บนโลกของบทปราณแห่งนี้ประกอบไปด้วย ห้าทวีปสองมหาสมุทร แบ่งกันปกครองโดยหกแดนศักดิ์สิทธิ์ แบ่งเป็น หนึ่งสถาบัน สองพรรค สามราชวงศ์
สาเหตุที่พวกเขาได้รับขนาดนามว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นเพราะว่า แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดต่างมีชนชั้นราชันเทวะเป็นผู้ปกครองสูงสุด และ มีเทวะแท้จริงอีกจำนวนหนึ่งอยู่ภายใน นอกจากนั้นยังมีจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์อีกไม่น้อยภายในแดนของตนเอง
ทวีปเหนือ มีนามว่าทวีปหมื่นภูผาคนส่วนมากของทวีปนี้เป็นผู้ใช้ปราณปฐพี ปกครองโดยแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณ
ทวีปตะวันออกมีนามว่าทวีปรัตติกาลหรือทวีปไร้ตะวัน เป็นทวีปที่มีกลางคืนยาวนานกว่ากลางวันปกครองโดยราชวงศ์แสงจันทร์
ทวีปใต้มีนามว่าทวีปไร้พิรุณ ทวีปแห่งการต่อสู้เป็นทวีปอันบ้าคลั่งผู้ที่ชื่นชอบการต่อสู้มักไปอาศัยอยู่ทวีปแห่งนั้นปกครองโดยราชวงศ์หมื่นศาสตรา
ทวีปตะวันตกทวีปปราณฟ้าผู้คนกว่าครึ่งของทวีปนี้คือผู้ใช้ปราณเพลิงเป็นทวีปที่มีพลังแห่งหยางแรงกล้า ปกครองโดยราชวงศ์โชติช่วงหรืออีกชื่อตระกูลเฟิ่งหวง
ทวีปกลางหรือทวีปกิเลนทองคำเป็นทวีปที่เล็กมีขนาดเล็กสุดปกครองโดยสถาบันเทพราชัน แดนศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตนเป็นกลางทำหน้าที่สั่งสอนผู้คนเท่านั้น เป็นแดนที่ไม่ว่าใครหากมีความแข็งแกร่งมากพอก็สามารถเข้าร่วมได้ เยว่ฟงลูกชายของปราชญ์วายุอัสนีเองก็ได้เป็นหนึ่งในศิษย์ของสถาบันเทพราชันหลังจากจบงานประลองล่าอสูร
และสองมหาสมุทร มหาสมุทรไร้เกาะ และ มหาสมุทรร้อยเกาะ มหาสมุทรไร้เกาะหรือมหาสมุทรมรกต มหาสมุทรที่ไร้การปกครองจากขุมกำลังระดับแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นมหาสมุทรที่ตั้งกั้นระหว่างทวีปตะวันตกและทวีปกลาง
มหาสมุทรร้อยเกาะเป็นมหาสมุทรที่ถูกปกครองโดยแดนจ้าวสมุทร เป็นมหาสมุทรที่อยู่ระหว่างทวีปตะวันออกและทวีปกลาง

ราชวงศ์โชติช่วงหรือตระกูลเฟิ่งหวง ผู้ครอบครองสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ของวิหคเพลิงอมตะในตำนาน เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีชนชั้นเทวะสามคน ได้แก่ผู้ปกครองสูงสุด เทพราชันวิหคเพลิง จักรพรรดิเฟิ่งหวงฟู่หรง สองชนชั้นเทวะแท้จริง เทพวิหคเพลิงอมตะ หวังอ๋อง และ เทพวิหคเพลิงวิญญาณ ฉินอ๋อง
รวมถึงกองกำลังระดับ จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าคน ที่ได้รับขนาดนามว่าเก้าปีก แม้ว่าปีกบางคนจะมีระดับฝึกตนจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น ที่มีระดับน้อยกว่าปราชญ์ แต่ว่ากองกำลังโดยรวมกลับแข็งแกร่งกว่าปราชญ์ทั้งเก้ามากมายนัก
“จะ เจ้าต้องการพบคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ ทำไมกัน” โอวหยางฉางถามอย่างตกตะลึงในสิ่งที่ตนเองได้ยิน แม้ตระกูลโอวหยางจะสามารถติดต่อแดนศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรง แต่ว่าระดับของคนที่อูหลินเฟิงต้องการพบ ไม่ใช่คนระดับล่างจากแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นถึงท่านหญิงและท่านชายของราชวงศ์เป็นองค์หญิงองค์ชายขององค์จักรพรรดิคนปัจจุบันของทวีปปราณฟ้าแห่งนี้
