ตอนที่ 135 โครงการเมื่อ 20 ปีก่อน
ตอนที่ 135 ครืด !! ปึด !! เสียงดินสอกดลงบนหน้ากระดาษตามด้วยเสียงยางลบที่พยายามลบสิ่งที่เขียนผิดออกจากหน้ากระดาษ “อืม...คำตอบไม่น่าจะใช่แบบนี้” เสียงเล็กๆของยูกิจังพูดหลังจากทำการบ้านข้อนั้นผิด ฮิคาริที่ทำงานอยู่ที่โต๊ะเงยหน้าขึ้นมาดูยูกิจังที่นั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะของดนัย การบ้านเด็กประถมสมัยนี้มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ ฮิคาริสงสัยอยู่ในใจพลางแอบลุกขึ้นไปกดน้ำเพื่อดูว่ายูกิจังทำการบ้านเกี่ยวกับอะไรอยู่ “หือการบ้านเลขนี่นา” ฮิคาริที่ลุกขึ้นมากดน้ำก็เห็นว่ายูกิจังกำลังทำการบ้านอะไรอยู่จึงเผลอพูดออกมา “อ๊ะพี่สาว !!” “การบ้านปิดเทอมเหรอยูกิจัง” ฮิคาริที่เห็นว่าโดนจับได้จึงเอ่ยปากคุยกับยูกิจัง “ค่ะเป็นการบ้านปิดเทอม” ยูกิจังพยักหน้า “มันยากเหรอพี่เห็นเขียนๆลบอยู่พักนึงแล้ว” ฮิคาริถาม “ปะ...เปล่าค่ะมันไม่ยากปกติในห้องหนูก็ทำได้แต่ว่า...” ยูกิจังพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะร่าเริงเท่าไหร่ “ไม่มีสมาธิสินะ” ฮิคาริดูเหมือนจะรู้ถึงเหตุผลที่ยูกิจังนั่งเขียนๆลบๆแล้วเพราะการบ้านที่ยูกิจังทำอยู่นั้นมันไม่น่าจะยากเกินความสามารถของเธอเพราะมันเป็นเพียงโจทย์คูณกับหารเท่านั้น “งือ...” ยูกิจังได้แต่นิ่งเงียบเพราะเธอนั้นไม่มีสมาธิทำการบ้านจึงทำให้ทำการบ้านปิดเทอมของเธอผิดหลายข้อ “เป็นห่วงคุณพ่อเหรอ” ฮิคารินึกสาเหตุที่ทำให้ยูกิจังไม่มีสมาธิออกเพียงข้อเดียว “คุณพ่อหนูจะตายหรือเปล่าคะ” ยูกิจังหันมามองหน้าฮิคาริด้วยใบ้หน้าที่น้ำตาคลอ “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกพ่อหนูจะไม่เป็นอะไร” ฮิคาริบอก “แต่ว่าพ่อหนูยังไม่ฟื้นเลย” ยูกิจังพูด “เดี๋ยวก็ฟื้...” กริ๊ง !! ก่อนที่ฮิคาริจะพูดได้จบประโยคเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อนฮิคาริจึงรีบไปรับ “สวัสดีค่ะแผนกศัลยกรรมค่ะ !!” ฮิคาริรับสายโทรศัพท์ หมอทาเคนากะเหรอคะนี่จากแผนกฉุกเฉินนะคะไม่ทราบว่าหมอดนัยอยู่หรือเปล่าคะ !! เสียงจากปลายสายพูดซึ่งเป็นสายมาจากแผนกฉุกเฉิน “ดนัยเหรอเขาไม่อยู่ค่ะพอดีเขาติดผ่าตัดอีกชั่วโมงน่าจะเสร็จมีอะไรหรือเปล่าคะ” ฮิคาริบอกปลายสายไป อ๊ะติดผ่าตัดเหรอคะแย่จังพอดีว่าผู้ป่วยของหมอดนัยพึ่งจะฟื้นน่ะค่ะเบื้องต้นหมอจากทางแผนกเราตรวจสอบอาการแล้วแต่ต้องให้หมอดนัยเป็นคนเซ็นย้ายผู้ป่วย ปลายสายพูด “หือผู้ป่วยของดนัย !!” ฮิคาริอุทานออกมา