รีอาร์ยกหอกขึ้นเสมอหูอัดสปีริตเข้าไปเต็มแท่งรับการโจมตี วัตถุแข็งเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็วสูง ฟาดเต็มกำลังกลางหอกของเขา ความรุนแรงของการโจมตีนั้นผลักร่างชายหนุ่มส่งไปยังทิศตรงกันข้าม ลอยข้ามหัวภรรยาสาวที่ตั้งรับอยู่ไม่ไกลไปโดยไม่ทันตั้งตัว ตกกระแทกพื้นเต็มแรง รีอาร์จุกทำหน้าแหย๋บอกบุญไม่รับกลิ้งกับพื้น ทาร่าเผลอมองสามีด้วยความเป็นห่วงจึงถูกอีกฝ่ายรุกเข้ามาหา
"เจ้ามีเวลาห่วงคนอื่นด้วยรึ?"
ศัตรูเข้ามากระซิบใกล้จนแทบจะหายใจรดหน้า หญิงสาวฟาดหอกลงมาโดยสัญชาติญาณหวังตัดร่างของเขาให้ขาดสะบั้น อีกฝ่ายหมุนตัวเหวี่ยงหลังเท้าซ้ายข้ามหัววนขึ้นมารับแรงปะทะ ครั้นเมื่อสองศาสตรากระทบกันโดยต่างก็อัดแน่นพลังแฝงภายในอาวุธทั้งคู่ พลันก็แผดเสียงสะท้านไกลไปทั่วทั้งทะเลทราย เกิดแรงลมพายุระเบิดผลักสิ่งของต่างๆปลิวไปคนละทาง ผลที่ได้ หอกสองคมอันแข็งแกร่งถึงกับหักงออย่างไม่น่าเชื่อ ทาร่าวิตกเมื่อได้เห็นผลลัพ ร่างของหล่อนกระเด็นมาตกใกล้กับรีอาร์ผู้เป็นสามี ชายหนุ่มพยุงเธอยืนขึ้นต่างก็คว้าหอกคนละเล่มมาถือตั้งท่าเตรียมไว้ เมื่อลมสงบบุรุษปริศนาในฮูดผ้าคลุมก็เดินเข้ามา รองเท้าหลอมเหล็กรูปมังกรชั่วขณะหนึ่งเหมือนกับมีแสงสว่างสีเขียวปนเงินส่องออกมาให้เห็น แรงลมพัดเผยดวงตาภายใต้ผมปรกหน้าซึ่งซ่อนเอาไว้ จะเพราะรีอาร์ตาฝาดไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เขามองเห็นแก้วตาอีกฝ่ายใสเหมือนมรกตทั้งลูก มันไม่ใช่ดวงตาของคนปกติทั่วไป หากแต่ดูคล้ายอัญมณีสังเคราะที่สร้างขึ้นมาแทนอวัยวะแล้วยัดเข้าไปแทนที่ของเดิมที่มี และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าถูกเห็นเข้า เขาหยุดเดินยืนกับที่เอามือสางผมอย่างใจเย็นลงมาปิดหน้าไว้แบบเดิม ก่อนท้วงไปที่รีอาร์
"โอ๊ะ ถูกเห็นเข้าแล้วสิ แบบนี้คงจะมีแต่ต้องขอฆ่าเจ้าให้ตายไปเท่านั้นละนะ"
อีกฝ่ายมองมาที่เขาพร้อมกับแผ่จิตสังหาร ทั้งทาร่าและรีอาร์ขนลุกซู่ไปทั้งตัวเพราะสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่หมายจะเอาชีวิต ต่างยกหอกขึ้นตั้งท่าเตรียมรับมือ บุรุษปริศนาในชุดผ้าคลุมแสยะยิ้ม ย่อเข่าลงเล็กน้อยเตรียมพุ่งเข้าใส่ทั้งสอง บรรยากาศรอบๆตกอยู่ในสภาวะกดดันถึงขีดสุด แต่ก่อนที่ผู้บุกรุกจะได้บุกจู่โจมฝั่งตรงข้ามสมใจหมาย หินก้อนใหญ่ขนาดเท่ากำปั้นก็ทะยานซัดใส่เข้าเต็มกะบาลของเขา
!!ผัวะ!!!
