
....สายลมร้อนจากหุบเขาพัดกระทบตัวหานเหวินแรงขึ้นทุกย่างก้าว กลิ่นกำมะถันและควันดำคลุ้งเข้าจมูกจนแทบสำลัก พวกเขายืนมองหน้าผาสูงชันที่พาดผ่านท้องฟ้า น้ำตาเหงื่อไหลเป็นสาย แต่ดอกบัวหิมะในมือยังคงเย็นเยียบ ราวกับเป็นเกราะป้องกันสุดท้ายให้จิตใจยังไม่คลุ้มคลั่ง
อวี้เฟิงก้าวข้างเขาอย่างสบาย อากาศร้อนระอุไม่ได้ทำให้สีหน้าของเขาซีดลงแม้แต่น้อย มือยกขึ้นชี้สลับกับหัวเราะเบาๆ ราวกับกำลังชมทิวทัศน์
“เจ้าดูสิหานเหวิน…ภูเขาสูงชันแบบนี้ ข้าเคยคิดว่าถ้าเทพบรรพกาลคนไหนมาเดินเอง คงล้มคว่ำราวกับเต่าหงายท้อง ฮ่าๆๆ”
หานเหวินเงยหน้ามองเพื่อน อากาศร้อนจนเหงื่อผุดเต็มตัว แต่เขาไม่อยากตอบอะไร กลัวว่าพูดไปเสียงจะสั่นด้วยความกลัว
จู่ๆ เสียงคำรามกึกก้องดังมาจากป่าหินใกล้ทางขึ้น เขาสองคนหยุดชะงัก สายตาเพ่งมองเข้าไปในเงามืด สัตว์อสูรไฟตัวใหญ่ ปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งราวหินลาวา กำลังเลื้อยเข้ามาอย่างรวดเร็ว
หานเหวินยกกระบี่เซียนในมือขึ้น ดวงตาเยือกเย็น ท่วงท่าการฟันฟาดและหมุนตัวเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ดุจ เพลงกระบี่เซียน ทุกจังหวะเป็นการผสานกับแรงลมร้อนและเปลวไฟ สร้างเส้นสายแสงคล้ายลวดลายระบุตัวตนบนเปลวไฟ
อวี้เฟิงยืนข้างๆ หัวเราะกวน
“หึ…เจ้าทำให้เพลิงพวกนี้กลายเป็นงานศิลปะได้ด้วยกระบี่จริงๆ ฮ่าๆ”
ทุกท่วงท่าฟันฟาดของหานเหวินพาไฟอสูรแตกกระจาย เศษเปลวไฟฟุ้งขึ้นราวกับจังหวะดนตรี ผนึกเป็นวงแหวนล้อมรอบตัวสัตว์อสูรที่พยายามพุ่งเข้าหา แต่ไม่อาจแตะตัวเขาได้
สัตว์อสูรพยายามพุ่งอีกครั้ง แต่ท่วงท่าของหานเหวินราวกับ บทเพลงสู้รบส่องแสง ทุกจังหวะของกระบี่เหมือนการร่ายรำ ลมร้อนถูกผสานกับแรงฟันเป็นเส้นสายงดงาม สัตว์อสูรสุดท้ายทรุดตัวและล้มลง เปลวไฟรอบตัวมันกระจายเป็นประกายสีแดงฉาน
อวี้เฟิงปรบมือช้าๆ พลางยิ้มแสบ
“นี่แหละ…ข้าเรียกว่าการ ปราบอสูรด้วยศิลปะ ฮ่าๆๆ!”
