บทที่ 7
เมื่อน้ำปรากฏตัวต่อหน้าไฟ
ปัง!
“ชั่วช้ายิ่งนัก!” องค์หญิงชิงิยกกำปั้นทุบโต๊ะไม้เสียงดังสนั่นจนทั้งอวี๋เหยาและซิงเฉินต้องหดคอด้วยความใ “ปล่อยตัวออกมาได้แค่สองวันก็กำเริบเสิบสาน!”
“แต่เรายังตรวจไม่พบหลักฐานที่จะมัดตัวว่าเป็ฝีมือของเสียนชินอ๋องเลยนะพะย่ะค่ะ”
ซิงเฉินพยักหน้าเออออตามที่อวี๋เหยาแสดงความคิดเห็น
“จะเป็ใครไปไม่ได้เด็ดขาด คนที่กล้าทำเื่อุกอาจไม่กลัวว่าความผิดจะสาวมาถึงตัวก็มีแต่ชินอ๋องชั่วมีชื่อผู้นั้น!” สตรีแกร่งยังคงยืนกรานในวิจารณญาณของตนเอง
หลิวฮุ่ยิขบกรามแน่นอย่างพินิจพิเคราะห์ขณะอ่านเอกสารชันสูตรศพ
“รอยแผลบนลำคอเรียบสนิทดุจถูกคมกระบี่เฉือนออก ไม่มีร่องรอยฉีกขาด… ชี้ชัดว่าเป็อาวุธคุณภาพสูงมิใช่ดาบสามัญ”
“กระจ่างชัดแล้วใช่รึไม่” เทียนหลี่เยว่แทรกย้ำ “ต้นเหตุที่ทำให้เสียนชินอ๋องต้องเข้าคุกก็คือราชบุตรเขยและเหอซ่งจิน หากทำอะไรสวามีข้าไม่ได้จึงต้องไปลงกับคนที่ดูจะไร้ทางสู้กว่า... ทั้งยังอุกอาจพยายามทำลายพระราชดำริแห่งองค์ฮ่องเต้ด้วยการจงใจก่อศึกแย่งชิงหญิงงามขัดขวางมิให้เหอซูเซียนได้เข้าเฝ้า ตัดโอกาสที่นางจะได้เป็ผู้ให้กำเนิดรัชทายาทแด่ฝ่าา พวกเ้ายังคิดว่าไม่ใช่ฝีมือของคนเลวนั่นอีกรึ?!”
ทั้งอวี๋เหยาและซิงเฉินเม้มริมฝีปากยอมรับคำวินิจฉัยของเ้านายหญิงผู้เกรียงไกรพร้อมกัน
“เ้าจะจัดการกับเื่นี้เช่นไรราชบุตรเขย?”
ผู้ถูกถามนิ่งคิดอย่างตรึกตรอง หากเพราะเหตุการณ์นี้จะบุ่มบ่ามตัดสินความมิได้
“ออกจากคุกหลวงมาครานี้เห็นทีเสียนชินอ๋องจะยิ่งทวีคูณความร้ายกาจขึ้นเป็แน่...” เทียนหลี่เยว่กล่าวต่ออย่างทบทวน “ชะร้ายจะถึงขั้นชิงบัลลังก์เมื่อสบโอกาสเหมาะ และคงวางแผนอย่างรัดกุมจากกองกำลังเถื่อนทั่วต้าสุ่ย”
“แววชัดว่าแผ่นดินจะกำเนิดทรราชย์องค์ใหม่ขึ้นมาในไม่ช้านี้แล้ว” ผู้เป็สวามีสำทับ
“หากลืมตาหนึ่งข้างหลับตาหนึ่งข้างไม่เพียงแต่จะไม่ได้คืนความเป็ธรรมให้แก่เหอซ่งจินผู้เป็สหายที่พร้อมจะตัดคอร่วมกันของเรา แต่ยังจะได้เห็นแผ่นดินจมอยู่ในอุทกภัยแห่งน้ำตาโดยไม่คิดจะยับยั้ง”
หลิวฮุ่ยิพยักหน้าตามที่ภริยากล่าวอย่างหนักใจ
“ข้าจะไม่ยอมปล่อยให้แผ่นดินที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของบิดาข้าต้องถูกทำลายย่อยยับด้วยคนเลวเช่นนั้นเป็อันขาด!”
