นางค่อยๆเยื้องย่างขณะขบคิดนิทานที่เพิ่งฟังจบ“ท่านอ๋องใหญ่ผู้นี้โหดร้ายขนาดนั้นเชียวหรือแค่ไม่พอใจก็ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาเทียว แล้วผู้ใดจะกล้าเข้าใกล้เขากันล่ะ”
“เ้าไม่ได้หรือไร? ผู้เฒ่าเซียงคนนั้นก็บอกแล้วนี่ว่าฉายาเขาคืออ๋องอสูร หนังสือนั่นเ้าก็ซื้อมา กลับไปค่อยๆ อ่านก็ได้”มือปราบหนุ่มชะโงกดูหนังสือเล่มบางในมือของนางหลังจากนักเล่านิทานเล่าเื่ขององค์ชายใหญ่จินเสวี่ยหลงจบแค่ครึ่งแรกก็หยุดเล่าพร้อมนำหนังสือเล่มบางที่เขียนเื่ราวั้แ่วัยเด็กจนปัจจุบันของท่านอ๋องใหญ่ออกมาขายบรรดาสตรีน้อยใหญ่ต่างยื้อแย่งกันซื้อราวกับได้เปล่า
เหลียงเจินซินยกหนังสือเล่มนั้นขึ้นแนบหน้าอก“แน่นอนว่าข้าจะตั้งใจอ่านเื่ของเขาเป็อย่างดีและละเอียดละออเป็แน่สักวันข้าจะต้องไปดูเขาให้เห็นกับตาให้ได้ว่าเขาเป็อย่างที่นักเล่านิทานและนักประพันธ์ผู้นี้เขียนไว้หรือไม่?”
“แสดงว่ายามนี้เ้าเริ่มไม่รักชีวิตแล้วล่ะสินะถึงได้อยากจะไปเฉียดกรายอ๋องอสูรผู้นั้นข้าเปิดดูด้านในหนังสือเห็นมีภาพเขาอยู่ด้วยนี่ เ้าดูหรือยัง?”
“ไหนๆทำไมข้าไม่เห็น?”นางรีบเอาหนังสือออกมาพลิกดูหาภาพอย่างรวดเร็วไม่นานก็เจอภาพลายเส้นเป็ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะถือทวนทว่าใบหน้ากลับสวมหน้ากากอสูรร้ายในเทศกาลเสียได้ “ไม่เห็นมีใบหน้าเลยตกลงหน้าตาเขาเป็อย่างไรกันแน่?”
“เ้าคิดว่าคนประพันธ์หนังสือนี้จะเคยเห็นท่านอ๋องใหญ่อย่างนั้นหรือ? ผู้เฒ่าเซียงก็บอกแล้วอย่างไรว่าท่านอ๋องผู้นี้พบเจอได้ยากนักแล้วคนธรรมดาจะได้เจอเขาได้อย่างไร? นี่คงทำได้แค่จินตนาการรูปร่างตามคำบอกเล่าแล้วอาศัยว่าชื่อเสียงของเขาดูน่ากลัวก็เลยวาดใส่หน้ากากเข้าไป”
นักสืบซินได้ยินเื่ราวที่นางฟังดูเหลือเชื่อแล้วสัญชาตญาณนักสืบก็พลุ่งพล่านนางอยากจะรู้นักว่าท่านอ๋องอสูรจะโหดร้ายสมดังคำเล่าลือหรือไม่?
“เสียดายจริงที่ท่านอ๋องใหญ่อยู่ถึงเมืองหลวงหากข้าจะไม่สืบดูเื่จริงก็คงต้องเดินทางหลายวัน ท่านพ่อก็คงไม่อนุญาต”นางนึกถึงตรงนี้ได้แต่หดคอ ไหล่ตก
“เ้าจะอยากรู้เื่เขาไปทำไมกัน?คนระดับนั้นมิใช่คนที่เ้าจะย่องเบาแอบเข้าวังไปดูได้ง่ายๆ”ไป๋ฉิงเหวินส่ายหัวเมื่อนึกถึงสภาพญาติผู้น้องที่คิดจะไปแอบสืบเื่ของท่านอ๋องจินเสวี่ยหลง“ข้าได้ยินมาว่าจวิ้นอ๋องน้องเขยของท่านอ๋องใหญ่ได้นำองครักษ์เงาจากแคว้นิมาคอยคุ้มครองคนในครอบครัว”
“องครักษ์เงางั้นหรือ?ทำไมนักเล่านิทานไม่เห็นเล่าเื่นี้เลย?”
