บทที่ 60 ก็แค่เศษขยะ
ฉินชู!
ในช่วงเวลาคับขัน ภายใต้สถานการณ์ที่บรรดาลูกศิษย์สายในต้านทานไม่ไหว พวกเขาหลายคนต่างพากันนึกถึงฉินชูขึ้นมาทันที
แต่ต่อมา พวกเขาก็ฉุกคิดได้ว่าฉินชูอาจจะไม่ต่อสู้เพื่อพวกเขา เพราะทางยอดเขาหลักจ้องทำร้ายเขามาโดยตลอด อีกอย่าง ฉินชูไม่ใช่ลูกศิษย์สายใน ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบยามมีศัตรูมารุกราน ครั้งนี้เหล่ายอดอัจฉริยะจากสำนักเตาเสวี่ยต้องการมาท้าสู้กับลูกศิษย์สายในของสำนักชิงหยุนโดยเฉพาะ
“ไม่ต้องมีเขา พวกเราก็สู้ไหว ข้าจะสู้เอง” ลูกศิษย์สายในคนหนึ่งจากยอดเขาหลักเดินออกไปข้างหน้า
“จงชักกระบี่ออกมา ไม่เช่นนั้น เจ้าจะไม่มีโอกาสชักกระบี่ไปตลอดกาล” ชายหนุ่มชุดคลุมสีเลือดเอ่ยขึ้น
ลูกศิษย์สายในจากยอดเขาหลักเริ่มเปิดฉาก ชายหนุ่มชุดคลุมสีเลือดยกมือขวาชักดาบออกจากฝักที่สะพายอยู่ด้านหลัง แสงเย็นสว่างวาบโฉบผ่าน บรรดาลูกศิษย์จากยอดเขาหลักพากันร่นถอยหลังรักษาระยะห่างทันที
ลูกศิษย์จากสำนักเตาเสวี่ยรุดหน้า ใบดาบฟาดฟันต่อเนื่องจนกระบี่ของลูกศิษย์สายในจากยอดเขาหลักหักครึ่ง จากนั้นปลายดาบก็พุ่งเสียบเข้าที่หน้าอกลูกศิษย์สายในคนนี้อย่างไม่ปรานี
ตอนนี้ลูกศิษย์สำนักชิงหยุนจากยอดเขาอื่นๆ ต่างทยอยมาถึงที่นี่แล้ว เมื่อเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ภายในใจทุกคนก็รู้สึกเดือดดาลขึ้นมาทันที
“ขยะ มีแต่พวกขยะ” ชายหนุ่มชุดคลุมสีเลือดจากสำนักเตาเสวี่ยเก็บดาบเข้าฝัก
ในเวลานี้ ลูกศิษย์แห่งสำนักชิงหยุนพากันหน้าถอดสี สถานการณ์ตอนนี้ไม่ต่างจากการถูกอันธพาลป่าเถื่อนมาตบหน้าถึงหน้าประตูบ้าน
“เฉินตั๋ว จากยอดเขาชิงเหยียน จงแนะนำตัวของเจ้ามา” ลูกศิษย์สายในคนหนึ่งจากยอดเขาชิงเหยียนแห่งสำนักชิงหยุนก้าวเท้าออกมา
“โจวเสวียน ลูกศิษย์สายในจากสำนักเตาเสวี่ย” พูดจบ ชายหนุ่มชุดคลุมสีเลือดนามว่าโจวเสวียนก็ชักดาบออกมาจากฝักอีกครั้ง
พลังการต่อสู้ของเฉินตั๋วแข็งแกร่งมาก แต่หลังจากเข้าปะทะสองสามระลอกก็ถูกดาบของอีกฝ่ายโจมตีจนกระเด็นลอยมาด้านหน้ากลุ่มคนจากยอดเขาชิงจู๋ เจิ้งชิวเข้าไปพยุงเฉินตั๋วขึ้นมาและส่งตัวเขาไปด้านหลัง
เมื่อเห็นเจิ้งชิว หานอวี้และชิวจ้าน โจวเสวียนก็ถอยหลัง เขาไม่อยากถูกรุมโจมตี
ต่อมามีลูกศิษย์สายในจากยอดเขาลูกอื่นลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง
ฉินชูกับไป๋อวี้ตามมาถึงลานประลองของยอดเขาหลักพอดี จากนั้นก็ได้แต่มองดูสถานการณ์อยู่บริเวณขอบลานประลอง ในเวลาเดียวกันก็มีไป๋อวี้คอยเล่าเรื่องสำนักเตาเสวี่ยให้ฟัง
