พิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า

    ตอนที่ 45 ค้นหากระบี่ในหอศาสตรา

    เช้าวันนี้เป็นวันที่ท้องฟ้าโปร่ง แดดอ่อนๆอาบไล้ลงมาที่ตลาด ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนที่เดินที่ค้าขายและจับจ่ายหาซื้อสิ่งของและด้วยบรรยากาศที่ครึกครื้นเหมือนทุกวัน ห่างไกลออกไปมีร่างชายสูงโปร่งผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าหอคอยสี่ชั้นสีแดง หอคอยนี้ดูเก่าแก่โบราณ มีขนาดกว้างประมาณยี่สิบจั้ง ทำจากหินสีแดงและมีโลหะที่หุ้มอยู่บางส่วน เบื้องหน้ามีประตูไม้ขนาดใหญ่ที่สูงกว่าตัวคนสี่เท่า ด้านบนมีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนข้อความไว้ว่า “หอศาสตรา” ชายที่ยืนอยู่ด้านหน้านี้ก็คือเจิ้นเทียน หลังจากชนะการประลอง เขาก็ขอพักผ่อนสามวันเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และเช้าวันนี้เขาพร้อมแล้วที่จากเข้าไปในหอศาสตราเพื่อค้นหากระบี่ที่มีแผนที่ของสุสานราชันไร้พ่ายซ่อนอยู่ “ข้าเจิ้นเทียนผู้ชนะการประลองระดับนักรบฝึกหัด มาขอรับรางวัล” เจิ้นเทียนตะโกนที่เบื้องหน้าพร้อมกุมมือโค้งคำนับ “แสดงป้ายผู้ชนะ” เสียงลึกลับแผ่แรงกดดันลอยดังออกมาจากประตู เจิ้นเทียนหยิบแผ่นป้ายไม้ของผู้ชนะออกมาแล้วชูขึ้น ทันใดนั้นก็มีแรงดึงดูดที่รุนแรงแผ่ออกมาจากด้านในดูดแผ่นไม้ในมือเขา ค่อยๆลอยตรงไปที่ประตูแล้วหายไปทันที เพียงอึดใจ ประตูไม้บานใหญ่ก็เปิดขึ้น “แอ๊ดดดด!...ครืนนนน!” “หอศาสตรานี้มีอยู่สี่ชั้น เจ้ามีเวลาเพียงสามชั่วยามที่จะเลือกอาวุธเพียงหนึ่งชิ้นก่อนถูกส่งตัวออกมาและหากหยิบอาวุธเกินหนึ่งชิ้นเจ้าจะถูกตัดสิทธิ์และไม่อะไรกลับไป” เสียงลึกลับอธิบาย เจิ้นเทียนสูดลมหายใจและตั้งสมาธิก่อนเดินเข้าไปภายในหอศาสตรา เมื่อเดินเข้ามา เขาก็มองเห็นห้องขนาดยี่สิบจั้งในชั้นแรก ที่เต็มไปด้วยอาวุธมากมายหลายพันชิ้น พวกมันมีรูปร่างที่สวยงามต่างจากอาวุธที่เขาเคยเห็น วางอยู่ที่ชั้นและผนังเต็มไปหมด  อาวุธเหล่านี้ถูกแบ่งพื้นที่ตามประเภทของมัน เจิ้นเทียนไม่ยอมเสียเวลาเขารีบเดินไปดูในส่วนของพื้นที่อาวุธประเภทกระบี่ทันที เมื่อไปถึงพื้นที่ของกระบี่ เจิ้นเทียนก็เริ่มปวดหัวเพราะที่เบื้องหน้าของเขามีกระบี่กว่าหกร้อยเล่มวางอยู่ “กระบี่มากมายขนาดนี้ ข้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเล่มไหนชื่อว่าราชันไร้พ่ายตามที่อาจารย์บอก” เจิ้นเทียนหยิบกระบี่เล่มแรกออกมาดู มันเป็นกระบี่สีเงินที่มีลวดลายสวยงาม เขาพยายามมองว่ากระบี่เล่มนี้มีชื่อสลักไว้หรือไม่ เมื่อตรวจสอบดูแล้วว่าไม่มีชื่อสลักเอาไว้ เขาก็ลองหยิบกระบี่เล่มอื่นออกมาตรวจสอบเช่นกัน ผลสุดท้ายเขาพบว่า ไม่มีกระบี่ชิ้นไหนเลยที่มีชื่อสลัก “อาจารย์บอกว่ามันเป็นอาวุธที่รวบรวมจุดเด่นของดาบและกระบี่อยู่ด้วยกัน แสดงว่ารูปร่างของมันอาจไม่เหมือนกระบี่ทั่วไป” เจิ้นเทียนวิเคราะห์ แล้วเลือกดูกระบี่ที่รูปทรงไม่เหมือนกระบี่ธรรมดากว่ายี่สิบเล่ม มีทั้งกระบี่ที่โค้งเป็นวงกลม กระบี่ที่คดไปมาเหมือนงู และกระบี่รูปร่างแปลกตา แต่เขาก็ไม่สามารถหาความแตกต่างนั้นได้ “นี่มันยากกว่าที่ข้าคิด การค้นหากระบี่ที่รู้แต่ชื่อ แต่ไม่รู้รูปร่างหรือลักษณะเด่น ไม่ต่างจากเป็นคนตาบอดที่เดินอยู่ในขุมทรัพย์ ข้าควรทำอย่างไรดี”  เจิ้นเทียนมองกระบี่ที่เลือกมาพลางถอนหายใจ เขารีบใช้ความคิดเรื่องวิธีค้นหากระบี่ หลังจากนิ่งไปชั่วครู่สายตาของเขาก็เริ่มมีมีประกาย “ขวานทลายปฐพีเจ้าได้ยินข้าหรือไม่” เจิ้นเทียนส่งกระแสจิตสื่อสารกับอาวุธวิเศษในถุงมิติ “ได้ยิน ข้าตื่นแล้ว” เสียงตอบกลับดังขึ้นในหัวเจิ้นเทียน หลังจากจบการประลอง เจิ้นเทียนลองติดต่อกับขวานทลายปฐพีหลายครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ เขาเข้าใจว่ามันน่าจะใช้พลังมากเกินไปจนหลับใหล และวันนี้เป็นวันแรกที่สามารถสื่อสารได้อีกครั้งทำให้เขาดีใจมาก “ข้าต้องการหากระบี่เล่มหนึ่งที่มีจุดเด่นของดาบและกระบี่รวมกัน มันมีชื่อว่าราชันไร้พ่าย เจ้าสามารถช่วยข้าหาได้หรือไม่?” เจิ้นเทียนถามอาวุธวิเศษของตัวเองอีกครั้ง “ข้อนี้ยากมาก เพราะอาวุธด้วยกันไม่สามารถรู้ชื่อกันได้ คนที่จะรู้ชื่อของอาวุธมีเพียงเจ้าของที่ทำพันธสัญญาหรือกระตุ้นให้มันตื่นเท่านั้น” เสียงตอบกลับดังขึ้น เจิ้นเทียนได้ยินก็รู้สึกหมดหวังเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม “แต่ใช่ว่าไม่มีทาง! หากอาวุธที่เจ้าว่ามีจุดเด่นของดาบและกระบี่รวมกัน เจ้าก็แค่หากระบี่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเจ้าใช้ดาบ ก็น่าจะพอเป็นไปได้” คำตอบที่ออกมาเหมือนชี้ทางสว่างให้เจิ้นเทียน“นั่นสิ! ทำไมข้าลืมข้อนี้ไปได้” “ข้าเป็นผู้ใช้ดาบ หากกระบี่เล่มใดทำให้ข้ารู้สึกเหมือนใช้ดาบได้ กระบี่เล่มนั้นน่าจะเป็นอาวุธที่ท่านอาจารย์บอก” เจิ้นเทียนฉายแววตาเป็นประกาย เมื่อรู้หนทางในการหากระบี่ เขารีบหยิบกระบี่ที่เลือกมาแล้วลองใช้เพลงดาบ เล่มที่หนึ่ง..เล่มที่สอง..เล่มที่สาม..... จนครบยี่สิบเล่มที่เลือกมา แต่ทุกชิ้นก็ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ต้องการ หรือว่ามันอาจมีรูปร่างธรรมดาแต่มีความพิเศษแฝงอยู่ เจิ้นเทียนใช้ความคิด พลางเดินย้อนกลับมาหากระบี่ที่ไม่ได้เลือก แล้วหยิบกระบี่ที่เหล่านั้นมาลองเพิ่มเติม หนึ่งช่วยามผ่านไปกระบี่ห้าร้อยเล่มืที่ทดสอบนั้น ผลสุดท้ายก็ให้ความรู้สึกเดียวกันหมด “กระบี่ชั้นนี้ไม่น่าจะมีกระบี่ที่ข้าตามหา ข้าต้องขึ้นไปชั้นต่อไป”  เจิ้นเทียนใช้ความคิด แล้วเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง ทันทีที่เท้าของเขาสัมผัสบันได แรงกดดันมหาศาลก็เพิ่มขึ้นมาทันที แรงกดดันนี้ทำให้ตัวของเขาหนักมากขึ้น จนก้าวเท้าลำบาก “ที่แท้ชั้นที่สองจะมีแรงกดดันที่มากขึ้น น่าจะไว้เพื่อแบ่งระดับผู้ฝึกวรยุทธ์ให้เหมาะสมกับอาวุธในแต่ละชั้น