เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 29 ผิดธรรมชาติ


    เสียงผู้คนในสนามที่เคยคึกคัก บัดนี้กลับเงียบงันราวกับไม่มีใครกล้าหายใจแรง


    หลายคนมองไปยังแมงมุมปีศาจนรกด้วยตาที่เบิกกว้าง

    ความตื่นตระหนกปะปนกับความหวาดหวั่น ค่อย ๆ ก่อกระแสคลื่นวิจารณ์ที่โหมกระหน่ำ

     

    “นั่นมัน… สัตว์อสูรระดับนักรบขั้น 9 จริง ๆ หรือ!?”

    “ สัตว์ตัวนี้ระดับของพลังมันแผ่ออกมารุนแรงยิ่งกว่า ผู้อาวุโสหลายๆคนเสียอีก!”

     

    อีกคนเบิกตาโพลง ก่อนเอ่ยเสียงสั่น

     

    “แต่… แต่หลี่เฉินเฟิงน่ะ อยู่แค่ระดับรวมจิตขั้น 8 ไม่ใช่หรือ?!

    ทำไมเขาถึงควบคุมอสูรระดับสูงขนาดนั้นได้!?”

     

    กลุ่มศิษย์จากตระกูลที่นั่งอยู่ไม่ไกล เริ่มซุบซิบกันด้วยสีหน้าตื่นกลัว

     

    “ต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่…

    หรือเขามีวิธีฝืนสัญญาด้วยเคล็ดวิชาโบราณ?”

    “ไม่… แบบนั้นสัตว์อสูรจะต่อต้าน แต่อสูรตัวนี้เชื่อฟังเขาอย่างสมบูรณ์!”

    “แบบนี้มัน… ผิดธรรมชาติเกินไปแล้ว…”

     

    แม้แต่อาวุโสบางท่าน ยังหลุดปากด้วยความตกใจ

     

    “เด็กผู้นี้… สายสัมพันธ์กับสัตว์อสูรลึกซึ้งผิดมนุษย์

    การควบคุมข้ามขั้นถึงระดับนั้นโดยไม่มีการต่อต้าน มัน… มันคือพรสวรรค์หรือคำสาปกันแน่?”

     

    ใกล้ ๆ ที่นั่งของผู้อาวุโส หลานซือหรงจากนิกายเมฆาล่อง แววตาคมกริบจ้องมองอย่างเงียบงัน

     

    “จิตวิญญาณของเขา… แข็งแกร่งผิดธรรมชาติจริง ๆ”

    “เด็กคนนี้… ซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่?”

     

    บรรยากาศของเวทีเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    ไม่มีใครกล้าพูดว่าหลี่เฉินเฟิงเป็นเพียงศิษย์อัจฉริยะธรรมดาอีกต่อไป

     

    เวทีประลองยังสั่นสะเทือนเบา ๆ จากการเคลื่อนไหวของแมงมุมปีศาจนรก

    ทุกคนต่างจับจ้องอย่างไม่อาจละสายตา…

     

    หลี่ซูเฟยแม้จะใจหวั่น แต่ยังคงกัดฟันแน่น สายตาสั่นไหวแต่ไม่ยอมถอย เธอรู้ดีว่า หากปล่อยให้แรงกดดันจากแมงมุมปีศาจนรกครอบงำ จิตของเธอจะพังยิ่งกว่าร่างกายเสียอีก

     

    “พยัคฆ์ลาวา! ค้างคาวสองหัว! โจมตีหมาป่าวายุพร้อมกัน!!”

     

    เสียงตะโกนสั่งดังก้อง ฝ่าแรงกดดันอันหนักอึ้ง

    เปลวไฟปะทุขึ้นจากอุ้งเท้าของพยัคฆ์ลาวา ในขณะที่ค้างคาวสองหัวแผ่คลื่นเสียงสีเลือดออกจากปากทั้งสองข้าง พุ่งเข้าใส่เป้าหมายอย่างดุดัน!

