โรงเตี๊ยมทุกแห่งบ้านเกือบทุกหลัง ไม่เว้นแม้กระทั่งวัดหรือศาลเจ้าต่างได้รับการสอบถามจากทหารแห่งค่ายเจิ้งถงถึงบุคคลหนึ่งโดยไม่มีที่ใดเล็ดลอดสายพระเนตรไปได้
องค์ชายฝานจิ้งทรงพบว่าพระองค์ทรงมาถูกทางแล้วทหารผู้ติดตามได้พบเด็กชายคนหนึ่งขณะกำลังตากเครื่องแบบทหารอยู่ที่เพิงข้างศาลเจ้าเล็กๆซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลผู้คนเมื่อสอบถามรายละเอียดก็ได้ความจากแม่เฒ่าสูงวัยว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งมาขอพักค้างแรมด้วยแต่ยังไม่ทันจะรุ่งสางดี นางก็รีบนำม้าออกเดินทางต่อแถมยังทิ้งเงินไว้ให้นางและหลานจำนวนหนึ่งอีกด้วย
“ข้าห่วงก็แต่ว่านางจะล้มเจ็บเอากลางทางเพราะเมื่อคืนตัวนางทั้งมีไข้ทั้งไอ หยูกยาที่ตัวข้าพอหาได้อาจจะพอทำให้ไข้แค่ทุเลาลงเท่านั้น”
เป็นครั้งแรกที่องค์ชายฝานจิ้งทรงยินดีกับการเจ็บป่วยของนางเจ้าเด็กดื้อของพระองค์คงจะพาตัวเองไปได้ไม่ไกลจากนี้มากนัก หากเร่งตามสุดแรงม้าคงจะได้ตัวนางก่อนค่ำเป็นแน่ที่ต้องคิดจากนี้ก็คงเหลือแค่ว่าจะลงโทษแม่สาวน้อยแสนดื้อรั้นนางนี้อย่างไรเท่านั้น
หยางเสีย...หากข้าได้เจ้ากลับมาแนบเคียงแล้วไซร้ทัณฑ์ปรารถนาจากหัวใจข้าจะพันผูกเจ้าไว้ตราบจนชีวานี้จะหาไม่ แต่เพียงแค่หนึ่งชั่วชีวิตนี้ยังสั้นไป
รักของข้าที่มีต่อเจ้าจะต้องยาวนานกว่านั้น
เพราะรักของข้าจะไม่หยุดเพียงคำว่านิรันดร์...
ยามอาทิตย์อัสดง ท่ามกลางละอองหมอกสลัวที่โรยตัวอยู่บนหนทางเปล่าเปลี่ยวร้างไร้ผู้คนสัญจรไปมาเงาร่างบอบบางบนหลังม้าก็ปรากฏแก่สายพระเนตร นับว่าหยางเสียเรียนรู้จากกองทัพได้ดีจึงพาตัวหนีพระองค์มาได้ไกลถึงเพียงนี้ถ้าไม่ติดว่านางกำลังป่วย นางคงจะไปได้ไกลกว่านี้มากแล้ว
แรงกายเฮือกสุดท้ายซึ่งฝืนทนมานานเกือบจะหมดลงได้พอๆกับแสงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้าไปหยางเสียจึงค่อยบังคับม้าให้ย่างก้าวไปทีละน้อยแต่ในทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นกึกก้องราวพื้นพสุธาจะถล่มจากเบื้องหลัง
ท่านแม่ทัพ! เพียงได้สบพระเนตรคมสีนิลของพระองค์ที่กำลังควบม้าทรงตรงมาจนห่างกันแค่ไม่กี่ช่วงตัวหัวใจหยางเสียก็กระตุกเย็นวูบ สองมือของนางกุมบังเหียนแน่นก่อนจะลงแรงฟาดขาข้างตัวม้าซึ่งอ่อนล้าพอกันให้ออกตัววิ่ง
แต่กว่าหยางเสียจะออกตัวได้ก็ช้าเกินไปอุ้งพระหัตถ์ใหญ่ยื่นมากระชากบังเหียนให้สะบัดกลับไปอีกทางเสียก่อนม้าของนางเสียหลักและนางที่เสียการทรงตัวจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันก็โอนเอนไปมาใกล้จะตกจากม้าเต็มทีองค์ชายฝานจิ้งทรงกระโดดลงจากม้าแล้วรีบพุ่งเข้ารับเอาเจ้าของร่างบางที่กำลังหล่นลงจากหลังม้าไว้ได้ทันท่วงที
พระองค์ยังไม่มีถ้อยดำรัสใดจะเอื้อนเอ่ยกับหญิงสาวเวลานี้ขอเพียงได้ทรงกอดรั้งนางไว้อย่างนี้ขอเพียงพระวรกายนี้สัมผัสได้ถึงความอุ่นนุ่มของร่างในอ้อมพระกรก็เพียงพอแล้ว...