สำนักเตาเสวี่ยเป็นหนึ่งในกองกำลังมหาอำนาจที่ตั้งอยู่รอบๆ สำนักชิงหยุน ครั้นอดีต สำนักเตาเสวี่ยไม่เรืองอำนาจเท่าสำนักชิงหยุน แต่ช่วงร้อยปีมานี้ พวกเขากลับเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นมาก มากพอที่จะสร้างความกดดันให้สำนักชิงหยุนได้
สำนักเตาเสวี่ยกับอีกหนึ่งกองกำลังมหาอำนาจที่ชื่อว่าตำหนักพญาจิ้งจอกคอยจ้องเล่นงานสำนักชิงหยุนมาโดยตลอด พวกเขาต้องการโค่นสำนักชิงหยุนและแบ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์กัน แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จ เนื่องจากสำนักชิงหยุนสืบทอดมาเป็นเวลาช้านาน จึงมีรากฐานที่มั่นคง
ลูกศิษย์สายในแห่งสำนักชิงหยุนก้าวออกมาต่อสู้ไม่หยุด แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนเดิม หากไม่ถูกฆ่า ก็ถูกโจมตีจนหมดสภาพ
ฉินชูขมวดคิ้วแน่น ไม่คิดว่าลูกศิษย์สายในแห่งสำนักชิงหยุนจะมีความสามารถแค่นี้
โจวเสวียนก็เอาแต่ตะโกนด่าทออยู่ตลอด ทำเอาฉินชูระคายหูยิ่งนัก แต่เขาเป็นศิษย์รับใช้ อีกฝ่ายไม่ได้ด่าเขา เขาจึงได้แต่นิ่งเฉย
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป หลังจากลูกศิษย์สายในแห่งสำนักชิงหยุนพ่ายแพ้ไปอีกคน ซูซานเหอก็มองมายังกลุ่มคนจากยอดเขาชิงจู๋ “ตอนการประลองยุทธ์จัดอันดับภายในสำนัก พวกเจ้าฆ่าอันดับสองและเอาชนะอันดับหนึ่งไปไม่ใช่หรือ ตอนนี้คนคนนั้นมันหายหัวไปไหนแล้ว”
ฉินชูสบถคำว่า ‘สวะ’ ขึ้นมาในใจ เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคนอย่างซูซานเหอเป็นรองเจ้าสำนักได้อย่างไรกัน นิสัยเลวทราม ไร้คุณธรรม หน้าด้านไร้ยางอาย มิหนำซ้ำตอนนี้ยังทำตัวชักนำภัยพิบัติสู่ฝั่งบูรพาอีก
“ข้าจะสู้เอง” หลิวเสวี่ยแห่งยอดเขาเชียนหลัวก้าวออกมาข้างหน้า นางคืออันดับหนึ่งจากการจัดอันดับลูกศิษย์สายในภายในสำนัก
“พวกเราต้องการพักสักหน่อย พวกเจ้าคงสู้แบบเวียนเทียนไม่ได้หรอกใช่หรือไม่” ผู้หญิงในชุดกระโปรงสีขาวที่เป็นผู้นำกองกำลังสำนักเตาเสวี่ยมาที่นี่พูดขึ้น
“นางคือผู้อาวุโสแห่งสำนักเตาเสวี่ย ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพอาชูร่ากระหายเลือด นามว่า ‘ซูเสวี่ยอี’ ” ขณะที่ฉินชูกำลังมองพินิจผู้หญิงจากสำนักเตาเสวี่ยผู้นี้อยู่ ผู้ดูแลหานแห่งหอคุณูปการยอดเขาชิงจู๋ก็โผล่มาอยู่ข้างๆ ฉินชู
ฉินชูพยักหน้าทักทายผู้ดูแลหาน เขารู้ดีว่าการที่อีกฝ่ายกล้ามาหาเรื่องถึงที่แบบนี้ แสดงว่ามั่นใจในพลังของตัวเองพอตัว
หลังจากโจวเสวียนพักผ่อนเสร็จก็เริ่มต่อสู้กับหลิวเสวี่ย
เป็นที่รู้กันว่าวิชากระบี่ของหลิวเสวี่ยทรงพลังไม่น้อย ตอนนี้ตบะของนางติดอยู่ที่จุดคอขวดขั้นที่สามเจินหยวน นางสามารถเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายหลักได้ทุกเมื่อ แต่ถึงกระนั้น เมื่อสู้กับโจวเสวียนในตอนนี้ นางกลับตกเป็นรองและเป็นฝ่ายตั้งรับ
ฉินชูพอมองสาเหตุออกแล้ว โจวเสวียนมีรังสีแห่งการเข่นฆ่าแผ่ซ่านออกมาทั่วทั้งตัว เขาจะต้องเติบโตขึ้นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันแน่นอน หากเทียบกับหลิวเสวี่ยที่ฝึกตนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เรียบง่ายสุขสบาย ประสบการณ์ระหว่างทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
เคล้ง!
โจวเสวียนฟันดาบอย่างหนักแน่น ทำเอาร่างกายของหลิวเสวี่ยถูกกระแทกจนกระเด็นลอยมาบริเวณข้างๆ พวกฉินชู
ไป๋อวี้รีบเข้าไปพยุงหลิวเสวี่ย ฉินชูเองก็ตามเข้าไปเช่นกัน
ตอนนี้ ลูกศิษย์สำนักชิงหยุนที่เห็นฉินชูต่างพากันตะโกนเรียกชื่อเขา
“ถอยออกไป จงไปหาคู่ต่อสู้คนอื่น” ฉินชูพูดกับโจวเสวียน เขาไม่อยากเป็นจุดเด่น
ไม่ใช่ว่าฉินชูหดหัวหนีการต่อสู้ ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับยอดเขาชิงจู๋ เขาคงทำในสิ่งที่ต่างออกไปจากตอนนี้ แต่เรื่องนี้มันเกิดขึ้นที่ยอดเขาหลัก อีกอย่าง รองเจ้าสำนักอย่างซูซานเหอก็ยืนหัวโด่อยู่ไม่ใช่หรือ
ตอนนี้ ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเทพอาชูร่าแห่งสำนักเตาเสวี่ยเดินเข้ามา “พวกเจ้าไม่ควรเข้ามาขว้าง พวกเขาต้องสู้กันให้รู้ผลแพ้ชนะ เป็นตายขึ้นอยู่กับชะตากรรมของแต่ละคน”
“ที่นี่คือสำนักชิงหยุน เกรงว่าคำพูดของคนนอกจะไม่เป็นผล ใช่หรือไม่ท่านรองเจ้าสำนัก” ฉินชูมองไปทางซูซานเหอ ชักนำภัยพิบัติสู่ฝั่งบูรพาเก่งนักไม่ใช่หรือ ฉินชูอย่างข้าก็ทำได้เช่นกัน
ได้ยินเช่นนั้น ซูซานเหอก็ด่าทอฉินชูในใจไปยกใหญ่ เดิมทีเขาต้องการให้ยอดเขาชิงจู๋กับหลัวเจินรับเรื่องนี้ไป แต่ตอนนี้กลับโยนสวนกลับมาให้ตัวเองอีกรอบ หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง ศักดิ์ศรีของเขาในฐานะรองเจ้าสำนักต้องพังทลายย่อยยับแน่นอน
“ท่านอาวุโสซู การต่อสู้ครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว จงอย่าราวีต่อเลย เริ่มการต่อสู้ใหม่กับคู่ต่อสู้ใหม่ดีกว่า” ซูซานเหอพูดขึ้น
