“สีหราชมารซ่งเฉิงเลี่ย สมคำร่ำลือยิ่งนัก ผู้น้อยเลื่อมใส...”
เหวยหานกุมอก เลือดไหลกลบปากไม่หยุดดวงตาถมึงทึงเขม็งมองอีกฝ่ายอย่างมืดมน
ฉู่เหินผู้ยืนอยู่หลังซ่งเฉิงเลี่ยตกใจเป็นอย่างมาก พลังเมื่อครู่มีฤทธิ์เดชประหนึ่งขุนเขาผู้ใดโดนเข้าไปล้วนยากจะขยับเขยื้อน ซ่งเฉิงเลี่ยผู้มีอุปนิสัยอ่อนโยนและห้าวหาญในยามปกติแต่พลังกลับแข็งกล้าถึงเพียงนี้
ฉู่เหินเห็นแผ่นหลังกว้างของซ่งเฉิงเลี่ยแล้วก็ผุดภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของหลงจ้านขึ้นมาในความคิดการปกป้องคุ้มครองอันอบอุ่นเฉกเช่นเดียวกับบิดา
“หึ!” ซ่งเฉิงเลี่ยมองเหวยหานเยียบเย็นคำรามเสียงต่ำ “ไม่ได้ยินที่พ่อพูดเมื่อครู่หรืออย่างไร? บังอาจแตะต้องศิษย์สำนักดาราสวรรค์ของข้า...”
“ฮะๆ” เหวยหานหัวเราะ เขายืนขึ้นจากพื้นด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา“ซ่งเฉิงเลี่ย พวกเราคนตรงไม่พูดอ้อมค้อม เด็กคนนี้ผิดใจกับคนที่ไม่ควรผิดใจด้วยต่อให้เจ้าคุ้มหัวเขาได้ตอนนี้ วันข้างหน้าเขาก็ต้องตายที่ข้างถนนอยู่ดีข้าว่าเจ้าเป็นอาจารย์ดีๆ ต่อไปจะดีกว่า อย่ามาจุ้นจ้านกับเรื่องนี้เลย”
นัยยะข่มขู่เต็มรูปแบบ
ถึงอย่างนั้น เมื่อเสียงเงียบลงไป พลานุภาพปราณแกร่งกล้าน่าพรั่นพรึงก็ปะทุจากกายซ่งเฉิงเลี่ยสะเทือนเศษหินดินทรายบนพื้นจนกระเด็นไปเป็นรัศมี
เหวยหานหน้าเปลี่ยนสี เขาถามเยียบเย็น “ซ่งเฉิงเลี่ย เจ้าคิดจะเป็นปฏิปักษ์กับพวกเราจริงหรือ?”
“แนะว่าให้รีบไสหัวไปเสียตอนที่ข้ายังไม่เปลี่ยนใจคิดฆ่าแก ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเลือดหัวแกล้างพื้นไปห้าก้าว...” ซ่งเฉิงเลี่ยแผ่จิตสังหาร ดวงตาเยือกแข็ง
เหวยหานกำหมัดแน่น กัดฟันกรอด แค่นเสียงหัวเราะแล้วหันหลังจรลี
...
เห็นอีกฝ่ายจากไปแล้ว ซ่งเฉิงเลี่ยก็ค่อยๆ เก็บรังสีปราณกลับมา
“อาจารย์เฉิงเลี่ย ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?” ฉู่เหินเดินมาถามตรงหน้าเขา
ซ่งเฉิงเลี่ยสีหน้าอ่อนลง ผ่อนลมหายใจแผ่วเบา “ข้าอยู่หอจวินไหลมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วพอเห็นเจ้าไปกับเด็กสาวสำนักจันทร์สกาวข้าก็เดาว่าคืนนี้ต้องมีคนประทุษร้ายเจ้าแน่ จึงได้ตามดูเจ้าอยู่ตลอด แล้วก็เป็นดังเช่นที่ข้าคาดไว้”
“เช่นนี้นี่เอง...”