แสดงว่าชั้นที่สองรระดับของอาวุธน่าจะสูงกว่าชั้นแรก” เจิ้นเทียนวิเคราะห์ แล้วค่อยๆก้าวขาขึ้นไปทีละขั้น เมื่อถึงชั้นที่สอง เขาก็พบอาวุธที่ปริมาณน้อยกว่าชั้นแรกเล็กน้อย แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าอาวุธที่ชั้นนี้ อยู่ในระดับที่สูงกว่าชั้นแรก เจิ้นเทียนค่อยๆ มองหากระบี่แล้วพบว่าที่ชั้นนี้มีกระบี่กว่าสี่ร้อยเล่ม  เขาไม่ยอมเสียเวลา รีบหยิบกระบี่มาลองเพลงดาบอย่างรวดเร็ว ภายใต้แรงกดดันที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ยาก จนทำให้แต่ละครั้งที่ลองกระบี่ใช้เวลามากขึ้นเรื่อยๆ “แรงกดดันในชั้นแรกน่าจะเป็นระดับนักรบฝึกหัด ส่วนชั้นที่สองนี้น่าจะเป็นแรงกดดันระดับนักรบ”เจิ้นเทียนคิดพลางลองกระบี่ไปแต่ละเล่มจนครบ ตอนนี้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้ามากขึ้น “กระบี่พวกนี้ยังให้ความรู้สึกธรรมดาข้าต้องขึ้นไปที่ชั้นสาม” เจิ้นเทียนก้าวขาออกจากชั้นสองทันที เขารู้ว่าตอนนี้มีเวลาเหลืออีกไม่มาก แต่ทันทีที่ขาของเขาแต่ที่ขั้นบันได แรงกดดันที่รุนแรงกว่าชั้นที่สองนับสิบเท่าก็กดลงบนตัวของเขา “อั่กกก!” เจิ้นเทียนกระอักเลือดออกมาทันที เขารีบโคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนซึ่งตอนนี้บังคับร่างกายได้ห้าสิบส่วนแล้ว “เคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยน!”  พลังของเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนโคจรทั่วร่างอย่างรวดเร็วและเน้นไปที่ขาทั้งสองข้าง ทำให้ตอนนี้เจิ้นเทียนสามารถขึ้นบันไดไปได้ทีละขั้นอย่างช้าๆ “แรงกดดันในชั้นนี้น่าจะอยู่ในระดับหัวหน้านักรบ โชคดีที่ข้าความคุมร่างกายได้ห้าสิบส่วนแล้ว จึงยังพอฝืนได้มากขึ้น” เจิ้นทเทียนวิเคราะห์ด้วยสีหน้าที่ซีดลง เนื่องจากใช้พลังไปมาก จนเมื่อถึงที่ชั้นสาม เขามองหากระบี่อีกครั้งแล้วพบว่าที่ชั้นนี้มีกระบี่กว่าสองร้อยเล่ม  เขาเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แล้วหยิบกระบี่มาลองเช่นเดิม ภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วง ทำให้ขณะที่ลองกระบี่ ก็เริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก “ขอให้ข้าเจอกระบี่ที่ต้องการในชั้นนี้ด้วย เพราะไม่รู้ว่าชั้นต่อไปข้าจะสามารถเดินขึ้นไปได้หรือไม่” เจิ้นเทียนภาวนา ขณะที่ค่อยๆลองกระบี่ทีละเล่ม ทุกครั้งที่ลองกระบี่ เขารู้สึกว่าเรี่ยวแรงของเขาค่อยๆหมดไป โชคดีที่ตอนนี้เคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนที่ฝึกถึงห้าสิบส่วนสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ จึงทำให้เขาสามารถลองกระบี่ได้จนหมด “ชั้นที่สามนี้ก็ไม่มี! น่าจะมีเวลาเหลืออีกประมาณครึ่งชั่วยาม ข้าต้องลองฝืนขึ้นไปที่ชั้นสี่ดู” เจิ้นเทียนคิดแล้ว ค่อยๆเคลื่อนตัวไปที่บันไดชั้นสี่ ด้วยความเชื่องช้าและเมื่อเขามาอยู่หน้าบันไดทางขึ้นชั้นที่สี่ แม้เท้าของเขายังไม่แตะที่ขั้นบันได แต่แรงกดดันที่มากกว่าชั้นที่สามหลายเท่า ก็แผ่ออกมากดดันจนเขาไม่สามารถขยับเท้าก้าวเหยียบขึ้นบันไดได้ “นี่มัน!”  