ขจรยกเลิกเรื่องกินข้าวกับกิ๊ฟ เขากลับมาที่โรงแรม แล้วก็นั่งสมาธิ ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับ แอลในชาติก่อนก็ ค่อยๆผุดขึ้นมาในหัวของเขา
ระหว่างที่เชลยศึกกรุงศรี ถูกพากลับไปพม่า ทับนั้นก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน ระหว่างทาง ทับก็พบว่า มีหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นเชลยด้วยกัน ได้มองทับด้วยความสนใจ หญิงสาวคนนั้นก็หาจังหวะเข้ามาพูดคุยกับทับ
“ ท่านองครักษ์ทับ ท่านจำข้าได้หรือไม่?”
“ เจ้าคือ?”
“ ข้าชื่อทิพย์ เป็นบุตรีของหลวงหาญกล้าณรงค์”
“ อ้อ เจ้านั่นเอง พ่อครูเป็นยังไงบ้าง”
“ บิดาตายแล้ว”
ทับได้แต่กำหมัดแน่น แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“ คืนนี้ พวกเราเตรียมตัวที่จะหนีออกจากค่ายเชลยแห่งนี้ ข้าอยากให้ท่านเข้ามาร่วมด้วย”
“ พวกเจ้าไปกันเถอะ ข้ามีงานสำคัญต้องทำ”
“ งานอะไร สำคัญกว่าอิสรภาพอีกหรือ?”
ทับไม่อาจบอกได้ ว่าภารกิจของเขาคือ ลอบสังหารกษัตริย์ของพม่า ต้นเหตุของสงครามในครั้งนี้
“ ข้าบอกไม่ได้ พวกเจ้าหนีไปกันเถอะ”
ทับพูดจบ ก็ไม่สนใจ ทิพย์อีกเลย
“ ไอ้คนขี้ขลาด” ทิพย์ด่าใส่ทับ แล้วเดินจากไป
คืนนั้น เชลยหลายสิบคน ก็ได้หลบหนีออกจากค่ายไป แต่พอถึงชายป่า ก็มีทหารพม่าห้าสิบคน ล้อมเอาไว้
“ คิดหรือว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าคิดหนี จับพวกมันให้หมด”
ทหารที่มีอาวุธครบมือ เข้ามาจัดการกับ พวกเชลยที่มีแต่มือเปล่า แต่ละคนก็สู้ยิบตา บางคนถูกฆ่าตาย แต่ในระหว่างนั้นเอง ก็มีเงาชายคนหนึ่ง ปรากฏอยู่ด้านหลังนายกองที่เป็นหัวหน้าทหารพม่าเหล่านี้ แล้วเขาก็ใช้ดาบเชือดคอของนายกองจนตายคาที่ รองหัวหน้าทั้งสี่ก็ยังไม่ทันยกดาบ ก็ถูกคมดาบฟันคอขาดไปพร้อมๆ กันทั้งสี่คน ทหารที่เหลือต่างตกใจที่ผู้บังคับบัญชานั้นตายหมดแล้ว จึงคิดหนีกลับไป แต่ว่าพวกมันไม่อาจหนีรอดไปได้ ชายในเงามืด เคลื่อนไหวเร็วปานภูตพราย เข้ามาตัดหัวของทหารหลายสิบคนจนตายเกลื่อน แล้วทั้งหมดก็ถูกฆ่าตาย โดยชายในเงามืดเพียงคนเดียว
“ ท่านองรักษ์ทับ” ทิพย์เอ่ยขึ้นมาอย่างดีใจ
“ พวกเจ้ารีบไปซะ ที่นี่ข้าจะจัดการเอง” ทั้งหมดรีบหนีไป แต่ว่า ทิพย์กลับไม่ยอมไป แต่ดึงร่างของ ทับไปที่หลังพุ่มไม้ แล้วบอกว่า
“ ก่อนกรุงแตก พ่อข้าได้พูดอะไรกับท่าน”
“ คือ..ว่า ท่านขอให้ข้าสาบานว่าจะดูแลเจ้า”
“ แล้วท่านก็สาบาน?”
“ ใช่”
“ แล้วท่านจะปล่อยให้ข้ากลับไปคนเดียวอย่างนั้นรึ?”
“ ข้ามีความจำเป็น”
“ จำเป็นอะไรอีกเล่า บ้านเมืองก็ไม่มีกษัตริย์ให้ท่านปกป้องอีกแล้ว”
“ ข้าต้องสังหารกษัตริย์พม่าให้ได้ แผ่นดินจะได้สงบขึ้น”
ทิพย์ได้ฟังเหตุผลนี้ ถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ
“ พี่ทับ”
“ เจ้าไปซะเถิด” ทับหันหลังกลับ แต่ทันใดนั้นเอง ทิพย์ก็เข้ามากอดเขาแน่น และที่ทำให้ใจของทับนั้นเต้นระรัวคือ ทิพย์ได้ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดแล้ว
“ นี่เจ้าคิดจะทำอะไร”
“ ข้าอยากให้ท่านให้กำเนิดบุตรชายให้ข้า ภารกิจของท่านมันมีแต่หนทางที่ไปแล้วไม่มีทางหวนกลับมาได้อีก หรือว่าท่านจะปล่อยให้ข้าอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตเลยหรือไง?”