“จะเล่าได้อย่างไรกัน? นี่เป็ความลับของทางการเ้าเองรู้แล้วก็หุบปากไว้ให้แน่นๆ องครักษ์เงาเหล่านี้ไม่เปิดเผยโฉมหน้าอารักขาโดยไม่ให้เห็นตัว ไม่มีผู้รู้จักชื่อจริง ผู้เป็นายต้องเรียกด้วยรหัสลับเท่านั้นซ้ำยังสั่งการได้เฉพาะผู้เป็นายโดยตรงหากเ้าคิดจะเข้าตำหนักท่านอ๋องใหญ่ยามนี้อาจจะตายเพราะฝีมือองครักษ์เงาเหล่านี้ก่อน”
เหลียงเจินซินได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อญาติผู้พี่อย่างลืมตัว“พวกเขาน่าทึ่งขนาดนั้นเทียว ข้าอยากจะเห็นยิ่งนักนอกจากอ๋องอสูรจะน่ากลัวและยิ่งใหญ่แล้ว องครักษ์เงาก็ยังสนใจอีกเห็นทีข้าต้องเร่งเก็บเงินไปเมืองหลวงสักครั้ง”
ไป๋ฉิงเหวินยกมือขึ้นตบบนหลังมือน้องสาวที่อยู่บนแขนเสื้อตนเองสองสามครั้งให้ปล่อยเสื้อของตน“เสื้อข้าจะขาดแล้ว เ้าอย่าฟุ้งซ่าน ไปหาอ๋องอสูรอันตรายเกินไปข้าไม่มีทางยอมให้เ้าไปเด็ดขาดแต่เื่ไปเที่ยวเมืองหลวงข้าเห็นด้วย”
“เ้ารู้เื่อื่นเกี่ยวกับท่านอ๋องอีกหรือไม่?”
“ไม่แล้ว! ข้าเป็มือปราบชั้นผู้น้อยนี่ก็แค่แอบฟังท่านพ่อคุยกับผู้พิพากษาศาลเป่าจูหากเ้าอยากรู้ก็รอให้พี่เจาหลินกลับมาจากเมืองเทียนถางเสียก่อนค่อยซักไซ้เขาก็แล้วกัน”เหลียงเจาหลินพี่ชายของเหลียงเจินซินเป็ขุนนางสังกัดกรม ตุลาการเขาเก่งด้านกฎหมายได้รับความไว้วางใจจากตุลาการศาลเมืองเป่าจูให้คอยดูแลคดีความต่างๆ่นี้เดินทางไปสืบคดีที่เมืองเทียนถางที่เป็เมืองติดกับเมืองเป่าจู
“จริงสิ!พี่เจาหลินน่าจะรู้เื่ท่านอ๋องเยอะแน่ๆ”
“เ้าเลิกพูดเื่ท่านอ๋องใหญ่สักครู่ได้หรือไม่?ใกล้จะถึงจุดหมายที่เราต้องสืบคดีแล้ว”มือปราบหนุ่มมองเห็นคฤหาสน์ใหญ่ข้างหน้าจึงรีบยกมือห้ามนางให้หยุดพูดเื่อื่นแล้วก็เริ่มอธิบายสิ่งที่ตนเอง้าให้นางเข้าไปขโมย
“เ้าแน่ใจนะว่ามิใช่จวนของขุนนางคนใด?”