ฉู่เหินอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน เขาไม่นึกเลยว่าซ่งเฉิงเลี่ยจะช่วยเหลือตนถึงเพียงนี้เขาประสานหมัดด้วยสองมือ เอื้อนเอ่ยอย่างจริงจัง “ขอบพระคุณอาจารย์เฉิงเลี่ย”
“ไม่มีอันใดต้องเกรงใจกัน ข้าเรียกตัวเจ้าเข้าสำนักดาราสวรรค์มาเอง ย่อมไม่อยากให้เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเจ้าแต่ข้าไม่นึกเลยว่าคนที่เจ้าแค้นเคืองด้วยนั้นจะเป็นตระกูลเหวย”
ซ่งเฉิงเลี่ยละเอียดอ่อนในหยาบกระด้าง แท้จริงแล้วความคิดความอ่านของเขานั้นละเอียดรอบคอบมาก
เมื่อครู่เขามองปราดเดียวก็เห็นรูป ‘สุรีย์ร้อนแรง’ ที่เสื้อของเหวยหาน สัญลักษณ์ของตระกูลเหวย
“อื้ม” ฉู่เหินพยักหน้า ดวงตาวาวโรจน์จิตเยือกแข็ง “เหวยชิงฝานขอรับ”
เหวยชิงฝาน!
ซ่งเฉิงเลี่ยอดหรี่ตาไม่ได้ หว่างคิ้วเจือแววนิ่งขรึม
“มิน่าเล่าก่อนหน้านี้เจ้าถึงได้พบเจออุปสรรคขวากหนามในเมืองหลวงเสียทุกย่างก้าวสำนักยุทธขั้นสูงใดก็ไม่ยอมรับเจ้า ข้าพอรู้จักไอ้เด็กที่ชื่อเหวยชิงฝานนั่นมาบ้างอายุยังน้อยนักแต่กลับใจคอโหดเหี้ยมวิปริต ใครผิดใจกับมันจะไม่ถูกฆ่าตายคาที่ ทว่าจะถูกย่ำยีทรมานสาหัสสากรรจ์ทุกรูปแบบพอสติแตกเต็มที่แล้วจึงค่อยเอาชีวิต...”
เอ่ยถึงตรงนี้แล้วซ่งเฉิงเลี่ยก็อดเหลือเชื่อไม่ได้
ฉู่เหินต่อสู้กับเหวยชิงฝานมาจนถึงบัดนี้มิหนำซ้ำยังต่อสู้ด้วยกำลังของตัวเองคนเดียวด้วย
“เจ้าไปมีเรื่องกับเหวยชิงฝานได้อย่างไรกัน?”
“เรื่องมันยาวขอรับ” ฉู่เหินยิ้มขมขื่น ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก
“แน่นอน เจ้าเองก็ไม่ต้องกังวลใจไป ตระกูลเหวยแข็งแกร่งมากก็จริงแต่ก็ไม่อาจยกมือปิดฟ้านครหลวงนี้ได้ แม้สำนักดาราสวรรค์ไม่อาจรุ่งโรจน์เช่นวันวานก็จริงแต่ก็ใช่ว่าผู้ใดจะมาข่มเหงรังแกได้ตามใจชอบ เจ้าจงอยู่สำนักดาราสวรรค์อย่างสบายใจเถิดไม่มีผู้ใดริอาจแตะต้องเจ้าได้โดยง่าย”
ซ่งเฉิงเลี่ยกล่าวคำจริงจังน่าเชื่อถือ
ฉู่เหินพยักหน้าซาบซึ้ง “ขอบพระคุณอาจารย์เฉิงเลี่ย”
“เฮอะๆ ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องเกรงใจไป นี่ก็ดึกมากแล้ว กลับสำนักกันเถิด!”
“อื้ม!”
จากนั้น ฉู่เหินจึงเดินทางกลับสำนักดาราสวรรค์พร้อมกับซ่งเฉิงเลี่ยที่ร่วมทางไปด้วย
...
กว่าฉู่เหินกับซ่งเฉิงเลี่ยจะกลับถึงสำนักดาราสวรรค์ก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
เดิมเวลานี้สำนักควรจะเงียบสงบเปล่าเปลี่ยว แต่ตอนนี้กลับคึกคักยิ่งนักหนุ่มสาวจับกลุ่มคุยกันกลุ่มละสี่ห้าคน
และประเด็นที่พวกเขาพูดคุยกันก็ไม่พ้นเรื่องประชุมใหญ่ดาวชิงดวงที่เพิ่งจบไปไม่นาน
“ไม่นึกเลยว่าสำนักดาราสวรรค์ของพวกเราจะชิงที่หนึ่งกลับมาได้อีกครั้ง”
“จริงด้วย ข้าก็คาดไม่ถึงเลยรู้อย่างนี้ไปเข้าร่วมด้วยก็ดี”
“เจ้ามาพูดเอาป่านนี้จะมีประโยชน์อันใด”
“เฮ้อ ก็ข้าไม่รู้ว่าฉู่เหินจะเก่งปานนั้นนี่! กระทั่งราชาศิษย์ใหม่วายุจักรพรรดิยังตายด้วยน้ำมือเขาเลยเหตุการณ์ตอนนั้นต้องดุเดือดเลือดพล่านมากๆ เป็นแน่”
...
ศิษย์ใหม่มากมายกลัวจะเสียหน้าจึงไม่ได้ไปเข้าร่วมงานประชุมใหญ่ดาวชิงดวงก่อนหน้านี้
ภายหลังเมื่อพบว่าศิษย์ที่ไปนั้น ‘ได้ชัยกลับมา’ พร้อมข่าวล่ามาแรงเรื่องที่ฉู่เหินครองอันดับหนึ่งอย่างไร้เทียมทานทั้งสำนักดาราสวรรค์ก็เดือดพล่านตามไปด้วย
ไม่เพียงแต่ศิษย์ใหม่ที่ไม่ได้ไปเท่านั้นที่เสียใจภายหลังแม้แต่ศิษย์เก่าก็ยังนึกเสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมสนุกด้วย
“ฮ่าๆ เห็นทีเจ้าจะกลายเป็น ‘คนดัง’ ที่ทุกคนรู้จักกันแล้วนะ” ซ่งเฉิงเลี่ยหัวเราะเริงร่า
ฉู่เหินส่ายหน้ากระดาก “อาจารย์เฉิงเลี่ยท่านอย่าล้อข้าเล่นเลย”
“จะไปล้อเล่นได้อย่างไร? สำนักดาราสวรรค์ของพวกเราถูกข่มมานานปีกว่าจะลืมตาอ้าปากได้เช่นปีนี้มิใช่เรื่องง่าย แต่ว่ากันตามจริงเจ้าเองก็ลงไม้ลงมือโหดไปบ้างนะวันนี้”
ซ่งเฉิงเลี่ยพูดจามีนัยยะลึกซึ้ง
ฉู่เหินไม่ตอบอันใด ว่ากันตามจริง เขาไม่นึกเสียใจภายหลังกับการกระทำในวันนี้ของตัวเองเลย
ฉู่เหินมีเหตุผลที่ต้องโหดร้าย
ตั้งแต่ครั้งเมืองหลินเหยียน ทั้งถูกวางอุบายทำร้าย เสื่อมเสียชื่อเสียงจนป่นปี้ถูกตัดมือตัดเท้าให้ใช้การไม่ได้ถูกสำนักยุทธขั้นสูงยี่สิบเจ็ดแห่งปฏิเสธไม่ให้เข้าไหนจะประสบกับเหตุการณ์มือสังหารยี่สิบกว่าคนไล่ล่าฆ่ายามราตรี จวบจนคืนนี้เหวยชิงฝานผู้นั้นก็ยังคงบงการให้เหรินชงกำจัดเขาให้สิ้นซาก
บัญชีแค้นนี้คือเหตุผลที่ฉู่เหินลงมือปลิดชีพเหรินชง
เพลิงโทสะร้อนรุ่มสุมทรวงมาเนิ่นนาน ฉู่เหินไม่อาจอดกลั้นต่อไปได้อีกแล้ว
