คุณชายชิงอวิ้นนั่งมาในรถม้าด้วยอารมณ์ขุ่นมัวโดยมีคุณชายอี้เจ๋อนั่งเผชิญหน้าอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ในขณะที่กองทหารทั้งหมดกำลังถอยทัพกลับมามองเห็นได้ไกลๆ อยู่เบื้องหลัง
คุณชายทั้งสองมีเรื่องราวคาใจระหว่างกันแต่ก็ไม่มีใครยอมปริปากเอ่ยออกมาก่อน
เมื่อออกมาจากเมืองเหอผิงได้สักระยะเป็นคุณชายอี้เจ๋อที่เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ข้าอุตส่าห์วางแผนทุกอย่างไว้เป็นอย่างดีแล้วแต่เสด็จพี่กลับมาทำให้ทุกอย่างมันพังพินาศลงเช่นนี้”
“ก็ใครจะไปรู้เล่า ถ้าไม่ใช่เพราะตาเฒ่าสองคนนั่นออกข่าวลวงให้ข้าเข้าใจว่าเจ้าถูกจับเป็นตัวประกันข้าก็ต้องรีบมาช่วยเจ้าหนะสิ”
“ก่อนจากมาข้าก็บอกกับเสด็จพี่แล้วว่าข้าเอาตัวรอดได้เรื่องนี้เสด็จพี่ไม่น่าหลงกลพวกนั้นเลย”
“กลับไปรอบนี้ ข้าจะจัดการกับสองเฒ่านั่นให้เข็ดหลาบให้มันรู้กันไป ว่าพวกมันจะหลอกข้าได้อีกสักกี่ครั้ง”
“ใจของข้าอยากให้เสด็จพี่กำจัดพวกมันไปซะ”
“เพราะฮ่องเต้อยากให้ข้ารับพวกมันไว้ไม่อย่างนั้นข้าไม่มีวันรับไว้หรอก”
“มาถึงขนาดนี้แล้วยังมีอะไรที่จะต้องไปเกรงกลัวกับฮ่องเต้อีกเล่า”
คุณชายชิงอวิ้นไม่ตอบอะไรกลับไปเขาได้แต่คิดในสิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามกัน บัดนี้ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าได้สอนให้พวกเขารู้แล้วว่า แคว้นเหอฉีในตอนนี้ ไม่สามารถเอาชนะใครได้อีกแล้วแต่ไฉน ฮ่องเต้จึงเก็บพวกเขาไว้ ทั้งที่ทำผิดมานับครั้งไม่ถ้วน
ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นรถม้าก็หยุดลง คุณชายทั้งสองชะโงกหน้าออกไปก็พบกับหลีซื่อที่ยืนสีหน้าไม่ค่อยดีอยู่เบื้องล่าง
“เกิดอะไรขึ้น” คุณชายชิงอวิ้นถาม
“มีทหารบางส่วนไม่พอใจ พวกเขาคิดว่าเราควรจะโจมตีเมืองเหอผิงให้สิ้นซากไม่ใช่ปล่อยไปเช่นนี้ พวกนั้นเห็นว่าในตอนนี้กองทัพของเราเข้มแข็งกว่าแต่ก่อนมากทำไมคุณชายจึงต้องเกรงกลัวพวกมันด้วย พวกทหารไม่ยอมกลับ พวกเขาจะเปิดศึกให้ได้”
“บังอาจมาก ใครเป็นคนพูดเช่นนี้จับตัวมันมาให้ข้า” คุณชายชิงอวิ้นโกรธควันออกหู
ไม่นานนักทหารกลุ่มหนึ่งถูกนำตัวมาพบกับคุณชายชิงอวิ้น ทหารกลุ่มนี้จะเป็นนายทหารอาวุโสที่อยู่ในกองทัพมาเป็นเวลายาวนานพวกเขาไม่พอใจกับท่าทีล่าสุดของคุณชายชิงอวิ้น ที่พวกเขามองว่าโลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้ บทจะบุกก็ยกทัพออกมาแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง บทจะถอยก็ถอยแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย
คำพูดของนายหารเหล่านี้สร้างความโกรธแค้นให้กับคุณชายชิงอวิ้นเป็นอย่างมากแม้จะพยายามเก็บอาการเอาไว้ แต่มือไม้ที่สั่น แววตาที่จ้องเขม็งไปยังนายทหารอาวุโสเหล่านั้นใครเห็นก็ต้องตกใจ
คุณชายชิงอวิ้นพยายามเก็บอาการและยิ้มตอบกลับไปแต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่มีผล เมื่อนายทหารคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา
“หากท่านอ๋องยังอยู่ ป่านนี้เมืองเหอผิงแหลกเป็นจุลไปนานแล้ว”
..ควั่บบบ...
