นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 374 นักดนตรีสีขาว

        ตอนที่ 374 นักดนตรีสีขาว

         

         

        “เห้ย ๆ กัปตันยังไม่กลับมาอีกเหรอวะ จะรับไม่ไหวแล้วนะโว้ย!”

         

        “ติดต่อไปแล้ว! หุบปากแล้วตั้งใจป้องกันไป!”

         

        เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศของเรือม้าอัคคี ทาสทั้งหมดถูกนำกลับเข้าไปขังใต้ท้องเรือในขณะที่โจรสลัดหลายสิบคนบนเรือแห่กันขึ้นไปปกป้องเรือ

         

        แม้ส่วนมากจะเป็นเพียงผู้เรียนรู้แต่ก็มีหลายคนที่เป็นนักสลัก เมื่อรวมกับข่ายอาคมที่กัปตันอาลีลงเงินและแรงไปมากมายเพื่อวางไว้บนเรือแล้วพวกเขาสมควรป้องกันตนเองจากนักสลักโทได้

         

        แต่ในตอนนี้ข่ายป้องกันนั้นกำลังแตกออกด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ร่างของโจรสลัดหลายคนปลิวว่อนไปมาไม่ก็นอนร้องโหยหวนอยู่บนพื้นดาดฟ้าเรือ 

         

        เมื่อถึงจุดหนึ่งสมบัติป้องกันมากมายก็ถูกนำมาใช้ แม้แต่ยุทโธปกรณ์บนเรือเองยังต้องหันเหมาใช้งานเพื่อป้องกันเรือ การสนับสนุนกัปตันอาลีจากระยะไกลจึงหยุดไป

         

        กระสุนปืนใหญ่หลากหลายรูปแบบปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า ขณะนี้แม้เรือม้าอัคคีจะถอยห่างออกมาจากท่าแล้วแต่ก็ยังคงเรียกความสนใจจากโจรสลัดมากมาย หลายต่อหลายกลุ่มซุ่มรอหวังช่วงชิงโอกาสที่จะบุกเข้าโจมตีเป็นมือที่สามเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังระดับอริยะบนเรือพวกเขาต่างก็ถอยกรูดกันไปอย่างรวดเร็ว

         

        คงมีเพียงอริยะไม่กี่คนบนเกาะนี้เท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการต่อสู้นี้ได้ แม้กระนั้นก็ไม่มีคนใดโผล่หัวเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้

         

        คลื่นเสียงความถี่สูงชนิดพิเศษปะทะเข้ากับข่ายอาคมอย่างรุนแรง ตัวข่ายอาคมสั่นสะท้านด้วยความเร็วที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า แม้จะไม่อาจมองเห็นหากการสั่นไหวของทั้งตัวเรือก็ยืนยันพลังของคลื่นเสียงได้มากเกินพอ เพียงไม่กี่วินาทีม่านอาคมก็แตกออกราวกับแก้ว

         

        นักผจญภัยเผ่าจิตวิญญาณผู้มีใบหน้าวิจิตรงดงามย่างก้าวขึ้นเรืออย่างเชื่องช้า เขาไม่ได้ประมาทอีกฝ่ายจึงเดินอย่างสบายใจ เพียงแต่เขาไม่ใช่ผู้ที่สันทัดด้านความเร็วหรือการต่อสู้ระยะประชิดมากนัก หากเจอกับดักอะไรเข้าจะรับมือได้ยากจึงต้องเดินช้า ๆ เพื่อเตรียมตัวรับมือ

         

        พลังจิตวิญญาณหนาแน่นควบรวมอยู่ที่ลำคอพร้อมกับขลุ่ยสีเขียวหยกเลาหนึ่งที่แนบริมฝีปาก

         

        “บทเพลงแห่งการดับสูญ” โฟเรลกล่าวเสียงเบา ถ่ายทอดเสียงแฝงพลังจิตวิญญาณของตนลงไปในขลุ่ย ตัวขลุ่ยทำหน้าที่เป็นดั่งเครื่องกระจายเสียง แพร่เสียงพลังทำลายล้างสูงของโฟเรลเข้าใส่กลุ่มโจรสลัดหลายคนที่พุ่งเข้ามา

         

