา เพราะชายหนุ่มทราบในทันทีว่านี่คือการสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้ายตนขณะคนกำลังจะพุ่งกายกลับหลัง คนสี่คนที่มิรู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใดก็ตะโกนขึ้น

               “เจ้าคนสามานย์ คิดลงมือสังหาร เพื่อหลบหนีหรือ”

               “วันนี้เจ้าไม่มีข้อให้แก้ตัวแล้ว”

               “หลักฐานมัดตัวถึงเพียงนี้ อย่าคิดหวังว่าองค์หญิงจะช่วยเจ้าได้อีกพวกเราจับตัวมัน”

              คำกล่าวแก้ต่างยังมิทันจะหลุดจากปากของเฟยหลง คนทั้งสี่ก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวมันแล้วลมหวือดังมาจากสี่ทิศแปดทาง ทำให้เฟยหลงต้องเบี่ยงกายหลบก่อนคนกระโดดม้วนตัวกลางอากาศหลบรอดจากวงล้อมมาได้

              “เมื่อพวกเจ้าไม่ต้องการใช้วาจาในการว่ากล่าว เช่นนั้นข้าก็ขอใช้กำปั้นว่ากล่าวแทนแล้วกัน”

               เฟยหลงกุมหมัดแน่น จากนั้นชายหนุ่มพลันพุ่งทะยานร่างเข้าหาคนทั้งสี่เป็นบุรุษวัยกลางคนที่ปรากฏตัวและตะโกนเสียงดังก้องขึ้น

               “หยุดมือ”

               เฟยหลงหยุดยั้งสภาวะจู่โจมลงทันที คนชุดดำทั้งสี่เมื่อเห็นผู้มาต้องพากันประสานมือคาราวะ

               “ท่านหัวหน้าองครักษ์”

     

               หัวหน้าองครักษ์ หรือที่มีนามว่า อวี้จงหวิน ตรวจดูร่องรอยการตายของบุคคลที่ถูกส่งมาสอดส่องเฟยหลงซึ่งคนเหล่านี้ก็คือเหล่าองครักษ์ในสังกัดของมันนั่นเอง เมื่อตรวจสอบเสร็จสิ้นมันก็เหลียวมองมายังเฟยหลงก่อนกล่าว

               “ข้ามิเชื่อว่านี่จะเป็นฝีมือเจ้า เพราะพลังที่หลงเหลือบนศพไม่คล้ายเป็นพลังของเจ้า”

               เมื่อได้ยินเช่นนี้เหล่าคนที่เหลือทั้งสี่ต่างกล่าวทัดทานขึ้นมาทันที

               “หัวหน้าหากมิใช่มันแล้วจะเป็นใคร ที่นี่ไม่มีร่องรอยผู้อื่นอีก”

               “มันพุ่งร่างออกจากห้อง แล้วพวกข้าก็ติดตามมาทันที จากนั้นก็พบว่าหว่างจิ้ง กลายเป็นศพต่อหน้ามันแล้ว”

               

                อวี้จงหวินส่งสายตาเป็นเชิงไต่ถามเฟยหลง เฟยหลงจึงกล่าวขึ้น

                “ข้าสัมผัสได้ถึงพลังสายหนึ่งพุ่งผ่านไป ข้าจึงติดตามออกไปดูเมื่อไปถึงก็พบว่ามันกลายเป็นศพแล้ว เรื่องก็เป็นเช่นนี้”

                หนึ่งในสี่องครักษ์สอดปากขึ้น “เจ้าโกหก”เป็นอวี้จงหวินกล่าวตัดบทขึ้น

                “พอได้แล้ว นำศพของมันไปยังสำนักหมอหลวง เพื่อทำการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเบื้องลึก”

                “ขอรับ”

                 

                “เฟยหลง แม้ข้าจะเชื่อว่ามิใช่ฝีมือเจ้า แต่เรื่องนี้เมื่อรวมกับเรื่องเดิมดูท่าเจ้าคงจะสาหัสนักและอีกอย่างตอนนี้ทางกองทัพได้เคลื่อนไหวแล้ว ครั้งนี้รองแม่ทัพใหญ่ฝ่ายขวา และซ้ายถึงกลับลงมาด้วยตนเองเจ้าต้องระวังตนเอาไว้ให้มาก”

                “ขอบคุณที่เตือนข้า”

                

                ที่ราชวังฝ่ายใน ณ ตึกพำนักขององค์หญิงเหยียนจินอวี้

                “องค์หญิง หม่อมฉันเคยกล่าวทัดทานในเรื่องการนำตัวมันมาด้วยแล้วนะเพคะสุดท้ายก็เกิดปัญหาขึ้นเพราะมันจริงๆ”

                “อวี้หลัน เราบอกเจ้าแล้ว ว่าทั้งหมดมิใช่ฝีมือของมัน”

                “บิดาของหม่อมฉันก็กล่าวเช่นนั้นแต่หม่อมฉันก็อดสงสัยมันขึ้นมามิได้ เกรงว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นแผนการร้ายของมัน”

                องค์หญิงเหยียนจินอวี้ยิ้มละมุน แล้วกล่าว “เอาล่ะ เอาล่ะ เป็นว่าเราจะระวังตัวให้มากขึ้น”

     

                 ณ ตึกพำนักขององค์ชายรอง เหยียนโจวหยวน

                  “องค์ชาย เรื่องที่รับสั่งไว้สำเร็จไปด้วยดีพะยะค่ะ”

                 “ดี แล้วเรื่องของบุรุษนามเฟยหลงเล่า”

                 “ตอนนี้กองทัพได้เคลื่อนไหวแล้ว รองแม่ทัพฝ่ายขวา ซ้ายถึงกลับลงมาด้วยตนเอง”