ดวงตาของนางวาวโรจน์ขึ้นอีกครั้ง คล้ายกับก่อนที่จะออกรบครานั้นไม่มีผิด
จะจัดการกับเสียนชินอ๋องจอมโอหังผู้นี้ไม่ง่าย ขนาดใช้อาวุธไล่สังหารขุนนางชั้นสูงจนสร้างความโกลาหลกลางท้องพระโรงนับว่าเป็คดีร้ายแรงยังได้รับโทษจำคุกเพียงไม่กี่สิบวัน ฉะนั้นหากไม่ใช่เื่ที่ใหญ่โตและมีหลักฐานมัดแน่นจนดิ้นไม่หลุดก็คงจะล้มคนเ้าเล่ห์และร้ายกาจผู้นี้ลงไม่ได้
แต่จะใช้เื่ใดมากำราบเขาได้เล่า...
“ใต้เท้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบในเวลานี้ ท่านจะเข้าไปไม่ได้นะ!”
ด้านนอกมีเสียงเอะอะของอวี๋เหยาเพื่อขัดขวางใครบางคนก่อนประตูห้องทำงานจะถูกเปิดออกอย่างพลการ
หลิวฮุ่ยิเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารระเกะระกะบนโต๊ะทำงานไม้จื่อถานก็พบกับบุคคลไม่คุ้นตายืนอยู่ตรงหน้า
“ขอประทานอภัยที่ข้าน้อยเสียมารยาท...” เสียงทุ้มฟังนุ่มหูนั้นเอ่ยพร้อมประสานมือมาด้านหน้าด้วยรอยยิ้มที่แสดงไมตรีอย่างจริงใจ “ข้าน้อย ‘เซี่ยเว่ยหลาน’ รองเสนาบดีกรมยุติธรรมคนใหม่คารวะใต้เท้าเสนาบดีหลิว”
เ้าของห้องทอดมองชายหนุ่มรูปงามร่างสูงเพรียวแต่ไม่ผอมเกินไป ผิวพรรณขาวนวลเนียนยิ่งอยู่ในชุดสีครามเข้มอย่างขุนนางชั้นสูงในราชสำนักก็ยิ่งขลับให้ดูผุดผาด ด้วยความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา หากแต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเคยประสบพบกันมาเมื่อใด
เ้าของใบหน้าหล่อเหลาริมฝีปากบางเป็เส้นตรงเมื่อเจือรอยยิ้ม
“ฟังจากน้ำเสียงและบุคลิกของเ้าแล้วไม่พ้นจะเป็บุรุษผู้สุขุมและใจเย็น แต่เหตุใดกิริยาจึงผลุนผลันราวกับมีเื่เร่งด่วน?”
“ถูกต้องขอรับ”
“เร่งว่ามาเถิด” เปิดโอกาสแล้วผู้าุโกว่าก็ก้มหน้าทอดมองตัวอักษรเคล้ากลิ่นหมึกที่เพิ่งละสายตาไปพลาง
“ข้าน้อยมีเบาะแสของเสียนชินอ๋องขอรับ”
ได้ฟังดังนั้นหลิวฮุ่ยิก็กระตุกหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่อีกครั้ง พร้อมกับที่นายอารักขาหน้าห้องก็ปรี่ตามเข้ามาด้วยท่าทางละล้าละลัง
“เสียนชินอ๋อง...?” คนฟังทวนเสียงพึมพำอย่างหวาดระแวง
เหตุใดบุรุษหน้าละอ่อนผู้นี้จึงล่วงรู้ปณิธานอันเป็ความลับภายใน
เช่นนี้แล้วเขาสมควรได้รับความไว้วางใจแน่หรือ?
“เ้าถูกส่งมาจากที่ใดกันแน่?”
คนถูกจับผิดเผยรอยยิ้มอย่างผ่อนคลายแกมทะเล้นเล็กน้อย
“ข้าน้อยมาจากตระกูลเซี่ยอย่างไรเล่าขอรับใต้เท้า”
“บังอาจ!” หลิวฮุ่ยิกำหมัดแน่นพร้อมขมวดคิ้วมุ่นจ้องบุคคลจอมยียวนตรงหน้าเขม็ง
“เซี่ยเว่ยหลานล่วงเกินใต้เท้าแล้ว” คนถูกตวาดรีบค้อมตัวลงอย่างนอบน้อม “เพียงแต่ข้ามิได้บังอาจดังเช่นท่านว่า อีกทั้งข้าก็มิได้มีภูมิหลังอันเป็ที่น่าสงสัยเฉกเช่นท่านกำลังระแวงอยู่เวลานี้ อดีตข้าเป็ขุนนางชั้นผู้น้อยเมื่อได้รับโอกาสจากฝ่าาให้ได้มาเป็ผู้ช่วยใต้เท้าเสนาบดีหลิวผู้มีชื่อแล้วก็ต้องเรียนรู้และทำให้สุดความสามารถขอรับ”
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ผู้เป็หัวหน้าหน่วยงานจึงระงับโทสะลงได้
“เช่นนั้น... เ้าได้ข้อมูลใดมา?”
