“สังหารพวกมันให้หมดทั้งองครักษ์ทั้งคนขับรถม้า” แววตาผู้พูดคมกล้าดุจประกายสายฟ้าน้ำเสียงหนักแน่นยืนยันสิ่งที่พูดอย่างไร้ความลังเล
“คุณหนู”สตรีชุดเหลืองร้องเรียกนายของตนอย่างจนใจ นึกโกรธ์ที่บีบคั้นให้คุณหนูของนางต้องเดินมาถึงจุดนี้หากคนเป็นายกลับไม่มีท่าทีเปลี่ยนใจ พลางเอ่ยต่อ
“พวกมันปรารถนาชีวิตของข้าเมื่อข้าไม่ยินยอมมอบให้โดยดีก็ก่อเล่ห์เพทุบายหวังเอาชีวิต มาถึงขั้นนี้แล้วแม่นมข้าถอยกลับไม่ได้แล้ว มือของข้าอาจเปื้อนเืแต่จะต้องอนาทรไปใยเล่าเมื่อข้าไม่เกรงนรก ไม่เชื่อถือ์ ต่อให้บีบคั้นให้ข้าถึงทางตายหากข้าไม่ยินยอมก็ไม่มีใครเด็ดลมหายใจของข้าได้โดยง่าย” จบคำมือเล็กก็หยิบมีดบินออกมาวางที่เบาะด้านข้างเปิดฝาจุกขวดเคลือบสีดำแล้วป้ายพิษกร่อนปราณลงบนคมมีดทั้งหมด ๓๖ เล่ม
ทั้งยังใช้จุกผ้าชุบยาพิษทาไว้บนปลายหอกยุทธ์สีดำที่แม่นมซูถือไว้อีกด้วย
“ลงมือเถอะตอนนี้ยังไม่เข้าเขตป่าสนธยายังพอมีเวลาเหลือให้คิดอ่าน”
“เ้าค่ะบ่าวทราบแล้ว” ซูเฉี่ยนผงกศีรษะรับ ลอบร่ำร้องอยู่ในใจว่าคุณหนูของนางหากตัดสินอะไรลงไปแล้วก็เด็ดขาดหนักแน่นดูไปก็คล้ายกับนิสัยของนายท่านสามผู้เป็น้าชายราวกับถอดกันมา
ซูเฉี่ยนขยับกายไปใกล้ประตูรถม้าแล้วแง้มเปิดออกเมื่อสังเกตอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าสารถีมิใช่คนเดิม กลับเป็บุรุษแปลกหน้าที่รูปร่างคล้ายๆ คนขับรถม้าคนเก่า
“แม่นมมีสิ่งใดหรือ”ชายผู้นั้นเหลือบเห็นว่ามีความผิดปกติจากด้านหลังจึงเอ่ยถามด้วยเสียงราบเรียบ
“หยุดพักสักครู่ คุณหนูอาการไม่ดี”
“ขอรับ” คนขับรถรับด้วยความงุนงงแต่พวกเขาที่รับงานครั้งนี้ต่างรู้กันดีว่าคุณหนูฝูผู้เป็เป้าหมายมีร่างกายอ่อนแอกว่าเด็กทั่วไปการที่แม่นมซูบอกให้หยุดม้าลงขณะที่กำลังหนีตายเลยไม่ได้ทำให้เขาสะกิดใจสงสัย
เมื่อรถม้าชะลอความเร็วลงพวกองครักษ์ติดตามทั้งสี่จึงกระตุกสายบังคับม้าให้วิ่งช้าลง องครักษ์ผู้หนึ่งใช้ขากระทบสีข้างของม้าแล้วควบขี่เข้ามาใกล้รถม้าเพื่อสังเกตการณ์
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” องครักษ์นายหนึ่งถามด้วยเสียงเ็า
“คุณหนูอาการไม่ดี จำต้องพักสักครู่”
“ไม่ดีแน่ ศัตรูกำลังไล่ตามมา”
“เช่นนั้นหรือ” เด็กน้อยพึมพำขึ้นพลางจ้องมองไปยังบุรุษที่นั่งบนหลังม้านอกหน้าต่างเขาผู้นั้นชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับดุจนิล ประกายแวววาวงดงามดุจดารา
เพียงเสี้ยวลมหายใจถัดมามีดบินปีกแมลงปอสองเล่มก็ถูกซัดออกจากปลายนิ้วของนาง
ใบมีดจับสะท้อนแสงตะวันเป็ประกายวูบวาบแวบหนึ่งก็ส่งสองคมปักลงกลางดวงตาเป้าหมายไม่พลาดเป้า