....หลังการต่อสู้เหน็ดเหนื่อย เสียงคำรามของสัตว์อสูรค่อยๆ จางหาย กลิ่นกำมะถันยังหนาแน่น แต่หานเหวินยืนสง่างามเหมือนนักรบศิลปะเซียน
พวกเขาก็เดินขึ้นมาเรื่อยๆ มีอสูรเพลิงมารบกวนบ้างแต่ไม่ได้มากมายอย่างที่คิดไว้ตอนแรกถึง ที่สำคัญคือไม่เห็นร้องรอยหรือพบเจอชนเผ่าเพลิงแดงแม้แต่นิดเดียว หานเหวินประหลาดใจมาก แต่เขายังคงระมัดระวังเสมอ
จนในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยอดเขา บ่อเพลิงโลกันต์ ขนาดมหึมา เปลวไฟสีแดงฉานสลับดำคล้ำปะทุขึ้นอย่างไร้วันมอดดับ ราวกับกำลังลุกไหม้ทั้งหุบเขา ดวงตาของหานเหวินมองไม่กระพริบ ความร้อนแผ่ซ่านจนผิวหนังชาและลมร้อนพัดแรงเหมือนพยายามกวัดแกว่งให้ร่างสองคนนั้นล้ม
แต่แม้ท่ามกลางความหลอนและอันตราย
อวี้เฟิงยังยืนหัวเราะกวน
“เจ้าดูสิ…ไฟนรกแบบนี้ ข้าไม่เคยเห็นอะไรจะเหมาะกับ ‘กระทะยักษ์แห่งสวรรค์’ มากไปกว่านี้อีกแล้ว ขาดเพียงเกลือและน้ำมันเท่านั้นดอกบัวหิมะของเจ้าก็จะอร่อยเลิศล้ำ ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะก้องสะท้อนไปกับเสียงคำรามของเพลิง หานเหวินถึงกับเกร็งตัว สติของเขาแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่ในใจลึกๆ ก็รู้ว่า นี่คือบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
เปลวไฟในบ่อพวยพุ่งสูงกว่าใครจะคาดคิด เงาร่างที่บิดเบี้ยวโผล่ขึ้นสลับกับเปลวไฟบางครั้งคล้ายเป็นมือเรียกให้ลงไป แต่หานเหวินยกดอกบัวหิมะแนบอก รู้ตัวว่าเขาต้องเดินต่อไป ทั้งทางกายและทางใจ
อวี้เฟิงก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง ริมฝีปากยังยิ้มกวนประสาท
“ได้เวลาปิ้งย่างแล้ว หานเหวิน! ฮ่าๆๆ”
“เจ้ารู้หรือไม่…หานเหวิน ข้าเคยได้ยินว่าภูเขาหมื่นอัคคีนี้…ไม่ได้เกิดขึ้นเองนะ แต่เพราะเทพบรรพกาลผู้ยิ่งใหญ่ดันซุ่มซ่าม!”
หานเหวินทำหน้าสงสัย ขณะอวี้เฟิงชี้ไปยังหุบเหวที่เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นจากก้นหุบ
“ทีแรกไอ้เทพนั่นมันตั้งใจจะสร้างแสงสว่างนิรันดร์ให้แก่มนุษย์ ฟังดูยิ่งใหญ่ใช่ไหม? แต่ดันสะดุดหกล้มจนไฟรั่วไหลลงมาจนภูเขาทั้งหมดกลายเป็นทะเลเพลิง ฮ่าๆๆ ข้าว่าเทพองค์นั้นคงไม่ต่างอะไรกับพ่อครัวมือใหม่ ตั้งใจทอดปลา แต่เผาเตาทั้งครัวไหม้เละ!”
(ถ้าเป็นบ้านเราก็คงไม่ต่างจากผัดผักบุ้งไฟแดงไฟลุกท่วมที่เห็นในร้านข้าวต้มนั่นแหละนะ +_+ พูดแล้วหิว ^_^)
เสียงหัวเราะของอวี้เฟิงสะท้อนท่ามกลางสายลมร้อน บีบรัดหัวใจหานเหวินให้เต้นแรงยิ่งขึ้น เสียงกรีดร้องแผ่วเบาจากหุบเหวคล้ายคำเย้ยหยัน
“ยิ่งใหญ่? หึ! ข้าว่าเรียกว่า เจ้าทึ่มบรรพกาลผู้ซุ่มซ่าม เหมาะกว่าเยอะ ฮ่าๆๆ” อวี้เฟิงตบท้าย ก่อนก้าวต่อขึ้นไป
เปลวไฟโหมกระหน่ำราวกับโลกทั้งใบกำลังทดสอบความแข็งแกร่งของพวกเขา หานเหวินและอวี้เฟิงมองหน้ากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะก้าวลงสู่ บ่อเพลิงโลกันต์...