     

    หมาป่าวายุคำรามโต้ตอบ มันพยายามใช้ความเร็วต้านทานไว้ แต่บาดแผลก่อนหน้าทำให้การเคลื่อนไหวช้าลงไป

     

    ทว่า—ก่อนที่การโจมตีจะสัมฤทธิ์ผล

     

    “ฉัวะ!!”

     

    แมงมุมปีศาจนรกขยับเพียงก้าวเดียว แต่อากาศก็สั่นไหว

    ร่างอันใหญ่โตของมันเคลื่อนตัวตัดหน้า ใช้ขาอันแหลมคมตวัดเข้าปะทะกับคมเขี้ยวเพลิงของพยัคฆ์ลาวา

    เปลวไฟกระเซ็นออก แต่กลับถูกหมอกพิษสีดำเขียวกลืนกินอย่างง่ายดาย

     

    ค้างคาวสองหัวพยายามพุ่งอ้อม แต่แมงมุมเพียงขยับลำตัว หมุนเส้นใยพิษจากช่องท้องสกัดกลางอากาศ

    “ฉึก!” เสียงเส้นใยพิษเกี่ยวโดนปีกด้านหนึ่งของค้างคาว มันกรีดร้อง กระพือปีกพัลวันถอยกรูด

     

    หมอกพิษเริ่มแผ่ขยาย แทรกซึมพื้นสนาม

    พลังจิตของหลี่ซูเฟยเริ่มหวั่นไหว เธอกัดริมฝีปากแน่น มองไปยังหลี่เฉินเฟิงที่ยืนอยู่ด้วยสีหน้านิ่งสนิท

     

    หลี่เฉินเฟิงไม่ได้พูดอะไร

    แต่ในมือเขา รอยอักขระของพันธะสัญญาเรืองแสงจาง ๆ

    เขาแค่หลุบตามองแมงมุมปีศาจนรก แล้วกระซิบเพียงคำเดียว

     

    “เก็บกวาดให้หมด”

     

    บรรยากาศทั่วสนามสั่นสะเทือนอีกระลอก

    ฝันร้ายได้เริ่มต้นแล้ว…

     

    ในห้วงเวลาที่หมอกพิษคลุ้งกระจายไปทั่วสนาม สีหน้าของหลี่ซูเฟยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เส้นใยเหนียวหนึบของแมงมุมปีศาจนรกเกาะตรึงแขนขาทั้งสองของพยัคฆ์ลาวาและค้างคาวสองหัวไว้แน่น เสมือนกับว่าการต่อต้านใด ๆ ล้วนไร้ความหมาย

     

    “อย่าให้มันจบแค่นี้…!”

    หลี่ซูเฟยกัดฟันแน่น พลังจิตพลุ่งพล่าน เธอสั่งการสุดแรงใจ

     

    ทันใดนั้น เปลวไฟแผดเผาก็ปะทุขึ้นจากร่างของพยัคฆ์ลาวา มันคำรามลั่น ต้านแรงรัดของใยพิษไว้ชั่วครู่ เส้นใยบางส่วนไหม้เกรียม ค้างคาวสองหัวกรีดร้อง ใช้เสียงคลื่นกระแทกสะท้อนตัดเส้นใยอากาศ

     

    “เปรี้ยง!”

    เสียงเส้นใยขาดสะบั้น ก่อนที่สัตว์อสูรทั้งสองจะหลุดออกจากพันธนาการได้

     

    หลี่ซูเฟยสบโอกาสรวบพลังจิต สะบัดแขนขวาเรียกอาคมป้องกันธาตุไฟ ห่อหุ้มร่างเธอไว้บางส่วนเพื่อกันหมอกพิษ แต่ถึงจะดิ้นหลุดได้ ร่างของเธอก็เริ่มอ่อนแรง สีหน้าเริ่มซีดเขียว ริมฝีปากแห้งผาก—พิษของแมงมุมปีศาจนรก…กำลังซึมลึกเข้าภายใน

     

    “ไม่… ข้ายัง… ยังไม่ยอมแพ้!”