        เสียงบทเพลงเหล่านั้นแม้จะไพเราะจับใจหากเมื่อมันปะทะเข้ากับร่างเหล่าโจรสลัดจึงได้เข้าใจว่านรกเป็นเช่นไร พวกเขาทั้งหมดขย้อนโลหิตและสิ่งโสโครกออกมาจากปาก โลหิตระเบิดออกจากทวารทั้ง 7 โจรสลัดหลายคนที่ป้องกันด้วยสมบัติระดับต่ำก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แม้จะรอดมาได้แต่ก็ต้องนอนกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด

         

        บทเพลงแห่งการดับสูญ เมื่อบทเพลงปะทะเข้ากับร่างกายอีกฝ่ายจะเริ่มการทำลายล้างจากภายใน เป็นบทเพลงที่เหมาะสมสำหรับการโจมตีวงกว้าง ข้อเสียคือมันมิได้มีความสามารถทะลุทะลวงการป้องกันได้ดีเท่าใดนัก หากหาอะไรมากั้นก็มากพอจะรอดไปได้

         

        ต่างกันกับบทเพลงเสียงเพรียกแห่งพงไพรที่โฟเรลใช้กับฝูงจิ้งจอกทะเลทราย บทเพลงเสียงเพรียกแห่งพงไพรจะทำให้ศัตรูตกอยู่ในภวังค์ หากเป้าหมายไม่อาจคงสติ รากไม้จะกัดกินและชอนไชออกมาจากร่างกาย เหมาะกับพวกสติปัญญาต่ำที่ขาดสติและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้อย่างสัตว์อสูร

         

        เพียงการโจมตีเดียวก็ปรากฏซากศพนับสิบ แนวรับต่อไปจึงเป็นทหารครึ่งปลาถือโล่ที่ก่อกำเนิดจากปืนใหญ่บนเรือ สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่ากระสุนพลโล่ เป็นหนึ่งในกระสุนที่ปืนใหญ่ชีววารีสามารถสร้างได้ พวกมันมีพลังป้องกันในระดับเดียวกันกับนักสลักเอกและยังทำตามคำสั่งโดยไม่มีวันทรยศ

         

        เมื่อเป็นสิ่งไร้ชีวิตเช่นนี้การโจมตีจากภายในจึงอ่อนแรงไปโดยปริยาย โฟเรลมิได้เปลี่ยนสีหน้า เพียงนำขลุ่ยเลาเดิมมาประทับริมฝีปาก มือหนึ่งแตะกลางอก

         

        “บทเพลงประทับหทัย”

         

        คลื่นเสียงไพเราะรุนแรงอีกสายหนึ่งแผ่พุ่งออกมาจากขลุ่ยอีกครั้ง หากในคราวนี้มันไม่ได้รวมศูนย์โจมตีทิศทางเดียวเฉกเช่นกับครั้งก่อน แต่เป็นการโจมตีวงกว้างไปทางด้านหน้า คลื่นพลังปะทะของบทเพลงนี้ควบแน่นจนสามารถเห็นอากาศสั่นสะเทือนได้ด้วยตาเปล่า

         

        เมื่อเสียงดนตรีปะทะเข้ากับโล่ของกระสุนพลโล่ บทเพลงนั้นก็มิได้ทะลุไปแต่อย่างใด หากกลับถูกดูดซึมหายเข้าไปในโล่นั้น โจรสลัดทั้งหลายเห็นดังนั้นก็ดีใจ คิดว่าพวกมันสามารถป้องกันการโจมตีของนักดนตรีสีขาวตรงหน้าได้ หากความดีใจก็อยู่เพียงไม่นานเมื่อทั้งร่างของกระสุนพลโล่เริ่มสั่นสะเทือน

         

        พวกมันสั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูง นัยน์ตาที่ไร้ชีวิตของพวกมันเริ่มปรากฏรอยปริแตก แล้วจึงสลายไปจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน ส่วนใดที่แข็งเป็นพิเศษก็แตกออกคล้ายกับกระจก

         

        นี่เป็นบทเพลงเดียวกันกับที่โฟเรลใช้ทำลายข่ายอาคมพิทักษ์เรือ บทเพลงประทับหทัย บทเพลงที่ส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าทำลายเป้าหมาย เหมาะสำหรับเป้าหมายที่เป็นของแข็งและพลังป้องกันสูง