“เรื่องที่ข้ารับรู้มา เกรงว่าจะสามารถสั่นคลอนทวีปปราณฟ้าได้และ ยังเป็นภัยต่อราชวงศ์ ข้าต้องพบคนที่มีอำนาจมากพอในการสั่งให้ราชวงศ์เคลื่อนไหว” เฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์และเฟิ่งหวงหยางชุน เป็นองค์หญิงและองค์ชายที่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ ของราชวงศ์ ปัจจุบันอายุสิบแปดปีมีระดับลมปราณถึงจอมยุทธ์ขั้นสูงที่พร้อมจะทะลวงชนชั้นราชันได้ตลอดเวลา แต่ที่ไม่ยอมทะลวงระดับลมปราณเพราะทั้งสองต้องการเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง หากทะลวงระดับตอนนี้การเข้าแดนเทพรกร้างอาจยากลำบากและมีความเสี่ยงว่าประตูระหว่างมิติจะรองรับพลังของชนชั้นราชันไม่ไหว
ทั้งสองคือหนึ่งในสี่คนที่มีโอกาสเป็นรัชทายาทของราชวงศ์ มีอำนาจมากพอในการใช้กำลังของแดนศักดิ์สิทธิ์ทำสิ่งต่างๆ
“หากข้าขอพบทั้งสองท่านให้เจ้า แต่ว่าหากข้อมูลของเจ้าไม่ดีมากพอเจ้า อาจสร้างความไม่พอใจแก่แดนศักดิ์สิทธิ์ได้” โอวหยางฉางกล่าวเตือนคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ว่าจะขอเข้าพอได้ง่ายๆ หากเข้าขอเข้าพบแล้ว พบว่าข้อมูลที่จะมอบแก่ทางแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่สำคัญอูหลินเฟิงอาจโดนลงโทษได้
“ข้าเข้าใจแต่ข้าคิดว่าข้อมูลของข้านั้นสำคัญอย่างยิ่ง”
“ได้...ข้าจะลองเชื่อเจ้า เชื่อใจเจ้าสักครั้ง” โอวหยางฉางกล่าว ที่เขายอมทำตามอูหลินเฟิงเพราะว่าจริงๆ แล้ว ณ ตอนนี้ฐานะของอูหลินเฟิงนั้นไม่ธรรมดาแล้ว ไม่ใช่เพียงคุณชายใหญ่ตระกูลอูแต่ว่าเป็นถึงศิษย์เพียงคนเดียวของปราชญ์วิญญาณ ตัวตนของปราชญ์วิญญาณเองก็มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่เช่นกัน หากเขาใช้ชื่อของอูหลินเฟิงกับตำแหน่งศิษย์ของปราชญ์วิญญาณ ไม่แน่ว่าต่อให้เป็นข้อมูลที่ไม่สำคัญท่านหญิงและท่านชายทั้งสองเองอาจไม่ลงมือกับอูหลินเฟิงก็ได้ โอวหยางฉางจึงกล้าที่จะเสี่ยงดู
“ข้าจะติดต่อไปหาทั้งสองท่าน โปรดรอสักครู่” โอวหยางฉางกล่าวจากนั้นกลายเป็นแสงพุ่งออกไป เพื่อติดต่อไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ต้องการถูกรบกวน
“เฟิงเอ๋อร์ตามข้ามา หัวหน้ามือปราบหลี ข้าขอตัวไปคุยกับบุตรชายสักครู่” อูไต้หรงกล่าว
“ชะ เชิญๆ ไว้ข้าจับกุมคนได้ทั้งหมดไปยังที่ว่าการแล้ว ขอเชิญท่านไปให้ปากคำด้วย” หัวหน้ามือปราบหลีที่ตกใจคำขอของอูหลินเฟิงไม่หายก็ได้กล่าวออกมา อูไต้หรงที่เห็นอีกฝ่ายอนุญาตก็เดินนำอูหลินเฟิงมาคุยกันเพียงสองคน อูไต้หรงได้กางม่านลมปราณปิดกั้นเสียง
“ท่านพ่อมีอะไรงั้นหรือ” อูหลินเฟิงถาม เขาเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอูไต้หรง
“ตอนนี้ข้าอาจจะรู้แล้วว่ามารดาของเจ้ามาจากไหน” อูไต้หรงตอบ ตอนแรกอูหลินเฟิงเขานึกว่าอูไต้หรงจะเครียดเกี่ยวกับการที่เขาขอพบคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สิ่งที่พ่อของเขากล่าวกลับไม่ให้สิ่งที่เกี่ยวข้องกันเลย