ใช่ค่ะเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดสมองบวมน้ำเมื่อวานน่ะค่ะหมอดนัยเป็นผู้ผ่าตัดผู้ป่วยคนนี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของหมอดนัย ปลายสายพูด “งั้นเดี๋ยวฉันไปดูแทนดนัยเองค่ะ” ฮิคาริบอก ได้ค่ะหมอทาเคนากะ เสียงปลายสายพูดก่อนจะวางสายไป “ยูกิจังเก็บของแล้วไปหาพ่อหนูกันเถอะ” ฮิคาริหันไปพูดกับยูกิจังเมื่อวางสายเรียบร้อย “เอ๋...ไม่ใช่ให้ไปตอนเที่ยงเหรอคะนี่พึ่งจะสิบโมงเอง” ยูกิจังเงยหน้ามองนาฬิกา “ปกติก็ใช่แต่ตอนนี้พ่อหนูฟื้นแล้วพี่กำลังจะไปดูแทนดนัยถ้าไม่มีอะไรสามารถย้ายพ่อหนูไปที่ห้องพิเศษได้เลย” ฮิคาริบอก “จริงเหรอคะ !!” ยูกิจังเบิกตากว้างเมื่อได้ยินว่าพ่อเธอฟื้นแล้ว “จริงสิปะรีบเก็บของเถอะเดี๋ยวจะพาไปที่แผนกฉุกเฉิน” ฮิคาริพูด “ค่ะ” ยูกิจังพยักหน้าก่อนจะรีบเก็บการบ้านใส่กระเป๋า จากนั้นฮิคาริก็พายูกิจังไปที่แผนกเพื่อไปดูอาการพ่อของเธอ อีกด้านหนึ่ง “คุณฮิมุโระครับผมมีเรื่องจะรายงานครับ !!” คาโต้เดินเข้ามารายงานฮิมุโระที่กำลังนั่งทำบัญชีของรีสอร์ทอยู่ในห้องทำงาน “อ้าวคาโต้เรื่องอะไรล่ะที่จะรายงาน” ฮิมุโระเงยหน้าจากงานมองหน้าคาโต้ “เป็นเรื่องที่คุณฮิมุโระให้ไปสืบเกี่ยวกับเมื่อยี่สิบปีก่อนน่ะครับ” คาโต้บอก กึก !! ฮิมุโระชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “เรื่องของพี่ชายกับพี่สะใภ้เหรอ” ฮิมุโระหรี่ตามอง “ใช่ครับ” คาโต้พยักหน้าฮิมุโระได้ยินแบบนั้นก็หยิบรีโมทขึ้นมาปิดกล้องวงจรปิดและลุกขึ้นไปปิดประตูห้องให้เรียบร้อยก่อนจะเดินมานั่งที่เดิม “เอาล่ะรายงานมาเลยคาโต้” ฮิมุโระพูด “ได้ครับคุณฮิมุโระจากที่ผมสืบทราบมาเมื่อยี่สิบปีก่อนได้มีโครงการเพื่อพัฒนาวงการแพทย์เกิดขึ้นมาซึ่งเป็นการร่วมมือกันคนสามกลุ่มครับครับกลุ่มแรกแรกคือคนจากวงการแพทย์กลุ่มที่สองคือคนจากวงการด้านเทคโนโลยีและกลุ่มที่สามคือคนจากวงการไบโอเทคโนโลยีครับ” คาโต้รายงาน “สามกลุ่มงั้นเหรอจากที่ฟังกลุ่มด้านวงการแพทย์ผู้เข้าร่วมโครงการคงเป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ของฉันสินะ” ฮิมุโระคาดเดา “ใช่ครับ” คาโต้พยักหน้า “แล้วอีกสองกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการล่ะด้านวงการเทคโนโลยีเป็นใครเป็นคนจากประเทศญี่ปุ่นหรือเปล่า” ฮิมุโระถาม “ไม่ใช่จากประเทศญี่ปุ่นครับผู้เข้าร่วมโครงการในด้านวงการเทคโนโลยีนั้นเป็นคนจากต่างประเทศจากที่ผมสืบมาได้เป็นคนจากบริษัทฮิวส์เทคโนโลยีครับ” คาโต้บอก “ฮิวส์โทคโนโลยีอย่าบอกนะว่าเป็นบริษัทของตระกูลฮิวส์จากประเทศอังกฤษน่ะถ้าจำไม่ผิดเมื่อไม่กี่ปีก่อนพึ่งจะเปิดขายเทคโนโลยีภาพโฮโอแกรมเป็นเจ้าแรกของโลกใช่มั้ย !!” ฮิมุโระอุทานออกมา “ใช่ครับปัจจุบันบริษัทฮิวส์เทคโนโลยีเป็นผู้ผลิตรายแรกที่ผลิตเทคโนโลยีภาพโฮโลแกรมได้สำเร็จทำรายได้มหาศาลให้บริษัทปีละหลายแสนล้านเหรียญ” คาโต้บอก “งั้นเหรอเป็นคนจากบริษัทฮิวส์สินะแล้วคนจากวงการไบโอเทคโนโลยีล่ะเป็นคนจากบริษัทอะไร” ฮิมุโระถามถึงคนอีกกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย “เป็นคนจากบริษัทไบโอเมคาโทรนิกส์(Biomechatronics)ของประเทศอังกฤษครับ” คาโต้รายงานผู้เข้าร่วมโครงการกลุ่มสุดท้าย “หือไบโอเมคาโทรนิกส์(Biomechatronics)ของอังกฤษถ้าจำไม่ผิดเป็นบริษัทที่ผลิตอวัยวะเทียมที่สร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อสังเคราะห์ใช่มั้ย” ฮิมุโระพยายามนึกถึงเรื่องเกี่ยวกับบริษัทนี้ “ใช่ครับเป็นบริษัทไบโอเมคาโทรนิกส์(Biomechatronics)ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทแรกที่สามารถผลิตแขนและขาเทียมที่สร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อสังเคราะห์ได้สำเร็จซึ่งแขนและขาเทียมที่บริษัทนี้ผลิตนั้นเหมือนจริงมากจนแทบแยกไม่ออกเลยครับว่าใส่ของเทียมอยู่อีกทั้งเมื่อสองปีก่อนพึ่งจะเปิดตัวอวัยวะเทียมตัวใหม่ออกมาด้วยซึ่งเป็นปอดเทียมและหัวใจเทียมตอนนี้ในวงการแพทย์น่ะถ้าต้องการใช้อวัยวะเทียมล้วนใช้อวัยวะเทียมจากบริษัทนี้แทบทั้งสิ้นเลยครับ” คาโต้พูด “สร้างรายได้ต่อปีเป็นแสนล้านเหมือนกันสินะ” ฮิมุโระพูด “ครับ” คาโต้พยักหน้า “แล้วมีเรื่องอะไรน่าสงสัยหรือพอจะมีเบาะแสเกี่ยวกับการตายของพี่ชายและพี่สะใภ้ฉันอีกมั้ย” ฮิมุโระถาม “ไม่มีเลยครับคุณฮิมุโระแต่มันมีเรื่องบางอย่างที่ดูแปลกๆ” คาโต้ตอบ “เรื่องแปลกๆงั้นเหรอ ??” ฮิมุโระทำหน้าสงสัย “ครับมันเป็นเรื่องแปลกๆเพราะรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการในตอนนั้นน่ะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเกือบทั้งหมดเลยครับและด้วยการเสียชีวิตส่วนใหญ่ของผู้เข้าร่วมโครงการในตอนนั้นทำให้โครงการพัฒนาวงการแพทย์นี่ถูกยกเลิกไป” คาโต้บอกถึงเรื่องแปลกๆที่สืบทราบมา “ห๋า...เสียชีวิตเกือบหมด !!” ฮิมุโระอุทานออกมา “ใช่ครับเริ่มจากผู้เข้าร่วมโครงการของบริษัทฮิวส์ในตอนนั้นคือมิสเตอร์โจนาธาน ฮิสว์ อายุ 27 ปีเป็นหลานชายของประธานบริษัทฮิวส์ในตอนนั้นประสบอุบัติเหตุตกเรือตายระหว่างล่องเรือสำราญที่ประเทศฟิลิปปินส์ครับ” คาโต้บอก “หือตกเรือตายระหว่างล่องเรือสำราญเนี่ยนะ !!” ฮิมุโระอุทานออกมา “ใช่ครับจากผลชันสูตรศพเห็นว่าพบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ครับ” คาโต้พูดถึงผลชันสูตรที่ทราบมา “หาสูงขนาดนั้นควรจะสลบหรือหมดสติไปแล้วนี่ไหงออกไปเดินจนตกเรือได้ล่ะ” ฮิมุโระอุทานออกมาถึงแม้เขานั้นจะไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการแพทย์มากนักแต่ตระกูลเขาก็เป็นตระกูลที่ยุ่งเกี่ยวกับการแพทย์จึงมีความรู้อยู่บ้าง ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายในถ้าตรวจพบอยู่ในระดับไม่เกิน 120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์คนๆนั้นจะอยู่ในระดับเริ่มมึนเมาและเริ่มสูญเสียการทรงตัวแต่ยังไม่หนักถึงขั้นหลับหรือหมดสติส่วนผู้ที่พบระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายที่ยังไม่เกิน 250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์คนๆนั้นจะอยู่ในสภาพมึนเมาเดินไม่ตรงทางพูดเริ่มไม่รู้เรื่องและผู้ที่พบระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน 250-400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์คนๆนั้นจะอยู่ในสภาพเมาขนาดหนักซึ่งคนกลุ่มนี้จะอยู่ในอาการสูญเสียการควบคุมไม่สามารถยืนหรือเดินได้อีกแล้วมีอาการอาเจียนร่วมด้วยร่วมถึงหมดสติซึ่งผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงขนาดนี้ล้วนไม่สามารถเคลื่อนไหวไปไหนได้ด้วยตัวเองแล้ว “อันนั้นผมก็ไม่ทราบรายละเอียดครับแต่จากที่สืบได้ผลของคดีได้สรุปว่าเป็นการเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุจากการเมาครับ” คาโต้บอก “ส่วนผู้เข้าร่วมโครงการอีกกลุ่มคือพี่ชายและพี่สะใภ้ฉันที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สินะ” ฮิมุโระพูด “ใช่ครับ” คาโต้พยักหน้า “หึ...อุบัติเหตุทางรถยนต์งั้นเหรอทั้งรถพี่ชายฉันและรถคู่กรณีต่างไม่มีรอยเบรกของล้อเลยทั้งคู่ครอบครัวฉันน่ะพยายามสืบเสาะหาความจริงของเรื่องนี้อยู่หลายรอบแต่สุดท้ายคดีก็ถูกสรุปให้เป็นอุบัติเหตุจากการหลับในทั้งสองฝ่ายในที่สุด” ฮิมุโระพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ยอมรับเพราะวันนั้นเขามั่นใจว่าพี่ชายเขาไม่มีอาการง่วงแน่นอนเพราะตอนกลางวันน่ะพี่ชายเขานอนทั้งวันเพราะรู้ว่าตอนเย็นจะต้องขับรถเดินทางไกลกับพี่สะใภ้จึงนอนเตรียมไว้ก่อน “แล้วบริษัทสุดท้ายล่ะ” ฮิมุโระถามถึงบริษัทไบโอเมคาโทรนิกส์ “ครับผู้เข้าร่วมโครงการตัวแทนของบริษัทไบโอเมคาโทรนิกส์ในตอนนั้นจากที่ผมสืบทราบมาได้คือคู่พี่น้องที่เป็นลูกฝาแฝดชายหญิงของประธานคนปัจจุบันทั้งคู่ประสบอุบัติเหตุตอนปีนเขาที่เนปาลครับซึ่งชื่อของทั้งสองคนคือครูสและไวโอเล็ต คริมสันตอนนั้นทั้งคู่อายุ 25 ปีครับ” คาโต้บอกข้อมูลของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุกลุ่มสุดท้าย “ประเทศเนปาลงั้นเหรอถ้างั้นก็เป็นภูเขาเอฟเวอเรสต์สินะอุบัติเหตุที่ว่าคงเป็นตกเขาตายทั้งคู่สินะ” ฮิมุโระพูด “เดี๋ยวก่อนครับคุณฮิมุโระคู่พี่น้องคริมสันนี่ไม่ได้ตกเขาตายทั้งคู่นะครับแฝดผู้หญิงที่ชื่อไวโอเล็ตน่ะรอดมาได้ครับก่อนหน้านี้ผมไม่ได้พูดเหรอครับว่าผู้เข้าร่วมโครงการนี้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเกือบทั้งหมดน่ะ” คาโต้พูดเมื่อเห็นว่าฮิมุโระเข้าใจผิดว่าสองคนนี้เสียชีวิตทั้งคู่แต่ที่จริงแล้วมีคนรอดมาได้คนนึงต่างหากล่ะ “หาผู้หญิงรอดงั้นเหรอ !!” ฮิมุโระอุทานออกมา “ใช่ครับและที่สำคัญตอนนั้นไวโอเล็ต คริมสันกำลังคบหาดูใจกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นอยู่ด้วยตอนนี้เธอได้แต่งงานไปแล้วด้วยครับ” คาโต้บอก “นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นงั้นเหรอ !!” อีกด้านหนึ่ง “อ้าวยูกิจังไปไหนแล้วล่ะฮิคาริ !!” ดนัยที่พึ่งผ่าตัดเสร็จเดินกลับมาที่ห้องแผนกศัลยกรรมแต่ทว่าเมื่อมาถึงเขาก็ไม่เห็นยูกิจังแล้ว “ไปอยู่กับพ่อเธอแล้วล่ะ” ฮิคาริบอก “ห๋า...นี่พึ่งจะสิบเอ็ดโมงเองนะหมายความว่ายังไงเนี่ย” ดนัยทำหน้างงเพราะผู้ป่วยในห้อง ICU นั้นจะให้เข้าเยี่ยมตอนเที่ยงนี่ยังเหลืออีกตั้งชั่วโมงนึงอย่าบอกนะว่ายูกิจังไปนั่งรอที่หน้าห้องน่ะ “ผู้ป่วยฟื้นแล้วน่ะตอนนั้นแผนกฉุกเฉินโทรมาแต่นายอยู่ในห้องผ่าตัดฉันเลยไปดูอาการแทนให้และจัดการย้ายผู้ป่วยไปห้องพิเศษเรียบร้อยแล้วตอนนี้ยูกิจังก็ไปนั่งเฝ้าพ่อเธออยู่ที่ห้องพิเศษนั่นแหละ” ฮิคาริบอก “ห๋า...แล้วทำไมไม่รีบบอกเล่าว่าแต่เธอย้ายไปห้องไหนฉันจะไปดูหน่อย” ดนัยถาม “ห้อง 604 น่ะ” ฮิคาริบอกเบอร์ห้อง “โอ้งั้นฉันขอตัวไปหาพ่อของยูกิจังก่อนนะ” ดนัยเมื่อได้รู้หมายเลขห้องพิเศษแล้วเขาก็รีบไปทันที ครืด !! ประตูห้องถูกเปิดออกดนัยที่รีบจึงเผลอชนกับไซโต้ที่กำลังจะเดินเข้าห้อง “อ๊ะหมอไซโต้ขอโทษครับพอดีผมกำลังรีบ” ดนัยรีบขอโทษไซโต้และออกจากห้องไปทันที “หมอดนัยเขารีบไปไหนนั่น” ไซโต้ที่กำลังงงอยู่พูดขึ้นมา “พอดีคนไข้สมองบวมน้ำเมื่อวานฟื้นแล้วน่ะดนัยเลยจะรีบไปเยี่ยม” ฮิคาริบอก “เห...ฟื้นแล้วงั้นเหรอนึกว่าจะหมดสติอีกสัก 2 – 3 วันเสียอีก” ไซโต้พูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจตอนนั้นเองมือถือในกระเป๋ากางเกงของไซโต้ก็ดังขึ้นเขาจึงรีบควักมันออกมาดูว่าใครกันที่โทรหาเขา หือเบอร์จากต่างประเทศเป็นเบอร์ของอังกฤษน้าโทรมางั้นเหรอ ไซโต้ดูเบอร์ที่โชว์อยู่บนจอจึงเห็นว่าเป็นเบอร์จากอังกฤษและคนที่โทรหาเขาผ่านมือถือส่วนตัวจากอังกฤษจึงน่าจะมีเพียงคนเดียวที่เขารู้เพราะถ้าเป็นคนอื่นคงติดต่อผ่านโรงพยาบาล “นี่ทาเครุมีสายเข้าก็รีบไปรีบสิจะยืนรอให้เสียงมันดังไปถึงไหน” ฮิคาริพูดเพราะไซโต้ไม่ยอมรับสายเสียที “อ๊ะโทษทีนะพอดีนึกไม่ถึงว่าคนๆนี้จะโทรมาน่ะขอไปรับสายก่อนแล้วกัน” ไซโต้พูดก่อนจะเดินออกไปที่ทางหนีไปเพื่อไปรับสาย กึก !! เสียงไซโต้รับสายที่โทรมา กว่าจะรับได้นะไอ้หลานชายนี่กะจะให้น้ารอไปถึงไหนเนี่ย ปลายสายเป็นเสียงของผู้หญิงดูมีอายุ “ขอโทษทีครับน้าพอดีเมื่อครู่ผมไม่สะดวกน่ะ” ไซโต้บอก งั้นเหรอช่างมันเถอะว่าแต่น้าได้ข่าวมาว่ากลับไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นใช่มั้ย ปลายสายถาม “ใช่ครับผมกลับมาทำงานที่ญี่ปุ่นตอนนี้เป็นศัลยแพทย์ระบบประสาทอยู่ที่โรงพยาบาลทาเคนากะสาขาโตเกียว” ไซโต้ตอบ เหโรงพยาบาลทาเคนากะงั้นเหรอเป็นโรงพยาบาลใหญ่ของญี่ปุ่นเลยนี่นาเห็นว่ามีสาขาอยู่ทั่วประเทศเลยนี่ ปลายสายพูด “ใช่ครับน้าโรงพยาบาลทาเคนากะเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของญี่ปุ่นว่าแต่น้าโทรมามีอะไรหรือเปล่าครับถ้าโทรมาเพื่อจะถามเรื่องแค่นี้ผมวางสายแล้วนะเพราะผมยังไม่กินข้าวเที่ยงเลยต้องรีบไปกินก่อนเพราะเดี๋ยวตอนบ่ายมีผ่าตัดอีก” ไซโต้บอก ก็ไม่มีอะไรหรอกก็แค่คิดถึงหลานน่ะทำไมน้าโทรหาไม่ได้หรือไงแบบนี้มันน่าน้อยใจจังเลยนะตอนที่เธอมาเรียนต่ออังกฤษน้าอุส่าห์ดูแลเธอซะดิบดี ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “แหมทำมาเป็นน้อยใจนะครับผมน่ะขอบคุณน้าเสมอที่ดูแลผมอย่างดีตอนที่ผมไปเรียนต่อที่นั่นน้าน่ะจะโทรหาผมเมื่อไหร่ก็ได้ครับแต่นี่มันเวลากินข้าวเที่ยงผมนะครับน้าถ้าผมไม่รีบกินแล้วมีเคสฉุกเฉินโผล่เข้ามาผมก็อดกินข้าวสิครับเอาเป็นว่าผมขอวางสายก่อนนะครับเอาไว้ว่างแล้วผมจะโทรไปหาใหม่นะครับน้า ไวโอเล็ต ที่เคารพรัก” ไซโต้พูด โอเคๆเข้าใจแล้วถ้างั้นน้าวางสายก่อนก็แล้วกินแล้วก็ไปหาข้าวกินให้เรียบร้อยซะแค่นี้นะทาเครุหลานรัก ปลายสายน้าของไซโต้พูดก่อนจะวางสายไป กึก !! เสียงสายถูกวางไปไซโต้เมื่อเห็นว่าน้าสาวของเขาวางสายไปแล้วจึงเก็บมือถือและกลับเข้าไปที่ห้องพักศัลยแพทย์เพื่อเขียนรายงานผลการผ่าตัดให้เรียบร้อยเพื่อที่จะได้ออกไปกินข้าวกลางวัน จบ...