ปัง! เสียงปืนยิงขู่ไปทางด้านหน้าที่ทั้งสองวิ่งไป
“คุณทางนี้เร็ว” เมื่อเห็นอีกคนช้าเกินไปเขาจึงคว้าข้อมือเธอจูงให้วิ่งตามเข้าไปในป่าลึก ท่ามกลางความมืดไม่มีทางเลือกหากอยู่รอคนของเขามาช่วยคงไม่ทันการณ์ ถึงตอนนั้นเขาและเธอคงได้กลายเป็ศพก่อนแน่ เขาพาเธอเดินเข้ามาในป่าลึกซึ่งเป็เส้นทางที่เขารู้จักดี
แต่สำหรับหญิงสาวแล้วไม่ใช่เลย เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น เธอกำลังหนีอะไรอยู่แล้วผู้ชายที่บอกว่ามาช่วยเนี่ยไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน ทุกอย่างตั้งอยู่ในความไม่รู้แต่เธอก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนักนอกจากไว้ใจเขา อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่คนที่เล็งปืนมาทางเธอ
เขาพาเธอเดินลึกเข้าไปในป่า ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่หนทางยิ่งเดินยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีทางเรียบมีแต่ทางที่เต็มไปด้วยเนินหินต้นหญ้า ตลอดทางที่เดินมาเธอเตะเ้าหินพวกนั้นหลายรอบทั้งยังต้นหญ้าที่บาดแขนขา ยังโชคดีที่เธอใส่กางเกงขายาวมา ถึงอย่างนั้นเธอก็สู้ไม่ถอย
หากเป็เวลากลางวันคงได้เห็นใบหน้าซีดเซียวกับเหงื่อที่ผุดเต็มใบหน้าและลำตัวของเธอไปแล้ว
“คุณฉันคิดว่าฉันเดินต่อไม่ไหวแล้ว คุณหนีไปก่อนเลย” อังวรีรีบบอกเมื่อรู้สึกว่าเธอกำลังจะเป็ตัวถ่วงเขาในเร็ว ๆ นี้
“ผมมาช่วยคุณนะ จะให้ทิ้งคุณไว้อย่างนี้ได้ยังไง อีกอย่างนี่ก็ใกล้ถึงแล้ว”
“ใกล้ถึงเหรอ หมายความว่าคุณรู้ทางออกจากที่นี่เหรอ”
“อืม! อดทนหน่อยนะ” เขาให้กำลังใจเธอ
อย่างที่เขาบอกเดินต่ออีกไม่นานก็มาถึงจุดชมวิวที่เป็หน้าผาสูง หากเป็่เวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น ตรงนี้จะเป็สถานที่ที่สวยงามมาก แต่หากมา่เวลานี้ก็เป็สถานที่น่ากลัวที่หนึ่งเลย
ทั้งสองหยุดพักไม่นานก็มีเสียงฝีเท้ากลุ่มคนวิ่งตรงมาทางพวกเขา คราแรกเขาคิดว่าสลัดพวกนั้นหลุดแล้วแต่เขาคิดผิดพวกมันยังตามมาอยู่
“แย่แล้วคุณพวกนั้นตามมาทันแล้ว” อังวรีบอกด้วยน้ำเสียงเป็กังวล “ฉันว่าคุณรีบหาที่หลบก่อนเถอะช่วยฉันเท่านี้ก็พอแล้ว”
“หมายความว่าคุณจะยอมแพ้พวกมันเหรอ”
“ฉันจะสู้ในวิธีของฉัน คุณไม่เกี่ยวกับเื่นี้ไม่จำเป็ต้องเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับคนแปลกหน้าอย่างฉันหรอก วันนี้มีคนตายมากพอแล้ว”
“แล้วคุณจะทำยังไง ไอ้วิธีของคุณน่ะ”
“....” ไม่มีคำตอบมีแต่ความเงียบ
“สองคนก็ดีกว่าคนเดียวไม่ใช่หรือไง”
“แต่ว่า...” ยังไม่ทันจะได้พูดต่อเสียงะโเยาะหยันดังแทรกขัดเสียก่อน
“ฮา ๆ ไม่มีทางหนีแล้วถ้าไม่อยากตายก็เอาของของกูคืนมา”