     

    พยัคฆ์ลาวาและค้างคาวสองหัวพุ่งเข้าใส่อีกครั้งอย่างไม่ยอมจำนน แต่การเคลื่อนไหวช้าลงเล็กน้อย อาวุธแห่งพลังที่เคยรุนแรงพลันอ่อนแรงลงราวถูกดูดกลืน

     

    แมงมุมปีศาจนรกปล่อยหมอกพิษระลอกใหม่ปกคลุมทั่วสนาม ก่อนจะยกขาข้างหนึ่งฟาดใส่พยัคฆ์ลาวาอย่างจัง “ปัง!” แรงกระแทกทำให้มันกระเด็นไปหลายจั้ง ร่างแน่นิ่ง

     

    ค้างคาวสองหัวพยายามบินหนี แต่เส้นใยพิษเส้นหนึ่งพุ่งเข้าเกี่ยวตรงลำคอ ม้วนรัดแน่นจนส่งเสียงไม่ได้อีกต่อไป

     

    หลี่ซูเฟยมองดูทุกสิ่งอย่าง สิ้นพลังต่อต้าน เธอทรุดลงคุกเข่า มือกุมอก หายใจรวยริน

     

    “ข้า…ทำเต็มที่แล้ว…”

     

    สุดท้าย เสียงระฆังประกาศชัยดังขึ้น

     

    “ผู้ชนะในการประลองรอบนี้—หลี่เฉินเฟิง!!”

     

    เสียงโห่ร้องดังลั่นทั่วลานประลอง แต่ในหมู่เสียงเหล่านั้น มีหลายสายตาหันไปมองแมงมุมปีศาจนรกด้วยความสั่นสะท้าน

     

    ในสนามยังคงเงียบสงัด แม้เสียงระฆังจะประกาศผลไปแล้ว แต่บรรยากาศกลับไม่ได้มีเสียงยินดีเท่าที่ควร ทุกสายตาเบนไปยังแมงมุมปีศาจนรกที่ยังคงแผ่กลิ่นอายแห่งความตายออกมารอบกาย ใยพิษสีเขียวดำยังคงกระเพื่อมเบา ๆ บนพื้นเวที ประหนึ่งสัตว์อสูรตนนั้นยังคงจ้องหาเหยื่อรายต่อไป

     

    เหล่าผู้อาวุโสของแต่ละตระกูลและนิกายเริ่มหันมาพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด เสียงสนทนาแม้จะเบา แต่ก็ฟังได้ชัดจากความวิตกในน้ำเสียง

     

    “…ชนชั้นจอมอสูร แถมยังควบคุมได้โดยผู้ฝึกตนแค่ระดับรวมจิตขั้น 8 อย่างนั้นรึ?”

     

    “ไม่ใช่แค่นั้น ดูกลิ่นอายมันสิ—นี่ไม่ใช่อสูรที่ได้มาโดยทั่วไป… มันต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่”

     

    “ข้ายังนึกไม่ออกเลย ว่าเขาใช้วิธีใดผูกสัญญากับอสูรระดับนี้ได้ แต่พลังมัน… มันมากพอจะสังหารสัตว์อสูรระดับเดียวกันได้ในการโจมตีไม่กี่ครั้ง”

     

    “แมงมุมปีศาจนรก…ในบันทึกของนิกายเมฆาล่อง มีระบุไว้ว่า ครั้งสุดท้ายที่มีผู้ครอบครองมัน คือผู้ใช้เวทย์มืดจากยุคหลายร้อยปีก่อน…”

     

    คำพูดสุดท้ายนี้ ทำให้บรรดาผู้อาวุโสหลายคนเงียบลงไปทันที

     