ขอเพียงให้หัวใจข้านี้รับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเจ้ายอดรักลาภยศสิ่งอื่นใด ข้าฝานจิ้งไม่ต้องการ!
“ปล่อย...ได้โปรดปล่อยข้าไปนะขอรับ ได้โปรด” เจ้าร่างน้อยดิ้นฮึดฮัดไม่ยอมหยุดแม้เหนื่อยหอบปานใด
“อยากไปจากชีวิตข้ามากเลยหรือไรถึงได้หนีออกมาทั้งที่ไม่สบายถึงขนาดนี้”กายอุ่นร้อนด้วยพิษไข้ของหญิงสาวเสียดสีกับพระอุระกว้าง อาการแข็งขืนจากนางเริ่มอ่อนลงทุกที
“ข้าผิดเองน่ะขอรับ...ข้าผิดเองได้โปรดให้ข้าจากไป หรือจะทรงฆ่าข้าให้ตายตรงนี้เลยก็ได้แต่ได้โปรดอย่าทำอย่างนี้” ยิ่งนางฝืนกายดิ้นรนมากเท่าไรอ้อมพระพาหาของท่านแม่ทัพก็ยิ่งรัดรึงนางให้อยู่นิ่งจนไม่อาจกระดิกกายได้
เมื่อสุดที่หัวใจนั้นจะทานทนหยางเสียปล่อยโฮออกมาดังลั่น หัวใจที่อ่อนแอดวงนี้ไม่อาจทนกลั้นน้ำตาได้อีกแล้วเพราะไม่อยากจะอยู่รอจนเห็นสายพระเนตรของพระองค์มองนางอย่างผิดหวังเมื่อความจริงเปิดเผยจึงได้ตัดสินใจละทิ้งคำมั่นว่าจะอยู่กับพระองค์และชิงหนีจากมาเสียก่อน
เมื่อเห็นเจ้ายอดดวงใจร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจองค์ชายฝานจิ้งจึงได้ทรงคลายท่อนพระกรซึ่งกอดรัดนางลงแต่ดูเหมือนลูกแมวน้อยของพระองค์ยังไม่หมดฤทธิ์เสียทีเดียวเมื่อเห็นว่าพระพาหาคลายแรงกอดลงแล้วนางก็รีบผละกายวิ่งออกห่าง
“ข้าเป็นผู้หญิง! เป็นผู้หญิง!ไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่พระองค์เข้าใจ!” ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของสายลมหยางเสียตะโกนออกมาสุดเสียงก่อนจะทรุดตัวลงสะอื้นจนตัวโยนกอดตัวเองอย่างเจ็บปวดที่สุด...
เจ็บที่สุด! ที่ตัวเองไม่สามารถเป็นอย่างที่ท่านแม่ทัพต้องการได้
องค์ชายฝานจิ้งทรงปล่อยให้หญิงสาวระบายความอัดอั้นออกมาจนหมดจึงค่อยก้าวพระบาทเข้าไปหา พระองค์ทอดพระเนตรดวงหน้าที่เปื้อนน้ำตาเป็นทางทรงรู้แล้วว่าดวงใจของพระองค์หนีมาด้วยเหตุใด
“รู้แล้ว...ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นสตรี”พระสุรเสียงนั้นราบเรียบ ไม่มีแววโกรธเคืองแต่อย่างใด จะโกรธนางได้อย่างไรที่นางเจ็บปวดทรมานจนต้องหนีมานี่ก็ไม่ใช่เพราะคิดถึงความรู้สึกของพระองค์เป็นที่ตั้งหรอกหรือ
หยางเสียตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยิน
“คืนที่เจ้าถูกแมลงกัด...หน้ากระจกเงาในห้องสรงคืนนั้นที่ข้าได้รู้ความจริงทั้งหมด” ยิ่งตรัสหญิงสาวก็ยิ่งก้าวถอยห่าง
“ข้าไม่เคยคิดที่จะไล่เจ้าไป...ไม่เคยคิดเลยเจ้าเองก็สัญญาว่าจะอยู่กับข้าไม่ใช่หรือไร”
“ข้ามันเป็นคนโกหก หลอกลวงความเมตตาของพระองค์”สายตาหม่นเศร้าของหญิงสาวที่ส่งมานั้นชวนให้องค์ชายฝานจิ้งทรงระทดท้อในพระทัยยิ่ง“ข้าไม่อาจทนเห็นพระองค์ทรงผิดหวังในตัวข้าได้”
“ไยไม่รอฟังความจริงจากใจข้าก่อน”หากวันนั้นนางเพียงแค่รอให้พระองค์กลับถึงกระโจมเสียก่อนพระองค์ก็จะทรงบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อนางทั้งหมด นางก็คงไม่ต้องร้องไห้มากมายถึงขนาดนี้แต่จะโทษนางทั้งหมดก็คงไม่ได้ เป็นเพราะพระองค์ด้วยที่ไม่ทรงยับยั้งความปรารถนาที่มีและเข้ากอดจูบนางโดยง่ายหยางเสียในร่างชายย่อมต้องตกใจเป็นอย่างมากเช่นกัน
ตำหนักแสงจันทร์นั้นเป็นบ้านหลังแรกตำหนักถงเหมิงและด่านเจิ้งถงเป็นเหมือนบ้านอีกหลังบ้านทุกหลังจะไม่มีความหมายในชีวิตอีกต่อไป หากไร้นางข้างกาย...