“ไหนท่านเคยบอกว่าไม่ทราบ” อูหลินเฟิงถามกลับด้วยความสงสัยเพราะเรื่องนี้เขาเองก็เคยถามพ่อของเขาแล้วว่าแม่แท้ๆ ของเขาเป็นใครแต่ท่านพ่อกลับไม่รู้เช่นกัน
“ข้าไม่รู้จนกระทั่งเจ้าใช้พลังวิญญาณระดับสูงสุดของตัวเองออกมา” อูไต้หรงบอก ทันทีที่ได้ยินเรื่องนั้นอูหลินเฟิงเขายกมือไปสัมผัสบนหน้าผากของตัวเอง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากคนในตระกูลที่สืบสายเลือดโบราณหากสามารถย้อนคืนสายเลือดจนระดับของพลังในสายเลือดเข้มข้นมากพอ หากเร่งพลังแห่งสายเลือดถึงขีดสุดจะปรากฏตราสัญลักษณ์ของสายเลือดนั้นๆ ออกมา”
“ข้าทราบขอรับ”
“แต่ตราของที่ปรากฏที่ระหว่างคิ้วของเจ้าไม่ใช้เทพวิหคอัสนีม่วง แต่เป็นรูปเคียวยมทูตสองอันไขว้กัน” อูไต้หรงกล่าว เขาเห็นตรานั้นชัดเจนเช่นเดียวกับ สามจอมยุทธ์ที่อูหลินเฟิงปะทะด้วยและเซวียนเยวี๋ยนเหอชิว
“เคียวยมทูตสองอันไขว้กันหรือว่าท่านแม่ของข้า..” อูหลินเฟิงเองก็รู้จักตรานั้น ต้องถามว่าบนโลกแห่งนี้ใครบ้างที่ไม่รู้จักตรานี้ คนต้องยกเว้นไว้หนึ่งคนคือกู่ซือเอินที่แม้จะเคยเห็นตราสัญลักษณ์นี้ไปแล้วแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นตราของตระกูลใด
“ตราประจำตระกูลเนี่ย ตระกูลผู้ปกครองแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณ” อูไต้หรงตอบ อูหลินเฟิงที่ได้ฟังยังตกตะลึงไปชั่วขณะแต่ว่าหลังจากที่พลังวิญญาณได้รับการปลดปล่อยที่หุบเหวหมื่นศพระดับพรสวรรค์แท้จริงของพลังวิญญาณได้ปรากฏออกมา ทำให้เขารู้ว่าระดับชั้นของดวงวิญญาณของเขาคือดวงจิตวิญญาณราชันเหนือสวรรค์ หากแม่ของเขาเป็นคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ก็มีความเป็นไปได้ที่พลังนี้เขาจะได้มาจากแม่ของเขา
“แดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณ เป็นการปกครองรูปแบบพรรคที่รวมตัวของผู้ใช้พลังวิญญาณระดับสูง แต่ว่าตั้งแต่ก่อตั้งแดนศักดิ์สิทธิ์ตระกูลที่เป็นประมุขไม่เคยเปลี่ยน ตราเคียวยมทูตไขว้กันคือสัญญาณทางวิญญาณของตระกูลเนี่ย” อูไต้หรงกล่าวเสริม
“นะ นี่มันเป็นไปได้งั้นหรือ” อูหลินเฟิงยังตกใจไม่หาย ว่าเขาอาจมีสายเลือดของตระกูลหลักภายในแดนศักดิ์สิทธิ์จากต่างทวีป
“มีความเป็นไปได้อย่างมาก...ในตอนนั้นข้าพบแม่ของเจ้าที่ไม่ได้สติ ใกล้ๆ มหาสมุทรไร้เกาะ ช่วงนั้นเคยมีข่าวลือการปะทะกันในระดับของแดนศักดิ์สิทธิ์...แต่ว่าก็ไม่มีข่าวอะไรออกมาหลังจากนั้น ข้าจึงคิดว่าเป็นข่าวลือ ข้าที่พบกับแม่ของเจ้าในตอนนั้น นางมีระดับลมปราณเพียงระดับหกด้วยอายุของนาง ข้าจึงไม่เคยคิดว่านางเป็นคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่าการมีการต่อสู้ของแดนศักดิ์สิทธิ์ในมหาสมุทรไร้เกาะจริงๆ แล้วละก็ แม่ของเจ้าอาจจะต่อสู้จนบาดเจ็บสาหัส สูญเสียความทรงจำระดับลมปราณเสียหาย ทำให้นางเหลือระดับเพียงระดับหก นี้เป็นสิ่งที่ข้าคิดได้ในตอนนี้” อูไต้หรงกล่าว นี่คงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วที่บุตรชายของเขากลายเป็นผู้มีสายเลือดของแดนศักดิ์สิทธิ์จากทวีปอื่น
“ถ้าเป็นแบบนี้ในอนาคตข้าคงต้องไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณสักครั้ง” อูหลินเฟิงกล่าว เพื่อตามหาตัวตนของท่านแม่และหาสาเหตุที่ดวงวิญญาณของเขาเคยแยกออกจากกัน คงต้องไปที่นั่นสักครั้ง
“ที่ข้าบอกเจ้า...ไม่ได้ต้องการให้เจ้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณ แต่ว่าหากองค์หญิงองค์ชายทั้งสองไม่พอใจเจ้า เจ้าจงแสดงตราแห่งตระกูลเนี่ย แม้จะเป็นองค์หญิงหรือองค์ชายจากแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ไม่กล้าลงมือต่อสายเลือดของแดนศักดิ์สิทธิ์อีกแดนเป็นแน่” อูไต้หรงกล่าว
“ขอรับท่านพ่อขอบคุณที่เป็นห่วง เรื่องของแดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณรอให้เรื่องทั้งหลายผ่านไปก่อนข้าค่อยคิดเรื่องนี้อีกครั้ง” อูหลินเฟิงตอบอย่างเขาใจ แม้จะติดใจสงสัยอยู่แต่ว่าอย่างน้อยตอนนี้เขาก็สามารถกำหนดเป้าหมายในอนาคตเรื่องแม่ของเขาได้แล้วว่าต้องเริ่มจากที่ไหน
หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยได้ไม่นาน เส้นแสงสีทองก็พุ่งกลับมายังตระกูลอู
“ทั้งท่านหญิงและท่านชายทั้งสองต่างยอมพบเจ้าพร้อมกันทั้งคู่” โอวหยางฉางกล่าวทันทีหลังจากมาถึงอีกครั้ง
“ขอบคุณท่านโอวหยางฉางที่ช่วยพูดให้ ข้าขอนำสหายไปอีกคนได้หรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมยกมือประสานคารวะโอวหยางฉาง
“งั้นก็จงรีบไปตามสหายคนนั้นมา ตอนนี้ทั้งสองท่านอยู่ที่ตระกูลโอวหยางพอดี เราจะเดินทางไปทันที” โอวหยางฉางกล่าวจากนั้นได้หยิบตราทองคำที่มีสัญญาณของดาบแห่งแสงอยู่ตรงกลาง เขาจะใช้ค่ายกลแสงหวนกลับ มันคือหนึ่งในค่ายกลหลบหนีของตระกูลโอวหยาง เหมือนที่ตระกูลโอวหยางใส่ในป้ายเหล็กของผู้เข้าแข่งขันในงานประลองล่าอสูร
แต่ค่ายกลแสงหวนกลับจะมีระยะที่ไกลกว่าและเคลื่อนที่ได้เร็วกว่ามาก สามารถกลับไปถึงที่ตั้งของตระกูลโอวหยางในเมืองจรัสแสงได้ภายในไม่กี่นาที หลังจากหยิบตราทองออกมาเขาได้ว่างค่ายกลเล็กๆ รอบตัวเองทั้งสำหรับการส่งตัวเขาและอูหลินเฟิงไปยังตระกูลโอวหยาง และ ยังสามารถส่งกลับมาที่เดิมได้ด้วยเช่นกัน
อูหลินเฟิงจึงเรียกจงหมิ่นผ่านยันต์ สภาพที่เห็นคือจงหมิ่นเต็มไปด้วยเลือดของศัตรูแต่ว่าตัวจงหมิ่นกลับไร้บาดแผล “รีบเปลี่ยนชุดเดี๋ยวนี้เราจะหาคนจากแดนศักดิ์สิทธิ์” อูหลินเฟิงกล่าว
“หือ? ทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวได้แล้วงั้นหรือ” จงหมิ่นถามอย่างแปลกใจเพียงการต่อสู้ในตระกูลระดับกลางจะสามารถทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหวได้เชียวงั้นหรือ
“ยัง ตอนนี้ทำได้เพียงขอเข้าพบเท่านั้น จะทำให้อีกฝ่ายเคลื่อนไหวได้หรือไม่ ต้องรอหลังจากได้พบแล้ว รีบๆ เปลี่ยนเสื้อเลยเร็วเข้า"อูหลินเฟิงเร่งจงหมิ่น
“ได้ๆ รู้แล้ว” จงหมิ่นรีบเปลี่ยนเสื้อที่เปื้อนเลือดออกตนออก
“เดี๋ยวข้ากลับมาท่านพ่อ” อูหลินเฟิงหันกล่าวกับพ่อของตนหลังจากเห็นว่าจงหมิ่นเปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้ว
“ระวังตัวด้วย”
จากนั้นอูหลินเฟิงก็เดินเข้าไปยังวงกลมสีทองเล็กๆ ที่โอวหยางฉางสร้างขึ้น อูหลินเฟิง จงหมิ่นและโอวหยางฉางกลายเป็นแสงหายไปจากที่เดิมอย่างรวดเร็ว
..
จบตอน