การกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2)

    บทที่ 153 จงเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้

    บทที่ 153 จงเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้
    มนุษย์ธรรมดามิอาจทัดทานต่อพลังที่แข็งแกร่งถึงขั้นระดับศักดิ์สิทธิ์ได้หรอก ชิวเหวินเจี้ยนไม่เคยคิดเช่นนั้นเลยจนกระทั่งพบเจอกับซูหยิน เด็กหนุ่มที่ดูท่าทางไม่มีพิษภัยทว่านัยน์ตากลับแฝงด้วยแผนร้ายอยู่ภายใน ซูฉินเฟยไม่ฟังคำสั่ง เขายิงธนูใส่ชิวเหวินเจี้ยนในระยะประชิด ธนูนั้นถูกพี่น้องของเขาเคลือบเวทมนตร์เอาไว้
    และซูฉินเฟยก็ไม่เคยยิงธนูพลาดเป้า เขาเล็งไปที่หัวใจของชายหนุ่ม ห่างออกไปนั้นเป็นซูหยินที่มองตามลูกธนูสีทองไป ร่างกายของชิวเหวินเจี้ยนถูกรายล้อมด้วยเกล็ดมังกรเพื่อคุ้มกันอันตราย แต่ลูกธนูนั้นถูกทำขึ้นจากเวทมนตร์ มันจะทะลุเนื้อของเขามาเป็นแน่
    แต่ทว่าซูหยินว่องไวกว่า เสียงโลหะปักเข้าเนื้อดังมาจากฝ่ามือของซูหยิน เด็กหนุ่มหายตัวไปปรากฏหน้าชิวเหวินเจี้ยน ส่งรอยยิ้มให้ชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะผลักร่างของชายหนุ่มให้กระเด็นไกลออกไป ใช้อีกมือรับลูกธนูนั้นเอาไว้ เพียงออกแรงบีบมันก็บุบสลาย
    ชายหนุ่มจ้องอีกฝ่ายตาไม่กระพริบ และคนอื่นก็เช่นกัน ซูสือคงอ้าปากค้าง เขาไม่เคยเห็นพลังของซูหยินมาก่อน เพราะงั้นจึงตกตะลึงไม่น้อยที่พลังระดับศักดิ์สิทธิ์สามารถทำได้ขนาดนั้น
    “ไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่” ซูหยินเอ่ยถามชายที่ลงไปนอนกองที่พื้นไกลออกไป ชิวเหวินเจี้ยนชะงักเขาก้มลงมองพื้นรอบกาย หญ้าทั้งหมดถูกร่างเขาครูดจนเป็นแถบยาว ไอความร้อนจากการเสียดสีกระจายขึ้นสู่ฟ้า หากไม่มีเกล็ดมังกรมายาลวง หลังของเขาคงถลอกเป็นรอยไปหมดแล้ว
    ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าซูหยินเป็นคนยังไง เด็กหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์กว่าพี่น้องทั้งหมดมีนิสัยแบบไหนจนกระทั่งวันนี้ เด็กหนุ่มผู้มีดวงตาสีทับทิมจ้องมองน้องชายตนเองที่แผลงศรใส่ศัตรู และมันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่พี่น้องด้วยกันเองหวาดหวั่นถึงขนาดนั้น ชิวเหวินเจี้ยนเบิกตากว้างตอนที่ซูหยินวาดมือออกข้างลำตัว จากนั้นลำคอของซูฉินเฟยก็ขาดสะบั้น
    “บ้าไปแล้ว...เจ้ามัน” ชิวเหวินเจี้ยนมิสามารถหาคำมาบรรยายได้ เขาเห็นหัวของซูฉินเฟยร่วงหล่นสู่พื้นท่ามกลางสายตาของเผ่ามารมากมาย เลือดสีแดงสาดกระเซ็นไปทั่ว ถ้าหากเขาไม่เห็นกับตาเขาจะไม่เชื่อแน่ๆ ไม่เชื่อว่าคนๆ นี้จะฆ่าพี่น้องของตนเองได้ลงคอโดยที่คนอื่นๆ ยังนิ่งเฉยอยู่ได้อีก
    “ผู้ใดไม่ฟังคำสั่งของข้าจักตกตายเช่นนี้” ซูหยินประกาศกร้าว กวาดสายตาไปถ้วนทั่ว เขาหันมาหาชิวเหวินเจี้ยน ชายหนุ่มรู้ดีเลยว่าอีกฝ่ายมีพลังขนาดไหน “ห้ามโจมตีเมืองของน้องสาวข้าจนกว่าข้าจะออกคำสั่ง!”
