จงฉีเสนอให้หนิงเฟยหลงนำทัพไปโจมตีก่อน ความคิดเห็นของทั้งสองตรงกันและจงฉียังเสนอให้หนิงเฟยหลงนำทัพม้าสามพันนายบุกเข้าตีทัพพิทักษ์บูรพาด้วยความเร็วเพื่อเป็นการประหยัดเวลาและไพร่พลส่วนทหารอีกหนึ่งหมื่นสองพันนายจงฉีจะอาสาคุมทัพไปต้านทัพพิทักษ์อุดรไว้เอง
การหารือได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็วจางจิ้นจี้และจางจิ้นสิงถูกแต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพคุมพลทหารม้าตามหนิงเฟยหลงไปส่วนชงเป่า จั้วหย่ง และลู่คง นั้นตามจงฉีไป
นอกจากนี้ยังมีการเรียกรวมกลุ่มเงาสังหารด้วยโดยตั้งให้ซู่เฟิงเป็นรองผู้นำ นำคนไล่สังหารคนจำพวกแม่ทัพนายกองที่สามารถลอบสังหารของฝ่ายศัตรูให้ได้ และมีอีกงานคือสืบข่าวโดยให้เย่เซียวและกงจิ้นเป็นผู้ช่วยในการปฏิบัติภารกิจ
ส่วนช่างจิ่นกวางเห็นว่ากำลังปิดด่านทะลวงขอบเขตอยู่อีกไม่นานก็คงสำเร็จหากเป็นเช่นนั้นตระกูลหนิงก็จะมีจอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพด้วยกันถึงสามคน นั่นจะส่งผลถึงอำนาจของตระกูลหนิงที่มากถึงแต่ให้ตระกูลถูและเหรินร่วมมือกันก็ไม่อาจเป็นภัยกับตระกูลหนิงได้อีกต่อไป !
ในเมืองเซียงเองก็มีการเคลื่อนไหวเนื่องจากหนิงหลินนำกำลังทหารส่วนใหญ่ออกมาทำให้อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือคุณชายรองหรือก็คือหนิงอวี่ ผู้เป็นบิดาของหนิงจินและหนิงเฟิง หนิงอวี่มีการเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ และถูกจับตามองโดยชงหยางที่หนิงเฟยหลงได้ให้เป็นหูเป็นตาภายในเมืองเซียง
เกือบทุกการเคลื่อนไหวของหนิงอวี่ล้วนถูกจับตามองโดยชงหยางแต่ก็มีบางอย่างที่หลุดรอดไปได้ สถานการณ์ภายในเมืองเซียงก็ไม่ดีเช่นกันแต่เขายังติดอยู่กับหน้าที่ผู้บัญชาการทัพคงไม่อาจกลับไปแก้ไขสถานการณ์ที่เมืองเซียงได้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของชงหยางแล้ว
หนิงเฟยหลงให้ทหารพักผ่อนจนเต็มอิ่มแล้วจึงมุ่งหน้าพากองทัพเคลื่อนพลไปอย่างรวดเร็วตัวเขาเองก็ยังต้องถึงกับความรวดเร็วของกองทัพม้าของเขาเพียงหนึ่งชั่วยามก็เคลื่อนพลได้ถึงสี่ร้อยลี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นม้าสวมเกราะและดูท่าแล้วนี่คงจะเป็นม้าพันธ์ที่ดีที่สุดที่หอสมบัติจะหามาให้จงฉีคงถลุงเงินของเขาไปมากกับสิ่งนี้ พอคิดแล้วเขาก็รู้สึกหวิว ๆ ขึ้นมาทันที
อีกสี่สิบลี้ก็จะถึงค่ายของกองทัพพิทักษ์บูรพาแล้วไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเดินทัพต่อ พักผ่อนเอาแรงเสียก่อน
“จางจิ้นสิงท่านช่วยไปสอดแนมกำลังข้าศึกให้ข้าหน่อย”
“ขอรับนายท่าน” จางจิ้นสิงไม่กล้ารีรอออกเดินทางทันทีครึ่งชั่วยามถัดมาเขาก็กลับมารายงาน
“กองทัพข้าศึกมีไพร่พลราว ๆ สองหมื่นนาย ผู้นำทัพมาคือ ‘สวี่หยางสือ’ มีทหารเกราะเบาเป็นส่วนใหญ่ทหารเกราะหนักมีเพียงสองพันนาย ทหารม้ามีเพียงสองสามร้อยนายเท่านั้น”กล่าวรายงานเสร็จจางจิ้นสิงก็ถอยไปด้านข้าง
“เข้าใจแล้ว สั่งการลงไป พักผ่อนให้เต็มที่ยามจื่อ ( 23.00 - 24.59 น. )เราจะเข้าตีค่าย !”