“ของอะไรฉันไม่รู้เื่”
“อย่ามาทำเป็ไม่รู้หน่อยเลย ก็ของที่มึงหยิบผิดไป”
“ฉันไม่รู้เื่จริง ๆ”
“กูรู้ว่ามึงรู้เอาคืนมาดี ๆ แล้วกูจะปล่อยพวกมึงไป” ปล่อยเธอไปอย่างนั้นหรือขนาดนักท่องเที่ยวพวกนั้นไม่รู้เื่อะไรด้วยพวกมันยังฆ่าทิ้งได้เลย นับประสาอะไรกับเธอ
“แค่เอสดีการ์ดอันเดียวถึงกับต้องฆ่าคนที่ไม่รู้เื่ แกคงทำเื่ไม่ดีไว้สินะแล้วเอสดีการ์ดนั้นก็คงเป็หลักฐาน”
“ปากดีแบบนี้ แสดงว่าเปิดดูแล้วสินะ”
“ใช่ฉันเห็นทั้งหมดแล้ว เื่ชั่ว ๆ ที่พวกแกทำไว้ ถ้าฉันไม่ตายพวกแกไม่รอดแน่ ฉันจะทำให้คนชั่วอย่างพวกแกได้รับกรรมที่ทำไว้”
-นี้หรือคือวิธีต่อสู้ที่เธอบอก เป็วิธีฆ่าตัวตายชัดๆ สถานการณ์ที่ปืนจ่อหน้าแบบนี้ยังกล้าต่อล้อต่อเถียงกับเขา-คิมหันต์คิดในใจ
“ปากเก่งดีนิเอาตัวเองให้รอดก่อนดีมั้ย ส่งของกูคืนมา”
“ฉันจะคืนให้ก็ได้ แต่แกต้องปล่อยผู้ชายคนนี้ไปก่อนเขาไม่เกี่ยวอะไรกับเื่นี้ด้วย” พ่อเลี้ยงหนุ่มก้มมองเงาคนตัวเล็กที่อยู่ข้าง ๆ ยืนต่อรองชีวิตให้ ทั้งที่ไม่มีโอกาสที่พวกมันจะปล่อยทั้งเธอและเขาไปด้วยซ้ำ
“เหอะ ๆ ชีวิตตัวเองยังเอาไม่รอด ยังมีหน้ามาขอชีวิตให้คนอื่นอีก” ชายคนเดิมพูดน้ำเสียงหัวเราะเยาะหยันราวกับเป็เื่ตลก
“ใช่ตัวฉันยังไงก็จะต้องตายอยู่แล้ว แต่คนที่เขาไม่รู้เื่ด้วยแกควรปล่อยเขาไป”
“อย่ามาเสียเวลาต่อรอง ยังไงมึงสองคนก็ต้องตายอยู่ที่นี่ทั้งคู่”
“ถ้างั้นก็ยิงเลยสิถึงฉันตาย หลักฐานก็จะถูกส่งไปให้ตำรวจอยู่ดี” เสียงใสะโท้าทายด้วยความหวาดกลัว เขาััได้จากฝ่ามือน้อยที่สั่นระริกบีบมือเขาไว้แน่น
“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความอย่างที่พูดนั่นแหละ ไหน ๆ ก็จะตายอยู่แล้วี้เีอธิบาย”
“ปากดีนักนะอีนี่ ไปเอาตัวมันมานี่”
“หยุดอย่าเข้ามา”
“โอ๊ะ! แถวนี้มีพระเอกด้วย ดีเลยตอนตายจะได้ไม่เหงามีคนตายเป็เพื่อน”
“คุณหนีไปก่อนได้เลย เื่นี้ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ” เธอบอกเขาเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน พร้อมกับคลายมือที่จับเขาไว้ออก แต่ดูเหมือนเขาไม่ฟังที่เธอพูดเลย
“พวกมึงรู้มั้ย ว่าที่นี่เป็ที่ของใคร”
“ของใครก็ช่างกูไม่กลัว เพราะนายกูใหญ่”
“ดี! กูจะจำคำพูดของมึงเอาไว้” คิมหันต์กัดกรามแน่น ก่อนหันไปถามคนข้างๆ
“คุณพร้อมมั้ย” เขาถามเมื่อเห็นเงาคนหนึ่งในพวกมันกำลังเดินตรงเข้ามา พร้อมกับกอดกระชับเอวบางเข้ามาแนบลำตัว
“พร้อมอะไร” เธอถามด้วยความสงสัยไม่มีคำตอบจากเขาอีก เอวบางคอดถูกแขนแข็งแรงกระชับแน่นขึ้นก่อนเขาจะพาเธอะโพุ่งลงไปยังพื้นด้านล่าง พร้อมกับเสียงปืนดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ปัง! ปัง!