                 “จงระวังให้ดี หมากตัวนี้สำคัญยิ่ง เพราะมิรู้ว่ามันจะมาในรูปแบบใด”

                 “พะยะค่ะ”

     

                  ยามทิวาอันแสนวุ่นวายในกรงทองของเฟยหลงก็ได้ผ่านพ้น ราตรีกาลอันแสนเงียบสงบได้เข้ามาแทนที่บัดนี้ข่าวคราวการตายขององครักษ์ที่ทำหน้าที่จับตาดูเฟยหลงก็ได้แพร่กระจายไปทั่ววังหลวงแล้วชื่อเสียงในทางลบของชายหนุ่มก็ได้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้กองทัพของแคว้นเหยียนได้เคลื่อนไหวนักรบเกราะเงินถือหอกเล่มยาวหลายสิบนาย ต่างยืนอย่างเป็นระเบียบล้อมรอบที่พักของเฟยหลงไว้อย่างแน่นหนาแมลงซักตัวยังยากที่จะรอดพ้นสายตาของพวกมันได้ พรุ่งนี้เมื่อผลการพิสูจน์ศพจากสำนักหมอหลวงออกมาและผลการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุของเหล่ามือปราบ สรุปว่าเป็นมัน แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้นเหล่าทหารชุดเกราะเงินวาวเบื้องล่างต้องถ่าโถมเข้ามาดั่งพายุโหมกระหน่ำเป็นแน่แต่เฟยหลงย่อมรู้แก่ใจดีว่าเรื่องราวเลวร้ายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย แต่ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มกังวลคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ มิรู้ว่ามันผู้นั้นจะเล่นตลกร้ายอันใดกลับตน หากมันวางแผนให้ตนเป็นผู้ร้ายขึ้นมาจริงๆมิใช่ว่าตนจะต้องนอนรอรับความตายในกรงทองแห่งนี้หรือ ได้คิดเช่นนั้นเฟยหลงจึงนั่งทำสมาธิส่งจิตสัมผัสยื่นขยายออกไปไกลด้วยจิตสัมผัสที่เฉียบแหลม ผสานกับเส้นลมปราณที่เหนือธรรมชาติของมัน ส่งให้คนสามารถตรวจพบผู้ที่อยู่คอยจับตาสอดส่องได้ทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่เหล่าบุคคลที่หลบซ่อนในที่ห่างไกล และผู้ที่ซ่อนงำประกายพลังไว้ เมื่อเฟยหลงทราบจำนวนของเหล่าคนทั้งหมดนี้ชายหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง หากมันผลีผลามหลบหนีออกไป มีหวังมันต้องถูกมองว่าเป็นคนผิดแน่แท้ไม่ว่าจะหลบหนี หรืออยู่ที่นี่จนถึงเช้า ปลายทางของมันย่อมไม่รอดพ้นการเป็นผู้ร้ายแน่นอน

            “บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กลับวางแผนได้ลึกล้ำนัก ไม่ว่าข้าจะเลือกทางใดย่อมมิอาจหลุดรอดจากแผนการของมันได้”

     

            ตูมมมมมม เสียงดังสนั่นสะท้านขึ้นทั่ววังหลวง บุคคลที่รายล้อมตึกรับรองของเฟยหลงต่างสะดุ้งขึ้นคราหนึ่งก่อนหันขวับไปยังทิศทางของต้นเสียงเป็นจุดเดียว แสงครบเพลิงบวกเสียงฝีเท้าคนจำนวนมากดังสนั่นไปทั่ววังหลวงฝ่ายนอกจนทำลายความเงียบสงบของค่ำคืนที่น่าอึดอัดนี้จังหวะที่เกิดเรื่องชุลมุนขึ้น ที่หน้าต่างห้องของเฟยหลงพลันเปิดออก บุรุษชุดดำผ้าปิดหน้าผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้นก่อนฟาดฝ่ามืออันหยุนเยียบใส่เฟยหลงเฟยหลงเมื่อสัมผัสถึงพลังที่บุรุษชุดดำนี้แสดงออกมาคนต้องอุทานออกมาทันที

            “เป็นเจ้า”

            ที่แท้บุรุษชุดดำผู้นี้ก็คือบุคคลที่เฟยหลงเคยปะมือด้วยในคืนเกิดเหตุลอบสังหารองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเหยียนนั่นเองเฟยหลงมิรอช้า ชายหนุ่มเบี่ยงกายหลบฝ่ามือของบุรุษชุดดำ ก่อนที่จะส่งฝ่ามือคิดหวังคร่ากุมบุรุษชุดดำไว้แต่บุรุษดังกล่าวก็มีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว มันถลาตัวไปเบื้องหน้า ก่อนดีดตัวเลียบกับพื้นถอยไปด้านหลังและคนพุ่งทะยานออกนอกหน้าต่างไป

            เฟยหลงรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นแผนการล่อเสือออกจากถ้ำ แต่ชายหนุ่มจะไม่ติดตามก็มิได้เพราะหากมันจับกุมบุรุษชุดดำได้ ย่อมมีหนทางที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เช่นนั้นเฟยหลงจึงพุ่งร่างติดตามออกไปอย่างรวดเร็วจนร่างกลายเป็นพล่าพลายแล้วเลือนหายไปตามราตรี เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงชั่วประกายไฟแลบและเป็นจังหวะที่ทุกคนให้ความสนใจต่อเสียงดังสนั่นเมื่อครู่ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเรื่องราวในห้องของเฟยหลงนี้

    คล้ายกับเรื่องเซียนเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน