เหม่ยลี่ในร่างพยัคฆ์ขาวใช้จมูกดุนผืนผ้าที่ว่างเปล่าพลางเงยหน้ามองเฉินอี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ
“เหตุใดจึงมีน้อยนัก เจ้ามารน้อย เจ้ายังเก็บซ่อนไว้อีกใช่หรือไม่”พยัคฆ์ขาวใช้กระแสจิตคุยกับเฉินอี้
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าขนมดอกกุ้ยฮวานั้นมีราคามากเพียงใดข้ามีเงินซื้อมาให้เพียงเท่านี้แหละ”
พยัคฆ์ขาวนั่งมองเฉินอี้และตีหน้าเศร้าพลางใช้อุ้งมือที่ใหญ่กว่าใบหน้าของเขาสะกิดแขนเฉินอี้ไปมา
“หมดแล้วจริงๆ งั้นหรือ”
“หมดแล้วจริงๆ”
พยัคฆ์ขาวมองหน้าเฉินอี้นิ่งๆครู่หนึ่งจากนั้นก็ใช้อุ้งมือดันอกเฉินอี้จนเขาหงายท้องนอนแผ่บนพื้นและไล่ดมตามตัวเขาเฉินอี้หัวเราะด้วยความจั๊กจี้
“เหม่ยลี่ เจ้าเป็นหญิง อย่าได้รุ่มร่ามเช่นนี้” เฉินอี้กล่าวดุเหม่ยลี่แต่กลั้นหัวเราะไม่ได้
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยมองเฉินอี้กับพยัคฆ์ขาวเล่นสนุกกันราวกับสุนัขเล่นกับเจ้าของก็มิปาน
“เมื่อครู่ท่านบอกว่าเหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่ผู้นี้อายุเท่าใดนะ” หลิวซูเจี๋ยเอ่ยถามตงเปียน
ทหารของฉางผิงคนหนึ่งวิ่งออกมาจากป่าด้วยสีหน้าตื่นตระหนกและพูดจาแทบไม่เป็นภาษาพลางชี้มือไปที่ด้านหลังของตนเองอย่างเสียขวัญ “เสือ!! เสือ!!”
คนอื่นๆที่ยืนรออยู่ริมทางต่างหันไปมองคนที่กำลังวิ่งเข้ามาด้วยความฉงนปนความตกใจ
“เป็นอันใดไป มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ!”จินลี่หยางรีบเดินเข้าไปหาทหารจากฉางผิงที่วิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากป่า
เฉินอี้ขอไปทำธุระส่วนตัวขบวนเดินทางจึงหยุด ทหารจากฉางผิงคนนี้จึงขอแยกตัวเข้าไปในป่าบ้าง
แต่ไม่นึกว่าขณะที่กำลังจะเดินกลับออกมาก็เห็นเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่งกำลังตะปบและกระโดดขึ้นคร่อมเฉินอี้อยู่
เท่านั้นสติของเขาก็แทบหลุดและวิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต จากที่ถ่ายเบาไปแล้วในป่าตอนนี้ก็แทบจะราดออกมาอีกรอบ
“เสือ! คนของท่าน! เสือ!” ทหารจากฉางผิงหันไปกล่าวกับจินลี่หยางได้แค่สองคำนี้เท่านั้น
จินลี่หยางกับจางฝูลู่เมื่อได้ฟังก็เข้าใจความหมายทันทีทั้งสองคนรีบวิ่งเข้าไปตรงจุดที่คิดว่าเฉินอี้น่าจะอยู่ ใจเต้นไม่เป็นส่ำทั้งคู่
พยัคฆ์ขาวที่ค้นตัวเฉินอี้จนเจอขนมเซาปิ่งอีกห่อหนึ่งก็นั่งเลียมือตนเองด้วยความพอใจ
“ทำตัวอดอยากหิวโหยเช่นนี้ มิมีผู้ใดมาเซ่นไหว้แล้วหรืออย่างไร”เฉินอี้ถามเหม่ยลี่ในร่างพยัคฆ์ขาว พลางปัดเศษใบไม้ออกจากตัว