“อ๊ากกก”ชายหนุ่มส่งเสียงครวญครางด้วยความเ็ป เพื่อนองครักษ์ที่เหลือรีบขี่ม้าเข้ามาใกล้อย่างตระหนกหากไม่ทันที่พวกมันจะได้สังเกตเห็นอันตรายที่คุกคาม
โลหะที่จับต้องมุมแสงที่สาดส่องก็วิบวับเข้ากระทบดวงตาของพวกมันมีดบินทั้งหมดบินพุ่งออกมาจากหน้าต่างรถม้า มีปลายทางคือพวกมันทั้งสาม
หนึ่งคนถูกมีดปักเข้ากลางอกส่วนอีกสองคนถูกมีดแฉลบผ่านแก้มและต้นแขน
สองรายหลังแม้มีดบินเพียงเฉียดผ่านแต่พิษร้ายที่เคลือบไว้บนคมมีดก็แทรกซึมเข้าสู่โลหิตพวกมันอย่างไม่อาจต้านทาน สี่ร่างต่างล้มตกลงมาจากหลังม้าและนอนสิ้นกำลังอยู่บนพื้นดิน
แม่นมซูจ้องมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตื่นตะลึง ทีแรกนางเข้าใจว่าคุณหนูจะให้นางเป็ผู้ลงมือแต่ไม่คาดว่าเมื่อสบจังหวะนายน้อยก็ซัดมีดบินปีกแมลงปอเข้าจู่โจมพวกมันอย่างไม่พูดไม่จา
ยามนี้ยังเหลือสารถีอีกคนที่ยังไม่ต้องพิษแม่นมไม่รอให้มันได้ตั้งหลักรีบเปิดประตูรถม้าออกไปก็เห็นว่าคนขับกำลังเงื้อดาบออกจากที่ซ่อน แต่เขาก็ช้าเกินกว่าหอกยุทธ์ในมือนางเพียงผนึกพลังแผ่ลงไปปราณสังหารสีดำทมิฬก็พุ่งทะลุหลังคอออกทางลูกกระเดือกด้านหน้าสายโลหิตฉีดพุ่งดุจสายฝน อาบทาร่างของอาชาเทียมม้าสองตัวจนขนขาวเปลี่ยนสี ซูเฉี่ยนถีบร่างที่โงนเงนไปมาลงไปด้านล่างจนกลิ้งไปรวมกับกลุ่มองครักษ์ทั้งสี่นาย
“นังแพศยา เ้าเป็บ้าหรือไร” องครักษ์ผู้หนึ่งแผดเสียงตวาดั์ตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น คิดอยากจะลุกจากพื้นแต่ก็ไร้กำลัง
“พวกเ้ารับเงินจากน้าชายข้าให้ติดตามคุ้มกันสู่สำนักกระถางโอสถแต่ใจคิดคดตลบหลัง เพียงเท่านี้ก็ถือว่าข้าเมตตาพวกเ้ามากพอแล้ว ตามกฎของสำนักคุ้มภัยโทษทัณฑ์ของพวกคิดขายนายจ้างคือ แล่เนื้อหมื่นริ้ว”คนพูดมิใช่สตรีร่างโปร่งชุดเหลืองกลับเป็คุณหนูน้อยวัย ๑๐ ขวบ ที่นั่งอยู่ภายในรถม้า
แม้พวกมันไม่เห็นตัวแต่กลับััได้ถึงความเด็ดขาดและเ็าของน้ำเสียง
ดังที่นางกล่าว โทษทัณฑ์ที่กลุ่มสำนักคุ้มภัยบัญญัติขึ้นสำหรับพวกรับว่าจ้างแต่ทรยศหักหลังผู้ว่าจ้าง นอกจากจะถูกทำลายตันเถียนลงแล้วก็จะถูกลงทัณฑ์ด้วยมีดคมกริบ แล่ลงบนิัเป็ริ้วเล็ก ๆ ทั่วร่างและปล่อยให้โลหิตไหลออกมาจากกายช้า ๆ จนตาย
“วันนี้ต่อให้พวกเ้าสังหารข้าก็ไม่มีวันหนีรอดพวกของข้ากำลังตามมาสมทบในไม่ช้า”
“ต่อให้พวกข้าหนีไม่รอดแล้วอย่างไรมิสู้ส่งพวกเ้านำทางสู่ปรภพล่วงหน้าไปก่อนมิดีกว่าหรือ ” เด็กน้อยนั่งตัวตรงหัวร่อขึ้นเสียงดังพลางกล่าวด้วยเสียงยะเยียบ
“ลงมือ” คำสั่งดุจคำพิพากษาที่พวกมันทั้งสี่ไม่อาจขัดขืน
สิ้นเสียงของผู้เป็นาย หอกยุทธ์ในมือของแม่นมซูก็ตวัดชี้ตรงไปยังสี่บุรุษบัดนี้นางอยู่ในชั้นปฐีขั้น ๑ แม้ขั้นต่ำกว่าพวกองครักษ์ที่มีระดับปฐีขั้น ๒ เหล่านี้แต่พิษกร่อนปราณก็สะกดพลังบางส่วนของพวกมันไว้ ทำให้ไม่อาจหลบเลี่ยงประกายแสงสีดำอนธกาลที่จู่โจมเข้าใส่
“อ๊าก”
พวกมันได้แต่ร้องออกมาอย่างเ็ปร่างกายไม่อาจเคลื่อนไหว ได้แต่นอนรอความตายอย่างสิ้นหวัง
ซูเฉี่ยนลงมือสามครั้งติดต่อกันก็เด็ดชีพพวกมันได้หมดจดนางเปิดประตูรถม้าก้าวเข้ามาแล้วถามคุณหนูด้วยสุ้มเสียงหนักใจ
“จะทำอย่างไรดีเ้าคะจะย้อนกลับไปดีหรือไม่” ทีแรกแม่นมก็คิดว่าการย้อนกลับหลังคือทางเลือกที่เหมาะสม แต่จากคำขู่ของพวกมันแสดงว่าคนร้ายต้องติดตามเข้ามาในเส้นทางสู่เขตต้องห้ามเป็แน่หากพบเจอพวกมันระหว่างย้อนกลับหลังก็เท่ากับะโลงสู่หลุมพรางซ้ำสอง
“เส้นทางเป็เช่นไรข้าก็ไม่รู้เช่นกันจำได้ลาง ๆ ว่าก่อนถึงเขตป่าสนธยาจะมีหมอกโลหิตปกคลุมอยู่หมอกนั้นเป็พิษหากสูดเข้าไปจะทำให้อวัยวะภายในถูกทำลาย
ทางเส้นนี้มีเส้นทางย่อยที่นำไปสู่เมืองเชิงเขาเหมือนหงลู่และชิงลู่อย่างน้อยสู้ไปตายเอาดาบหน้าคงดีกว่าหันหลังกลับ หากไปผิดทางก็ยังมีหมอกโลหิตเป็สัญญาณเตือน” เด็กน้อยได้แต่นึกเสียดายทั้งที่นางตั้งใจว่าจะอ่านแผนที่และศึกษาเส้นทางสายนี้แล้วแท้ ๆแต่วันนั้นก็เกิดเื่ขึ้นเสียก่อน
นางจึงเค้นเอาความรู้ลาง ๆที่พอหลงเหลือในความคิดออกมา แม้มันจะเป็แสงริบหรี่ปลายอุโมงค์แต่อย่างน้อยก็พอให้พวกนางได้มีจุดหมาย
เมื่อได้ข้อสรุป แม่นมซูจึงรับหน้าที่ขับรถม้ามือขวาจับสายบังเหียน มือซ้ายถือแส้ บังคับม้าแล่นตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ยากเย็นนักอย่างไรเสียแม่นมซูก็เคยเป็ชาวยุทธ์มาก่อนแค่บังคับม้าย่อมไม่เหลือบ่ากว่าแรงของนาง ระดับของนางก็บรรลุถึงชนชั้นปฐีลำพังอาชาทั่วไปไหนเลยจะกล้าพยศยามอยู่ในการบังคับควบคุมของนาง
แต่ซูเฉี่ยนก็คงไม่คิดว่าจะเกิดเื่ขึ้น
ตูม...เสียงะเิดังขึ้นกึกก้องขวางทางเบื้องหน้าจนซูเฉี่ยนต้องกระตุกสายบังคับม้าเพื่อหลบเลี่ยง
ปราณโจมตีสองสายที่ก่อให้เกิดเสียงะเิเป็เพียงการเบิกโรง
“มิคาดคิดว่าพวกเ้าจะเป็ปลารอดแหมาได้ไกลถึงที่นี่”เสียงแหบเล็กของบุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น ปลายทางต้นเสียงมีร่างในชุดดำอำพรางใบหน้าสามคนยืนอยู่ข้างกันแม้อำพรางกายในชุดดำแต่ก็มองออกว่าร่างกายพวกมันค่อนข้างผอม
คนหนึ่งถือดาบใบหลิว คนหนึ่งถือดาบหกห่วงและอีกคนถือกระบี่เหล็กกล้า
ทั้งสามล้วนเป็อาวุธชั้นสามัญมิใช่อาวุธเวท
มันเลยทำให้ซูเฉี่ยนเบาใจลงเล็กน้อยเพราะจากการคาดการณ์ทั้งสามน่าจะมีฝีมือเหนือชั้นกว่านางขั้นถึงสองขั้นหากพวกมันยังมีอาวุธเวทในอีกก็เกรงว่าโอกาสรอดของพวกนางสองนายบ่าวคงไม่หลงเหลือ
จะใช้จังหวะทีเผลอเหมือนตอนหลอกล่อองครักษ์ก็เห็นจะทำได้ยากพวกนางหนีมาได้ไกลถึงเพียงนี้ พวกมันย่อมต้องระวังภัยอย่างแข็งขัน
ซูเฉี่ยนใช้แส้ฟาดลงสะโพกม้าทั้งสองอีกมือก็บังคับสายให้ม้าวิ่งแฉลบไปอีกทาง
ม้าสองตัวควบวิ่งไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อสบจังหวะนางดึงสายบังเหียนมาถือไว้มือเดียวกับแส้ ส่วนมือขวาก็ควงหอกยุทธ์แล้วซัดปราณจู่โจมไปยังสามบุรุษชุดดำที่กำลังไล่ล่าตามติด
“บัดซบ” ปราณโจมตีรุนแรงกว่าที่พวกมันคาดคิดแถบพลังสีดำประกายเหลืองบอกชัดว่าสตรีผู้นี้เป็ผู้ฝึกตนธาตุน้ำมิหนำซ้ำนางยังอาวุธระดับหวงไว้กับตัว
ความเลิ่นเล่อชั่วขณะทำให้พวกเขาถูกแรงกระแทกจนต้องชะงักเท้าไป รถม้าวิ่งห่างไปทุกทีหากปล่อยไว้เช่นนี้ก็คงไม่ดีแน่ หนึ่งในชายชุดดำจึงสะบัดดาบหกห่วงผนึกปราณของมันเข้าไปแล้วโจมตีใส่รถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
ห่วงปราณทั้ง๖ สร้างขึ้นจากปราณปฐีขั้น ๓ มันสาดพุ่งเข้าโรมรัน
โครม ...
รถม้าสั่นะเือย่างรุนแรง เป็จังหวะติดต่อกันหลายครั้งแต่ก็ไม่มีส่วนใดบุบสลายเนื่องจากผนังด้านนอกบุด้วยเหล็กกล้าทั้งพลังปราณโจมตีเป็พลังจากผู้ฝึกตนโดยตรงไม่ได้มีพลังวิเศษในอาวุธแฝงมาด้วยมันจึงไม่อาจทำอะไรรถม้าได้นอกจากสร้างแรงสั่นไหว
พวกชุดดำเยื้องกรายดุจภูตพราย พยายามตามติดอย่างไม่ลดละแม้ต้องเสียปราณภายในกายจนร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าแต่เป้าหมายครั้งนี้ไม่อาจรอดชีวิตพวกมันจึงทุ่มมวลกำลังทั้งหมดเพื่อสกัดกั้นรถม้าไม่ให้วิ่งต่อ
ฝูอวี้ฉยงที่นั่งอยู่ในรถย่อมได้รับแรงกระเทือนจากการสั่นไหวหลายครั้งจนไม่อาจฝืนตัวนั่งบนเบาะได้ต่อ ร่างเล็กตกลงมากองกับพื้นอย่างรวดเร็ว แม้รู้สึกปวดเพราแรงกระแทกแต่ก็กัดฟันข่มความเ็ปไว้
นางใช้สองแขนพยุงร่างแล้วคลานไปนั่งด้านหน้าโต๊ะเล็กกลางพื้นหยิบกระดาษ จานฝนหมึกและพู่กันที่วางคู่กันไว้จากชั้นด้านข้าง และเขียนอักษรลงบนกระดาษที่ฉีกเป็แผ่นขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของตนเล็กน้อย กระดาษส่วนหนึ่งที่เขียนข้อความบางอย่างไว้ซ่อนในหนังสือที่วางรวมอยู่บนชั้นอีกส่วนก็พับเป็ทบเล็ก ๆ ซ่อนไว้ที่ใต้ขาโต๊ะเตี้ยกลางห้องและใต้เบาะที่นั่ง