    ขณะเดียวกัน หลี่เฉินเฟิงยืนอยู่อย่างสงบนิ่งบนลานประลอง แม้จะเป็นผู้ชนะ แต่แววตาของเขาไม่ได้แสดงถึงความยินดีเลยแม้แต่น้อย เขากลับปรายตามองแมงมุมปีศาจนรกของตน ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบเย็น

     

    “เจ้า…กลับมาเถอะ”

     

    แมงมุมปีศาจนรกส่งเสียงแหลมต่ำ ก่อนจะสลายหายเข้าไปในมิติสัตว์อสูร เงาสีดำบนพื้นพลันจางลง พิษและหมอกมรณะถูกแรงดูดหายไปกับมัน

     

    ทิ้งไว้เพียงความเงียบ และความตื่นตระหนกในใจของผู้คนทั้งสนาม

     

    ทันใดนั้น—เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบอันตรึงตึงทั่วทั้งสนาม

     

    “การประลองรอบรองชนะเลิศ คู่ที่สอง! หลี่หยาง ปะทะ หลี่ซูเหยา!”

     

    เสียงประกาศจากผู้อาวุโสผู้ควบคุมการประลองเปล่งกังวาน เสียงนั้นแม้จะหนักแน่น แต่ก็เจือด้วยแรงกดดันและความระวังหลังเหตุการณ์ของแมงมุมปีศาจนรก

     

    ผู้คนในสนามสะดุ้งจากภวังค์ ความสนใจพลันหันไปยังเวทีที่สองอย่างพร้อมเพรียง เสียงกระซิบกระซาบเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทั้งตื่นเต้นและกังวล

     

    “หลี่หยาง…เขาชนะหลี่เซียนมาได้ด้วยจิ้งจอกเงาจันทร์นั่น”

    “แต่หลี่ซูเหยาเองก็ไม่ธรรมดา ตุ๊กแกล่องหนกับหมาป่าเพลิงของนางน่ากลัวไม่ใช่เล่น…”

     

    สองเงาร่างก้าวขึ้นสู่ลานประลองสายตานับร้อยจับจ้อง ทั้งสองต่างมีใบหน้าเรียบนิ่งแต่ภายในต่างก็ร้อนระอุด้วยพลังและความตั้งใจ

     

    เสียงซุบซิบของผู้ชมเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ

     

    “หลี่หยาง…น่าจะแพ้แน่แล้วล่ะ!”

    “แค่จิ้งจอกเงาจันทร์ตัวเดียว จะเอาอะไรไปสู้กับอสูรล่องหนแบบนั้น”

     

    แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนก็เริ่มสบตากันเงียบ ๆ คล้ายเห็นใจเด็กหนุ่มที่เหมือนมาถึงทางตัน

    “เขาทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเกินพอแล้ว…”

    “จากแค่เศษขยะของตระกูล กลับฝ่ามาถึงรอบ 4 คนสุดท้ายได้ ใครจะไปเชื่อ?”

    “แต่เจอตุ๊กแกล่องหนเข้าไป แบบนี้ยังไงก็แพ้แน่นอน…”

     

    แม้แต่ในกลุ่มผู้อาวุโสบางคนก็เริ่มมีการส่ายหน้าเบา ๆ คล้ายยอมรับว่าผลน่าจะจบลงที่นี่

    พวกเขาระลึกได้ดีว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน เด็กหนุ่มผู้นี้ยังเป็นเพียง “ผู้ไร้คุณสมบัติ” ที่ถูกก่นด่าทั่วทั้งตระกูล

     

    แต่บัดนี้ เขากลับยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเวทีใหญ่ ตรงหน้าสายตาของผู้อาวุโสจากนิกายใหญ่ ราชสำนัก และตระกูลชั้นนำ

     

    ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร… ชื่อของ “หลี่หยาง” ก็ได้ถูกจารึกไว้ในหัวใจของผู้คนไปแล้ว

     

    ทันทีที่อาวุโสผู้ควบคุมการแข่งขันเอ่ยคำว่า “เริ่ม!”