“กลับบ้าน...กับข้านะเสียเอ๋อร์” พระสุรเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนทว่าหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขาเข้าโอบกอดหัวใจหยางเสียองค์ชายฝานจิ้งทรงยื่นพระหัตถ์ออกไป อุ้งหัตถ์นี้จะเป็นสัญญาว่าต่อให้ภูผาถล่มแม้แผ่นดินล่มสลายหรือกระทั่งผืนฟ้าทลายลง พระองค์ก็จะไม่ทรงปล่อยมือจากนาง
เพราะนับแต่นี้ไป หยางเสีย...นางคือบ้านของหัวใจ
สายลมหนาวสะบัดพัดพลิ้วหยางเสียยืนมองพระหัตถาใหญ่ที่ยื่นมาน้ำตาอันเริ่มแห้งเหือดนั้นปริ่มรื้นขึ้นมาอีกครา ก่อนจะไหลอาบแก้มเป็นทาง
บ้านอย่างนั้นหรือ...ข้ามีบ้านให้กลับแล้วอย่างนั้นหรือ
น้ำตาที่ไหลออกมาในหนนี้ไม่ใช่น้ำตาแห่งความรวดร้าวทุกข์ทรมานอีกต่อไปหากแต่เป็นน้ำตาแห่งความสุขเมื่อรู้ว่าตัวตนแท้จริงของนางได้รับการยอมรับจากคนที่นางรักที่สุดนางสามารถวางหัวใจให้อยู่ในความดูแลของท่านแม่ทัพผู้เป็นเจ้าของพระหัตถ์นี้ได้ทุกหยาดหยดของน้ำตาของ หยางเสียในเวลานี้จึงถือกำเนิดจากความปิติและความรักซึ่งเอ่อล้นเต็มหัวใจ
หยางเสียยื่นมือออกไปอย่างไม่หลงเหลือความลังเลใดๆในใจอีก แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัสยังปลายหัตถาอุ่นความสุขก็แผ่ซ่านเข้าไปในหัวใจจนรู้สึกเต็มตื้นตอนนี้มือของนางอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ที่แข็งแกร่งมั่นคงและแสนอบอุ่นที่สุด นางกุมพระหัตถ์ไว้แน่นนับจากนี้ นางจะเป็นคนของพระองค์ตลอดกาล ต่อให้ร่างกายนี้ดับสิ้นไปวิญญาณดวงนี้ก็จะยังคงเป็นของพระองค์...
แม่จ๋า...เสี่ยวเสียของแม่ทั้งสองมีบ้านแล้วนะ
องค์ชายฝานจิ้งทรงกุมมือน้อยไว้อย่างมั่นคงก่อนดึงร่างนั้นเข้าแนบพระอุระ สองพระกรทรงกอดหยางเสียอย่างรักใคร่หวงแหนและหวังว่าอ้อมกอดนี้จะช่วยถ่ายทอดความรักทั้งหมดของพระองค์ไปสู่ร่างกายและหัวใจดวงน้อย
หิมะแรกแห่งเหมันตกาลได้ทิ้งตัวโปรยปรายลงแล้วความหนาวเหน็บเสียดแทรกเข้าสู่ทุกอณูของชั้นบรรยากาศแม้เหมันต์อันแสนโหดร้ายได้เข้ามาเยือนอย่างเต็มตัว แต่หัวใจทั้งสองดวงไม่ต้องเหน็บหนาวเปลี่ยวเหงาอีกต่อไปแล้ว
เพราะสองหัวใจนั้นต่างจะเป็นบ้านของกันและกันนับจากวันนี้ไป...