หากวันนี้พวกนางไม่อาจหลบหนีไปได้อย่างน้อยนางก็จะลากพวกมันลงนรกตามติดไปด้วย
มีดบินที่ปักคาศพสี่องครักษ์คือเบาะแสอย่างหนึ่งว่านางคือผู้ลงมือหากน้าชายติดตามมาพบก็คงคาดเดาได้ว่าพวกองครักษ์ที่นอนตายอยู่กลางทางมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกที่ลอบโจมตีขบวนแต่นางก็ไม่ลืมที่จะเขียนข้อความสั้น ๆ ชี้ตัวพวกมันซ่อนไว้อีกชั้นเพื่อยืนยันว่าพวกมันจะได้โทษทัณฑ์จากการรับทรัพย์สองทาง
ทางด้านนอกบุรุษชุดดำยังคงโจมตีด้วยปราณสังหารต่อเนื่องเป็ระลอกแม้รถม้าจะแข็งแกร่งแต่ไม่ได้หมายความมันแกร่งทุกส่วน ล้อรถด้านหนึ่งถูกปราณปะทะจนเกิดรอยร้าวเมื่อฝืนวิ่งต่อไปไม่หยุดพัก รอยจึงลุกลามกลายเป็แตกหักเป็เหตุให้รถเอียงกะเท่เร่ไปข้างหนึ่ง ความเร็วก็ลดน้อยลงเนื่องจากรถขาดสมดุล
ฝูอวี้ฉยงรีบคลานไปยังประตูรถม้าแล้วกระชากเปิดออก
“ดูท่ารถจะไปต่อไม่ไหวแล้ว” นางรีบบอกเสียงก้อง
ซูเฉี่ยนเองก็คิดเช่นเดียวกันนางยืดกายขึ้นใช้ขาข้างหนึ่งเกี่ยวสายบังคับม้าไว้ แล้วย่อกายลงอุ้มร่างของเ้านายที่อยู่ที่พื้นด้วยความรวดเร็ว
เงาร่างชุดเหลืองพุ่งไปกลางอากาศแล้วร่อนกายลงบนหลังม้าตัวขวาที่ขนโชกชุ่มด้วยโลหิต
“คุณหนูจับสายบังคับให้แน่นนะเ้าคะ”สิ้นคำหอกยุทธ์ในมือของซูเฉี่ยนก็ตวัดตัดสายบังเหียนที่เชื่อมต่อกับรถม้าออกอาชาสีขาวขนชุ่มเืที่พวกนางนั่งทะยานกายออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่ต้องรับน้ำหนักจากการเทียมรถมันจึงวิ่งควบได้อิสระเสรี
ครืน ๆ !!
เสียงคลื่นพลังหนักหน่วงไล่ล่าไม่ลดละเมื่อพวกมันเห็นว่าสองนายบ่าวใช้ม้าหลบหนีก็รีบเหาะขึ้นกลางอากาศเร่งความเร็วสูงสุดเท่าที่มี แต่ชนชั้นระดับปฐีขั้นสองขั้นสามไหนเลยจะสามารถเหินกายได้ดังใจปรารถนา เพียงสิบลมหายใจก็ต้องลงสู่พื้นเพื่อรวมพลังระลอกใหม่ในการติดตาม
“แย่แล้ว” เสียงเล็กของเด็กหญิงที่นั่งอยู่ด้านหน้าเอ่ยขึ้นซูเฉี่ยนมองตรงไปข้างหน้าก็พบว่าพวกนางหลงทางมาเสียแล้ว หมอกหนาสีเืแดงเข้มที่โรยตัวปกคลุมผืนป่าห่างออกไป๑๐ จั้งข้างหน้าคือสัญญาณเตือนก่อนเข้าอาณาเขตต้องห้าม
“ทำอย่างไรดีเ้าคะ”
“ไปตายเอาดาบหน้า กลั้นหายใจไว้จนกว่าจะออกจากหมอกโลหิต”แม้แรกเริ่มฝูอวี้ฉยงจะยังใอยู่บ้าง แต่เทียบกับเหตุร้ายที่ประชิดติดคอหอยการเลือกเข้าป่าสนธยาอาจดีกว่าหยุดรอความตายอยู่กับที่
สามบุรุษที่ติดตามหน้าถอดสี ทันทีที่เห็นนายบ่าวควบม้าฝ่าหมอกโลหิตเข้าไปอย่างไม่กลัวตาย
“บัดซบ” ต่อให้พวกมันขยาดกับเขตต้องห้ามแต่หากปล่อยพวกนางไปในวันนี้พวกมันก็คงไม่อาจเก็บชีวิตของตนเองเอาไว้ได้
**************************