ทับได้แต่ยืนหลับตา เขาไม่เคยนึกรัก ทิพย์เลยแม้แต่น้อย เขารักแต่เพียงแก้วฟ้าภรรยาของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่ว่าครั้งนี้เขากำลังไปตาย แล้วจะปล่อยให้ทิพย์อยู่คนเดียวได้อย่างไร แล้วในที่สุด ทับก็หันมาแล้วก็จูบปากของ ทิพย์จากนั้นทั้งสองก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์กัน เพื่อหวังกำเนิดทายาท จนกระทั่งรุ่งสาง ทั้งสองจึงจากกันด้วยความอาลัย ขจรได้กลับมาเป็นนักโทษเชลยอีกครั้ง ผ่านไปเจ็ดวัน พวกที่เชลยที่หนีไปได้ ก็ถูกจับมาอีกครั้ง รวมทั้งทิพย์ด้วย
ในคืนนั้นทิพย์ถูกส่งตัวไปรับใช้นายกองนามว่าสุกี้ ทับบุกเข้าไปเพื่อจะช่วยเหลือ แต่พบว่า ทิพย์นั้นได้ขัดขืน แล้วใช้ปิ่นปักผมปักเข้าที่คอของ นายกองสุกี้จนตาย แล้วก็ใช้ปิ่นปักผมแทงหัวใจของตัวเองตายตามไป ทับเข้ามาเห็นรอยยิ้มของทิพย์เป็นครั้งสุดท้ายในคืนนั้น
ขจรลืมตาขึ้นมาแล้วเอ่ยเบาๆ ว่า
“ ชาติก่อนผมติดค้างคุณ ผมไม่อาจช่วยคุณได้ แต่ชาตินี้ผมจะต้องช่วยคุณให้ได้ แอล อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ ผมกำลังไปช่วยแล้ว”
ในตอนเช้า ขจรนั่งเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ สามารถจุคนได้เกือบยี่สิบคน โดยคนที่ไปด้วยคราวนี้ เป็นทหารรับจ้างของหลายๆ ชาติมารวมกัน 18 นาย ทั้งหมดมีอาวุธทันสมัยครบมือ มีคุณพงศธร เป็นผู้แนะนำแต่ละคนให้ขจรได้รู้จัก หัวหน้าของทหารรับจ้างมีชื่อว่า ผู้พันไทเกอร์ อายุประมาณ 50 ปี แต่ยังดูแข็งแรง เคยอยู่หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐมาก่อน พอเครื่องลงที่ เขื่อนแก่นกระจาน ก็มีพรานที่จะนำทางสองคน คือ พรานเดช วัย 40 ปี กับ พรานชนกลุ่มน้อยชื่อ ส่างมิน วัย 60 ปีซึ่งดูตัวเล็กแต่แข็งแรง จะเป็นผู้นำทางไปในครั้งนี้
ทั้งหมดก่อนที่จะเข้าไปในเทือกเขา ก็มีการมาประชุมกันก่อน เพื่อคุยถึงเส้นทางที่พวกของแอลได้เดินทางไปก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้หลายคนมาร่วมประชุมด้วย
“ ครั้งก่อนที่คุณหนูมาที่นี่ ได้ว่าจ้างพรานของหมู่บ้านเราไปที่ แนวเขตชายแดนไทยพม่า บนยอดเขา พรานของเราที่ไปด้วยก็ไม่ได้กลับมาเช่นกัน พวกของคุณหนูมีอยู่สามคนนั้นหายไป ตรงจุดนี้” พรานเดชอธิบายจุดที่หายไปของ แอลกับม่อน และ พี่อ้วนตากล้อง และ พรานอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่ จีพีเอสของมือถือของแอลก็ได้แจ้งพิกัดสุดท้ายเอาไว้
“ แล้วพวกยูทูปเบอร์คนอื่นๆ ที่ไปแล้วทำไมพวกเขากลับมาได้”
คุณพงศธร ถามด้วยความสงสัย
พรานทั้งสองคนต่างส่ายหน้าไม่สามารถตอบได้เช่นกัน
“ ผมว่าพวกเรารีบเดินทางไปกันก่อนที่จะค่ำมืด” เจ้าหน้าที่ป่าไม้แนะนำ
แล้วทั้งหมดก็เดินทางขึ้นเขาไปตามเส้นทางที่ พรานทั้งสองนำทาง
พอเดินเข้าป่ามาได้สักพัก ขจรก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับเส้นทางนี้