เห็นฉู่เหินไม่พูดอันใด ซ่งเฉิงเลี่ยก็หัวเราะพลางบอก“ข้าแค่พูดไปอย่างนั้น เจ้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลย นี่ก็มืดมากแล้วเจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเสียเถิด”
“อื้ม ศิษย์ขอลา”
ฉู่เหินประสานมือทั้งสองอย่างนอบน้อมแล้วจึงอำลาอาจารย์
ครั้นเห็นแผ่นหลังฉู่เหินค่อยๆ หายลับไปในม่านรัตติกาลแล้วซ่งเฉิงเลี่ยก็ผ่อนลมหายใจพรืดยาวบุรุษหนุ่มเยาว์วัยผู้นี้แอบซ่อนแสงอันคมกล้าเร้นลับใต้ใบหน้าที่อ่อนโยน
ยามปกติเขาช่างดูเรียบง่ายน่าคบหาแต่หากจุดเพลิงพิโรธในดวงใจเขาได้เมื่อใด ย่อมร้ายแรงไม่ต่างจากแสงอัสนี
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็พาเจ้าเข้าสำนักดาราสวรรค์มาแล้วข้าหวังว่าเจ้าจะไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้”
...
ครู่ให้หลัง
ฉู่เหินกลับเรือนที่พัก
โคมไฟในเรือนยังคงสว่างไสว ห้องของมู่เฟิงกับฮ่าวจึยังจุดไฟสว่างอยู่ซ้ำยังมีเสียงพูดคุยออกจากห้องของฮ่าวจึอีกด้วย
“สองคนนี้คงไม่ได้กำลังรอข้าอยู่กระมัง?”
ฉู่เหินเลิกคิ้วคู่สวยแล้วเดินไปยังห้องของฮ่าวจึ
“แหะๆ พี่ฮ่าวจึ ไม่นึกเลยว่าท่านจะมีความสามารถเช่นนี้...” เสียง ‘ทะลึ่ง’ ของมู่เฟิงแว่วมาฟังจากน้ำเสียงแล้วคงกระปรี้กระเปร่าไม่หยอก แถมยังเรียกฮ่าวจึว่า ‘พี่’ อีกต่างหาก
อาเพศอะไรกัน!
ฉู่เหินพิศวงใจขึ้นทุกที
“แหะๆ พี่ฮ่าวจึ พรุ่งนี้ท่านช่วยข้าสักครั้งเถิดน่า ให้เจ้านี่มุดไปข้างเท้าศิษย์หญิงสักคนแล้วให้ข้ารับบทเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามเป็นอย่างไร?”
“ไม่ค่อยดีกระมัง!” ฮ่าวจึตอบ
“มีอะไรไม่ดีเล่าพี่ท่าน ใครจะรู้ว่าท่านควบคุมของเล่นเช่นนี้ได้ด้วยท่านนี่สมชื่อจริงเชียว ฮ่าๆ”
...
“พวกเจ้ากำลังคุยอะไรกันอยู่?” ฉู่เหินเดินเข้าประตูไปในทันใด
“ศิษย์น้องฉู่เหิน เจ้ากลับมาแล้ว” ฮ่าวจึตาเป็นประกาย
มู่เฟิงเอียงคอร้องฮึไม่สบอารมณ์ “รู้จักกลับมาด้วยหรือนี่ ไปเอ้อระเหยลอยชายกับโฉมงามสองต่อสอง ขาดคุณธรรมสิ้นดี!”
ฉู่เหินกำลังจะอ้าปากพูด แต่ก็อึ้งไปเสียก่อนเห็นหนูน้อยตัวหนึ่งนอนอยู่บนโต๊ะข้างหน้าฮ่าวจึกับมู่เฟิงหนูน้อยตัวนั้นไม่เหมือนหนูบ้านทั่วไป ขนมันขาวสลับดำ ดวงตาเล็กๆกลมเกลี้ยงจ้องฉู่เหินตาเป็นมัน
“นี่คือ?”
“ศิษย์น้องฉู่เหินเจ้าอย่าตกใจไป นี่คือ ‘หนูแทะทอง’ สัตว์ปีศาจน้อยขั้นหนึ่งเท่านั้นเอง”
ปีศาจน้อยขั้นหนึ่งพลังต่อสู้รวมเท่ากับผู้มีพลังลมปราณเปิดชีพจรขั้นหนึ่งหนูที่ดูน่ารักน่าทะนุถนอมนี้มีพลังกัดแทะน่ากลัวมาก หากมันตั้งใจล่ะก็สามารถกัดคอผู้ใหญ่คนหนึ่งขาดในหนเดียวก็ยังได้
แน่นอนว่าสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อฉู่เหินเลยแม้แต่ครึ่ง
“ชิ่ว! ออกไป...”
ฮ่าวจึส่งเสียงร้องประหลาด หนูแทะทองวนอยู่บนโต๊ะรอบหนึ่งแล้วกระโดดลง หายเข้าไปในรูกำแพง
ฉู่เหินเลิกคิ้วประหลาดใจ
“ศิษย์พี่ฮ่าวจึ ท่านสั่งการมันได้หรือ?”
“เหอะๆ” ฮ่าวจึเกาะหัว เขาตอบกระดากอาย “แค่พูดคุยสื่อสารกันเท่านั้นเองเรียกว่าสั่งการไม่ได้หรอก บางครั้งพวกมันก็ไม่ฟังข้าต้องสื่อสารกับพวกมันแบบสหายเท่านั้นถึงจะยอมฟังกัน”
เป็นสหายกับหนู!
ฉู่เหินเพิ่งเคยพบเห็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึกเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“ไฉนท่านถึงมีความสามารถเช่นนี้ได้?” ฉู่เหินถามด้วยใคร่รู้
“ไม่ปิดบังเจ้าหรอก ขีดจำกัดสายเลือดข้าเป็นของที่รูปร่างเหมือนหนูตัวหนึ่งน่ะ”
“ฮ่าๆ” มู่เฟิงหลุดขำ “ข้าก็ว่าทำไมเจ้าถึงชื่อฮ่าวจึ ที่แท้ก็เพราะอย่างนี้นี่เอง ขีดจำกัดสายเลือดอันใดกันเล่า? กายยุทธหรือกายสัประยุทธ์?”
“ข้าไม่รู้หรอก”
“ไม่รู้หรือ?”
“อื้ม ก่อนหน้านี้ข้าด้อยค่าตัวเองที่คนอื่นพากันเรียกข้าว่าฮ่าวจึภายหลังขีดจำกัดสายเลือดก็ดันเป็นหนูเสียนี่ ข้าจึงไม่กล้าบอกออกไปคนรอบข้างเลยคิดว่าข้าเป็นกายสามัญ ไม่มีขีดจำกัดสายเลือดกันหมด”
ฮ่าวจึบอกเล่าตามความจริง
“เช่นนั้นที่พวกเราเรียกท่านว่าฮ่าวจึตอนนี้ท่านจะถือสาไหม?” ฉู่เหินถาม
ฮ่าวจึส่ายหน้ายิ้มละไม “ไม่ถือหรอกเพราะข้ารู้ว่าพวกเจ้าเรียกข้าว่าฮ่าวจึเพราะสนิทสนมกัน ไม่ใช่เพราะต้องการล้อข้าข้าเองก็ไม่ด้อยค่าตัวเองอีกแล้ว จริงด้วย ศิษย์น้องฉู่เหิน...”
ฮ่าวจึหยุดแล้วว่าต่อ “ได้ยินมาว่าเจ้าได้ที่หนึ่งในประชุมใหญ่ดาวชิงดวงยินดีกับเจ้าด้วย”
ฉู่เหินยิ้มบาง “โชคดีเท่านั้นปะไร ช่วยสะสางแค้นให้ท่านด้วย”
………………………..