“แม่ผมมีธาตุไฟที่มีธาตุรองเป็นลม ส่วนพ่อ ผมไม่แน่ใจนัก แต่ถ้าให้เดาคิดว่าคงเป็นธาตุน้ำหลักมีดินเป็นธาตุรอง” ธันวาทำสีหน้าแปลก ๆ ออกมาขณะอธิบาย
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันยอมรับว่าเรื่องนี้มันแปลกใหม่สำหรับฉันมาก” ดารินพูดออกไปตรง ๆ “เธอที่มีธาตุในตัวครบทั้งสี่ธาตุ อย่างน้อยก็ควรใช้มนตร์ได้สักธาตุเป็นธาตุหลักได้ เหมือนกับธัญญ่า หรืออย่างน้อยก็ควรจะใช้ได้หลายธาตุแต่ไม่โดดเด่น ไม่ใช่หรือ?”
“เพราะอย่างนั้นไง ผมถึงเรียกตัวเองว่าพาหะ” ธันวาพูดอย่างเศร้าสร้อย “นอกจากเป็นนักประดิษฐ์วัตถุเวทมนตร์อย่างที่คนอื่นเข้าใจแล้ว ผมมันก็มีค่าแค่เป็นส่วนหนึ่งของส่วนประกอบหลักของเซรุ่มธาตุเท่านั้น มิหนำซ้ำยังผลิตได้แค่ราวเกือบหนึ่งขวดต่อวันอีกด้วย ต่อให้ซูบเลือดจากผมไปทำจนผมต้องสลบไปก็ตาม”
เมื่อดารินได้ฟังทั้งหมด ตอนนี้เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมธัญญ่าถึงพยายามช่วยน้องชายฝาแฝดของเธอออกมาให้ได้แม้จะต้องทำอย่างไรก็ตาม และเธอก็เข้าใจธัญญ่าด้วยว่าทำไมถึงเลือกวิธีใช้นี้ จะไม่มีใครสามารถกระตุ้นอานนท์ได้เลยนอกจากปลายฝนจะตกอยู่ในอันตราย
“เมื่อใช้เวทมนตร์ไม่ได้ การจะต่อต้านก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ การจะหนีไปจากที่นี่ยิ่งไม่มีหวัง จะพึ่งแต่พี่ธัญญ่าก็ไม่ได้ เธอไม่เก่งกาจพอที่จะสู้กับขุนพลพิพากษาอย่างแน่นอน แต่เมื่อพี่ธัญญ่าได้เจอคนที่ชื่ออานนท์ เธอก็บอกว่าเขาคือความหวัง ผมก็ได้แต่เชื่อเธอเท่านั้น” ธันวายิ่งพูดเสียงยิ่งเบาลง เขาช่างดูน่าสงสารจริง ๆ
“ขอโทษที่ต้องถามแบบนี้” ดารินหยุดคิดไปชั่วขณะเพื่อตรึกตรองก่อนจะพูดออกมาว่า “แล้วพ่อกับแม่เธอล่ะ? พวกเขาได้...”
“แม่เขา...” ธันวายืนตัวสั่นพูดเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองเมื่อดารินถามถึงพ่อแม่ เสียงของเขากลืนหายลงไปในคอของเขา
ดารินหยุดพูดลงทันทีที่เห็นสีหน้าที่มืดมนของธันวา แม้เขาจะไม่พูดออกมา แต่ดารินก็พอจะเดาออกว่าต้องมีสาเหตุบางอย่างที่พ่อแม่ของเขาไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือใด ๆ เขาได้ จากที่ดารินฟังมาทั้งหมด เขาดูเหมือนตกเป็นทรัพย์สินของกองทัพศิขาที่มีขุนพลพิพากษาเจ้าของ
“ตอนนี้ฉันเข้าใจเธอกับธัญญ่าแล้ว” ดารินพูดอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เปลี่ยนมาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมเธอถึงดูเกรงกลัวต่อขุนพลพิพากษาอะไรนั่นขนาดนั้น แต่ถึงแม้ว่าอานนท์จะไม่ได้มาด้วย แต่ฉันให้สัญญาว่าฉันจะพยายามพาเธอออกไปให้ได้ ส่วนธัญญ่าตอนนี้ลูกทีมของฉันก็ตรงไปหาเธอเพื่อช่วยเหลือแล้วเหมือนกัน”
“ขอบคุณมากครับ” ตาของธันวาเป็นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย
“แล้วพวกเราจะไปกันเลยไหม?” ดารินตรงเข้าประเด็นเลย ถึงอย่างไรเธอก็มาถึงตรงนี้แล้ว แต่เธอคิดไปเองว่าตอนนี้แหละเหมาะสมที่สุดตอนที่ศัตรูยังไม่รู้ตัว “เธอติดต่อพี่สาวของเธอได้ใช่ไหม? จะได้บอกเธอว่าฉันมาช่วยแล้ว พี่สาวของเธอจะได้สบายใจ”
ธันวาปฏิเสธทันที “พี่ธัญญ่าห้ามไม่ให้ผมติดต่อหาพี่โดยตรงเด็ดขาด เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงข้อสงสัยที่อาจส่งผลให้แผนการครั้งนี้ล้มเหลวเท่าที่จะเป็นไปได้”
ดารินพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบที่เธอต้องการ เธอรอฟังเขาพูดต่อว่า “แต่วันก่อน ตอนที่พี่ธัญญ่าแวะมาที่เมืองนี้ พี่ได้มาหาผมและบอกไว้ว่า ถ้าทุกอย่างเป็นตามแผน เราจะไปจากที่นี่ก่อนที่...”
“นายมั่นใจนะว่าที่นี่?” ดิเรกเอ่ยถามย้ำกับเทพไท
ตอนนี้ทั้งสองกำลังยืนอยู่หน้าตึกที่มีป้ายว่าโรงแรมทิวาจันทราอย่างที่พวกเขาคิดว่าธัญญ่าบอกไว้ มันทั้งหรูหราและใหญ่โต มันเป็นหนึ่งในตึกที่สูงที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้ เมื่อท้องฟ้าไร้ดวงอาทิตย์อันร้อนแรง ร่มที่พวกเขาเห็นก็ถูกหุบเลิกใช้งานไป และพวกเขาเงยหน้าขึ้นมองฟ้าเพื่อหาจุดสูงของตึกหลังนี้ พวกเขาเห็นเพียงตึกที่เหมือนถนนทอดยาวและถูกความมืดในยามดึกดื่นกลืนกินไป
แม้เวลาใกล้เที่ยงคืนเต็มที แต่เมืองอัคคีเทพสถิตย์ดูจะไม่ยอมหลับใหล แสงไฟจากเสาไฟสว่างไสวจนแทบนึกว่ายังเป็นเวลากลางวัน เทพไทและดิเรกยังเห็นผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ รถรางยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขันราวกับมันมีน้ำมันที่ไม่มีวันหมด ร้านอาหารยังคงส่งเสียงผัดทอดไม่ขาดสาย ควันลอยฟุ้งขึ้นท้องฟ้าจนบังดวงดาวอันสุกใส กินหอมยั่วน้ำลายจนดิเรกคิดว่าหากเขาอยู่ที่เมืองนี้ ตัวของเขาคงใหญ่กว่านี้อย่างแน่นอน
โรงแรมหรูเกือบจะใจกลางเมือง แม้จะใกล้เที่ยงคืนแล้วแต่ผู้คนยังพลุกพล่าน การโดนนัดหมายให้มาในสถานที่แบบนี้ ทั้งอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติอีก เป็นใครจะไม่ตั้งข้อสงสัยว่าอาจถูกหลอกมาบ้าง
แม้แต่เทพไทเองที่เชื่อใจธัญญ่ามากที่สุดคนหนึ่งก็ยังอดไม่ได้ที่จะเคลือบแคลง อย่างไรก็ตามคำถามของดิเรกเป็นการถามเพื่อยืนยันสถานที่เท่านั้น แม้มันจะมีความหมายแฝงว่าเราจะไม่ถูกหลอกใช่ไหม แต่เทพไทก็ได้แต่ยืนยันและตอบตามสิ่งที่ดิเรกถามมา