เจิ้นเทียนตกใจขณะที่รับรู้ถึงแรงกดดันดังกล่าว นอกจากรุนแรงแล้วมันยังแฝงไปด้วยจิตสังหารราวกับมีอสูรร้ายอยู่ด้านใน จนเจิ้นเทียนขนลุกเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว เขาลังเลชั่วครู่ ก่อนตัดสินตบลงที่ถุงมิติ ขวานทลายปฐพีก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา “ปลดปล่อยทักษะเพิ่มพลังปราณ” เจิ้นเทียนออกคำสั่ง ขวานยักษ์ก็สว่างวาบเป็นสีเงิน พลังปราณมหาศาลวิ่งเข้าสู่ร่างกายของเขาทันที เมื่อได้พลังปราณมาช่วยร่างกายของเจิ้นเทียนก็เปี่ยมไปด้วยพลังจนสามารถขยับได้ เขารู้ว่าเขามีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม ก่อนที่ทักษะนี้จะหมดลง จึงเริ่มก้าวเหยียบบันไดขั้นแรกทันที “อั่กก!” เจิ้นเทียนกระอักเลือดทันที พลังปราณที่แข็งแกร่งยังไม่สามารถช่วยในการต้านแรงกดดันนี้ได้
    เจิ้นเทียนกัดฟันแล้วค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นไปทีละขั้น ตอนนี้เขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ แต่ใช้วิธีคลานขึ้นบันได ภายใต้แรงกดดันนี้เขาค่อยๆคลานขึ้นไปอย่างเชื่องช้ายิ่งนัก จนสามารถขึ้นไปอยู่ที่ชั้นสี่ บนพื้นที่ชั้นสี่มีขนาดเล็กกว่าชั้นอื่นๆราวครึ่งหนึ่ง มีอาวุธราวร้อยกว่าชิ้น แต่ละชิ้นดูเก่าแก่และขึ้นสนิม ราวกับถูกวางอยู่ที่นี่มานาน เจิ้นเทียนสอดสายตามองหากระบี่และเขาก็พบว่ามีกระบี่วางอยู่เพียงสิบเล่มที่เต็มไปด้วยสนิมและกระบี่บางเล่มก็หัก “พวกมันยังใช้งานได้อยู่หรือไม่?” เจิ้นเทียนรู้สึกผิดหวังกับกระบี่ที่วางอยู่ เขาค่อยๆคลานเคลื่อนตัวไปที่ชั้นวางกระบี่ และพยายามฝืนตัวยืนขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถยืนได้ “แค่ยืนขึ้นข้ายังไม่สามารถทำได้ แรงกดดันของชั้นนี้เหนือกว่าชั้นอื่นๆมากเกินไป” เจิ้นเทียนเปรียบเทียบ พลางหาวิธีใหม่ทันที “ปลดปล่อยทักษะนักรบคลั่ง!” เจิ้นเทียนตัดสินใจใช้ทักษะที่ต้องแลกกับการเผาไหม้พลังวิญญาณเข้าเริ่มเผาไหม้พลังวิญญาณของตัวเองแล้วส่งเข้าไปที่ขวานทลายปฐพี ขวานยักษ์ส่องแสงสว่างสีเงินอีกครั้ง แล้วส่งพลังงานมหาศาลออกมาทั่วร่างของเจิ้นเทียน ตอนนี้ร่างของเขาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆและมีสีแดง จนกลายเป็นชนเผ่ายักษ์ในตำนานที่สูงใหญ่ พลังที่เพิ่มขึ้นทำให้ตอนนี้เขาสามารถยืนทรงตัวได้และกู่ร้องคำรามดังไปจนทั่วชั้นที่สี่ “กรรรร!” “เจ้าหนุ่มพลังวิญญาณของเจ้าเหลือไม่มาก เจ้าน่าจะใช้ทักษะนี้ได้เพียงแค่สามสิบลมหายใจเท่านั้น ” เสียงของอาวุธวิเศษรีบเตือนทันที เจิ้นเทียนรับทราบเขารีบพุ่งตัวเข้าไปหยิบกระบี่โบราณเล่มแรกทันที เมื่อสัมผัสโดนเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง “นี่มัน!..” ……………………………………….. 

    คล้ายกับเรื่องพิชิตภพสยบสวรรค์ ภาค1 ดินแดนแห่งท้องฟ้า ที่คุณอ่าน