“ส่วนมากก็นำเนื้อกับสุรามาเซ่นไหว้ข้า ผู้ใดจะไปกินลง”กล่าวแล้วพยัคฆ์ขาวก็ทำท่าย่นจมูก
“นั่นสินะ ผู้ใดจะไปนึกว่าภูติอารักษ์ภูเขาเช่นเจ้าจะชอบกินขนมหวาน”เฉินอี้กล่าวแล้วยิ้ม
ถึงแม้ว่าเหม่ยลี่จะกลายร่างเป็นพยัคฆ์ขาวเฉินอี้ก็ยังสามารถมองเห็นนางได้เพราะร่างของพยัคฆ์ก่อตัวขึ้นจากดวงจิตในร่างเดิมของนาง
และการที่นางต้องแปลงกายเป็นเด็กสาวก็เพื่อมิให้ผู้ใดหวาดกลัวเวลาที่นางต้องเผยร่างเพื่อออกมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนบนเขาซีฝู่
เหม่ยลี่บำเพ็ญตบะเพื่อเป็นเซียนมาได้สามร้อยปีแล้วและเนื่องจากดวงจิตผูกพันธ์กับเขาซีฝู่นางจึงลงจากสวรรค์มาเป็นภูติอารักษ์ภูเขาเพื่อทำความดีควบคู่ไปกับการบำเพ็ญเซียนการกระทำเช่นนี้จะทำให้นางสามารถเป็นเซียนได้โดยบำเพ็ญตบะเพียงห้าร้อยปี
ตำนานหญิงช้ำรักที่เขาซีฝู่ฝั่งตะวันตกเสียงคร่ำครวญร่ำไห้เคล้าเสียงลมหวีดหวิว ก็คือเหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่นั่นเอง
เพราะเขาฝั่งตะวันตกเต็มไปด้วยเนินหินลื่นอันตรายแต่ละปีมีคนพลัดตกเขาตายกันค่อนข้างมากเหม่ยลี่จึงแปลงกายเป็นผีสาวช้ำรักคอยหลอกหลอนผู้ที่เข้ามาล่าสัตว์และหาของป่าเพื่อให้พวกเขากลับออกไปก่อนที่จะต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่
ตลอดสิบปีมานี้จึงไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเพราะพลัดตกเขาฝั่งตะวันตกอีก
“เฉินอี้ จินลี่หยางกับจางฝูลู่กำลังตรงมาทางนี้ ใกล้จะถึงแล้ว”ตงเปียนกล่าวเตือนเฉินอี้
เฉินอี้พยักหน้าและลุกขึ้นยืนพลางปัดเนื้อปัดตัวจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยพยัคฆ์ขาวกลายร่างเป็นเหม่ยลี่ตามเดิม
“จริงสิ หลายวันก่อนเกิดเรื่องที่เขาฝั่งตะวันตก ไยมิเห็นเจ้าปรากฏกาย”เฉินอี้เอ่ยถามเหม่ยลี่และใช้มือชี้ไปที่คอของตนเองและทำเสียงตำหนิ“ข้าเจ็บตัวก็มิออกมาช่วย”
เหม่ยลี่ยักไหล่“ชะตาฟ้ากำหนด ข้ามิอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทำได้เพียงมองดูเจ้าหาเรื่องใส่ตัว ฮิๆ”กล่าวจบเหม่ยลี่ก็ปิดปากหัวเราะ
เฉินอี้เบ้หน้าใส่นาง“แล้งน้ำใจสิ้นดี”
จินลี่หยางกับจางฝูลู่วิ่งพรวดพ้นพุ่มไม้มาสีหน้าซีดเผือด
“อาอี้! เจ้าเป็นอันใดหรือไม่ เจอเสือหรือเปล่า!”จางฝูลู่ปราดมาคว้าตัวเฉินอี้หน้าตาตื่น
“เสือหรือ ข้าไม่คิดว่ามีนะ มิได้ยินเสียงอันใดเลย”เฉินอี้โบกมือและตีหน้าซื่อ
จินลี่หยางที่ยังยืนหอบเพิ่งสังเกตเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังของเฉินอี้เขาจึงขมวดคิ้ว “เด็กน้อยผู้นี้เป็นใครกัน เจ้ามาจากที่ใดเหตุใดจึงมาอยู่ตรงนี้ได้” จินลี่หยางเอ่ยถามเหม่ยลี่จางฝูลู่เองก็เพิ่งสังเกตเห็นนางเหมือนกัน
เหม่ยลี่ยืนยิ้มนิ่งๆมิได้กล่าวอันใด จางฝูลู่มองเหม่ยลี่แล้วก็มิรู้ว่าเป็นอันใด อยู่ดีๆก็รู้สึกเย็นสันหลัง ขนลุกซู่ขึ้นมาจากข้อเท้าถึงศีรษะ
แต่จินลี่หยางไม่รู้สึกอันใดยังคงมองตอบเหม่ยลี่ด้วยความสงสัย
เฉินอี้แอบถอนใจนี่นางจะปรากฏกายให้พวกเขาเห็นทำอันใดกันเนี่ย “เอ่อ คือข้าบังเอิญพบนางนางบอกว่าหิว ข้าก็เลยแบ่งขนมให้นางกิน” เฉินอี้กล่าวแก้ตัวแทนเหม่ยลี่
“แม่หนูน้อย เจ้าหลงทางหรือ”จินลี่หยางเดินเข้าไปหาเหม่ยลี่และย่อกายลงพูดคุยกับนาง
เหม่ยลี่มองหน้าจินลี่หยางอยู่ครู่หนึ่งจินลี่หยางเห็นนางไม่กล่าวอันใดตอบ ก็ขมวดคิ้วสงสัย
เหม่ยลี่เบนสายตามาทางเฉินอี้และใช้กระแสจิตคุยกับเขา“คนๆ นี้ใช้ได้เลยนะ” กล่าวจบนางก็ยิ้มให้จินลี่หยาง
เฉินอี้รีบเดินเข้ามาขวางระหว่างจินลี่หยางกับเหม่ยลี่“พี่ลี่หยาง เด็กน้อยคนนี้มิได้หลงทางอันใดหรอกขอรับ เมื่อครู่ข้าสอบถามแล้วบ้านของนางอยู่แถวนี้ นางเพียงออกมาเที่ยวเล่นเท่านั้น”
“เช่นนั้นหรือ พวกเราออกไปด้านนอกกันเถิด ป่านนี้พวกซุนเฉิงคงเป็นห่วงเจ้ากันแย่แล้ว”จินลี่หยางกล่าวจบก็จับแขนเฉินอี้และพาเขาออกเดินจางฝูลู่ที่ยังยืนนิ่งมองเหม่ยลี่อยู่ก็ยิ้มให้นาง
เมื่อเดินกลับออกมาด้านนอกทหารจากฉางผิงคนนั้นก็มอง เฉินอี้ด้วยความพิศวงงงงวย
เขาเห็นกับตาแท้ๆว่ามีเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ใช้เท้าเหยียบเฉินอี้อยู่ แต่เหตุใดเฉินอี้จึงดูไม่เป็นไรหนำซ้ำยังเดินหน้าระรื่นออกมาอีก
จินลี่หยางจึงกล่าวว่าในป่านั้นต้นไม้พุ่มไม้มีค่อนข้างมาก อาจจะทำให้ตาฝาดไปก็เป็นไปไม่มีใครเป็นอันใดก็ดีแล้ว ให้รีบเดินทางกันต่อดีกว่า
ทั้งหมดจึงกลับเข้าประจำที่ของตนเองเหม่ยลี่กล่าวกับจินลี่หยางว่าขอนั่งเกวียนไปลงทางแยกด้านหน้าเท่านั้นก็พอ
ทหารจากฉางผิงคนนั้นลอบหันมามองเฉินอี้เป็นระยะอยู่พักหนึ่งแล้วหันไปพูดคุยกับเพื่อนของตนเอง
จางฝูลู่ไปนั่งอยู่ท้ายเกวียนเพราะเหม่ยลี่มานั่งข้างเฉินอี้มิรู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่เขารู้สึกว่ามิอยากอยู่ใกล้เด็กคนนี้เลย
“เจ้าจะตามมาทำอันใด เหตุใดต้องปรากฏกายให้พวกเขาเห็น”เฉินอี้กระซิบถามเหม่ยลี่
“ช่วงนี้เขาซีฝู่มิค่อยมีเหตุอันใดให้ข้าต้องลงมือจัดการข้าก็อยากเที่ยวเล่นบ้างน่ะสิ” เหม่ยลี่ยันศอกเท้าคางกับแผงกั้นข้างเกวียน
เฉินอี้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองหน้าเหม่ยลี่“จะเกิดอันใดขึ้นกับพวกเขาใช่หรือไม่”