         

        เมื่อการป้องกันระลอกสองไม่ได้ผล ระลอกต่อไปจึงตามมาอย่างรวดเร็ว ในครั้งนี้เป็นการโจมตีสวนกลับจากเหล่าโจรสลัด กระสุนหัวฉลามและกระสุนปลาฉนากหลายสิบนัดระดมยิงถล่มเข้าใส่โฟเรลที่ยังคงย่างกรายอย่างเชื่องช้า

         

        กระสุนเหล่านี้บรรจุด้วยการโจมตีสามรูปแบบ ปะทะ ฉีกกระชาก และทะลุทะลวง เป็นสามการโจมตีที่ยากแก่การป้องกันด้วยวิธีการเดียว เมื่อโจมตีพร้อม ๆ กันจึงจะก่อให้เกิดพลังทำลายสูงสุด หากมีทรัพยากรมากพอจะสามารถใช้กระสุนพลโล่เข้าโจมตีไปพร้อม ๆ กัน นั่นจึงเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของปืนใหญ่ชีววารี

         

        การโจมตีครั้งนี้ทำให้โฟเรลขมวดคิ้วน้อย ๆ เขาคิดจะหลบหลีกแทนที่จะเข้าปะทะตรง ๆ แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีเขาก็ไม่อาจขยับได้อีกต่อไป ทางด้านหลังของเขาปรากฏสมอยักษ์ที่ทับเงาของเขา เกิดเป็นพลังจิตวิญญาณที่รัดพันร่างจนไม่อาจขยับตัว

         

        โฟเรลสูดลมหายใจเข้าลึก ขลุ่ยสีเขียวหยกที่แนบริมฝีปากในครั้งนี้แผ่พลังเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง ช่วยยกระดับให้บทเพลงของเขาทรงพลังมากกว่าปกติ

         

        “บทเพลงแห่งการหวนคืน”

         

        ท่วงทำนองแสนเศร้าปนด้วยเสียงหัวเราะและน้ำตาบรรเลงออกจากขลุ่ยเลานั้น ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวโฟเรลพลันหยุดนิ่ง แล้วจึงเคลื่อนไหวย้อนกลับอย่างเชื่องช้า สมอยักษ์ที่เคยทับร่างของเขาสลายหายไป หลงเหลือเพียงโครงร่างจาง ๆ ของสมอก่อนที่มันจะก่อตัวสำเร็จ

         

        กระสุนทั้งหมดเคลื่อนไหวสวนกลับอย่างเชื่องช้า ลอยกลับไปด้วยความเร็วเท่ากับขามา จากที่ห่างจากร่างของโฟเรลเพียงไม่กี่เมตร ในตอนนี้มันแทบจะไปกระจุกรวมกันอยู่ที่ปากกระบอก

         

        เวลารอบตัวของโฟเรลหมุนย้อนกลับ หากมันก็มิได้หมุนย้อนกลับอย่างแท้จริง ทุกสิ่งทั้งอย่างยังคงเคลื่อนไปข้างหน้า มีเพียงสิ่งที่อยู่รอบด้านเขาเท่านั้นที่เคลื่อนไหวทวนกระแสเวลา

         

        โฟเรลย่างก้าวแผ่วเบาอีกครั้ง คราวนี้หลังหัวของเขาปรากฏพลังจิตวิญญาณที่ลอยขึ้นสู่ฟ้า จากท้องนภาสีครามงดงามเริ่มเกิดหมู่เมฆขมุกขมัว สายฝนโปรยปรายลงสู่พื้นดินพร้อมกับร่างกายของโฟเรลที่เคลื่อนไหวเร็วขึ้น

         

        สายฝนแห่งการปลอบประโลม ช่วยเยียวยาร่างกายให้ฟื้นคืนและถนอมดวงจิตที่บอบช้ำ เพียงฝนตกผ่านนัยน์ตาโลกหล้าก็เปลี่ยนไป

         

        ในตอนแรกโจรสลัดทั้งหลายพยายามป้องกันไม่ให้เม็ดฝนเหล่านั้นโดนร่าง หลายคนที่หลบไม่ทันต่างกรีดร้องโหยหวนเตรียมตัวรับความเจ็บปวดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มันเป็นเพียงเม็ดฝนธรรมดา ๆ เท่านั้น