“ เส้นทางนี้ดูเหมือนว่า เคยถูกใช้เป็นทางเดินระหว่างประเทศมาก่อนใช่หรือไม่”
ขจรเอ่ยถามส่างมิน
“ ใช่ครับ เมื่อก่อนกองทัพพม่า ก็ใช้เส้นทางนี้ผ่านเข้า ออกเพื่อเข้าโจมตีเมืองกรุงศรีอยุธยา แล้วก็เคยพาพวกเชลยศึก มาทางด้านนี้ด้วย ในสมัยผมยังเด็ก ผมยังเคยเห็นโครงกระดูก และพวกเศษผ้าโบราณ ตกอยู่ตามข้างทางเต็มไปหมด แต่เดี๋ยวนี้มีคนเก็บไปขายไม่มีเหลือแม้แต่กระดูกครับ”
ขจรเริ่มเดินเข้าไปก็เริ่มรู้สึกว่า มีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาอยู่
ทั้งหมดเดินเข้ามาได้ประมาณ 2 ชั่วโมงก็มีลำธารขนาดใหญ่ที่ไหลจากยอดเขาตะนาวศรีลงมาขวางทาง จึงเตรียมลุยน้ำข้ามไป
“ ธารน้ำตรงนี้ไม่ลึก พวกเราสามารถเดินผ่านได้เลยครับ” พรานเดชเอ่ยบอกกับทุกคน
พรานเดชนำหน้าพวกทหารทั้ง 18 คนไป ขจรยังคงเดินอยู่ข้างหลังกับ ส่างตา แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีตัวอะไรบางอย่าง บินออกจากถ้าใต้น้ำตก ทุกคนมองด้วยความสนใจ คิดว่าเป็นพวกค้างคาว หรือไม่ก็พวกนก แต่ทว่ามันไม่ใช่ มันคือปลาที่มีปีก แล้วอ้าปากมีฟันเหมือนกับ ปลาปิรันย่า
“ ปลาบิน” พรานทั้งสองคนเอ่ยพร้อมกัน
“ หนีไปจากที่นี่เร็ว”
ไม่รอให้บอกซ้ำสอง ทุกคนรีบวิ่งขึ้นจากน้ำ ใครหนีไม่ทัน ฝูงปลาบินก็เข้ามากัดกินเนื้อจนขาดแหว่งไป พวกมันหลายร้อยตัวรุมกัดกินทหารแค่ไม่กี่วินาที ทหารบางคนก็เหลือแต่กระดูกตายไปอย่างน่าอนาถ ที่เหลือนำปืนกลออกมาไล่ยิง แต่ทว่า ด้วยที่ปลาบินมันมีมาก ทำให้หลายคนหนีไม่ทันถูกรุมกัดกิน แต่น่าแปลก ปลาบินพวกนี้ไม่มีตัวไหน กล้าเข้าใกล้ขจรแม้แต่ตัวเดียว กลับไปไล่ทำร้ายผู้อื่นจนต้องตายไปหลายคน ขจรรีบเข้าไปช่วย คุณพงศธร ที่ตอนนี้กระสุนหมดไม่อาจช่วยตัวเองได้แล้ว พอขจรเอาตัวเข้าไปขวาง พวกปลาบินก็บินหนีห่างไปจนหมด จนทหารทุกคนมายืนข้างหลังขจร แล้วค่อยๆ เดินขึ้นไปบนบก พวกปลาบินก็ไม่ไล่ตามมาทำร้ายอีก
ส่างตารีบถามกับขจรทันที
“ นาย มีของดีอะไร ทำไมปลาบินพวกนี้ไม่กล้าเข้าใกล้นายเลย”
ขจรไม่ได้บอกว่าเป็นเพราะ ยันต์เกราะเพชรของหลวงตาคง เป็นผู้ช่วยเขาในครั้งนี้ แต่นำพระเครื่องที่ห้อยคออยู่สามองค์ออกมาให้ส่างตาดู
“ สงสัยจริง พวกยัยแอล ผ่านมาได้อย่างไรไม่เจอปลาบินพวกนี้หรือไง”
“พอดีตอนนี้เป็นฤดูวางไข่ของมัน พวกเรามาเวลาที่พวกมันกำลังขึ้นมาวางไข่พอดี เลยโจมตีพวกเราครับ” พรานเดชอธิบาย
ทุกคนเดินทางกันต่อ ไม่นานนัก ก็มาถึงจุดที่แอลกับเพื่อนๆ นั้นหายไป บรรยากาศรอบๆ ก็เริ่มมืดลง ทุกคนเลยพักผ่อนกันที่นี่ รุ่งเช้าค่อยตามหากันต่อ
ขจรกับส่างตาเดินกันไปรอบๆ เห็นทหารฝรั่ง กำลังไล่ตอกเครื่องจับความเคลื่อนไหวลงไปที่พื้น รอบๆ ที่พัก หากว่ามีอะไรเคลื่อนไหว เจ้าเครื่องนี้ จะส่งสัญญาณเตือนทันที
พอตกเย็น อุณหภูมิรอบๆ กลับเย็นลงอย่างผิดปกติ
“ ผมว่าแถวนี้มีวิญญาณผีป่า หนาแน่นบางทีพวกมันอาจใช้อำนาจบังตาพวกเรา ทำให้ไม่เห็นคุณหนูแอลกับพวก” พรานส่างตา เอ่ยออกมาเบาๆ
“ วิญญาณผีป่าคืออะไร?”
“ เมื่อในอดีต มีเชลยศึก และ พวกพม่าต่างสู้รบกัน ทั้งสองฝ่ายถูกฆ่าตายที่บริเวณนี้เป็นจำนวนมาก วิญญาณของพวกมันไม่ได้ไปผุดไปเกิด ยังคงวนเวียนอยู่ในป่าแถบนี้ เคยมีพรานออกมาล่าสัตว์แถบนี้ หลายคน แทบทุกคนไม่ตายก็หายสาบสูญ พวกเราชาวพรานจึงไม่มีใครกล้ามาล่าสัตว์แถวนี้อีกเลย พวกวิญญาณเหล่านี้เป็นพวกมีกรรมไม่อาจไปผุดไปเกิดได้ มันอาศัยอยู่มานาน ก็เลยกลายเป็นวิญญาณที่สิงสู่ในร่างสัตว์ หรือ ต้นไม้ หากใครมาล่าสัตว์หรือตัดต้นไม้ ล้วนแต่มีจุดจบที่น่าสยดสยอง ทุกๆ คน”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงสัญญาณเตือนว่ามี บางอย่างเคลื่อนไหวเข้ามาทางที่พักของทีมงาน แล้วก็ได้ยินเสียงคำรามของเสือดังก้องป่า แล้วมีเสียงปืนดังลั่นดังขึ้นหลายนัด พร้อมกับได้ยินเสียงร้องของคน ขจรกับส่างตารีบวิ่งกลับไปดูทันที พบเสือโคร่งตัวใหญ่กำลังคาบทหารรับจ้างคนหนึ่งวิ่งหายไปเข้าไปในป่า ทหารหลายคนพยายามใช้ปืนยิงมัน แต่ว่า กลับไม่ระคายผิวของมัน จนมันหายลับไป
“ ทุกคน เตรียมอาวุธเอาไว้ให้พร้อม ตอนนี้เป็นเวลาพวกสัตว์หากินแล้ว มันคิดว่า พวกเราคืออาหารของมัน” พรานเดชเอ่ย ต่อหน้าทุกๆ คน
“ ทำไมยิงมันไม่เข้า” ผู้พันไทเกอร์ถามด้วยความแปลกใจ
“ เสือตัวนี้น่าจะเป็นเสือสมิง มันกินพรานป่าที่มีวิชาไสยเวทย์ดำเข้าไป ทำให้อาวุธปืนยิงมันไม่เข้า”
“ แล้วจะฆ่ามันได้อย่างไรดี”
“ ต้องใช้ อาวุธอาคมเท่านั้นที่จะฆ่ามันได้”
“ อาวุธอาคม?”
พรานเดชนำมีดหมอลงอาคมจากเอวออกมาให้ทุกคนดู แล้ว นำขวดน้ำมนต์ที่พกติดตัวออกมา แล้วให้ทุกคนนำกระสุนปืนนำมาแช่น้ำมนต์เอาไว้ แล้วให้พรานส่างตา สวดมนตร์เป่า คาถาลงไป แล้วใช้มีดหมดแช่เอาไว้ในน้ำด้วย ขจรยืนมองอยู่ แต่ไม่ได้สนใจเท่าใด แต่กำลังมองไปรอบๆ เพราะยังคงรู้สึกว่า มีบางสิ่งบางอย่างกำลังจ้องมองมา ด้วยสายตาอาฆาต
พอเสร็จพิธี ก็นำกระสุนปืนมาเช็ดให้แห้ง แล้วใส่กลับเข้าไปในปืนอีกครั้ง
คราวนี้ทุกคนมั่นใจมากขึ้น แล้วก็ได้ยินเสียงสัญญาณดักจับการเคลื่อนไหว ดังมาจากทุกทิศทุกทาง เสือโคร่ง คราวนี้ไม่ได้มาแค่ตัวเดียว กลับมากันไม่ต่ำกว่าสิบตัว
มันอ้าปากคำรามก้อง แล้วมันก็เริ่มโจมตีเข้าใส่พวกมนุษย์ทันที...