“จงอย่าราวีต่อกันเลยกระนั้นหรือ... ซูซานเหอ เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าพูดเช่นนี้ หลังจากการต่อสู้ของลูกศิษย์ในสำนักเสร็จสิ้น ข้ากับเจ้าต้องตัดสินกันด้วยศึกเป็นตาย” เมื่อซูเสวี่ยอีได้ยินคำพูดของซูซานเหอ ภายในใจก็พลันนึกดูถูก เพราะการที่ซูซานเหอได้ขึ้นเป็นรองเจ้าสำนักชิงหยุนมีอยู่หลายสาเหตุ แค่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ก็พอจะรู้แล้วว่าซูซานเหอไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสำนักอย่างเป็นฉันทมติ แล้วนับประสาอะไรจะให้คนนอกยอมรับคำพูดของเขา
ซูซานเหอไม่พูดอะไรต่อ ภาพที่เห็นทำเอาหลัวเจิน เหลยอิน และปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาลูกอื่นผิดหวังไปตามๆ กัน ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ซูซานเหอกลับไร้ความกล้า ปราศจากความน่าเกรงขามอย่างสิ้นเชิง
“โจวเสวียน จงลงมือต่อไป ทำให้ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรหนานเหยียนได้รู้ถึงความตกต่ำของสำนักชิงหยุน ขืนฝากลูกหลานเข้าเป็นศิษย์ที่นี่ มีแต่ต้องไร้อนาคต อับจนหนทาง” ซูเสวี่ยอีพูดขึ้น
คำพูดของซูเสวี่ยอีทำร้ายจิตใจคนในสำนักชิงหยุนเป็นที่สุด หากลูกศิษย์สายในไม่สามารถเอาชนะโจวเสวียนได้ แสดงว่าที่ซูเสวี่ยอีพูดก็คือความจริง แบบนี้จะมีแต่ทำให้ลูกศิษย์สายในแห่งสำนักชิงหยุนหมดความมั่นใจ
“ขยะ พวกเจ้ามีแต่ขยะ” โจวเสวียนชี้ดาบไปที่ตำหนักหลัก ตอนนี้ลูกศิษย์บนยอดเขาหลักส่วนใหญ่ยืนออกันอยู่ตรงนั้น
ลูกศิษย์สายในจากยอดเขาหลักแต่ละคนพากันหน้าถอดสี พวกเขาอยากจะสู้...แต่สู้ไปก็ไม่ชนะ
“พวกเจ้าก็ด้วย ล้วนเป็นขยะกันทั้งนั้น” เห็นลูกศิษย์ยอดเขาหลักไม่พูดอะไร โจวเสวียนก็กวาดกระบี่ชี้มาทางฉินชูกับไป๋อวี้ ก่อนจะชี้ไปที่หลิวเสวี่ยเป็นคนสุดท้าย
ฉินชูส่ายหน้า “เจ้าทำผิดมหันต์แล้ว ข้าไม่สน หากเจ้าจะชี้ดาบด่าพวกนั้นว่าเป็นขยะ แต่เจ้าห้ามชี้ดาบด่าข้าว่าเป็นขยะ เข้าใจหรือไม่”
“ฉินชู!” ลูกศิษย์จากยอดเขาชิงจู๋เริ่มตะโกนโห่ร้องเรียกชื่อเขา
เมื่อลูกศิษย์จากยอดเขาชิงจู๋ตะโกนขึ้นเช่นนั้น ลูกศิษย์จากยอดเขาเชียนหลัวก็ตะโกนขึ้นตาม
“เจ้าคือใคร” โจวเสวียนเริ่มรู้สึกแปลกๆ เพราะว่าพวกเขาโห่ร้องส่งกำลังขึ้นทั้งที่ยังไม่มีลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนคนไหนก้าวออกมาต่อสู้
“ข้าไม่มีสถานะ ข้าไม่มีตัวตน ข้าเป็นแค่ศิษย์รับใช้เท่านั้น จงชักดาบออกมาเถอะ” ฉินชูมองหน้าโจวเสวียนพลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น เขาฆ่าสัตว์อสูรขั้นที่สี่มามาก...ยอดฝีมือขั้นที่สามเจินหยวนหรือ? หึ! มันก็แค่เศษขยะเท่านั้น