เสียงกระทบดังได้ยินชัดถนัดหูทุกคนในที่ตรงนั้น ฝั่งถูกโจมตีตาเหลือกในจังหวะแรกก่อนล้มคว่ำหน้าตะครุบดินแน่นิ่งไป บรรยากาศตรึงเครียดถูกทำลายโดยการขัดจังหวะด้วยก้อนหินธรรมดาจากมือใครคนหนึ่งซึ่งสมทบเข้ามาได้ทันจังหวะท่วงที รีอาร์กับทาร่าทำหน้าเหวอก้มมองศัตรูอย่างงงๆ ก่อนสังเกตเห็นกลุ่มของหัวหน้าคณะเดินทางวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่น คล็อกครัชมาถึงก็ออกคำสั่งให้ทุกคนปิดล้อมค่ายเตรียมรุมจับผู้บุกรุกในทันที
"อะฮ่า ดูเหมือนจะมาทันเวลาสินะ"
ไคลม์ป้องปากตะโกนมาแต่ไกลกล่าวกับสองสามีภรรยาที่กำลังทำหน้าตื่น เขาตะโกนมาจากด้านหลังหัวหน้าคณะเดินทาง เป็นคนสุดท้ายที่มาถึงนั่นเพราะมัวแต่เสียเวลาทำธุระส่วนตัวระหว่างเดินทางมานี่ ชายหนุ่มหักนิ้วดังกร๊อบจนหมดทั้งสองมือ ส่งยิ้มมาให้ทั้งคู่แล้วบิดคอตัวเองซ้ายขวาจนเส้นเอ็นส่งเสียง
"ดีใจที่พวกท่านไม่บาดเจ็บอะไรมาก เจ้านี่เองก็คงจะร้ายไม่เบา"
"คนที่เอาหินปาใส่หมอนี่เป็นฝีมือของไอ้เจ้านั่นแหงๆ"
ทาร่าพูดกับสามี เธอกล่าวได้ถูกต้อง ระยะห่างขนาดนั้นลองท่าจะมีใครซักคนในขบวนเกวียนนี้เป็นคนทำก็คงจะหาไม่ได้ ไคลม์หยิบหินติดมือมาตั้งแต่ตอนออกจากเต็นท์ เขาเหวี่ยงมันในระยะเกือบ200เมตร แม่นเหมือนจับวาง หินที่ตกผลึกมาจากทรายขนาดไม่เกินกำปั้น ถึงแม้จะไม่แข็งมากมายอะไรนัก แต่หากขว้างโดนศรีษะเข้าเต็มๆก็อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน ทว่าสำหรับศัตรูผู้นี้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ตอนนี้บรรดาลูกขบวนนับร้อยต่างมายืนล้อมผู้บุกรุกกันจนหนาตาไปหมด ในมือทุกคนถืออาวุธพร้อมเหลือเพียงรอคำสั่งจากคล็อกครัชเท่านั้นทั้งหมดก็พร้อมที่จะลงมือจับกุมคนผู้นี้ทันที แต่หัวหน้าคณะเดินทางเหมือนยังกังวลอยู่เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับตัวแม้คว้ำหน้าลงกับพื้น ในใจของเขาเองไม่คิดประมาทเพราะรู้ดีแก่ใจว่าคนที่บุกเข้ามาฝีมือร้ายกาจแค่ไหน ประเมินจากสภาพของลูกน้องมือฉมังทั้งสองคนก็แทบจะพยุงตัวกันไม่ไหว หัวหน้าคณะเดินทางจึงไม่มีคำสั่ง เขาเพียงแต่ชูมือบอกให้ทุกคนรอและเตรียมตัวให้พร้อมเข้าไว้เท่านั้น
"ใครกันที่เป็นคนปาหินใส่ข้า.."