ดาบในมือคุณชายชิงอวิ้นตวัดไปที่ซอกคอของนายทหารอาวุโสคนนั้นในพริบตาเดียวร่างนั้นก็จนทรุดลงไปนอนจมกองเลือด ชักดิ้นชักงออยู่ชั่วอึดใจเดียวก่อนจะแน่นิ่งไปตรงนั้น
“มีใครอีกมั้ยที่อยากจะรบ” คุณชายชิงอวิ้นตะโกนไปยังกลุ่มนายทหารเหล่านั้นบัดนี้ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครกล้าปริปากอีกเลย ก่อนที่คุณชายจะหันไปหาหลีซื่อ พร้อมกับออกคำสั่งไป
“หากมีใครปากพล่อยอีกเจ้าเห็นแล้วใช่มั้ย ว่าจะต้องจัดการอย่างไร”
เหตุการณ์ดูเหมือนจะจบลงไปแล้วเมื่อทุกฝ่ายแยกย้ายกลับไปยังตำแหน่งของตัวเอง และคุณชายชิงอวิ้นก็สั่งให้ทหารเคลื่อนทัพต่อไป
แต่ในทันทีที่เคลื่อนทัพออกไปได้ไม่ไกลนักเสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากทางด้านหลัง
ก่อนที่หลีซื่อจะควบม้ากลับมาอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้นอีกละ”คุณชายชิงอวิ้นเริ่มหงุดหงิด
“พวกนั้นไม่ยอมกลับไปกับเราพวกเขาบอกว่า ถ้ากลับไปแบบนี้พวกเขาจะไม่ใช่ทหารของเหอฉีอีกแล้วตราบที่....” หลีซื่อลังเลไม่ยอมพูดให้จบ
“ตราบที่ อะไรของเจ้าพูดมาให้จบ”
หลีซื่อก้มหน้า พลางตอบกลับไปเบาๆ “ตราบที่คุณชายยังเป็นผู้นำ”
“ไอ้พวกนี้นี่” คุณชายชิงอวิ้นสบถออกมา ก่อนจะคว้าอาวุธประจำตัวก้าวลงจากรถม้าเดินดุ่มๆ เข้าไปยังทหารกลุ่มนั้นทันที
“คุณชายช่วยข้าหน่อย” หลีซื่อหันมาบอกคุณชายอี้เจ๋อที่ก้าวตามไปติดๆ
“ห้ามหรือ เจ้าคิดถ้าเสด็จพี่โกรธขนาดนี้แล้วจะมีใครห้ามได้อีกเล่า”
“บัดนี้ทหารของเราเหลือน้อยลงไปทุกทีพวกที่หนีไปเมื่อวันก่อนก็ไม่ใช่น้อย หากเราต้องเสียคนกลุ่มนี้ไปอีก ข้าเกรงว่าจะทำให้กำลังของเราอ่อนแอลงไปมาก” หลีซือเริ่มเป็นกังวล
“หาเราเลี้ยงทหารเช่นนี้เอาไว้ กองทัพของเราจะไม่อ่อนแอกว่างั้นหรือ”คำพูดของคุณชายอี้เจ๋อทำให้หลีซื่อหมดทางจะทัดทาน
เมื่อพวกเขาไปถึงก็พบว่า ทหารเหล่านั้นได้เก็บข้าวของสัมภาระเตรียมจะออกจากขบวนไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีทหารอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดจะติดตามพวกเขาไปด้วย
“พวกเจ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”คุณชายชิงอวิ้นส่งคำเตือนไปยังกลุ่มทหารเหล่านั้น
“ท่านสังหารเพื่อนของเราแล้วยังจะคิดว่า พวกเราจะอยู่กับท่านอีกยังงั้นหรือ” ใครคนหนึ่งตะโกนสวนกลับมา
“ล้อมพวกมันไว้” คุณชายชิงอวิ้นสั่งการไปยังทหารที่เหลือ
หลีซื่อรับคำสั่งไปปฏิบัติในทันทีเพียงครู่เดียว ทหารนับหมื่นปรับขบวนแถวเข้ามาล้อมกลุ่มนายทหารแตกแถวเหล่านั้น
“ข้าอยากรู้นักว่าพวกเจ้าจะหนีรอดไปได้สักกี่คน” คุณชายชิงอวิ้นกล่าวพูดกับหันไปสั่งการให้ทหารทุกนายเตรียมบุกโจมตี
ก่อนที่การปะทะกันจะเกิดขึ้นมีเสียงตะโกนดังมาจากเนินด้านหลัง พร้อมๆ กับมีคนจำนวนมากควบม้าตรงมายังพวกเขา
กลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือ เข้ามาเผชิญหน้ากับพวกเขาก่อนที่ผู้นำของพวกนั้นจะปรากฏตัวขึ้น
“พวกเจ้านี่ยังไม่ทิ้งนิสัยเดิมเลยนะเห็นคนน้อยกว่าไม่ได้เลย ต้องรุมเหมือนกับหมาตลอด”
“อิคาย” หลีซื่อสบถเบาๆ เมื่อเห็นหน้าชายผู้นั้นชัดๆ
“ดีใจจังเลย ที่เจ้ายังจำข้าได้ ฮ่าๆๆ”
“เจ้าต้องการอะไร” หลีซื่อทำใจแข็งสวนกลับไป
“เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าต้องการอะไร” คำตอบของอิคาย ทำเอาหลีซือใจสั่น
“เรื่องมันก็นานมาแล้วในตอนนั้นข้าไม่มีทางเลือกอื่น” หลีซื่อพยายามาทางออกให้ตัวเอง
“ตอนนี้ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน”อิคายประกาศชัด
คุณชายชิงอวิ้นที่ยืนมองอยู่นานเริ่มเก็บอาการไม่อยู่จึงได้ตะโกนไปบอกหลีซื่อ
“คนของเรามากกว่า เจ้าจะกลัวอะไรต่อให้พวกมันร่วมมือกัน ก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอก”
“ก็ลองดูสิ ทหารกระจอกของพวกเจ้า กับคนที่รบมาทั้งชีวิตอย่างพวกข้าใครกันแน่ที่จะรอดกลับไป” อิคายสวนกลับไป พร้อมกับยกดาบพร้อมรบ
คุณชายชิงอวิ้นเห็นดังนั้นก็สั่งทหารบุกในทันที
ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือด ฝ่ายเหอฉีแม้จะมีกำลังที่มากกว่า แต่เพียงเวลาผ่านไปเหล่าทหารมือใหม่ก็ถูกสังหารไปเป็นจำนวนไม่น้อย ในขณะที่อิคายและทหารแตกทัพ แม้จะไม่ได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อนแต่เมื่อต้องร่วมมือกัน ด้วยความที่ผ่านศึกสงครามมาเยอะ ทั้งสองก็สามารถร่วมมือกันได้เหมือนคนที่คุ้นเคยกันมานาน
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดยิ่งเวลาผ่านไป จำนวนทหารฝ่ายเหอฉีก็ถูกสังหารมากขึ้น จนถึงตอนนี้สถานการณ์เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเพลี่ยงพล้ำ
หลีซื่อเห็นท่าไม่ดี จึงสั่งให้ทหารบางส่วนนำตัวคุณชายทั้งสองแหวกวงล้อมหนีเอาตัวรอดไปก่อนส่วนตัวของเขาเอง อยู่รับศึกทางนี้ไปก่อน แล้วจะตามไปสมทบในทีหลัง
……………………………………………………..
หวังหย่งรีบส่งข่าวที่เขาได้รับไปให้เจ้าสำนักจางหย่งทราบในทันทีถึงแม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยคาดการณ์เอาไว้แล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทเขาจะต้องแจ้งให้อาจารย์รับทราบ เพราะภารกิจหลักของพวกเขาก็คือ ให้การคุ้มครองคุณชายทั้งสองให้ปลอดภัย และนั่นคือคำขอ ที่ฮ่องเต้ได้ขอเอาไว้กับอาจารย์จางหย่ง
ทันทีที่ส่งข่าวเสร็จหวังหย่งรีบเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทางในทันที
แต่สิ่งที่เขาลืมไปนั่นก็คือ นับตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อวันก่อนเขามัวแต่ยุ่งกับการวางแผนและติดตามข่าว จนลืมไปว่าเขากับองค์หญิงหนิงอันไม่ได้พบกันเลยนับตั้งแต่วันนั้น
หวังหย่งรีบเดินไปที่ห้องขององค์หญิงก่อนที่ประตูจะเปิดออก พร้อมกับองค์หญิงที่เตรียมตัวอยู่ก่อนแล้ว
“เจ้ารู้ทุกอย่าง”หวังหย่งพูดเสียงเบา
“อย่าเพิ่งถามอะไรเลย เรารีบไปกันเถอะ” องค์หญิงออกเดินนำหน้าหวังหย่งไป
ทั้งสองรีบขึ้นรถม้า พร้อมกับออกจากเมืองหลวงไปในทันที
.....................................................
เซียวจ้านออกจากเมืองเหอผิง หลังจากได้รับความยินยอมจากใต้เท้าหลิวให้เป็นธุระในการเจรจากับแม่ฟู่แล้ว เขารีบรุดไปพบแม่ทัพฟู่ พร้อมกับนำแผนการที่หวังหย่งได้ฝากเอาไว้ไปบอกกับแม่ทัพฟู่
ตามแผนของหวังหย่งนั้น แม่ทัพฟู่คงยากจะอยู่ในเมืองเหอผิงแล้วแต่คนเก่งอย่างเขา จะอยู่อย่างไร้บ้านไร้เกียรติไม่ได้ เขาจำเป็นจะต้องมีที่ลงหลักปักฐานเพื่อให้กองกำลังของพวกเขา สามารถเกื้อหนุนอำนาจให้กับราชสำนักได้ในอนาคต
มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่คนอย่างแม่ทัพฟู่จะสามารถไปสร้างประโยชน์ได้นั่นก็คือ เมืองเทียนเฉิง ที่ครั้งหนึ่งหวังหย่งเคยไปให้ความช่วยเหลือมาแล้ว และที่สำคัญบัดนี้ ผู้เฒ่าเหลียง ผู้นำของของเทียนเฉิงก็ชรามากแล้ว หากมีคนอย่างแม่ทัพฟู่ไปคอยให้ความช่วยเหลืออนาคตของเทียนเฉิงย่อมสดใสอย่างแน่นอน
เซียวจ้านมอบเอกสารบางให้กับแม่ทัพฟู่ไปพร้อมกับกำชับว่า เมื่อไปถึงเทียนเฉิงแล้ว ให้นำสารนี้มอบให้กับผู้เฒ่าเหลียงแน่นอน ชาวเทียนเฉิงจะต้อนรับเขาเป็นอย่างดีแน่
พร้อมกันนี้เซียวจ้านยังกำชับไปอีกว่าเมื่อไปอยู่ที่เทียนเฉิงแล้ว จะมีแขกคนสำคัญเดินทางไปที่นั่น สิ่งที่ผู้เฒ่าเหลียงและแม่ทัพฟู่จะต้องทำก็คือ ให้การต้อนรับและดูแลคนเหล่านั้นให้ดีที่สุด
แม่ทัพฟู่รับคำสั่งจากเซียวจ้าน และเดินทางออกจากเมืองเหอผิงไปเมื่อหลายวันก่อนหากเป็นไปตามที่หวังหย่งคาดการณ์ไว้ ป่านนี้พวกเขาคงจะปักหลักปักฐานที่เทียนเฉิงได้แล้ว และอีกไม่นาน แขกคนสำคัญคงจะเดินทางไปถึง
.................................................
คุณชายทั้งสองพร้อมด้วยทหารติดตามไม่กี่นายหนีหัวซุกหัวซุนเอาตัวรอดออกมาจากสมรภูมิได้อย่างปลอดภัย แม้จะเป็นห่วงสถานการณ์ด้านหลังแต่เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้จำเป็นที่พวกเขาจะต้องยอมถอยออกมาก่อน
เมื่อเห็นว่าหนีออกมาไกลแล้ว พวกเขาได้หยุดพักที่เนินแห่งหนึ่ง
“หนึ่งคืนเต็มๆ ที่พวกเราหนีมา ป่านนี้ทหารของเราจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
“เสด็จพี่ไม่ต้องห่วงหรอกที่นั่นมีแม่ทัพหลีซื่อ พร้อมกับใต้เท้าเฟยฉีกับเจียวลู่ พวกเขาคงจะเอาตัวรอดได้ข้าเชื่อว่าอีกไม่นาน พวกเขาคงจะตามมา”
คุณชายชิงอวิ้นออกไปเดินสำรวจภูมิประเทศแถบนี้ก็ดูไม่คุ้นตาเลย
“นี่พวกเรากำลังจะไปไหน ข้าจำได้ว่านี่ไม่ใช่เส้นทางที่พวกเราจะกลับไปยังเหอฉี”
“พวกเราก็ไม่ทราบเหมือนกัน ตอนนั้นได้รับคำสั่งจากท่านแม่ทัพก็รีบพาคุณชายหนีออกมา โดยไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่าจะไปไหนในตอนนั้นคิดแค่พาคุณชายหนีให้รอดเพียงอย่างเดียว” ทหารคนหนึ่งตอบกลับไป พร้อมกับเตรียมตัวโดนลงโทษ
ถ้าเป็นเวลาอื่น ทหารคนนั้นคงจะโดนหนักไปแล้ว แต่ในเวลาเช่นนี้แม้คุณชายชิงอวิ้นอยากจะจัดการกับทหารพวกนี้ให้สาสม แต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่ายอมปล่อยเขาไป
“หม่อมฉันรู้ว่าเส้นทางนี้จะไปไหน” ซิ่วอิงพูดขึ้นมา
“เจ้ารู้หรือว่าเรากำลังจะไปไหน”คุณชายอี้เจ๋อดีใจที่ได้ยินซิ่วอิงพูดแบบนั้น
“เส้นทางนี้ ข้าเคยมาหลายครั้งแล้วเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่จะพาพวกเราไปสู่เมืองเทียนเฉิง” ซิ่วอิงตอบอย่างมั่นใจ