    พูดจบกองทัพนับแสนก็กระแทกอาวุธลงกับพื้น ขานรับอย่างพร้อมเพรียง ผู้ใช้โล่หายลับไป เขาถอยกลับเข้าไปในค่ายพักแรมพร้อมด้วยเหล่าพี่น้องที่ยังหลงเหลืออยู่ ร่างของซูฉินเฟยเกิดไฟลุกพรึ่บขึ้นชั่ววูบ ชิวเหวินเจี้ยนลุกขึ้นยืน ฝืนกายที่เจ็บปวดมิให้ล้มลง
    ‘เป็นดังคาดสินะเจ้าจักพรรดิ...’ เทพมารเอื้อนเอ่ยในใจ เพราะยังถือดาบอยู่จึงสามารถสื่อสารกันได้ ‘ร่างมนุษย์ของเจ้าไม่สามารถทนต่อเวทย์ที่ระดับสูงกว่าได้ เช่นนั้นแล้วการจะต่อกรกับจอมมารลำดับที่สองข้าจึงไม่เห็นว่าเจ้าจะเอาชนะได้ หากอยู่ในร่างนี้’
    ชิวเหวินเจี้ยนรู้ตัวเองดีแล้วในตอนนั้น ถ้าหากเป็นร่างนี้ ร่างที่ขอยืมเอามาใช้นั้นจะไม่สามารถทัดทานพลังเวทย์ได้นานนักหรอก เขาจะเก็บงำความลับนี้เอาไว้และใช้พลังอย่างรอบคอบจนกว่าสงครามนี้จะจบลง ชายหนุ่มจะต้องมีชีวิตรอดต่อไปไม่ว่ายังไงก็ตาม
    ซูหยินเดินหันหลังให้ชิวเหวินเจี้ยน เขาหายลับเข้าไปในค่ายพักแรม ส่วนชิวเหวินเจี้ยนเองก็กลับไปยังเขตปราสาทของซูหยาง ซูสือคงเดินมาหาเขา ที่นั่นมีหญิงสาวยืนรออยู่ด้วย นางวิ่งเข้าไปหาชิวเหวินเจี้ยนก่อนใคร ซูเหยียนจับแขนของชิวเหวินเจี้ยนมาดู
    “ท่านจะบ้าไปแล้วหรืออย่างไร” นางเอ่ยออกไปพร้อมทั้งดวงตาฉ่ำน้ำ ซูสือคงหยุดฝีเท้าลงแค่นั้นเมื่อเห็นซูเหยียนเข้าไปหาชิวเหวินเจี้ยนก่อน ดูแล้วนางคงเป็นห่วงเขามากจริงๆ “เป็นอย่างไรบ้างได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ากับซูหยินสักคน ทำไมท่านทำเช่นนี้”
    ไม่ว่าเปล่าหญิงสาวกุมมือของชายหนุ่มเอาไว้ เงยหน้ามองเขาด้วยความเป็นห่วง นางไม่อยากเห็นเขาต้องได้รับบาดเจ็บอีก เสียอย่างไรเรื่องทั้งหมดนี่ชายหนุ่มจะหนีไปให้พ้นเสียก็ยังได้ แต่ชิวเหวินเจี้ยนรักษาสัญญาเสมอ เขาไม่คิดจะขลาดเขลา
    “ข้าปลอดภัยซูเหยียน เจ้าก็คงเห็นกันหมดแล้ว” ชิวเหวินเจี้ยนปล่อยมือของนางก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังทุกคนที่ยืนตกตะลึงอยู่ตรงนั้น การต่อสู้และการสังหารอันโหดเหี้ยมเพิ่งจบลงไป “หากวันใดจอมมารลำดับที่สองทอยลูกเต๋าได้หนึ่ง คงจะบุกเมืองนี้”
    "หากคราวหลังท่านออกไป ข้าขอติดตามไปด้วย" หญิงสาวพูด ชิวเหวินเจี้ยนกลับมาจดจ้องนาง เขาส่ายหัวปฏิเสธ นางอยากจะคิดไปเองเหลือเกินว่าเห็นความเป็นห่วงเป็นใยอยู่ในแววตานั้น
    “ข้าว่าเราควรเร่งหาวิธี” ซูสือคงเสนอ ชิวเหวินเจี้ยนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มเดินนำซูเหยียนและคนอื่นๆ เข้าไปในปราสาท หญิงสาวมองตามแผ่นหลังกว้างไปอย่างห่วงใย และก็เป็นซูสือคงเองที่เดินเข้ามาหานาง
    ชายเผ่ามารมองดวงตาของหญิงสาวก็รู้ได้ในทันที เขาถอนหายใจ เอ่ยถามอย่างไม่อ้อมค้อมเมื่อเห็นหยาดน้ำใสเอ่อล้นที่แก้มใส
    "ชอบชิวเหวินเจี้ยนงั้นหรือ"
    ซูเหยียนทัดผมยาวที่ชื้นเหงื่อ พลังของนางแทบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการสร้างม่านพลังไปหมดแล้ว แต่ยามทีพูดถึงชื่อนั้น หญิงสาวก็พลันมีรอยยิ้มประดับทันที
    "ข้าก็บอกไม่ถูก แต่ทุกครั้งที่เห็นเขาบาดเจ็บหรือต้องตกอยู่ในอันตราย ข้าก็มิอาจหักห้ามใจให้เป็นห่วง อีกทั้งยังร้อนรน"
    ซูสือคงพยักหน้าอย่างเข้าใจ เขามองตามหลังชายผู้นั้นไป "ข้าอยากให้เจ้าตัดใจ ในสงครามเช่นนี้"
    ซูเหยียนหันมามองคู่สนทนา กำมือของตนเองแน่น เก็บงำความรู้สึกภายในที่แทบจะเอ่อล้นเอาไว้ นางหันไปมองชายหนุ่มผู้นั้น ชายที่ช่วยเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมือปีศาจร้าย
    "หมายความว่าอย่างไร"
    "จากใจจริงซูเหยียน หากจะปะทะกับซูหยิน..." ซูสือคงลอบกลืนน้ำลาย เขาอยู่ตรงนี้ก่อนที่ซูเหยียนจะมาถึง ไม่รู้ว่าชิวเหวินเจี้ยนใช้พลังทั้งหมดที่มีหรือไม่ แต่เท่าที่เขาเห็น
    "ทำไมเล่า"
    "ข้าไม่เห็นว่าชิวเหวินเจี้ยนจะสามารถชนะจอมมารลำดับที่สองได้ ระดับพลังทั้งคู่ต่างกันเกินไป เจ้าก็รู้ดี"
    "ข้าอยากให้เจ้าเชื่อใจ เชื่อใจในตัวเขา" ซูเหยียนบอกกับเขา แววตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกนั้น ซูสือคงไม่รู้ว่าเขาและเธอผ่านอะไรมาด้วยกันบ้าง แต่เขาจะลองเชื่อใจดูดีหรือไม่ เชื่อใจในชายมนุษย์คนนั้น
    "ร่างกายของเขาและระดับพลังที่น้อยเกินไปกำลังฆ่าเขา ข้าอยากให้พวกเราหลีกเลี่ยงสงคราม แต่ดูท่าจอมมารลำดับที่สองกำลังเจอของสนุก"
    ซูเหียนก้มหน้าลง นางมองมือที่สั่นเทาของตนเอง ซูสือคงอยากจะปลอบประโลม บริเวณนั้นไม่มีใครอยู่หรอก เขาเองก็เห็นนางมานาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวเป็นกังวลขนาดนี้---ชิวเหวินเจี้ยนกลับเข้ามาในปราสาท ชายหนุ่มยืนอยู่ลำพังในห้องทำงานของซูหยาง เทพมารปรากฏกายออกมา ยืนมองจักพรรดิในร่างมนุษย์ที่ค่อยๆ บรรจงถอดเสื้อออก
    พ้นสาบเสื้อ หลังกว้างเกิดรอยแผล เส้นเลือดแข็งเกร็งคล้ายจะปริแตกที่ต้นแขน ชายหนุ่มซ่อนมันเอาไว้ รวมถึงความเจ็บปวดภายในนั่นก็ด้วย
    'เจ้ากำลังฝืนร่างกาย ตอนเป็นจักพรรดิอยู่คงไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้ใช่หรือไม่' เทพมารเอ่ยถาม เขาเห็นใบหน้าของชายหนุ่มบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย แต่เพียงครู่ชิวเหวินเจี้ยนก็ซ่อนมันไว้
    "น่ารำคาญใจนัก ร่างที่อ่อนแอเช่นนี้" ชิวเหวินเจี้ยนบ่นพร้อมทั้งดึงเสื้อขึ้นมาสวมเช่นเดิม
    'มันจะไม่ดีกว่าหรือ รีบหนีไปตอนนี้เสีย เจ้าก็รู้ว่าพลังของตัวเองจะเรียกข้าและมังกรมายาลวงได้อีกเพียงครั้งเดียว'

    คล้ายกับเรื่องการกลับมาของจักพรรดิศักดิ์สิทธิ์(ภาค2) ที่คุณอ่าน