น้ำเสียงเยือกเย็นลอยออกมาจากผู้บุกรุก เขาขยับแขนยันพื้นลุกขึ้นช้าๆ ใช้มือปัดฝุ่นที่เกาะตามร่างกายก่อนหันไปมองทุกคนที่ยืนล้อมอยู่ตาเขม็ง ดวงเนตรนั้นทรงพลังมหาศาล แค่นัยตาขวาข้างเดียวก็เพียงพอจะขู่คนนับร้อยให้กลัวได้แล้วสำหรับชายคนนี้ หลายคนขยับถอยหลังโดยสัญชาติญาณ ตรงที่แห่งนั้นไม่มีใครอาจหาญผเชิญหน้ากับเขาตรงๆในเวลาแบบนี้ เป็นเพราะจิตสังหารรึ ไม่ใช่มันธรรมดาเกินไปสำหรับคนลึกลับผู้นี้ แต่เพราะกลิ่นไอกระหายเลือดตะหาก สิ่งที่ส่งออกมาจากตัวคนคนนี้มีแต่ความรู้สึกชวนพิศวงอย่างไรพิกล เขาไม่เพียงแค่ขู่แน่ๆ ต่อให้มีคนมากกว่านี้ก็ไม่แน่ว่าจะเอาอยู่ แล้วอาวุธแปลกๆที่สวมอยู่ที่เท้านั่นอีกเล่า มันหาใช่สิ่งธรรมดาที่ใครจะรู้จัก ไม่ต่างกับเครื่องมือสังหารในรูปรองเท้าซึ่งถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อการฆ่าโดยเฉพาะ ลองจิตนาการภาพก้อนเหล็กหนักเกิน 10 กิโลถูกกวัดแกว่งด้วยเท้าอย่างอิสระรอบทิศทาง สามารถฟาดใส่ศรีษะหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ แค่นั้นก็ชวนสยองแล้ว มิหนำซ้ำชายผู้นี้ยังสามารถใช้อำนาจวิเศษเหนือปุถุชนเช่นสปีริตได้อีก ก็นับว่าเป็นบุคคลที่น่ากลัวเกินกว่าใครจะกล้าผลีผลามไปมีเรื่องด้วย ยกเว้น....
"ไอ้หมอนั่น"
ทาร่าชี้นิ้วพร้อมกับบอก เป้าหมายของเธอคือชาลเรียส ไคลม์ เจ้าตัวยี๋หน้าหรี่ตาพร้อมกับชี้นิ้วจุปากดังไปหาหญิงสาว รีอาร์อึ้งเพราะไม่นึกว่าภรรยาจะทำเช่นนี้ เหมือนกันกับคล็อกครัชและคนอื่นๆ ทั้งหมดรีบหลีกทางจากมุมมองของผู้บุกรุกเผยให้เห็นเป้าหมายซึ่งเดินตามเข้ามาภายหลังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
"เป็นเจ้าเองเหรอ สงสัยคงไม่อยากอายุยืน"
"โว้ๆๆๆ ใจเย็นก่อนพี่ชาย ยายนั่นไม่มีหลักฐานอะไรซักหน่อย ท่านก็ดูเป็นคนฉลาดไหงเชื่อคำยุคนง่ายขนาดนี้"
ไคลม์รีบปฏิเสธให้เหตุผลแย้งทำแสรแสร้ง จังหวะหนึ่งก็หันไปค้อนหน้าใส่ทาร่าที่กำลังพยุงร่างสามีผละถอย หญิงสาวยักคิ้วให้เป็นการตอบแทน ก่อนเขาจะหันมามองแขกไม่ได้รับเชิญแล้วส่งยิ้มให้อย่างไว้ไมตรี
"ใบหน้ากะล่อนปลิ้นปล้อนแบบนั้นคิดว่าข้าจะเชื่อหรือไง การที่เจ้ากล้าลอบกัดข้าก็แสดงว่ามั่นใจในฝีมือไม่เบา เอาสิจะเข้ามาเมื่อไรก็เชิญ อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้พวกของเจ้าทั้งหมดร่วมมือกันดาหน้าเข้ามาก็ไม่อาจล้มข้าลงได้หรอก"
บุรุษผมขาวขู่ ผายมือออกสองข้างเสมอลำตัวประกาศกร้าวหันไปบอกกับทุกคนที่ยืนล้อม ทั้งหมดสะดุ้งตัวสั่นเทิ่ม คำพูดของคนผู้นี้อัดแน่นไปด้วยพลังราวกับเสียงอัสนีฟาดใส่พื้น แม้มีผู้คนมากมายยืนอยู่เป็นพวกก็ไม่รู้สึกว่าจะเอาชนะชายคนนี้ได้จริงตามที่เขาพูด ลูกขบวนทั้งหลายหันสบตากันไปมาบางคนเสียงสั่นขอความเห็นจากหัวหน้าคณะเดินทางทาง คล็อกครัชตะคอกใส่แล้วบอกให้ลูกน้องทั้งหมดเงียบๆรอดูอยู่เฉยๆ ไคลม์เป็นคนเดียวที่นิ่งสงบที่สุด เขามองดูอีกฝ่ายด้วยความสงบรอให้พูดจบจึงแสยะยิ้ม
"ให้ตายสิทีแรกคิดว่าเราจะคุยกันได้ ข้าเองก็ทำลงไปเพื่อหยุดยั้งท่านไม่ให้แสดงกล้ามดากไปมากกว่านี้"
"อะไรคือกล้ามดาก"
" what's that กลามด๊าก"