“รับคำสั่ง !” จางจิ้นสิงและจางจิ้นจี้แยกออกไปสั่งการลูกน้องของตนทันที
...
ยามจื่อ หนิงเฟยหลงสั่งเคลื่อนพลอย่างเงียบเชียบเมื่อห่างจากค่ายสองลี้ก็สั่งให้บุกโจมตีทันที !
ทหารม้าสามพันนายบุกฝ่าค่ายเข้าไปเข่นฆ่าทหารตะวันออกไปทีละคนเริ่มจากทหารเวร จนไปถึงกระโจม และเสบียงอย่างรวดเร็วเพราะเป็นทหารม้าจึงทำให้การโจมตีเป็นไปอย่างรวดเร็ว
สวี่หยางสือที่พึ่งจะเข้านอนได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังไปหมดก็อดไม่ได้ที่จะลืมตาตื่น ต่อมาได้กลิ่นไหม้ ดวงตาก็เบิกโพลง ! รีบลุกขึ้นมาหยิบกระบี่ สวมชุดเกราะเป็นเวลาเดียวกันกับที่ทหารเข้ามารายงาน
“นายท่าน ข้าศึกบุกเข้ามาแล้วขอรับ ขอคำสั่งด้วย !”
สวี่หยางสือออกคำสั่งไม่รอช้า “ให้ทุกคนไปถอยไปรวมตัวทิศตะวันออกเราจะถอยกลับ”
“ขอรับ” ทหารนายนั้นรีบออกไปถ่ายทอดคำสั่งทันทีทหารของตะวันออกก็พากันถอยหนีกองเพลิงออกนอกค่ายทางทิศตะวันออก
ทว่ากองทหารม้าจำนวนหนึ่งก็มาดักรอพวกเขาอยู่ นั่นคือคำสั่งของหนิงเฟยหลงทัพหนึ่งสองพันบุกเข้าโจมตีทางทิศตะวันตก ทัพหนึ่งหนึ่งพันดักรอทางทิศตะวันออกต้องโจมตีอย่าให้ทัพพิทักษ์บูรพาฟื้นกำลังได้
ทหารของสวี่หยางสือถูกต้อนกลับเข้าไปในค่าย ทหารส่วนใหญ่ถูกไฟคลอกตายที่เหลือก็โดนสังหาร หนีรอดไปได้เพียงสวี่หยางสือและทหารอีกไม่ถึงพัน
สวี่หยางสือไม่ทันได้ออกรบก็พ่ายแพ้แล้วนี่ส่งผลถึงชื่อเสียงของเขาอย่างมากสิ้นสงครามกลางเมืองเขาก็คงต้องถูกปลดไม่ว่าฝ่ายใดจะชนะก็ตาม สิ้นศึกนี้แล้วหนิงเฟยหลงก็ไม่คิดรั้งอยู่ต่อต้องรีบเดินทัพไปสมทบจงฉี
...
“รองผู้บัญชาการจงท่านจะให้เราตั้งค่ายที่ใดกัน ?” จั้วหย่งเอ่ยถาม พวกเขาเดินทางมาเกือบจะถึงจุดที่กองทัพพิทักษ์อุดรต้องผ่านแล้วจำเป็นต้องเลือกที่ตั้งค่าย
จงฉีทอดสายตามองออกก็เห็นทั้งป่าและภูเขาตั้งอยู่เรียงรายขนานไปกับถนนฝั่งหนึ่งเป็นป่า ฝั่งหนึ่งเป็นเขา ทัพโลหิตทมิฬควรตั้งทัพที่ใด ?
“ตั้งตรงนี้ ปิดถนนไปเลยเถอะ”
“ตามนั้น”ค่ายได้ถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วพวกเขามีหน่วยที่เกี่ยวกับการก่อสร้างนี้อยู่แล้วเรื่องนี้จึงไม่ยุ่งยาก เพียงหนึ่งชั่วยามทุกอย่างก็เสร็จสรรพ
ผ่านไปหนึ่งวันกองทัพพิทักษ์อุดรก็เดินทางมาถึง ห่างจากค่ายของจงฉีไปประมาณยี่สิบลี้ซือหลี่ให้ทหารออกมาสอดแนมกำลังพล เห็นว่ามีไพร่พลน้อยกว่าจึงไม่คิดจะตั้งค่ายเขาต้องการจะตีค่ายนี้ให้แตกแล้วเดินทัพไปช่วยถูซุยที่นครหลวงเหอผิงโดยเร็ว
ทหารที่ซือหลี่สืบได้คือหนึ่งหมื่นเขามีความมั่นใจมากว่าจะสามารถตีทัพที่ขวางไว้อยู่แตกได้เพียงครึ่งชั่วยามใช่ว่าเขาจะดูแคลนศัตรู แต่เขามีสิทธิ์ที่จะดูแคลนศัตรูจริง ๆกองทัพพิทักษ์อุดรนับเป็นกองทัพอันดับหนึ่งหากเทียบในสี่กองทัพชายแดนเขาได้คุมทัพที่เป็นอันดับหนึ่งจึงไม่หวั่นต่อข้าศึกทหารของเขาห้าหมื่นนายล้วนมีความเป็นระเบียบอย่างยิ่งทั้งยังชำนาญการทำศึกสงครามระหว่างชายแดนซ่งเยว่นั้นมีการปะทะกันอยู่หลายครั้ง
และเขตที่กองทัพพิทักษ์อุดรต้องดูแลนั้นยาวไปถึงชายแดนฉู่ส่วนหนึ่งและยังไปถึงอู๋อีกส่วนหนึ่งด้วยเรียกได้ว่าเขตชายแดนกับอาณาจักรอื่นส่วนใหญ่กองทัพพิทักษ์อุดรเป็นผู้ดูแล
ทหารใหม่อย่างกองทัพโลหิตล้วนไม่อยู่ในสายตาของเขา พึ่งตั้งมาได้ไม่กี่เดือนเท่านั้นจะมีความชำนาญในการสู้รบได้อย่างไร? ทำลายค่ายโจรหรือ ? เขาเองก็ทำได้เพราะงั้นการที่ให้ทัพเด็กใหม่มารอรับเขานับเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งก็แค่เดินต่อไปหากขวางเขาก็จะทำลาย
ทหารพิทักษ์อุดรหอบหิ้วความฮึกเหิมและความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม กองทัพเขามาเพื่อช่วยกู้สถานการณ์ในนครหลวงโดยเฉพาะหากผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้เห็นทียศถาบรรดาศักดิ์ แก้วแหวนเงินทอง คงไม่พ้นพวกมันแน่ !
...