“เท่าที่สืบหาคฤหาสน์หลังนี้คหบดีตระกูลเจียงขายทิ้งให้คนที่มาจากเมืองหลวงพวกเขาทิ้งไว้ให้บ่าวไพร่ดูแล แต่ประตูปิดตลอดไม่อนุญาตให้คนภายนอกเข้าออกบังเอิญว่าผู้ต้องสงสัยในคดีลักทรัพย์ที่ข้าติดตามอยู่ออกมาจากที่นี่ข้าสงสัยว่าเขาขโมยทรัพย์สินเ้าของคฤหาสน์ออกไปขายจึงอยากให้เ้าเข้าไปดูสักหน่อย”
“อ้อ!เ้าช่างเป็มือปราบที่ดีเสียจริงเ้าของคฤหาสน์รู้คงจะตบรางวัลเ้าอย่างงามที่สนใจในทรัพย์สินของเขาขนาดนี้”
“ที่นี่มีจอมยุทธ์รับจ้างอยู่หรือไม่?”
“ไม่มีแต่ดูเหมือนคนที่เฝ้าอยู่หลายคนมีวรยุทธ์เ้าระวังตัวด้วย”
“เ้าน่าจะรู้ว่าข้าเป็นักสืบอันดับสองของเมืองเป่าจูย่อมไม่มีผู้ใดจับข้าได้เป็แน่” นางเชิดหน้าเล็กน้อยก่อนมองหาต้นไม้ใกล้กำแพงสวมถุงมือเพื่อให้เกาะแน่นแล้วก็ปีนต้นไม้ว่องไว ไม่นานนักร่างนั้นก็กระโจนถึงกำแพงหายลับไปในเขตคฤหาสน์
นางสังเกตหน่วยก้านของบุรุษที่กำลังทำกวาดใบไม้ที่ลานสวนสองคนก็เห็นว่าเขาทั้งสองน่าจะมีวรยุทธ์ดังนั้นจึงหลบเลี่ยงไปอีกทางนางมองหาบุรุษในภาพวาดที่เสี่ยวเหวินเอาให้นางดูเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะคลับคล้ายคลับคลาเดินไปทางเรือนหลังด้านหลังโถงใหญ่ในมือถือถาดใส่ถ้วยน้ำชานางจึงลอบติดตามไป ฝีเท้าของเหลียงเจินซินนั้นเบาดุจเท้าแมว ชายคนนั้นเคาะประตูเรือนขออนุญาตแล้วก็เดินเข้าไปนางขยับเท้าจะแอบตามเข้าไป ทว่าได้ยินเสียงบุรุษทุ้มกังวานฟังแล้วชวนเกรงขาม
“วางไว้ตรงนั้นแล้วอย่าให้ผู้ใดมากวนใจข้า!”
ท่าทางลนลานในยามบ่าวรับใช้ผู้นั้นเดินออกมาทำให้เหลียงเจินซินนึกอยากจะเห็นบุรุษที่อยู่ในห้องนั้นทว่าไม่อาจจะแอบเปิดประตูเข้าไปได้นางจึงค้อมหัวต่ำเดินไปรอบเรือนเพื่อสำรวจว่ามีหน้าต่างบานใดเปิดไว้หรือไม่?
หน้าต่างด้านหลังเรือนถูกแง้มไว้ครึ่งหนึ่งนางจึงค่อยๆเปิดแล้วปีนเข้าไป ‘หนังสือเต็มไปหมดน่าจะเป็ห้องสมุดประจำคฤหาสน์เสียกระมัง?’ นางลอบเดินดูแต่ละชั้นเต็มไปด้วยหนังสือน้อยใหญ่ผนังระหว่างส่วนเก็บหนังสือกับห้องกลางเป็ครึ่งวงกลมขนาดใหญ่เหลียงเจินซินได้ยินเสียงผ้าลูบบนโลหะไปมานางถูกฝึกให้ฟังเสียงที่เบามากมาหลายปีจึงได้ยินเสียงนั้นได้ถนัดถนี่
นางหมอบลงจนติดพื้นแล้วค่อยๆคลานด้วยศอกขยับมาใกล้ เห็นเพียงร่างสูงใหญ่ที่เอียงข้างในท่าเช็ดกระบี่ใบหน้าของเขาก้มต่ำ ทำให้นางมองเห็นได้ไม่ถนัด ‘แย่จริง! มุมนี้ถูกตู้หนังสือบังเสียด้วยมองไม่ถนัดเลย’
---------------------------