เป็เสียงปืนของคนงานในไร่ลูกน้องพ่อเลี้ยงหนุ่มที่ยิงมาจากทางด้านหลังของพวกมัน พร้อมกับวิ่งตรงเข้ามาจับกุมพวกมันไว้ บางคนสามารถหลบหนีไปได้หลังสอบถามจากพวกที่จับตัวมาได้ รู้ว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มโดดลงไปด้านล่างแล้ว จึงส่งตัวคนร้ายทั้งหมดให้ตำรวจ ก่อนแยกย้ายพากันตามหาเ้านายหนุ่มอีกครั้ง
เสียงร้องอังวรีดังก่อนจะหายไปเมื่อสองร่างร่วงหล่นลงมานอนกองอยู่บนกองฟางขนาดใหญ่
ตุ๊บ! อึก!
“เป็อะไรมั้ยคุณ” คนถูกถามมีอาการจุกเล็กน้อย เธอเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบ
“ไม่ค่ะ นี่เรายังไม่ตายใช่มั้ย” ถามเพื่อความมั่นใจ ก่อนถามต่อ “คุณรู้อยู่แล้วใช่มั้ยว่าข้างล่างนี้มีกองฟางอะ”
“อืม!”
“รู้อยู่แล้วก็น่าจะบอกกันก่อน ฉันคิดว่าไม่รอดแล้วแน่ ๆ ว่าแต่เราอยู่บนยอดเขานะทำไมถึงมีกองฟางพวกนี้ได้”
“ตรงนี้พึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ที่เราโดดลงมาเป็จุดชมวิวและค่อนข้างอันตรายพ่อเลี้ยง หมายถึงเ้าของไร่เขากลัวว่าจะมีนักท่องเที่ยวพลัดตกลงมา เลยสั่งให้คนงานช่วยกันขนฟางหญ้าพวกนี้มาวางกองไว้ ไม่คิดว่าจะได้ใช้จริง ๆ”
“เ้าของไร่นี่รอบคอบจริง ๆ ว่าแต่คุณเป็คนงานของที่นี่เหรอ”
“อืม”
“งั้นคุณก็ต้องรู้สิว่าเราจะกลับขึ้นไปข้างบนได้ยังไง”
“ไม่มีทางกลับขึ้นไปจากตรงนี้หรอกคุณ มีแต่โรยตัวจาก้าลงมา”
“หมายความว่ายังไง แล้วเราจะออกจากที่นี่ได้ยังไง”
“มีทางเดียวคือเราต้องเดินลงไปเท่านั้น”
“แต่นี่ไม่ใช่ทางที่เดินขึ้นมา แล้วเราจะลงไปได้ยังไง” ก็เพราะตอนนี้ทั้งมืด ทั้งไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนเธอถึงกังวล
“ผมพอรู้ทางตามผมมาก็พอ อย่าเดินออกนอกลู่นอกทางอีกละ ไม่งั้นพลัดตกเขาไปผมไม่ตามลงไปเก็บศพให้นะ”
“นี่คุณขู่ฉันเหรอ”
“เปล่าผมพูดจริง ๆ คุณดูนะฝั่งนี้เป็เขา ส่วนฝั่งนี้เป็เหวถ้าไม่เชื่อก็ลองโดดลงไปดู” เขาชี้นิ้วอธิบายผ่านความมืด เธอก็เห็นเป็เงาดำ ๆ ก็พอเข้าใจได้
“จะบ้ารึไงอุตส่าห์รอดมาได้แล้วฉันจะฆ่าตัวตายอีกทำไมเล่า”
“งั้นรีบไปจากตรงนี้ก่อนเถอะ เผื่อพวกมันตามมาอีก” เขาบอกก่อนเดินนำเธอไป ตามทางเดินเล็ก ๆ ด้วยความคล่องแคล่ว
“คุณช้า ๆ หน่อยฉันมองไม่เห็นทาง” เธอท้วงเมื่อก้าวตามเขาไม่ทัน
“โทษที คุณจับชายเสื้อผมไว้ แถวนี้ค่อนข้างอันตรายพลัดตกลงไปได้ง่าย”
“รู้ว่าอันตราย คุณก็ช่วยเดินช้า ๆ หน่อย ฉันเดินตามไม่ทัน” เธอบ่นแต่ไม่จริงจังนัก
“ว่าแต่คุณรู้จักคนพวกนั้นด้วยเหรอ”
“จะไปรู้จักได้ยังไง ฉันพึ่งจะเคยมาที่นี่ครั้งแรก”
“แล้วทำไมพวกนั้นต้องตามมาฆ่าคุณด้วย” พอเขาพูดเธอก็คิดถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ถูกยิงเมื่อครู่
“คงเพราะฉันไปรู้เื่ที่ไม่ควรรู้มาละมั้ง” อังวรีบอกน้ำเสียงสั่นเครือเธออยากให้เื่ที่เกิดขึ้นเป็เพียงความฝันเท่านั้น อยากตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองกำลังนั่งรถเมล์ไปทำงานเหมือนเช่นทุกวัน
“น้ำเสียงคุณดูไม่ดีเลย ไม่เป็ไรใช่มั้ย” เธอเลือกที่จะไม่ตอบแต่ถามเขากลับ
“ว่าแต่คุณรู้ใช่มั้ยว่าทางที่เรากำลังไปคือที่ไหน”
“ไร่คิมหันต์”
“แล้วอีกไกลมั้ยกว่าจะถึง”
“ถ้าไม่หยุดพักเลย เดินอีกประมาณสาม สี่ชั่วโมงก็น่าจะถึง”
“หา!! สามสี่ชั่วโมง”
“อืม ตอนคุณเดินขึ้นก็ใช้เวลาทั้งวันเลยไม่ใช่หรือไง ทางนี้ใกล้กว่าเยอะเลย”
เื่นี้เธอพอรู้แต่เธอเดินมาทั้งวันแล้ว หากจะหยุดเดินตอนนี้ก็น่ากลัวเกินไป เห็นเธอเงียบไปเขาจึงถามต่อ
“ถ้าคุณไม่ไหวเราหาที่พักแถวนี้ก่อนก็ได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินต่อ”
“ไม่ค่ะ ฉันไหว”
“แน่ใจนะ” เธอพยักหน้าก่อนเดินตามเขาต่อโดยไม่เอ่ยปากบ่นสักคำ ส่วนเขาก็ไม่ได้ชวนเธอคุยอีก กลัวจะทำให้คอแห้งหิวน้ำจะลำบากกว่าเดิม
เส้นทางที่เขาพาเธอเดินเป็เส้นทางเดินเท้าลัดเลาะเดินริมสันเขา ซึ่งการเดินในเวลากลางคืนค่อนข้างอันตรายหากเดินพลาดมีโอกาสได้ตกลงไปด้านล่างจริง ๆ เขาจึงระมัดระวังเป็พิเศษ