คนถูกถามยืดตัวขึ้นอีกครั้งก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็เข้มขรึมขึ้น“คลังอาวุธต้องสงสัยที่เมืองท่าชีจื่อเฉาขอรับ...” เซี่ยเว่ยหลานตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ซึ่งสะท้อนให้คนฟังฉายประกายวาวโรจน์ผ่านดวงตาคม
“ว่าต่อซิ”
“ข้าน้อยสืบความมาแล้วว่าท่าชีจื่อเฉานั้นมีคนของเสียนชินอ๋องมากกว่าที่ใด เรียกได้ว่าเขาควบคุมพื้นที่บริเวณนั้นอยู่อย่างหนาแน่นเลยก็ว่าได้ขอรับ อีกทั้งบริเวณนั้นยังมีโกดังลึกลับซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกอีกหลายหลัง”
คนฟังมองผู้รายงานอย่างครุ่นคิดอีกครั้ง ขณะที่คนถูกพินิจพิเคราะห์ก็เริ่มออกอาการประหม่าจนต้องหันไปมองอวี๋เหยาซึ่งยืนหน้าเหวออยู่ข้างกำแพงไม้
“ข้าน้อย... กล่าวสิ่งใดผิดไปหรือไม่ขอรับ? หรือว่าใต้เท้าไม่พอใจให้ข้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเื่นี้...?”
หลิวฮุ่ยิขบกรามแน่นอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนแววตาที่แข็งกระด้างเมื่อครู่ให้นุ่มลง
“ข้าเพียงแต่... สงสัย”
“สงสัยสิ่งใดขอรับ โปรดถามมาเถิด ข้าน้อยไม่มีสิ่งใดจะปิดบังผู้บังคับบัญชาการอยู่แล้ว” เซี่ยวเว่ยหลานยืนยันความจริงใจด้วยสีหน้าจริงจัง
“เ้าคงสืบจนแจ้งแก่ใจแล้วว่ารองเสนาบดีกรมยุติธรรมคนก่อนต้องหลุดจากตำแหน่งเพราะเหตุใด”
“ขอรับ... ข้าน้อยทราบดี”
“เช่นนั้นเ้าก็ยังหาญกล้าเยี่ยงนั้นหรือ?”
เรียวคิ้วหนาของคนถูกย้อนถามเลิกขึ้นข้างหนึ่ง
“ไม่มีเหตุผลใดที่ข้าจะแสดงความขี้ขลาดเยี่ยงนั้นขอรับ”
คำตอบของเขาเร้าให้คนฟังต้องยืดลำตัวตรงเพื่อตั้งใจในสิ่งที่เขากำลังจะกล่าวต่อ
“เพราะบัดนี้มันคือหน้าที่ของข้า ขึ้นชื่อว่ากรมยุติธรรมแล้วก็ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของแผ่นดินมาก่อนประโยชน์ส่วนตน แม้นจะเสี่ยงภยันตรายและตั้งตนเป็ศัตรูกับผู้มากอิทธิพลในใต้หล้าเยี่ยงไรข้าก็ต้องเผชิญ... ไม่มีสิทธิขี้ขลาด”
ใบหน้าที่เคยนิ่งขรึมก่อนหน้านี้เริ่มปรากฏเป็รอยยิ้มพอใจอาบขึ้นมาน้อยๆ
“ประเสริฐนัก หวังว่าเ้าจะทำงานได้ดีดังเช่นปากของเ้านะเซี่ยเว่ยหลาน...”
“ขอรับใต้เท้า ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อตอบสนองให้ทุกปณิธานของใต้เท้าสำเร็จและเป็จริงขอรับ”
ผู้าุโกว่ามองผู้ใต้บังคับบัญชาของตัวเองด้วยแววตาอ่านยาก แม้ว่าเขาจะพอใจในเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของอีกฝ่าย แต่ก็กลับรู้สึกไม่ถูกชะตาขึ้นมาอย่างน่าประหลาด