“รายงาน ! กองทัพพิทักษ์อุดรหาได้หยุดพัก แต่กลับเร่งเดินทัพตรงเข้ามา”ทหารสอดแนมเข้ามารายงาน
จงฉีพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นก็ขึ้นไปบนเชิงเทินเขาให้ทหารเตรียมธงผืนใหญ่ไว้สองธง ธงหนึ่งสีแดง ธงหนึ่งสีขาว
เมื่อมองเห็นทัพเหนือมาแต่ไกล จงฉีก็สั่งให้ทหารปักธงขาวไว้พร้อมกับแต่งทหารห้าร้อยนายออกไปรับหน้า จงฉีเองก็ออกจากค่ายไปรอรับเช่นกัน
ซือหลี่เห็นธงขาวก็สำคัญว่าอีกฝ่ายยอมแพ้ขอเจราจึงลดการป้องกันลง พร้อมกับสั่งให้กองทัพหยุดเคลื่อนพลเขาและทหารม้าห้าร้อยนายก็เคลื่อนขบวนเข้าไปหานายทหารระดับแม่ทัพที่ยืนรออยู่หน้าค่ายที่มีท่าทางนอบน้อมอย่างยิ่ง
จงฉีเองก็เห็นซือหลี่ควบม้าตรงมา ไม่ต้องบอกเลยว่าชายกลางคนสอมเกราะสีเงิน ถือง้าวเงินนั่นคือซือหลี่ หากสังเกตให้ดีซือหลี่เป็นชายจมูกงุ้มซือหลี่ดูเป็นชายวัยกลางคนที่นับถือเรื่องความหรูหรายิ่ง ดูจากการแต่งตัวและอาวุธของเขาม้าที่ขี่มาเองก็มีลักษณะดี อาชาสีขาว
“ข้าน้อยจงฉียินดีต้อนรับนายท่านซือ” จงฉีทำความเคารพตามความเหมาะสม
ซือหลี่ยิ้มขึ้นอย่างผู้ที่เหนือกว่าแล้วแสร้งเอ่ยถาม “จงฉีรึ ?ไม่เคยได้ยิน เจ้าอยู่ในกองทัพใดกัน ?”
จงฉีโค้งให้ต่ำกว่าเดิมแล้วว่า“ข้าน้อยเป็นรองผู้บัญชาการกองทัพโลหิตทมิฬขอรับ”
คิ้วของซือหลี่ก็พลันขมวดขึ้น “ทัพของหนิงเฟยหลงนะหรือ ?” เขาและหนิงเฟยหลงไม่ได้มีความแค้นต่อกันจะมีก็แต่ภารกิจที่ได้รับมาให้กำจัดชายหนุ่มผู้นี้ทิ้งเสีย
“ขอรับ นายท่าน ผู้บัญชาการของข้าน้อยคือผู้บัญชาการหนิง”จงฉียังตอบตามปกติราวกับว่าไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่เคร่งขรึมขึ้น
ซือหลี่กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณแล้วเอ่ยว่า “จงฉีผู้บัญชาการของเจ้าอยู่ที่ใด ?” เขามองไปทั่วแล้วก็ยังไม่เห็นชายหนุ่มผู้เสมือนผู้นำของทัพราวกับว่าไม่ได้อยู่ในกองทัพนี้
จงฉีไม่ได้รีบตอบ เขามองซ้ายมองขวาแล้วเดินเข้าไปใกล้ซือหลี่ที่อยู่บนหลังม้าสีขาวจากนั้นก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “ผู้บัญชาการหนิงหาได้อยู่ที่นี่ไม่ คาดว่าคงติดพันอยู่ที่นครหลวงทัพทั้งหมดที่นี่ข้าน้อยล้วนเป็นผู้ควบคุม”
ซือหลี่เลิกคิ้วขึ้นสายตาก็เพ่งมองเข้าในดวงตาของอีกฝ่ายดวงตาของจงฉีไร้ความผันผวนดูท่าแล้วคงจะเป็นความจริง “เช่นนั้นเจ้ายอมแพ้ต่อข้ารึ?”
จงฉีไม่ได้ตอบเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยต่อว่า “ข้าน้อยเพียงหวังว่าหลังสิ้นศึกนี้จะได้รับตำแหน่งที่ดียิ่งขึ้น
ดวงตาของซือหลี่แจ่มชัดขึ้น เขารู้แล้วว่าชายผู้นี้ต้องการสิ่งใด “ฮ่าฮ่าฮ่า”ชายวัยกลางคนหัวเราะเสียงดัง “เช่นนั้นพวกเจ้าก็ร่วมเดินทัพไปกับข้า”
“น้อมรับคำสั่ง !” จงฉีทำความเคารพอีกครั้งแล้วก็ทำท่าทีออกคำสั่งกับลูกน้องทำเป็นรื้อค่ายออก ซือหลี่มองดูด้วยความสนใจเจ้าหมอนี่ใช้การได้ ! ครั้งนี้เขาได้กำไรแล้วซือหลี่กลายเป็นผู้บัญชาการสองกองทัพไปเรียบร้อยแล้ว !