         

        ความโล่งใจอยู่ได้เพียงไม่นานเมื่อการกะพริบตาหนึ่งครั้งหลังจากที่เม็ดฝนผ่านพ้นดวงตาไปทำให้ร่างของโฟเรลหายไปจากจุดเดิม เม็ดฝนเหล่านี้ไม่ได้มีผลลัพธ์ที่โหดร้ายรุนแรงแต่อย่างใด มันเป็นเพียงตัวเสริมที่ช่วยให้โฟเรลแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

         

        สำหรับโฟเรล สายฝนไม่เคยเป็นสิ่งที่โหดร้าย มันสามารถชำระล้างได้ทั้งน้ำตาและโลหิต ปลอบประโลมทั้งหัวใจและดวงจิต ยามที่เขาอยู่ในสายฝนนี้ การป้องกันทางจิตของเขาจะแข็งแกร่ง ร่างกายของเขาจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสายฝนจะคอยชำระล้างการโจมตีของอีกฝ่ายให้อ่อนสภาพลง ไม่อาจเล็งเป้าหมายมาที่โฟเรลได้

         

        กระสุนแสนทรงพลังทั้งหลายที่หวนกลับคืนสู่ปากกระบอกถูกระดมยิงออกมาอีกครั้งหลังจากที่บทเพลงแห่งการหวนคืนบรรเลงจบ หากในครั้งนี้พวกมันกลับไม่อาจหาเป้าหมายพบ ทุกครั้งที่หยาดฝนไหลผ่าน ร่างของโฟเรลก็ไปปรากฏตัวอยู่ที่อื่น

         

        ระบบนำวิถีขัดข้องจนไม่อาจทำงานได้อีก กระสุนที่ผิดพลาดต่างถูกบทเพลงประทับหทัยไล่ทำลายจนหมดสิ้น

         

        โจรสลัดระดับนักสลักเอกคนสุดท้ายที่เห็นท่าไม่ดีเหงื่อไหลโทรมกาย เขากัดฟันแน่นก่อนจะตัดสินใจวิ่งลงไปที่ใต้ท้องเรือ โฟเรลที่มัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดการโจรสลัดที่เหลือนั้นไม่ทันสังเกตถึงการเคลื่อนไหวนี้

         

        เมื่อโจรสลัดระดับนักสลักเอกคนนั้นกลับขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือ ภาพที่เห็นทำให้เขาตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว โจรสลัดทั้งหมดหมดสภาพต่อสู้ไปจนสิ้น เกินกว่าครึ่งเสียชีวิตอย่างสยดสยอง ผู้ที่ยังรอดอยู่ก็อยู่ในสภาพปางตายในขณะที่นักดนตรีสีขาวนั้นไม่มีแม้แต่ร่องรอยบาดเจ็บ

         

        “ท่านดุลลา ช่วยด้วยครับ..” หนึ่งในโจรสลัดที่รอดชีวิตคืบคลานมาทางดุลลาด้วยสายตาหวาดกลัว ตัวมันนั้นเป็นโจรสลัด เข่นฆ่าชีวิตมามากมาย เพราะเรือม้าอัคคีสามารถดำดิ่งลงใต้ทะเลได้พวกเขาจึงเคยผจญกับสัตว์อสูรใต้บาดาลแสนน่าหวาดกลัวมาแล้ว การต่อสู้กับนักผจญภัยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับโจรสลัดแห่งกลุ่มโจรสลัดม้าอัคคี

         

        แต่นักดนตรีสีขาวผู้นี้น่ากลัวจนเกินไป น่าสิ้นหวังจนเกินไป เรือลำนี้เคยต้านรับอริยะมาแล้ว แม้ในตอนนั้นจะมีกัปตันอาลีคอยช่วยเสริมพลังแต่ถึงไม่มีมันก็ยังแข็งแกร่งพอจะใช้รับมือกับนักสลักโทได้หลายคน

         

        แต่กับนักดนตรีสีขาวผู้นี้ ทุกสิ่งนั้นไร้ค่า เขาเพียงคนเดียวแข็งแกร่งยิ่งกว่านักสลักโททั้งหมดที่พวกมันเคยพบเจอมา อาจจะแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าอริยะในตอนนั้นเสียอีก

         

        โจรสลัดนักสลักเอกที่ชื่อดุลลานั้นเตะซากร่างของสหายร่วมเรือทิ้งไปอย่างไม่ไยดี เส้นเลือดฝอยในดวงตาปูดโปนจนแดงฉาน สติสัมปชัญญะและห้วงอารมณ์เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยความเครียด

         

        “แก! ไอ้พวกนักผจญภัย แกมาเพื่อช่วยทาสสวะพวกนี้ใช่มั้ย!” ดุลลาตะคอกกลับ ในมือของเขาคือทาสเด็กชายคนหนึ่ง เขาใช้มือหนึ่งกำลำคอของเด็กชาย มือข้างนั้นของดุลลาปูดโปนด้วยกล้ามเนื้อ เล็บทั้ง 5ยืดยาวขึ้นเป็นคมมีด

         

        ขอเพียงดุลลาออกแรงเพียงนิด ลำคอบอบบางนั้นก็จะขาดสะบั้นลง

         

        ทาสเพียงคนเดียวกลับไม่ทำให้ดุลลาสบายใจ นักผจญภัยหลายต่อหลายคนนั้นใช้ชีวิตท่ามกลางโลหิตและซากศพ เขาย่อมเตรียมสิ่งต่อรองมามากกว่านี้ ทางด้านหลังคือทาสหลายคนที่ถูกจับมัดติดกัน

         

        เล็บยาวของดุลลาจ่ออยู่ที่หัวใจของพวกเขา เพียงการขยับมือก็มากพอจะสังหารทาสที่ไร้ทางสู้

         

        “ถ้าแกปล่อยข้าไป ข้าจะไว้ชีวิตทาสพวกนี้!” ดุลลาตะโกนก้อง น้ำเสียงของเขาทั้งสั่นเครือแถมสองมือยังไม่อยู่นิ่ง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังวิตกขนาดไหน

         

        โฟเรลมุ่นคิ้วน้อย ๆ การสังหารอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การที่อีกฝ่ายตื่นตระหนกมากถึงเพียงนี้อาจทำให้อีกฝ่ายเผลอสังหารทาสจากโดยไม่ตั้งใจ ตัวเขาเองต่อให้ทาสตายไปก็คงจะไม่สนใจ แต่เมื่อนึกถึงคำบ่นของนักบวชหน้าตาน่ารักคนหนึ่งแล้วเขาก็ต้องถอนหายใจยาว

         

        โฟเรลปลดเปลื้องหมู่เมฆที่ก่อกำเนิดฝนและเก็บขลุ่ยเลาของตนเองลงไป ดุลลาเห็นดังนั้นก็ผุดยิ้มอย่างผู้ชนะ แม้กระนั้นเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ทาสนั้นห่างกาย เตรียมตัวลากพาทาสเหล่านั้นกระโดดลงเรือเล็กไปพร้อมกับเขาด้วย

         

        สองมือนุ่มนวลเอื้อมมาปิดตาเด็กชายในเงื้อมมือของดุลลาอย่างอ่อนโยน เสียงที่เบาจนแทบไม่อาจได้ยินกระซิบข้างหูเด็กชายที่ตื่นตระหนก “ไม่เป็นไรแล้วนะคะ”

         

        เสียงฉึกดังขึ้นอย่างรวดเร็วในจังหวะเดียวกัน พร้อมกับเสียงของบางสิ่งที่ถูกโยนลงน้ำ

         

        เมื่อวิสัยทัศน์ของเด็กชายกลับคืนมาอีกครั้ง ร่างของดุลลาก็หายไปพร้อมกับทาสทั้งหมดทางด้านหลังที่ได้รับการปลดปล่อย เบื้องหน้าไม่ปรากฏนักดนตรีสีขาวอีกต่อไป เหลือเพียงนักบวชหญิงหน้าตาน่ารักที่ก้มลงมาประคองแก้มของเขาไว้อย่างอ่อนโยน

         

        ในมือของเธอคือไม้เท้าที่เปื้อนเลือดและยันต์รักษาที่กำลังใช้เพื่อรักษาบาดแผลตามลำตัวของเขา