    ทั้งสองเรียกสัตว์อสูรของตนออกมา หมาป่าเพลิง และ ตุ๊กแกล่องหน สัตว์อสูร ระดับนักรบขั้น 7 

    จิ้งจอกเงาจันทร์ ตอนนี้ก็อยู่ที่ระดับ 7 เช่นกัน

     

    หลี่หยาง ไม่รอช้า เขาสั่ง จิ้งจอกเงาจันทร์ พุ่งทะยานออกจากเงามืด ราวกับสายฟ้าที่แล่นในยามค่ำคืน ความเร็วพุ่งทะลุสายตาทั่วไปจนหลายคนมองไม่ทัน

     

    “โจมตีจากด้านข้าง!” หลี่หยางสั่งเสียงเฉียบ

     

    จิ้งจอกเงาจันทร์ปรากฏกายขึ้นด้านข้างของ หมาป่าเพลิง ก่อนจะพุ่งกรงเล็บใส่แบบไม่ให้ตั้งตัว แต่…

    ตุ๊กแกล่องหน ก็ไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ มันใช้กรงเล็บตวักจากเงามืด กระตุกจังหวะการเคลื่อนไหวของจิ้งจอกไปเสี้ยววินาที

     

    หมาป่าเพลิงหันกลับมาฟาดหางด้วยไฟอย่างฉับพลัน!

    ตูมมม!!

    เกิดเสียงระเบิดพลังเพลิงเล็ก ๆ จิ้งจอกเงาจันทร์ต้องดีดตัวออกมาอย่างรวดเร็ว

     

    หลี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘การเคลื่อนไหวเพี้ยนไปเล็กน้อย… ตุ๊กแกล่องหนยังรบกวนอยู่’

    แต่ในแววตาของเขา กลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย

     

    “เริ่มต้นได้แบบนี้แหละดี… จะได้ลากมันออกมาจากเงาให้เร็วขึ้น”

    หลี่หยางคิดในใจ พร้อมเตรียมใช้กลยุทธ์ที่เขาวางไว้รับมือกับเจ้าตุ๊กแกล่องหนตัวปัญหา

     

    เสียงคำรามของหมาป่าเพลิงสะเทือนไปทั่วสนาม เปลวเพลิงสีแดงฉาน ปะทุออกมาจากร่างของมัน ราวกับเทพอัคคีมาเยือนโลกเบื้องล่าง

     

    มันพุ่งเข้าใส่จิ้งจอกเงาจันทร์อย่างบ้าคลั่ง—เล็บเพลิงฟาดลงใส่เงาวูบวาบที่พยายามหลบหลีกไปมาอย่างฉิวเฉียด

     

    จิ้งจอกเงาจันทร์ แสดงความคล่องแคล่วเต็มที่ มันพุ่งหลบซ้ายที ขวาที ลากเงาไปตามสนามจนเกิดเป็นภาพซ้อนหลายสาย แต่หมาป่าเพลิงยังไม่หลงกล มันคงความเร็วและไล่ต้อนเข้าใกล้เรื่อย ๆ

     

    ไฟเริ่มลุกลามทั่วสนาม ประกายเพลิงสะท้อนในดวงตาคู่คมของหลี่หยาง

    “มันกำลังต้อนจิ้งจอกไปที่มุมนั้น…” เขาพึมพำเบา ๆ

     

    จิ้งจอกเงาจันทร์ถูกต้อนจนมาถึงมุมอับของสนาม ไร้ทางถอย

    เสียงกรงเล็บบางอย่างกระทบพื้นเบา ๆ จากเงาด้านหลัง

    …นั่นคือ ตุ๊กแกล่องหน ที่ซ่อนตัวรอจังหวะสุดท้าย มันปรากฏตัวครึ่งร่าง แสงเงาบิดเบี้ยวกำลังเงื้อกรงเล็บใส่หลังจิ้งจอก!

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน