ตอนที่ 160 ยกระดับนักวิชาการ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ตอนนี้เมอร์ลินเริ่มเห็นปัญหาของเรื่องการไม่มีเงินแล้ว วัตถุเวทแต่ละชิ้นไม่ว่าจะเป็นวัตถุเวทที่ใช้อำนวยความสะดวกหรือใช้ในการต่อสู้พวกมันล้วนมีราคาแพง
เพราะเหตุนี้วัตถุเวทจึงเป็นสิ่งที่คนทั่วไปจะหาซื้อมาใช้ได้
ส่วนหนึ่งของปัญหาย่อมเป็นเพราะวัสดุพลังงานเวท
ยิ่งผลิตวัตถุเวทออกมามากเท่าไหร่ อัตราในการใช้หินพลังเวทยิ่งมีมากเท่านั้น
หินพลังเวทเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เหมืองหินพลังเวทเหล่านั้นยิ่งถูกขุดออกมาก็ยิ่งลดน้อยลงเรื่อยๆ ราคาของมันจึงค่อยๆ แพงขึ้น
ต้องรู้ไว้ว่านับตั้งแต่ปีแรกๆ ของยุคร้อยประเทศ หินเวทก้อนหนึ่งยังมีราคาก้อนละไม่กี่สิบวอยส์เท่านั้น
มันปฏิเสธไม่ได้ว่ายิ่งเวทยาศาสตร์มีการพัฒนา อัตราในการใช้หินเวทก็ยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้น
นี่เองจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องพลังงานเวท
สภาเวทมนตร์นั้นใส่ใจอนาคตของผู้คน พวกเขาออกนโยบายมาให้นักเวทยาศาสตร์ศึกษาวิจัยพลังงานทดแทนพลังงานเวท หรือการแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรพลังงานเวท
ออสตินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
หากเมอร์ลินต้องการเป็นนักเวทยาศาสตร์ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือเงิน
ร่างเล็กขี่พรมสีดำตรงไปยังสำนักงานสมาคมนักเวท
“ตอนนี้เงินค่าธีสิสทั้งสี่เล่มคงจะถูกส่งมาแล้ว มันน่าจะได้ซักหลายหมื่นวอยส์ ยังไงก็ถือว่าไปเปลี่ยนเข็มกลัดใหม่ด้วยก็แล้วกัน มาคิดๆ ดูการส่งธีสิสตีพิมพ์ก็ทำเงินให้ฉันได้ไม่น้อยนะ แถมไม่ต้องเหนื่อยอะไรมากด้วย” เมอร์ลินกล่าวพึมพำกับตนเอง
ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้คงจะไม่สามารถออกไปทำงานที่ไหนได้ ถึงต่อให้ทำได้ก็เกรงว่าเงินที่ได้รับอาจจะไม่คุ้มให้เขาเสียเวลาไป
ตอนนี้เขายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก บางทีการส่งธีสิสให้นิตยสารอาจทำเป็นอาชีพเสริมได้
ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวของเมอร์ลิน หากมันถูกเผยแพร่ออกไป ไม่รู้ว่ามีคนมากน้อยเท่าใดต้องกระอักเลือดออกมากับคำพูดพวกนี้ เพราะการเขียนธีสิสที่มีหัวข้อโดดเด่นจนตีพิมพ์ในนิตยสารวิชาการได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีคนมากมายเท่าไหร่ที่ต้องเผชิญหน้ากับการปฏิเสธของสำนักพิมพ์
การที่จะได้ตีพิมพ์ในแต่ละครั้งนั้นจึงไม่ง่ายเลย ต่อให้เป็นนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มก็ไม่ใช่เรื่องง่ายา
ความคิดของเมอร์ลินจึงเป็นความคิดที่อุกอาจเกินไปแล้ว
“ค่าแรงคนทั่วเดือนนึงก็ไม่กี่พันวอยส์เท่านั้น แต่การได้ค่าต้นฉบับธีสิสเล่มละหนึ่งหมื่น มันก็เป็นวิธีการที่หาเงินได้ง่ายจริงๆ” เมอร์ลินยิ้มออกมา
ดูเหมือนว่าเขาจะตัดสินใจเดินในเส้นทางนี้แล้ว
ในความคิดของเมอร์ลินเกิดความมาดมั่นว่าในระยะนี้เขาจะทำธีสิสชุดใหญ่ส่งออกไปตีพิมพ์
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่บ้ามาก แต่มันก็มีอัจฉริยะไม่น้อยที่ทำอะไรบ้าๆ ออกมาแบบนี้เช่นกัน
ทันทีที่ถึงสำนักงานสมาคมนักเวท เมอร์ลินก็เก็บพาหนะเวทของเขาเข้าไปในแหวน ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวอาคาร
ทว่าจู่ๆ ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงัก มืออดลูบไปที่แหวนไม่ได้
‘นี่คือสมาคมนักเวท อาคารของพวกเขามีค่ายกลตรวจจับ มาวิชจะถูกจับได้ไหม?’
เมอร์ลินเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมา เนื่องจากเขาพกโฮมุนคูสติดอยู่กับตัว ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าสิ่งนี้คือสิ่งต้องห้าม
อย่างไรก็ตามเด็กน้อยสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วปลอบใจตัวเอง
‘ตอนนั้นยังเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นมาได้ ค่ายกลตรวจสอบของสมาคมนักเวทคงไม่ยอดเยี่ยมขนาดนั้น’
ว่าแล้วเมอร์ลินก็ตัดสินใจเดินเข้าไปในตัวอาคารด้วยใจที่ตุ้มๆ ต่อมๆ
อาคารแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสภาเวทมนตร์ มันคือสัญลักษณ์ของพวกเขา ดังนั้นคนของสภาจึงก่อสร้างและวางค่ายกลไว้เป็นอย่างดี
แต่ทว่า ...
โชคดีที่เมอร์ลินสามารถเดินผ่านเข้าไปได้ โดยที่ค่ายกลตรวจจับไม่สามารถตรวจหามาวิชได้พบ
เมอร์ลินเดินลอดผ่านประตูแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ
“โชคดีที่ค่ายกลของพวกเขาไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้น หรืออาจเป็นไปได้ว่าพลังวิญญาณนั้นตรวจจับได้ยาก” เมอร์ลินเอ่ยพึมพำ
ไม่นานเขาก็ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่จัดการเรื่องของนักวิชาการ
แม้เขาจะมาที่นี่ไม่กี่ครั้งแต่เขาก็คุ้นชินเส้นทางอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีครับผมมารับเงินค่าตีพิมพ์นิตยสาร” เมอร์ลินกล่าวพร้อมกับนำเข็มกลัดนักวิชาการของตนเองออกมา
เข็มกลัดนี้จะระบุข้อมูลนักวิชาการของเขาเอาไว้ รวมถึงแสดงตัวตนเพื่อรับสิทธิพิเศษสำหรับนักวิชาการด้วย ซึ่งค่าตีพิมพ์นิตยสารวิชาการก็เป็นหนึ่งในนั้น
“รอสักครู่นะครับ” พนักงานชายคนนั้นรับเข็มกลัดของเมอร์ลินมาอย่างใจเย็น
อย่างแรกที่เขาทำคือการตรวจสอบเข็มกลัดสีเงินเพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านหลังเพื่อค้นหาธุรกรรมของผู้ใช้บริการ
สำหรับเมืองๆ หนึ่งนั้นมีนักวิชาการไม่มาก และรางวัลการตีพิมพ์นิตยสารก็จำกัดเพียงสิทธิ์ในการตีพิมพ์นิตยสารวิชาการในประเทศเท่านั้น มันจึงหาไม่ยาก
พนักงานคนนั้นกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
“คุณเมอร์ลินมียอดค่าตีพิมพ์นิตยสารหนึ่งแสนวอยส์ ไม่ทราบว่าจะรับเป็นเงินสดหรือโอนผ่านกำไลธนาคารดีครับ?” พนักงานชายคนนั้นกล่าวอย่างสุภาพ
เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกทึ่งกับความสามารถของเด็กน้อย แม้เขาจะเจอนักวิชาการมามาก แต่ก็ไม่เคยเจอนักวิชาการที่อายุน้อยขนาดนี้
สิ่งที่ทำให้เขาทึ่งไม่ใช่ค่านิตยสาร แต่มันคือแต้มวิชาการที่เด็กน้อยตรงหน้านี้ได้รับ
ส่วนเมอร์ลินก็อึ้งไปเช่นกัน เขาไม่คิดว่าค่าตีพิมพ์ในครั้งนี้จะได้มากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ธีสิสฉบับที่แล้วยังได้ค่าตีพิมพ์แค่หนึ่งหมื่นวอยส์เท่านั้น แต่ครั้งนี้เขาตีพิมพ์ธีสิสไปสี่หัวข้อกลับได้เงินมาถึงหนึ่งแสนวอยส์ เรื่องนี้ทำให้เขาไม่เข้าใจไม่น้อยเช่นกัน
‘หรืออาจเป็นเพราะธีสิสของฉันได้ขึ้นปก เงินจึงได้เยอะมากกว่าที่ควร’ เมอร์ลินลอบคิดในใจ
“โอนเงินครับ”
เด็กน้อยตอบพร้อมกำยื่นกำไลธนาคารไปที่แท่นผลึกหน้าเคาน์เตอร์
“ได้ครับ”
ไม่นานเงินจำนวนหนึ่งแสนวอยส์ก็ถูกโอนเข้าบัญชีของเมอร์ลิน
แม้โลกนี้จะไม่มีโครงข่ายข้อมูลที่เชื่อมเข้าหากัน แต่การบันทึกข้อมูลเป็นแมนนวลก็สามารถประยุกต์เข้ากับระบบการเงินการธนาคารได้
นั่นจึงทำให้การโอนเงินไปมาแบบนี้มีความสะดวกเป็นอย่างมาก
“ไม่ทราบว่าคุณเมอร์ลินจะปรับเข็มกลัดของคุณเลยไหมครับ?” พนักงานชายเอ่ยถาม
เมอร์ลินไม่ได้ตอบในทันที
ไม่นานพนักงานคนนั้นก็รู้ตัวว่าตัวเองข้ามขั้นตอนไปจึงรีบกล่าว
“ต้องขอโทษด้วยครับผมลืมบอกไปว่าตอนนี้คุณเมอร์ลินมีแต้มวิชาการ 776 แต้มแล้ว ซึ่งมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์นักวิชาการสองดาว ไม่ทราบว่าคุณต้องการยกระดับเข็มกลัดตอนนี้เลยไหมครับ?”
เมอร์ลินที่ได้ฟังก็พยักหน้าและเอ่ย “ครับ ทำมันได้เลย”
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าตอนเองได้กลายเป็นนักวิชาการสองดาวเรียบร้อยแล้ว แต่การเป็นนักวิชาการสามดาวอย่างที่คนอื่นๆ คาดหวัง ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เร็วๆ นี้