"มันคืออะไรใครช่วยต๊อบหน๊อย"
"รากศัพท์อุบาทว์แบบนี้ไอ้เจ้านั่นมันไปเอามาจากไหนกันฟร่ะ"
"อุบาทว์" "ทุเรศ" "ไร้ยางอาย" "ต่ำ" "สถุน" "ไร้สกุล" "ไอ้มะพร้าวขรูดดเอ๊ยย"
สารพัดคำประนามถาโถมเข้ามาใส่ไคลม์ชนิดที่น้ำไม่หยุดไหลไฟกระพือลุกท่วม จะด้วยความไม่รู้กาละเทศะในคำพูดของเขาที่กล่าวคำนี้ออกมาหรือไม่ก็ตาม บัดนี้มันได้ทำลายความกังวนของทุกคนไปจนหมดสิ้น ทิ้งไว้แต่ความโกลาหนในคำด่าของผู้คนและสุมไฟโทสะให้แก่บุรุษผมขาวที่บุกเข้ามา
"กล้ามดากคือ ส่วนที่แข็งของแก้มก้นคนเราซึ่งจะพบเห็นได้น้อยในตัวคนปกติที่ไม่ออกกำลังกาย จะพบเห็นได้ในกลุ่มนักเพาะกายและ #$^₩/@* ฯลฯ"
"คุณหนูห้ามพูดนะเจ้าคะมันไม่สุภาพ"
ลิซาน่าพยายามอธิบายเพิ่มเติมตามประสาเด็กไม่รู้ความ เธอฉลาดแม้เข้าใจความหมายแต่ก็ไม่รู้สิ่งที่สมควรและไม่สมควร ทาร่ารีบวิ่งเข้ามาปิดปากเจ้านายน้อยทำหน้าอายอย่างถึงที่สุด
"ฮ่าๆ นั่นแหล่ะๆสาวน้อยเจ้านี่ช่างฉลาดซะจริงๆเลย ฮ่าๆ"
ไคล์หัวเราะน้ำตาแตกเอามือตบหน้าขาก้มตัวงอ
"นี่คิดจะทำให้ข้ากลายเป็นตัวตลกรึไง"
ใบหน้าของอีกฝ่ายยามนี้ยิ่งกว่าบอกบุญไม่รับ หนุ่มผมขาวโกรธจริงจังถึงขีดสุด ระเบิดจิตสังหารออกมามากกว่าครั้งไหนๆ ความอันตรายของเขาในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ทุกคนต่างสัมผัสมันได้ มีแต่ไคลม์คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ตื่นตระหนกไปกับพลังปริศนาก้อนมหึมานี้
"เฮ้ๆๆ ไม่เอาน่า ข้าแค่หยอกไม่อยากให้เครียดไป กลัวพวกท่านจะมีปัญหากันบานปลายไปมากกว่านี้ เผื่อท่านยังไม่รู้ ข้าเป็นแค่คนที่หลงทางมาเพิ่งรู้จักกับพวกเขาวันนี้เองไม่อยากเห็นพวกท่านต้องมาทะเลาะกันแบบนี้ อีกฝ่ายมีงานสำคัญไม่อาจถูกปล้นได้แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากอะนะ อีกฝ่ายก็ปล้นเพื่อปากท้องและลูกน้อง ด้วยเหตุผลต่างกันข้าว่าพวกเราไม่ควรมาทะเลาะกัน ควรหาลู่ทางช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากกว่าท่านว่าไหม"
อีกฝ่ายไม่ตอบซ้ำยังก้าวเท้าเดินเข้ามาหาเขาทีละน้อย
"อย่าหลบล่ะ ประเดี๋ยวจะพลาดไปโดนเด็กคนนั้นเข้า"
ในจังหวะพร้อมกับพูดนี้เอง ก็เกิดสายลมสีขาวม้วนรวมกันเป็นลำยาวเท่ากับเสาธงซัดเข้าใส่ไคลม์ราวกับแส้รูปมังกรขนาดเล็ก มันผงาดตั้งทรงขึ้นหลังบุรุษผมขาววาดเท้าสะบัดเพียงเล็กน้อย พื้นดินตั้งแต่จุดยืนของผู้บุกรุกลากเลยหลังของไคลม์ไประเบิดออกเป็นทางเผยให้เห็นเส้นตรงที่ถูกตัดผ่าลากยาว ควันลอยคลุงเหมือนเช่นทุกทีที่เกิดการระเบิดขึ้น สองร่างบึกบึนยืนประจันหน้าห่างกันราวๆ 20 เมตรร่องรอยคมกริบที่ฝากเอาไว้กับพื้นบ่งบอกว่ามีตัวอะไรซักอย่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงกรีดพื้นทรายจนเป็นรอยลึกประมาณ 5 นิ้วเศษ พุ่งเข้าใส่อีกคนซึ่งยืนนิ่งรอรับการจู่โจมอยู่โดยไม่เอียงตัวหลบไปไหน หมอกสีน้ำตาลอ่อนหายไปช้าๆ ร่างของไคลม์ไม่ได้รับแม้แต่รอยขีดข่วน หากแต่เสื้อและกางเกงขาดวิ่นยาวตั้งแต่ขาฝั่งซ้ายขึ้นมาหาไหล่ ใบหน้าของไคลม์ดูเหมือนกำลังโกรธมากถึงขีดสุดในเวลานี้
"บ้าน่า...ทำไมเจ้าถึง..."
"ทำไมข้าถึงไม่เป็นอะไรเลยงั้นสินะ..เป็นคำถามที่ดีสำหรับคนที่เพิ่งโจมตีใส่คนอื่นชนิดหวังกะฆ่าให้ตาย จริงๆในความคิดของเจ้าข้าควรจะตายหรือไม่ก็ตัวขาดไปเพราะแรงตัดเมื่อครู่หรืออะไรทำนองนี้ แต่ก็นั่นแหล่ะ ข้ายังไม่ตายมิหนำซ้ำไอ้ลูกแตะปัญญาอ่อนซึ่งอัดสปีริตของเจ้าใช้ผ่านรองเท้าประหลาดนั่น ดูแล้วมันก็ไม่เลว ออกจะสวยด้วยซ้ำเห็นเป็นรูปกิ้งเกอหรืองูดินใช่หรือเปล่า อ๋อไม่ใช่สิมังกรใช่ม่ะ สรุปเป็นมังกรสินะ มันก็สวยดีนั่นแหล่ะ แต่มันใช้กับข้าไม่ได้ผลว่ะ"
ไคลม์ยืนบ่นยาวในสภาพเสื้อผ้าขาดได้หน้าตาเฉย สร้างความตระหนกให้อีกฝ่ายไม่น้อยทีเดียว ชายหนุ่มผมยาวสวมฮูดถึงกับพูดไม่ออกยืนแข็งทื้อ
"เอาล่ะ ในเมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ข้าก็คงต้องหยุดทำอะไรที่มันงี่เง่าแบบนี้สักที เสียทั้งเวลาเปลืองทั้งมุขตลกจริงๆข้าไม่ใช่คนที่จะไปหาเรื่องชาวบ้านเขาสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก เผื่อเจ้ายังไม่รู้..เว้นเสียแต่ว่า.."
สีหน้าของไคลน์เปลี่ยนไปในขณะพูดทิ้งประโยค
"ข้านึกอยากฆ่าคนขึ้นมาดื้อๆโดยที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งมันก็เป็นไม่บ่อยนัก..."
!!หึ้มมมมม!!
พร้อมกับกล่าวจบ รังสีสังหารรุนแรงก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากตัวบุรุษผู้หลงทาง มันให้ความรู้สึกชวนขนลุกเสียยิ่งกว่าชายปริศนาที่บุกเข้ามา กระทั่งฝ่ายเดียวกันเองก็สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามในระดับที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน ราวกับเป็นความเคียดแค้นของสัตว์ร้ายกระหายเลือดยังไงยังงั้น แรงกดดันมากพอจะทำให้ฝูงทาร์ซแตกตื่นได้ ชายผมขาวผู้เข้ามาท้าทายจากภายนอกถึงกับหน้าถอดสีเมื่อถูกจ้องด้วยดวงเนตรสีน้ำตาลเข้ม ชั่วขณะหนึ่งตัวเขาเหมืนกับหลุดไปอีกโลก มองเห็นภาพอสูรตนใหญ่สูงเทียมฟ้าขว้ามือลงมาจับเขา แข้งขาและลำตัวหนักอึ้งจนไม่สามารถขยับไปไหนได้ มีเหงื่อผุดไหลซึมออกมาเต็มใบหน้า ระบบหายใจรวนคล้ายกับปอดหยุดการทำงานไปชั่วขณะ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง